หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  
  -  ขายปลุกพลังชีวิต
  -  อยากสำเร็จต้อง.
  -  ความสำเร็จของนักขาย
  -  การพูดเพื่อขาย
  -  ความล้มเหลวในการทำธุรกิจเครือข่าย
  -  การขายทางโทรศัพท์
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
  -  เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
  -  ข้อห้ามสำหรับเจ้าหน้าที่ในการจัดการแสดงสินค้า
  -  ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
  -  ใช้ชีวิต...ให้เต็มชีวิต...
  -  การตลาดยุคใหม่ : Modern Marketing
  -  นิสัยความสำเร็จ...สำคัญกว่าทำก่อน
  -  การตลาดยุคใหม่ : นักการตลาดยุคใหม่
  -  Brand Experience
  -  คิดต่าง
  -  การตลาดรุ่ง เราต้องมุ่งที่การสร้างความสัมพันธ์
  -  การส่งเสริมการตลาดแบบกองโจร
  -  การตลาด.ภิวัตน์
  -  อยากดัง ต้อง สร้างแบรนด์
  -  ยุทธวิธีการตลาด
  -  ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด
  -  การตลาดขั้นเทพ
  -  ชนะคู่แข่งด้วย SERVICE
  -  การตลาดกับธุรกิจบริการ
  -  แนวความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
  -  การตลาดของมหาเศรษฐีโลก
  -  สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
  -  การตลาดสมัยใหม่
  -  Marketing 3.0
  -  อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
  -  Digitalmarketing Communication
  -  Viral Marketing
  -  กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
  -  การตลาดผ่าน Brand Ambassador
  -  การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
  -  จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  -  กลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก
  -  Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
  -  Celebrity Marketing
  -  อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
  -  สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
  -  อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
  -  เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
  -  จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
  -  คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การตลาดแบบ Attraction Marketing เป็นการตลาดที่ดึงความสนใจของผู้บริโภค ของผู้มุ่งหวัง ให้มาขอซื้อสินค้าหรือมาขอทำธุรกิจเครือข่ายกับเรา โดยที่เราไม่ต้องไปเสนอขอให้เขามาทำธุรกิจเครือข่ายหรือซื้อสินค้าจากเรา ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเสนอขายสินค้าหรือนำเสนอขายธุรกิจเครือข่าย ซึ่งทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ความน่ารำคาญ จากลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง จากพฤติกรรมการตามตื้อ ตามง้อของเรา
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่า เมื่อใช้การตลาดแบบ Attraction Marketing คนจะไม่ปฏิเสธ
หรือถูกโดนปฏิเสธจากลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง เพราะเป็นธรรมดางานขายหรืองานนำเสนอจะต้องมีทั้งการตอบรับและการถูกปฏิเสธ
การตลาดแบบ Attraction Marketing ส่วนใหญ่มักจะทำกันในโลกอินเตอร์เน็ตหรือโลกออนไลน์ เพราะ โลกออนไลน์มีลักษณะเป็น Mass สูง เป็นโลกของ Social ที่ทันสมัย แต่คนจำนวนมากมักคิดว่า ถ้าอย่างไร เราต้องโพสต์หรือส่งข้อความของบริษัทของเรา สินค้าของเรา ตัวเรามากๆ คนเขาจะได้เข้ามาซื้อหรือเข้ามาติดตาม
แต่จริงๆแล้ว การตลาดแบบ Attraction Marketing จะต้องมีการนำเสนอ Content และการนำเสนอ Profile ที่น่าสนใจ จึงจะสามารถดึงดูดผู้คนรวมทั้งลูกค้าและผู้มุ่งหวังมาให้สนใจเรามากกว่าการโพสต์หรือการส่งข้อความเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีความแตกต่าง ไม่มีความน่าดึงดูด ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาสนใจ
กล่าวคือ เราจะต้องสร้างมูลค่าให้กับตัวเราเองเสียก่อน การสร้าง Brand จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะต้องนำเอามาใช้ เพราะการสร้าง Brand จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความจดจำ สร้างความศรัทธาภายในใจของกลุ่มเป้าหมาย จนกระทั่งกลุ่มเป้าหมายอยากที่จะซื้อสินค้าหรืออยากจะทำงานร่วมกับเรา
การรู้จักกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการทำการตลาดแบบ Attraction Marketing ให้ประสบความสำเร็จ เช่น ในตลาดแชมพู มีหลายยี่ห้อ เราต้องรู้ก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเราคือใคร คนที่มีผมเสีย ผมแตกปลายใช่หรือไม่ คนที่มีผมเป็นรังแคใช่หรือไม่ คนที่มีผมร่วงใช่หรือไม่ คนที่เป็นเด็กใช่หรือไม่ เมื่อเรารู้กลุ่มเป้าหมายแล้ว เราจึงสามารถทำการตลาดแบบดึงดูด กลุ่มเป้าหมายของเราได้สำเร็จ ไม่ใช่ดึงดูดทุกกลุ่มเข้ามา เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทอง สิ้นเปลืองเวลา สิ้นเปลืองงบประมาณ สิ้นเปลืองทรัพยากรต่างๆ โดยใช่เหตุ
การสร้างการตลาดแบบดึงดูดมีองค์ประกอบดังนี้
1.การสร้าง Brand โดยผ่านเครื่องมือออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผ่านเวปไซด์ และ Social Media เช่น Youtube , twitter , Facebook , Line , Blog ฯลฯ
2.การสร้างช่องทางการสื่อสารให้แก่ผู้มุ่งหวังหรือลูกค้า ให้สามารถติดต่อกับเราได้และเราก็สามารถติดต่อเขาได้ เช่น E-mail พูดคุยผ่าน Facebook , Massager , Line , E-mail , Instragram เป็นต้น
3.การสร้างหรือรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง(กล่าวคือเราต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย) ข้อมูลของบริษัทของสินค้า ข้อมูลบทความ ความรู้ต่างๆ เคล็ดลับการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เป็นต้น
4.การสร้างหรือการส่งมอบสิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เคล็ดลับต่างๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ได้มีการเตรียมไว้ และเมื่อลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังต้องการติดต่อก็สามารถตอบหรือหาข้อมูลต่างๆ ส่งไปให้ได้
แล้ว ธุรกิจใดเหมาะที่จะนำ Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด มาใช้มากที่สุด สำหรับในความคิดของกระผม ธุรกิจเครือข่ายครับ หรือ ธุรกิจที่ต้องการสมาชิกเป็นจำนวนมากๆ ยอดขายมากๆ ซึ่ง Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด สามารถช่วยได้ ดังเราจะสังเกตเห็นว่า หลาย เว็ปไซค์ของธุรกิจเครือข่าย มักจะมีการนำเสนอ Content และการนำเสนอ Profile ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดผู้คน ให้เข้ามาอ่าน เข้ามาดู และอีกหลายเว็ปไซค์ ก็จะมีการเปิดโอกาสให้คนที่สนใจ ฝากเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์(Email Marketing) เพื่อติดต่อกลับ หากว่าสนใจในตัวของบริษัท สินค้า หรือบริการ ด้วย
ซึ่ง Email Marketing เป็นส่วนหนึ่งของ Attraction Marketing พวกเราลองไปศึกษาเพิ่มเติม เพราะการใช้ Email Marketing อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มการดึงดูดได้มากยิ่งขึ้น เราจะไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหาลูกค้าเพื่อคุยเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ เราจะรู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร(คนที่สนใจธุรกิจของเราหรือตัวเราจริงๆ) ยิ่งบริษัทใดมีรายชื่อลิสต์ลูกค้ามากๆ การไปพูดคุยต่อตัวต่อ ยิ่งทำได้อย่างยากลำบาก เสียเวลา เสียเงินทอง เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ การใช้ Email Marketing จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ติดต่อลูกค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งตอบสนอง ในโลกยุคออนไลน์หรือในโลกยุคนี้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ที่พนักงานขายหรือผู้นำธุรกิจเครือข่ายจะต้องเดินทางไปพูดคุยตัวต่อตัว หรือโทรศัพท์พูดคุยกัน หากมีจำนวนไม่มากก็ไม่น่ามีปัญหาแต่ถ้ามีเป็นจำนวนมากหลายพันคน หลายหมื่นคน คงลำบากที่จะติดต่อ
สำหรับธุรกิจเครือข่ายหลายบริษัทที่มีการทำการตลาด Attraction Marketing อย่างมีประสิทธิภาพ มักจะวางระบบไว้อย่างดี ทำให้มีการปิดการขายหรือมีการปิดรับสมัครคนเข้าในเครือข่ายได้เป็นจำนวนมาก
โดยสรุปแล้ว การทำ Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด เป็นเครื่องมือเครื่องมือหนึ่งในการทำการตลาด และถ้าต้องการทำอย่างได้ผล เราจะต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราเสียก่อน เราจะต้องสร้างความแตกต่าง เราจะต้องสร้างความจดจำ เราจะต้องหาช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เราจะต้องมอบสิ่งที่ดีๆให้แก่กลุ่มเป้าหมาย จนกระทั่งกลุ่มเป้าหมายมาติดต่อเราเอง ขอความรู้จากเรา ขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษาจากเรา ขอซื้อสินค้าจากเรา หรือพูดง่ายๆ คือ เราได้หัวใจของกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

...
  
Celebrity Marketing
Celebrity Marketing
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
Celebrity Marketing (เซเลบริตี้ มาร์เก็ตติง) คือ การนำบุคคล คนดัง คนมีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง นักการเมือง นักสื่อสารมวลชน นักกีฬาชื่อดัง มาช่วยในการทำการตลาด เพราะบุคคล คนดัง มักจะเป็นที่รู้จักของสาธารณชนอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเสียเวลาในการแนะนำตัว อีกทั้ง บุคคล คนดัง มักจะมีแฟนคลับหรือคนที่ติดตามผลงานอยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น บุคคล คนดัง มักจะเป็นผู้นำทางความคิด จิตวิญญาณ เป็นต้นแบบ ของผู้ติดตาม จึงทำให้บุคคลที่เป็นแฟนคลับหรือผู้ติดตามเลียนแบบทั้งทางด้านพฤติกรรม เลียนแบบการใช้ชีวิต เครื่องแต่งกาย ทรงผม รวมไปถึงการใช้สินค้าและบริการของบุคคล คนดังหรือบุคคลที่เป็นต้นแบบ การตลาดสมัยใหม่จึงนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ซึ่งบางบริษัทสามารถนำเอาไปใช้จนได้ผลทำให้เกิดกระแสโด่งดังขึ้นในสังคม ซึ่งการตลาดแบบ Celebrity Marketing มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจหลายอย่างดังนี้
1.Celebrity Marketing ช่วยทำให้สินค้าติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว
2.Celebrity Marketing ช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก เป็นการเพิ่มยอดขาย
3. Celebrity Marketing ช่วยส่งเสริมภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ในตัวของสินค้าและบริการ
4. Celebrity Marketing ช่วยให้ภาพการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ฉะนั้น จากข้อความข้างต้น การใช้บุคคล คนดัง หรือ Celebrity Marketing มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งถ้ารู้จักประยุกต์ใช้ เพราะจะทำให้สินค้าและบริการของเรา ติดตลาดในช่วงเวลาอันสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บุคคลที่ไม่มีชื่อเสียงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สืบเนื่องมาจาก เมื่อผู้บริโภคเห็นบุคคล คนดัง ก็มักจะนึกถึงสินค้าและบริการ ที่บุคคล คนดัง โฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือ เมื่อผู้บริโภคเห็น สินค้าและบริการที่โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ก็จะคิดถึงบุคคล คนดัง อีกทั้งช่วยให้เกิดยอดขายเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดยอดขายมากขึ้น ธุรกิจก็มีโอกาสในการคืนทุนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับข้อด้อยในการใช้ Celebrity Marketing คือ การใช้บุคคล คนดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ต้องใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากในการว่าจ้างบุคคล คนดัง อีกทั้งเมื่อบุคคล คนดัง มีปัญหาคือมีคดี ขึ้นศาล หรือทำตัวให้ภาพลักษณ์ของตนเองเสียหาย ก็จะส่งผลกระทบกับตัวสินค้าและบริการตามไปด้วย ดังนั้นการเลือก ฟรีเซ็นเตอร์ จะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และใคร่ครวญว่าจะใช้ใครมาเป็น Celebrity Marketing
สำหรับเรทค่าตัวดาราชายและดาราหญิงในประเทศไทยเรา 6 อันดับแรก (ข้อมูลจากเว็บไซค์ สยาม ดารา http://www.siamdara.com/hot-news/thai-news/1071916)
อันดับที่ 1 เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย สปอนเซอร์เจ้าใด กระเป๋าหนักสามารถจ่ายค่าตัวที่สูงลิบลิ่วเกือบ 30 ล้านบาทได้ ก็จะได้ตัวซุปเปอร์สตาร์ยอดนิยมอย่าง "ป๋าเบิร์ด" ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าอย่างแน่นอน
อันดับที่ 2 อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ บรรดาเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังต่างแย่งชิงตัวกันชุลมุน ถึงแม้ว่าค่าตัวของสาว Hot(ฮอต) รายนี้จะสูงลิบไม่ต่ำว่า 10 ล้านบาท
อันดับที่ 3 ชมพู่ อารยา เอฮารเก็ต ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางดังกับราคาค่าตัวที่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทเช่นกัน
อันดับที่ 4 ณเดชน์ คูกิมิยะ มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาจับจองกันแทบไม่เว้น เรตค่าตัว "ณเดชน์" สูงถึง 10 ล้านบาท
อันดับที่ 5 ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ค่าเหนื่อยของ "ใหม่-ดาวิกา" สนนราคาจิ๊บๆ เพียงแค่ 10 ล้านเท่านั้น!
อันดับที่ 6 ญาญ่า อุรัสยา สเปอร์บัน "ญาญ่า" ดำรงตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ "สาวญาญ่า" คว้าพรีเซ็นเตอร์ไปกว่า 30 ตัวเลยทีเดียว! กับราคาเบาๆ ไม่แรงเท่ารุ่นพี่ 7-10 ล้านบาทเท่านั้น!
ฉะนั้น Celebrity Marketing (เซเลบริตี้ มาร์เก็ตติง) คือ กลยุทธ์ทางการตลาดแบบหนึ่ง ซึ่งบริษัท สามารถนำเอากลยุทธ์ทางการตลาดไปใช้กับ สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ได้ หากประยุกต์ใช้ ปรับใช้อย่างได้ผล ก็จะทำให้เกิดยอดขาย เม็ดเงิน ผลกำไร กลับคืนมายังบริษัทอย่างมหาศาล
ทั้งนี้การใช้ Celebrity Marketing ที่ดีควรใช้ผสมผสานหรือพิจารณาปัจจัยทางการตลาดกับกลยุทธ์อื่นๆด้วย ก็จะยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น กลยุทธ์ IMC (Integrated Marketing Communication)
เราจะเห็นได้ว่าการใช้ กลยุทธ์ IMC (Integrated Marketing Communication) จะทำให้เกิดการต่อยอดและทำให้การใช้กลยุทธ์ Celebrity Marketing ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการใช้สื่อสมัยใหม่ช่วย เช่น การใช้ Twitter , Facebook , Line , Instagram เป็นเครื่องมือทำการตลาดบน Social Media
ซึ่งการใช้บุคคล คนดัง เพื่อทำ Celebrity Marketing ควรคำนึงถึง แบรนด์ บุคคลหรือคนดังด้วยว่า สอดคล้องหรือมีภาพลักษณ์ไปกับสินค้า บริการของเราด้วยหรือไม่ ซึ่ง แบรนด์บุคคลหรือคนดัง ที่นำมาใช้ควรมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
-มีความน่าเชื่อถือ(Believe)และ มีความไว้วางใจ(Trust) กล่าวคือสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Credibility) ของเราได้
-มีภาพลักษณ์ที่มีเสน่ห์และสามารถดึงดูดความสนใจลูกค้าหรือผู้บริโภคให้มาสนใจตราสินค้า (Attractiveness) ของเราได้
ตัวอย่างเช่น ไทเกอร์ วู้ด นักกีฬากอล์ฟมืออาชีพอันดับ 1 ของโลก ส่วนใหญ่บริษัทที่ผลิตเกี่ยวกับ ไม้กอล์ฟ รองเท้ากีฬา เสื้อผ้า กางเกง หมวก กีฬา มักจะใช้ ไทเกอร์ วู้ด เป็นพรีเซ็นเตอร์ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้กับสินค้าของตนเอง
สำหรับข้อที่ควรคำนึงถึงในการใช้ฟรีเซ็นเตอร์ คือ การใช้บุคคล คนดัง ควรมีบุคลิกภาพ นิสัย ใจคอ ตรงกับแบรนด์ของสินค้า , การใช้บุคคล คนดัง ที่ Hot (ฮอต)มากๆ ไปเป็นฟรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าหลายตัว อาจจะทำให้ผู้บริโภคจดจำไม่ได้ว่าเป็นฟรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าใด แบรนด์ใดบ้าง เราควรหลีกเลี่ยงฟรีเซ็นเตอร์นั้น , การใช้บุคคล คนดัง ไม่ควรผูกติดกับคนๆเดียว เพราะการใช้คนๆเดียว มีทั้งประโยชน์และโทษ คือ ประโยชน์ทำให้ลูกค้า ผู้บริโภค จดจำ บุคคล คนดังกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ของเรา ส่วนข้อด้อยคือเมื่อบุคคล คนดัง คนนั้นตายไปก็ย่อมส่งผลกระทบต่อแบรนด์ได้เช่นกัน
ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ช่วยส่งเสริมให้ Celebrity Marketing ประสบความสำเร็จ เช่น การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ , การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย , การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น


...
  
อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก

www.drsuthichai.com

สภาพแวดล้อมในการแข่งขันในยุคปัจจุบันทำให้ธุรกิจทุกประเภท ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน ซึ่งรวมไปถึงหน่วยงานในองค์กรราชการด้วย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน

เมื่อองค์กรจำเป็นจะต้องมีการปรับตัว ฉะนั้น หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กรเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัว ไม่ว่าฝ่ายบุคคล ฝ่ายการเงิน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการตลาด

สำหรับบทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ กระผมขอพูดถึงเฉพาะเรื่องของการตลาด และขอเขียนถึงเฉพาะเรื่องของการสร้างแบรนด์ ซึ่งการสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากในการทำการตลาดขององค์กร ของบุคคล ของสินค้า ของบริการ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์มีดังนี้

1.จงสร้างการจดจำในแบรนด์ให้กับลูกค้า เช่น

เมื่อกล่าวถึง KFC ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง ผู้พัน KFC คิดถึงไก่ทอด

เมื่อกล่าวถึง Nike ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รองเท้า คิดถึงคำว่า Just do it และคิดถึงเครื่องหมายถูก

เมื่อกล่าวถึง Volvo ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รถที่มีความปลอดภัยสูง

เมื่อกล่าวถึง Marlboro ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่าคิดถึง บุหรี่ คิดถึงเคาบอยและคิดถึงสีแดง

เมื่อกล่าวถึง Benz ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รถที่มีราคาแพง รถที่มีความหรูหรา สมฐานะ มีระดับ

ฉะนั้น ท่านต้องการให้ลูกค้าจดจำสินค้า บริการ องค์กร ของท่านในแง่มุมใด จงเขียนมันออกมา จงทำการบ้านก่อนที่จะเริ่มโฆษณา เริ่มประชาสัมพันธ์ เพราะเมื่อท่านยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจะให้ลูกค้าจดจำท่านในแง่มุมใด ท่านก็จะเสียเวลา เสียเงินทองในการโฆษณา ในการประชาสัมพันธ์ สินค้า บริการ องค์กร โดยเปล่าประโยชน์

2.จงสร้างโลโก้ (Logo Design) พร้อมทั้งสโลแกน ขึ้นมา

Logo Design เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่แทนตัวของสินค้า บริการ องค์กร การออกแบบโลโก้ จึงมีความละเอียดอ่อน ควรต้องคำนึงถึงเรื่องของสี เรื่องของตัวอักษร เรื่องของขนาดตัวอักษร เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ที่สามารถสื่อสารผ่านโลโก้

การสร้างสโลแกน ก็เช่นกัน ควรใช้คำพูด ถ้อยคำ ความหมายที่สามารถทำให้ลูกค้า จดจำหรือสามารถทำให้ลูกค้าพูดได้จนติดปากได้ยิ่งดี ส่วนใหญ่ สโลแกนมันจะเป็นคำสั้นๆ มีความคล้องจองกัน

3.จงสร้างความแตกต่างของสินค้า บริการ องค์กร เพื่อนำไปสู่การสร้างแบรนด์ที่มีความแตกต่าง เมื่อสินค้า บริการ องค์กร มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกันกับคู่แข่ง การสร้างแบรนด์ที่แตกต่างกันกับคู่แข่งขัน ก็จะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้า ตัวสินค้า บริการ องค์กร มีความแตกต่างกันกับคู่แข่ง การสร้างแบรนด์ให้มีความแตกต่างกับคู่แข่งขันจะทำได้ง่ายกว่า

4.จงสร้างเนื้อหาในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้โดนใจเพื่อให้แบรนด์เป็นที่จดจำ หลายคนทำธุรกิจประเภท SME หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก มักบ่นว่า ไม่มีงบประมาณในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถ ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในราคาที่ถูก และแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ เช่น นำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ไปลงในอินเตอร์เน็ต ( Youtube , Blog , Facebook,เว็ปไซค์ ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ ท่านจะต้องทำเนื้อหาของเรื่องที่จะโฆษณาให้โดนใจ จึงจะสร้างการจดจำให้แก่ผู้ดูได้

ฉะนั้น บริษัทใหญ่ มีงบประมาณจำนวนมาก ทำโฆษณาในโทรทัศน์คนดู 1 ล้านคน เสียเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท ตรงกันข้าม หากท่านเป็นบริษัทขนาดกลางขนาดเล็ก ท่านใช้เงินแค่ 1 หมื่นบาทหรือไม่กี่พันบาท แล้วนำไปลงใน Youtube มีคนดูถึง 3 ล้านคน นั้นแสดงว่า ท่านสามารถใช้งบประมาณจำนวนน้อย แต่สามารถเอาชนะบริษัทใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก

5.จงสร้างแบรนด์ ให้มีความเชื่อมโยงกัน ความจริงเราสามารถแบ่งการสร้างแบรนด์ได้หลายประเภท เช่น 1.แบรนด์บริการ 2.แบรนด์สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ 3.แบรนด์องค์กร 4.แบรนด์บุคคล 5.แบรนด์สถานที่หรือเมือง(ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ)

ฉะนั้น การสร้างแบรนด์ เราควรคำนึงถึงการเชื่อมโยงกันหรือการสร้างแบรนด์ไปพร้อมๆกัน ก็จะเกิดผลกระทบหรือเกิดความสนใจมากกว่าการสร้างแบรนด์แค่ประเภทเดียว เช่น ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า เจ้าของบริษัท มักจะใช้ตนเองในการนำเสนอสินค้าโดยการลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ดังตัวอย่าง ตัน ภาสกรนที ใช้ตนเองในการนำเสนอสินค้า(ชาเขียว) โดยผ่านสื่อโฆษณา สื่อประชาสัมพันธ์

6.จงให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆด้วยในการสร้างแบรนด์ เช่น ผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการต้องมีคุณภาพจริงๆ , ต้องมีการนำเสนอสินค้าอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่หยุด , วิธีการสื่อสารต้องเหมาะสมมีความสัมพันธ์กับตัวของสินค้า รวมไปถึงการออกแบบเว็ปไซค์ , ต้องมีการวางแผนที่ดี , ภาพลักษณ์ของแบรนด์ต้องไม่ขัดแย้งกันเอง

จากปัจจัยข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากในการทำการตลาดขององค์กร การสร้างแบรนด์ ก่อให้เกิดกำไร การสร้างแบรนด์ทำให้เกิดผลดีในระยะยาว ฉะนั้น นักการตลาดที่เก่งหรือนักการตลาดมืออาชีพ จึงต้องคำนึงเรื่องของการสร้างแบรนด์ มาเป็นอันดับต้นๆ ...
  
สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูด วิทยากร นักเขียน
www.drsuthichai.com
ถ้าพูดถึงนักการตลาด ใครๆ ก็อยากที่จะเป็นสุดยอดมือทองทางด้านการตลาด แต่การตลาดเป็นเรื่องของ ศาสตร์และศิลป์ ซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่หยุด อีกทั้งไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว คนที่จะเป็นนักการตลาดมือทองมีความจำเป็นจะต้องปรับศาสตร์ที่เรียนรู้ให้เข้ากับสถานการณ์หรืออาจกล่าวได้ว่า นักการตลาดมือทองต้องมีศิลป์ในการใช้ศาสตร์ทางด้านการตลาดให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์นั้นเอง ในบทความนี้จะพูดกลยุทธ์ต่างๆที่นักการตลาดต้องเรียนรู้ซึ่งมีดังนี้
1.การตลาดแบบ Attraction Marketing เป็นการตลาดที่ดึงความสนใจของผู้บริโภค ของผู้มุ่งหวัง ให้มาขอซื้อสินค้าหรือมาขอทำธุรกิจเครือข่ายกับเรา โดยที่เราไม่ต้องไปเสนอขอให้เขามาทำธุรกิจเครือข่ายหรือซื้อสินค้าจากเรา ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเสนอขายสินค้าหรือนำเสนอขายธุรกิจเครือข่าย ซึ่งทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ความน่ารำคาญ จากลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง จากพฤติกรรมการตามตื้อ ตามง้อของเรา
2.การตลาดแบบ CRM ซึ่ง CRM หมายถึง วิธีการต่างๆ ที่เราจะนำเอาไปใช้ในการบริหารลูกค้าให้เกิดความรู้สึกที่ดี มีความผูกพันธ์กับสินค้า ,บริการ หรือหน่วยงานของเรา เมื่อลูกค้ามีความผูกพันธ์ในทางที่ดี ชอบเรา รักเรา แล้วลูกค้าคนนั้นก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าหรือบริการอื่น ในขณะเดียวกันก็จะเกิดการบอกต่อไปยังเพื่อนๆ จึงทำให้เรามีฐานลูกค้าที่มั่นคงและเพิ่มขึ้น
C คือ Customer เราต้องรู้จักลูกค้าของเราก่อนว่าลูกค้าคือใคร แบ่งกลุ่มได้กี่กลุ่ม เราจะเก็บข้อมูลอย่างไร และเราจะสร้างฐานลูกค้าอย่างไร
R คือ Relationship ความสัมพันธ์ ทำอย่างไรจะสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดชุมชนหรือเพื่อให้เกิดครอบครัวใหญ่
M คือ Management เราจะติดต่อกับลูกค้าหรือสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร เมื่อไร จะบริหารจัดการลูกค้าอย่างไร
ฉะนั้น CRM จึงต้องอาศัยเป้าหมายและการวางแผน ว่าปีหนึ่งเราจะติดต่อกับลูกค้ากี่ครั้ง เมื่อไร เดือนไหน พร้อมทั้งมีการเสนอขายสินค้าและบริการเมื่อไร เพราะถ้ามีลูกค้าแต่ไม่มีการสั่งซื้อก็ไม่มีประโยชน์อะไร
3.การตลาดแบบ E-Commerce มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจ การบริหาร การจัดการ เพื่อทำให้องค์กรเกิดความก้าวหน้า เกิดกำไร เกิดความมีชื่อเสียง ทำไมต้องทำการตลาด E-Commerce เพราะ โลกยุคนี้เป็น โลกของการรวมเป็นหนึ่ง โลกแห่งการสื่อสาร โลกแห่งเครือข่าย โลกแห่งการไร้ซึ่งขอบเขต ซึ่งทำให้ประเทศไทยและหน่วยงานธุรกิจจะต้องทำงานค้าขายร่วมกับประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น
หากพูดถึงเรื่องของการตลาดในยุคก่อน เรามักมีการใช้การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่ยุคนี้ สื่อที่มีความสำคัญและมาแรงมาก ได้แก่ สื่อทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีคนใช้การเกือบครึ่งโลก การตลาดแบบ E-Commerce จึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน
4.การตลาดแบบสร้างสรรค์ เนื่องจากยุคปัจจุบันและยุคอนาคตเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และไม่หยุดนิ่ง หากเรามองกลับไปยังยุคอดีตเราจะเห็นว่า สินค้าหลายๆตัวได้หายไปจากการแข่งขันในยุคปัจจุบัน เช่น
- การใช้บริการโทรเลขได้เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เด็กยุคใหม่จะไม่รู้จักอีกต่อไป สาเหตุก็มาจาก มีผู้ใช้บริการน้อย เทคโนโลยีมีความทันสมัย มีโทรศัพท์มือถือ มีระบบอินเตอร์เน็ต อีเมล์ต่างๆ มารองรับ อีกทั้งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ที่สูง ฉะนั้นการบริการโทรเลข จึงได้หยุดให้บริการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551
- การใช้เครื่องพิมพ์ดีด ก็มีจำนวนที่ลดน้อยลง โรงงานผลิตจึงต้องลดจำนวนผลิต บางแห่งมีการปิดตัวไปเลยก็มี สาเหตุหนึ่งก็เกิดจาก การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่อง Ipad โทรศัพท์บางรุ่นบางยี่ห้อ ก็สามารถใช้พิมพ์งานได้อย่างสบาย
ดังนั้น เมื่อเราเข้าสู่ยุคของการแข่งขันที่เสรีและรวดเร็ว บริษัท ห้างร้าน หน่วยงานต่างๆ ก็คงต้องพยายาม สร้างสรรค์ตัวสินค้า ตัวผลิตภัณฑ์ และการทำการตลาดอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันต่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตลอดเวลา
5.การตลาดแบบ Digitalmarketing Communication คือ การสื่อสารในการทำการตลาดบนโลก Online ซึ่งต้องอาศัย Internet โดยผ่านเครื่องมือหรือ Technology ที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟน และต้องอาศัยการสื่อสารผ่านช่องทาง Social Network คือ Blog หรือ บล็อก ,ไมโครบล็อก (Microblog) เป็นเว็บไซต์ขนาดเล็ก, โซเชียลเน็ตเวิร์คเว็บไซต์ (Facebook, Linkedin, Myspace, Hi5 ) , เว็บโซเชียลบุ๊คมาร์ค (Bookmark Social Site) รวมถึง Youtube , INSTAGRAM ,GOOGLE,FLICKR เป็นต้น
6.การตลาดแบบ Marketing Mindset คืออะไร Marketing Mindset คือความคิด ความเชื่อ ทางการตลาดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมต่อการกระทำของบุคคลนั้นๆซึ่งความคิด ความเชื่อ Mindset ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
Mindset จึงเหมือนกับแบบแปลนบ้าน ก่อนที่จะสร้างบ้าน เราควรมีแบบแปลนบ้านเสียก่อน ไม่ใช้คิดจะปลูกบ้าน สร้างบ้าน ก็สร้างเลย ถ้าทำเช่นนี้ อาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการก่อสร้างได้ แล้วผลที่ตามมาก็คือ ต้องเสียเวลา เสียเงินทอง ในการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง แต่ถ้าเรามีแบบแปลนบ้าน เราก็จะสร้างบ้านได้ตามแผนหรือแบบแปลน ทำให้ไม่เสียเวลา ไม่เสียค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น
Marketing Mindset จึงมีความสำคัญ ถ้าใครมี Marketing Mindset ที่ผิด เขาก็จะเกิดความผิดพลาดในการทำงานด้านการตลาดและต้องเสียเวลาแก้ไข ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ฉะนั้น ก่อนที่จะเป็นนักการตลาดที่ดีและประสบความสำเร็จ นักการตลาดควรมี Marketing Mindset เป็นของตนเองเสียก่อนซึ่ง Marketing Mindset ของแต่ละคนนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน
7.การตลาดแบบครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด ภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Integrated Marketing Communication หรือเรียกย่อว่า IMC เป็นการพัฒนาการสื่อสารการตลาดที่นำการสื่อสารหลายๆรูปแบบมาผสมผสานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
IMC มีความจำเป็นแค่ไหน มีความจำเป็นเป็นอันมากในยุคปัจจุบันและอนาคต ตามความเป็นจริงแล้วในยุคปัจจุบัน เราต้องยอมรับกันว่า สื่อต่างๆมีมากขึ้น สื่อบางอย่างที่นิยมในอดีตมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภค สามารถรับสื่อต่างๆได้อย่างมากมายกว่าในอดีต
IMC กับการส่งเสริมตราสินค้า IMC สามารถส่งเสริมตราสินค้าได้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตราสินค้า มีความสัมพันธ์กับราคา ความคุ้มค่า หากว่าตราสินค้าไหน เป็นที่รู้จักมาก โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้า บริการ ก็ยิ่งจะมีมากขึ้น อีกทั้งในยุคปัจจุบัน มีคู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น หากไม่มีการทำ
IMC ก็จะถูกแย่งลูกค้าไปได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อสารตราสินค้า อันได้แก่ การโฆษณา,การขายโดยพนักงานขาย,การประชาสัมพันธ์,การส่งเสริมการขาย,การจัดโชว์รูม,การใช้ยานพาหนะของบริษัทเคลื่อนที่,การใช้ป้ายต่างๆ,การใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ต,การจัดนิทรรศการ,การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ เป็นต้น
IMC ที่ยอดเยี่ยมมักจะต้อง ใหม่ แปลก ใหญ่ ดัง กล่าวคือ หากทำสื่อต่างๆ ออกมาเหมือนกับคู่แข่งในท้องตลาด ก็จะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเท่าที่ควร ตรงกันข้าม หากว่าเราทำสื่อต่างๆออกมาอย่างสร้างสรรค์ให้ 1.ใหม่ 2.แปลก 3.ใหญ่ 4.ดัง หากเป็นลักษณะนี้ ก็จะสร้างความจดจำและเป็นที่ประทับใจของลูกค้าได้มากกว่า
ดังนั้น หากท่านผู้อ่านได้เรียนรู้และนำเอาการตลาดแบบต่างๆ 7 ข้อข้างต้นเอาไปประยุกต์ใช้กับงานทางด้านการตลาดของตนเอง กระผมเชื่อว่า ท่านจะเป็นนักการตลาดมือทองในที่สุด
...
  
อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เขาจะหาเครื่องมือใหม่ๆ และองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือศึกษาแกนความรู้ทางด้านการตลาดเพื่อนำเอาไปประยุกต์ใช้ ในบทความนี้กระผมขอนำเสนอ เกี่ยวกับอาวุธทางด้านการตลาด ที่นักการตลาดต้องรู้ มีดังนี้
1.จงสร้างความแตกต่าง จงสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดอยู่ตลอดเวลา เราจะสังเกตว่าในการแข่งขันทางธุรกิจเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้า บริการ มักจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จเขาจะสร้างความแตกต่าง ความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้บริษัทหรือองค์กร สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการของเขาเป็นที่น่าสนใจของลูกค้าหรือผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย
2.จงใช้สื่อเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักจะมีนักการตลาดคอยวางแผนงานให้โดยเฉพาะเขาจะแนะนำให้ผู้บริหารลงทุนใช้สื่อเพื่อที่จะสื่อสารให้ลูกค้าและผู้บริโภค รวมทั้งประชาชนเป็นจำนวนมากได้รับรู้และรู้จักสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการของตนให้มากขึ้น เราคงต้องยอมรับว่า ธุรกิจน้ำอัดลม โค้ก ( ได้ลงทุนกับการโฆษณาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด รายงานภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาทั้งปี 2556 ว่า โค้ก ได้ใช้ งบการตลาดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 1,193 ล้าน 4 แสน 3 หมื่นบาท บาท ) นี่ยังไม่นับงบประมาณที่ โค้ก ใช้ในการโฆษณาทั่วทั้งโลก ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ โค้ก จึงมียอดขายเพิ่มขึ้นทุกๆปี และมีส่วนแบ่งการตลาดมาเป็นอันดับหนึ่งโดยตลอด
3.จงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง โลกของการแข่งขันเช่นยุคปัจจุบันมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักการตลาดจะต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงแต่โลกของการแข่งขันเปลี่ยน เราก็จะอยู่กับที่ แล้วในที่สุดเราก็จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปในที่สุด บริษัท IBM คอมพิวเตอร์บริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีตต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่ บริษัทขนาดเล็กของสตีฟ จอบส์ เนื่องจากแนวความคิด สตีฟ จอบส์ เขาเคยบอกว่า “ เขาจะเปลี่ยนแปลงโลก ” ในขณะที่บริษัท IBM คอมพิวเตอร์ เปลี่ยนแปลงอย่างช้ามาก ดังนั้น นักการตลาดจำเป็นจะต้องมีความทะเยอทะยาน อยากเป็นที่ 1 อยากที่จะเปลี่ยนแปลงวงการที่ตนเองแข่งขันอยู่ตลอดเวลา
4.จงสร้างแบรนด์ เมื่อกล่าวถึง KFC ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง ผู้พัน KFC คิดถึงไก่ทอด ,เมื่อกล่าวถึง Nike ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รองเท้า คิดถึงคำว่า Just do it และคิดถึงเครื่องหมายถูกและเมื่อกล่าวถึง Volvo ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รถที่มีความปลอดภัยสูง
เราจะเห็นได้ว่า การสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากในการทำการตลาดขององค์กร นักการตลาดจะต้องรู้จักการสร้างแบรนด์ให้แก่ตัวเอง องค์กร สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ เพื่อก่อให้เกิดกำไร การสร้างแบรนด์ทำให้เกิดผลดีในระยะยาว ฉะนั้น นักการตลาดที่เก่งหรือนักการตลาดมืออาชีพ จึงต้องคำนึงเรื่องของการสร้างแบรนด์ มาเป็นอันดับต้นๆ
5.จงยึดแนวความคิด “ ยิ่งให้ยิ่งรวย” มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก มักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ พวกเขามักจะมีความสุขจากการให้มากกว่าการรับ และเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง มหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ชอบที่จะบริจาคเงินที่ตนเองหามาได้เป็นจำนวนมากๆแก่สาธารณกุศล แต่ยิ่งให้แทนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะหมดไป พวกเขาเหล่านั้น กลับได้ทรัพย์สินเงินทองคืนมาจากแหล่งอื่นๆ รวมทั้งทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จเขาจะคิดว่า สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการของเขาจะให้อะไรแก่ลูกค้าและผู้บริโภค หลายองค์กรหลายบริษัท จึงมีการทำ CSR หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) ซึ่งหมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม การช่วยเหลือสังคม ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการบริหารงานที่ดี เพราะหากว่าลูกค้าหรือประชาชนทั่วโลกได้เห็นคุณงามความดีของมหาเศรษฐีที่ได้ทำไป ประชาชนทั่วโลกก็จะซื้อสินค้าและอุดหนุนสินค้าหรือบริการด้วยความพอใจ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สินค้าต่างๆของมหาเศรษฐีอีกด้วย จึงเท่ากับว่าสิ่งที่มหาเศรษฐีได้ให้ไป ก็ได้ส่งผลมาเป็นการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
6.จงจับกระแสทางการตลาดให้ได้ นักการตลาดที่ล้าหลังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงมักจะพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน ยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคอินเตอร์เน็ต นักการตลาดหรือเจ้าของกิจการที่จับกระแสได้ก็มักจะมีผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการ ผ่านอินเตอร์เน็ตจึงสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเองและบริษัทของตนเอง เช่น Facebook,Twitter,Line,Instagram,แอปและเกมต่างๆ ดังนั้นนักการตลาดจะต้องทันเหตุการณ์ ทันต่อกระแสของการแข่งขันของโลก
7.จงเป็นนักยุทธวิธีและรู้จักประยุกต์ยุทธวิธีต่างๆไปใช้ในงานทางด้านการตลาด หลายคนคงได้อ่านหนังสือ 3 ก๊ก ของจีน เราจะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ของจีนมีอยู่หลายก๊ก จนกระทั้งเหลือแค่ 3 ก๊ก ซึ่งทั้ง 3 ก๊ก ต่างก็มีนักยุทธวิธีที่คิดค้นแผนการต่างๆในการรบ นักการตลาดก็เช่นกัน ควรศึกษายุทธวิธีต่างๆเพื่อนำเอาไปใช้ในงาน เช่น ยุทธวิธีในการรุกและการตั้งรับทางการตลาด , ยุทธวิธีการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสทอง , ยุทธวิธีแห่งการสร้างสรรค์ , ยุทธวิธีขยายฐานลูกค้าของตัวเองตลอดเวลา เป็นต้น
แต่ทั้งนี้นักการตลาดที่ได้ชื่อว่าเก่งหรือเซียนทางด้านการตลาด เขามักจะเป็นนักการตลาดที่ไร้กระบวนท่า กล่าวคือ ไม่ติดยึดในหลักการหรือยุทธวิธีหรือหลักทฤษฏี มากจนเกินไป แต่จะเป็นนักปฏิบัติที่สามารถหยืดหยุ่น ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ มีลูกเล่น ลูกล่อ ลูกชน มีการรุกและการตั้งรับ ในทุกโอกาส อีกทั้งจะไวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะเรื่องของความต้องการของลูกค้า
ท่านผู้อ่านก็สามารถเป็นสุดยอดนักการตลาดได้ หากรู้จักเอาอาวุธทางด้านการตลาดไปใช้ และทำการฝึกฝน พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง อาวุธทางการตลาดข้างต้น จึงเป็นแนวทางที่ท่านสามารถนำไปใช้หรือนำไปปฏิบัติได้ ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในการเป็นสุดยอดนักการตลาด
...
  
เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ในบทความนี้กระผมจะไม่ขอพูดถึงความหมายของคำว่า “ นวัตกรรม ” และความหมายของคำว่า “ ความคิดสร้างสรรค์” เนื่องจากกระผมได้เคยเขียนไว้ในบทความฉบับก่อนหน้านี้แล้ว
แต่บทความฉบับนี้ จะลงไปในเรื่องของรายละเอียดเรื่องของเทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด คนที่จะสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาดได้ จะต้องมีการพัฒนาด้านความคิดกันก่อนเป็นอันดับแรกๆ ผมมีนิทานฉบับย่อๆ หนึ่งเรื่องจะเล่าให้ฟัง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ได้มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ได้จัดให้มีการแข่งขัน โดยการเดินทางไกลไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งจะต้องเดินทางเป็นระยะทาง 300 กม. ปรากฏว่ามีคนอยู่ 3 กลุ่ม ได้เข้าร่วมการแข่งขัน กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มใหญ่สุด ซึ่งผู้เข้าแข่งขันใช้วิธีเดินโดยการแบกเป้เอาไว้ด้านหลังซึ่งเป็นความคิดของคนโดยทั่วไปในสมัยนั้น กลุ่มที่ 2 ใช้เกวียนเป็นพาหนะในการเดินทาง เป็นกลุ่มรองลงมา ที่คิดวางแผนก่อนที่จะเข้าแข่งขันโดยหาเครื่องมือทุ่นแรง กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มคนที่มีน้อยที่สุด เขาริเริ่มคิดที่จะใช้เครื่องมือแปลกใหม่ๆหรือค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยโดยหาเครื่องมือที่ไปหรือขับเคลื่อนได้ไวกว่าเกวียน
กระผมให้ท่านผู้อ่านเดาครับ ว่าคนกลุ่มไหนจะมีโอกาสชนะในการแข่งขัน แน่นอนครับ กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีน้อยที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่ใช้ความคิดมากที่สุดเพื่อที่จะหาเครื่องมือใหม่ๆแปลกๆในการแข่งขัน
ถ้าเปรียบดังการแข่งขันด้านการตลาด กลุ่มที่ 1 เป็นพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปมีมากที่สุด ขายสินค้าเหมือนๆกัน กลุ่มที่ 2 มีน้อยลงมาหน่อยคือพ่อค้าแม่ค้าที่รู้จักใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือ เทคโนโลยีเข้าช่วยในการทำงาน ส่วนกลุ่มที่ 3 มีน้อยที่สุด เป็นกลุ่มที่คิดพัฒนานวัตกรรมกับความคิดสร้างสรรค์ก่อนที่จะเข้าสู่การแข่งขัน เช่น สตีฟ จอบส์ พัฒนาสินค้าตระกูล I ก่อนซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้สินค้าแต่ละตัวแต่ตรงกันข้ามกับเจ้าของธุรกิจทั่วไป เขาอยากจะเปิดร้านขายอะไรก็เปิด ไม่ยอมคิดสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาด
ดั้งนั้นเทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ทางการตลาดมีดังนี้
1.จงคิดสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ทางการตลาดก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจจะต้องมีการวางแผน การทำวิจัย หรือการตั้งหน่วยงานนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ขึ้นในองค์กร ซึ่งการวางแผน การทำวิจัยก่อนที่จะเปิดขายสินค้า ขายผลิตภัณฑ์ อาจจะทำให้เสียเวลาในช่วงแรก แต่ถ้ามองในระยะยาวจะมีผลดีตรงข้ามกับคนกลุ่มใหญ่ที่คิดจะเปิดร้านขายสินค้า ผลิตภัณฑ์อะไรก็เปิดเหมือนๆกันกับคู่แข่งขัน อาจจะไม่เสียเวลาและง่ายในการเริ่มต้น แต่ในระยะยาวจะไม่เกิดผลดีและอาจจะพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน
2.จงศึกษาความแตกต่างและความเหมือนกัน จงค้นหาความแตกต่างของสิ่งที่เหมือนกัน
และจงค้นหาความเหมือนกันในสิ่งที่แตกต่างกัน เช่น ของโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ กาแฟ สินค้าต่างๆ บริษัทต่างๆ ซึ่งการคิดบ่อยๆก็จะทำให้เราเห็นความแตกต่างกันระหว่างสินค้า ผลิตภัณฑ์ การตลาดของเรากับคู่แข่งขันและสามารถคิดวิเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น
3.จงจินตนาการ เพราะ อัลเบิรต์ ไอน์สไตน์ อัจฉริยะระดับโลกได้กล่าวไว้ว่า “ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” และนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักวิจัย นักวิชาการ นักการเมือง ระดับโลก บุคคลเหล่านี้เขามีจินตนาการและรู้จักใช้จินตนาการมากกว่าคนทั่วไป เช่น JFK อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้พูดไว้ว่า จะส่งคนไปดวงจันทร์ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นไปได้ยากมากๆและคนทั่วไปอาจจะยังมองไม่เคยภาพ แต่ ประธานาธิบดี JFK ก็มีจินตนาการที่จะส่งคนไปดวงจันทร์ให้ได้และก็ทำสำเร็จในเวลาต่อมา บุคคลที่ประสบความสำเร็จทางด้านการตลาดก็เช่นกัน ควรใช้จินตนาการให้มากขึ้น
4.จงนำเอาสิ่งตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไปมารวมกัน เช่น ยาสีฟันรวมตุ๊กตา(หลอดยาสีฟันแต่ตัวหลอดกับหัวหลอดยาสีฟันเป็นตัวตุ๊กตาที่มีความแปลกๆหรือตุ๊กตาที่อยู่ในกระแสความดัง) , การนำเอาสิ่ง 3 สิ่งมารวมกัน ตัวอย่าง (ธนาคาร+ร้านกาแฟ+ร้านอินเตอร์) , การนำเอาสิ่ง 4 สิ่งมารวมกัน ตัวอย่าง ปั๊ม ปตท.(ปั๊มน้ำมัน +คาเฟ่ อเมซอน+7-11+เชสเตอร์กริลล์) , การนำเอาสิ่ง หลาย สิ่งมารวมกัน ตัวอย่างเช่น (มีด+ไขควง+กล้องขยาย+ช้อน+ส้อม+กรรไกร+ไม้จิ้มฟัน+ปากกา+ที่แคะขี้หู+เลื่อยขนาดเล็ก+เข็มทิศ+กรรไกรตัดเล็บ+คีม) สิ่งเหล่านี้สามารถพับออกมาใช้งานได้และสามารถพับเก็บได้ในชิ้นเดียวกัน
เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ทางการตลาด ทั้ง 4 อย่างข้างต้นนี้จะช่วยให้เกิดสิ่งใหม่ๆ และเกิดสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม อีกทั้งยังช่วยสร้างความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่งขันอีกด้วย จงสร้างนวัตกรรมและใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางการตลาดอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่เราคิดได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่แปลกๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเป็นสิ่งเก่าทันที เนื่องจากมีคนเลียนแบบ
ดังนั้น จงสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องแล้วท่านจะเป็นผู้รับชัยชนะ และเป็นผู้นำทางด้านตลาดในวงการธุรกิจของท่าน
...
  
จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
www.drsuthichai.com
งานขายเป็นงานที่มีทั้งการถูกตอบรับและถูกปฏิเสธ แต่จากสถิติ งานขายจะเป็นงานที่ต้องถูกลูกค้าปฏิเสธมากกว่าการถูกตอบรับ ถ้าคุณเป็นนักขายถ้าคุณถูกลูกค้าปฏิเสธมากเท่าไร คุณก็โอกาสขายได้มากเท่านั้น คนที่เป็นนักขายประกันชีวิตจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี
ถ้านักขายประกันชีวิตที่ทำงานใหม่ๆ เมื่อเข้าพบลูกค้า 10 คนจะถูกปฏิเสธ 8 คน ดังนั้นมีคนตอบรับ 2 คน ถ้าต้องการขายให้ได้ 20 คนจะต้องเข้าพบลูกค้า 100 คน ฉะนั้นจะต้องถูกคนปฏิเสธถึง 80 คนเลยทีเดียว
ดังนั้น คนที่เป็นหัวหน้าทีมงานขาย คนที่ดูแลพนักงานขายต้องสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขายอยู่เสมอ มิเช่นนั้น เมื่อพนักงานขายถูกลูกค้าปฏิเสธมากๆก็จะเกิดอาการจิตตก แล้วในที่สุดก็จะต้องออกจากอาชีพนักขายไปในที่สุด
ในขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะมีการเสริมแรงหรือกำลังใจให้กับนักขายที่ขายได้มาก เช่นให้รางวัล ให้ถ้วยรางวัล ให้เงินโบนัส ให้การชื่นชมกับนักขายที่ขายได้ เพื่อให้พนักงานขายที่ขายเก่งจะมีพลังมากยิ่งขึ้นในการขาย
หัวหน้าทีมงานขาย สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขายได้หลายวิธีด้วยกัน เช่นให้มีการจัดอบรมในหัวข้อต่างๆ เช่น การสร้างทัศนคติในงานขาย , เทคนิคการขาย , การจัดงานสัมมนางานขายประจำปี เป็นต้น
อีกทั้งควรที่จะมีการจัดประชุมประจำอาทิตย์ ประจำเดือน ให้แก่พนักงานขาย เพื่อให้ได้มีการติดต่อสื่อสาร ในการถามปัญหาในการขาย อีกทั้งทบทวนเป้าหมายในเรื่องยอดขายสินค้ากับพนักงานขาย
และจะได้บอกกล่าวข่าวสารใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สินค้า โปรโมชั่น องค์การให้แก่พนักงานขาย
ดังนั้น บริษัทจะทำกำไรได้จากยอดขาย ยอดขายเกิดจากการขาย และการขายจะต้องใช้พนักงานขายเป็นสำคัญ จงอบรม จงรักษาและจงสร้างความเชื่อมันในตนเองให้แก่พนักงานขาย เพื่อพนักงานจะได้อยู่กับบริษัทอย่างยาวนาน อีกทั้งเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโต แข็งแรงต่อไป
...
  
คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน
www.drsuthichai.com
อะไรคือคุณสมบัติที่มีความแตกต่างกันระหว่างนักขายมืออาชีพกับนักขายมือสมัครเล่น
ถ้าจะตอบคำถามนี้ คงต้องตอบว่า คุณสมบัติที่แตกต่างกันมีอยู่หลายประการ เช่น
1.มีเป้าหมายหรือมีความฝัน นักขายมืออาชีพเขาจะมีเป้าหมาย เขาจะตั้งเป้าหมาย และมีความฝันในชีวิต เขาจะตั้งเป้าหมายในการทำงาน เขาจะมีความฝันว่า เขาจะรู้ว่าเขามีความต้องการอะไรในชีวิต เขาจะเขียนเป้าหมายเป็นตัวเลขลงในสมุดวางแผนงาน เขาจะตัดภาพบ้านใหม่ รถใหม่ หรืออะไรที่เขาต้องการลงในสมุดวางแผนเพื่อเตือนความทรงจำ
2.มีการวางแผน เขาจะมีการวางแผน เมื่อเขารู้เป้าหมายหรือรู้ความฝันของเขาแล้ว ทำอย่างไรถึงจะไปยังเป้าหมายหรือความฝันของเขา เขาจึงต้องวางแผนการทำงาน ว่าเขาจะทำอย่างไรถึงจะเดินทางไปสู่ความฝันของเขาให้ได้ เขาจะต้องวางแผนในการไปพบกับลูกค้า หรือผู้มุ่งหวังกี่คนต่อวัน เขาจะต้องเตรียมเอกสารอะไร เตรียมคำพูดอย่างไร เตรียมข้อมูลหรือแบบฟอร์มอะไรบ้างที่จะให้ลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังเซ็นต์(ลงนามชื่อ)เอกสาร
3.มีวินัยในการทำงาน นักขายมืออาชีพเขาจะมีวินัยในการทำงานและเขาจะยึดหลักอิทธิบาท 4 ในการทำงาน อันได้แก่
ฉันทะ คือ ต้องรักงานขาย ต้องชอบทำงานด้านการขาย
วิริยะ คือ ต้องขยันหมั่นเพียร พากเพียรในการทำงานขาย
จิตตะ คือ ต้องมีจิตใจจดจ่อ ตั้งใจในการทำงานด้านการขาย
วิมังสา คือ ต้องพัฒนาปรับปรุงงานขายของตนเองอยู่เสมอตลอดเวลา
4.มีความอดทนต่อการถูกปฏิเสธ งานขายเป็นงานที่ต้องถูกการปฏิเสธจากลูกค้ามากกว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือตอบรับการซื้อ ดังนั้นนักขายต้องมีความอดทนต่อการถูกปฏิเสธจากลูกค้า เพราะถ้านักขายอดทนไม่ได้ นักขายคนนั้นก็จะไม่สามารถเป็นนักขายมืออาชีพได้ คงเป็นได้เฉพาะนักขายมือสมัครเล่นเท่านั้น
5.มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา นักขายมืออาชีพจะต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เขาจะมีการปรับปรุงพัฒนาตนเองทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการแต่งกาย การพูดการจา การวางตัว การทำงาน การเข้ารับการอบรม การอ่านหนังสือ การหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสินค้า เกี่ยวกับงานขายของตนเอง
6.มีทัศคติที่ดีต่องานขาย นักขายมืออาชีพเขาจะเป็นคนที่มีทัศคติที่ดีต่องานขาย เขาจะเป็นคนมีความคิดบวก มองโลกในแง่ดี เขาจะมองหาแง่มุมที่ดีๆของงานขาย เช่น งานขายเป็นงานที่ช่วยเหลือคน ตัวอย่างคนขายประกันชีวิต เขาจะมองว่า ถ้าคนๆหนึ่งทำงานเลี้ยงดูครอบครัว ลูกๆ มาวันหนึ่งต้องตายลงไป ใครจะมาเลี้ยงดูลูกๆของเขา ถ้าไม่มีเงิน จึงเสนอขายประกันชีวิตแก่พ่อแม่ที่มีลูกที่ยังเล็กอยู่
7.มีความกระตือรือร้นและเชื่อมั่นในตนเอง นักขายมืออาชีพเขาจะเสนอขายด้วยความเชื่อมั่นในตนเองและเสนอขายสินค้าให้แก่ลูกค้าอย่างกระตือรือร้น ความการกระตือรือร้นจะทำให้เขามีไฟในการทำงาน มีความทุ่มเทเอาใจใส่ในงาน ดังนั้นถ้าอยากเป็นนักขายมืออาชีพจะต้องเป็นคนไม่เฉยชา และจะต้องมีความกล้า ไม่กลัวในการทำงาน กล่าวคือ ต้องมีความกระตือรือร้นและเชื่อมั่นในตนเองนั่นเอง
คุณสมบัติทั้ง 7 ข้อข้างต้นนี้ กระผมคิดว่าเป็นประเด็นหลักๆของความแตกต่างระหว่างนักขายมืออาชีพกับนักขายมือสมัครเล่น และยังมีอีกหลายคุณสมบัติที่เป็นเรื่องรองๆลงไป ที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างนักขายมืออาชีพกับมือสมัครเล่น เช่น การรู้จักคุณค่าของเวลา การมีมนุษย์สัมพันธ์ การใช้เครื่องมือที่ทันสมัยช่วยในการทำงาน ฯลฯ

...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.