หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  การผูกใจคนทำงาน
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  นักบริหารกับมนุษย์สัมพันธ์
  -  การพัฒนาศักยภาพตนเอง
  -  การทำงานเป็นทีม
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างทีมให้ยิ่งใหญ่
  -  คุณลักษณะผู้นำ
  -  คิดทำอย่างเศรษฐี
  -  พลังแห่งการบริหารเวลา
  -  บริหารเวลา บริหารชีวิต
  -  ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการทำงาน
  -  จงพัฒนาความคิด
  -  พลังคุณธรรม จริยธรรม และพลังความสามัคคี คือพลังแห่งการสร้างชาติ
  -  การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วม
  -  การเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีของท่านในองค์กร
  -  การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง
  -  ประหยัดเวลาด้วยวิธีการวางแผน
  -  เทคนิคการแสวงหาโอกาส
  -  การจัดการข้อมูล
  -  จงดำเนินธุรกิจของตนเอง
  -  ทำทุกนาทีให้มีค่า
  -  การใช้โทรศัพท์
  -  ใช้เวลาเดินทางอย่างคุ้มค่า
  -  ปิดสวิตซ์นอน
  -  วันนี้..มีค่ามากกว่าวันพรุ่งนี้
  -  เหตุผลที่ทำให้คนใช้เวลาแบบทิ้งๆขว้างๆ
  -  เสริมพลังทีมสร้างพลังกลุ่ม
  -  การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
  -  ถ้าอยากเป็นเศรษฐีมิควรเป็นลูกจ้าง
  -  กุศโลบายในการทำงานให้มีความสุข
  -  ลักษณะของความเป็นผู้นำ
  -  หากรู้จักตนเองก็สำเร็จไปกว่าครึ่ง
  -  อัจฉริยะอยู่ที่ตัวท่าน
  -  เคล็ดลับการทำลายมนุษย์สัมพันธ์
  -  การเตรียมตัวสมัครงานเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(AC)
  -  พัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA”
  -  พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ
  -  การพัฒนาการบริการในหน่วยงานราชการ
  -  7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี
  -  กฎแห่งความสำเร็จ
  -  ความสำคัญในการเป็นนักพูด
  -  อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด
  -  ใจใหญ่
  -  Change Management
  -  3 H กับ การทำงาน
  -  กฎ 20/80 ของพาเรโท
  -  การจัดการเวลา
  -  สม่ำเสมอ มากพอ นานพอ
  -  ทำไมจึงต้องจัดการกับเวลา
  -  DISC กับการพัฒนาภาวะผู้นำ
  -  นพลักษณ์ ศาสตร์แห่งการรู้จักตนเองและผู้อื่น
  -  สาเหตุที่ทำให้เราบริหารเวลาไม่ดี
  -  การบริหารเวลากับเส้นตาย
  -  แนวความคิดในการบริหารเวลา
  -  การบริหารเวลา : เทคนิคในการประหยัดเวลา
  -  การบริหารเวลา :การตั้งเป้าหมายในชีวิต
  -  การบริหารเวลา : หลักการใช้เวลาที่ดี
  -  การบริหารเวลา : ทำทันทีหรือททท.
  -  การบริหารเวลา : การใช้เวลาเพื่อความสำเร็จ
  -  การบริหารเวลา : เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า
  -  อาจารย์กับขวดโหลเวลา
  -  วัยกับการบริหารเวลา
  -  5 ร.พาให้รุ่งในการทำงาน
  -  จงทำงานให้มีความสุข
  -  IQ EQ AQ MQและSQ สำหรับนักบริหาร
  -  เติมไฟในการทำงาน
  -  การตลาดลูกผสม
  -  เดินทาง 1 หมื่นลี้...ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก
  -  การตลาดเชิงสร้างสรรค์
  -  เจ้าสัวเชื้อสายจีน
  -  การตลาดเชิงยุทธ์
  -  การจัดการเวลา 8+8+8
  -  การบริหารเวลากับการวิเคราะห์งาน
  -  การบริหารเวลา การตรงต่อเวลา
  -  มีเวลาทำงานมาก ไม่ได้หมายความว่าทำงานได้ดี
  -  ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce
  -  Promotion ทางการเมือง
  -  ประหยัดเวลาด้วยพลังของทีม
  -  ปลาเล็กกินปลาใหญ่
  -  ข้อผิดพลาดทางการตลาด
  -  ฝันให้ไกล...แล้วไปให้ถึง
  -  สื่อการตลาด
  -  จุดเริ่มต้นอาเซียน และ เป้าหมายการพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน
  -  สาธารณสุขไทยกับอาเซียน
  -  การเข้าสู่อาเซียนของสาธารณสุขไทย
  -  ปัจจัยต่างๆที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง
  -  กลยุทธ์สร้างความสนใจในการหาเสียงเลือกตั้ง
  -  หลักพาเรโต ทำกิจกรรม 20% ให้ได้ผลลัพธ์ 80%
  -  หลักบริหารเวลาของไอวี่ ลี(Lvy Lee)
  -  กฏของพาร์กินสันในการบริหารเวลา
  -  เวลาของฉันหายไปไหน
  -  เป้าหมายกับการบริหารเวลา
  -  การสร้างวินัยและงดผลัดวันประกันพรุ่ง
  -  ทำอย่างไรถึงจะฉลาดขึ้นอีก
  -  หากต้องการเวลา....ต้องกล้าที่จะปฏฺิเสธ
  -  เทคนิคการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
  -  จงใช้เวลาทุกวินาทีอย่างมีคุณค่า
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
พลังแห่งการบริหารเวลา
พลังแห่งการบริหารเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ถ้าหากไปถามถึงเรื่องของการใช้เวลาหรือการบริหารเวลา พวกเราส่วนใหญ่มักมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาหรือการบริหารเวลาต่างๆ มากมาย หลายๆท่านมักให้คำตอบ เช่น ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย , ตื่นสาย , มีงานแทรกเข้ามาระหว่างการทำงานเลยต้องหยุดการทำงานเพื่อทำงานที่แทรกเข้ามาก่อน , มีสิ่งที่ต้องทำมากแต่มีเวลาไม่พอ ฯลฯ
สำหรับปัญหาของการบริหารเวลาอาจสรุปได้ดังนี้ ขาดเป้าหมายที่ชัดเจน , ขาดการวางแผนที่ดี , ขาดการจัดลำดับความสำคัญของงาน , ขาดวินัยในการทำตามแผนที่วางไว้ , ขาดเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผน ฯลฯ
แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มักใช้เวลาทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า อีกทั้งสร้างผลงานขึ้นมาอย่างมากมาย เช่น
- โธมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก เขาทำงานหนักมาก นอนหลับวันละ 4-6 ชั่วโมง เขาจึงเป็น
นักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้า นักคิดที่ยิ่งใหญ่ สำหรับผลงานการประดิษฐ์ของเขามีมากมายเช่น เครื่องบันทึกการนับคะแนน , เครื่องบันทึกเสียง , หลอดไฟฟ้า , เครื่องถ่ายภาพ , เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว , สร้างโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งแรกของโลก , เครื่องแบตเตอรี่ เป็นต้น ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งที่เขามีชีวิตอยู่มีคนเคยถามว่า “ อัจฉริยะ คือ ” เขาตอบกลับไปว่า “ อัจฉริยะในความคิดเห็นของผม ประกอบด้วยพรสวรรค์เพียง 1 % อีก 99 % มาจากความพยายาม
- ประธานาธิบดี เบนจามิน แฟรงคลิน ชาวอเมริการู้จักเขาหลายบทบาท เขาเป็นนักการเมือง เป็น
นักวิทยาศาสตร์ เป็นนักธุรกิจ เป็นแกนนำในการก่อตั้งประเทศอเมริกา เป็นนักการทูต เป็นนักประดิษฐ์ เป็นนักปราชญ์ ฯลฯ เขามีผลงานมากมาย เช่น เป็นผู้ก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกของอเมริกา , คิดค้นสายล่อฟ้า , นำระบบแลกเปลี่ยนโดยธนบัตรมาใช้ในอเมริกา เป็นต้น เบนจามิน แฟรงคลิน เคยพูดให้แง่คิดเกี่ยวกับการใช้เวลาว่า “ ถ้าคุณรักชีวิตของคุณ คุณก็ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างสูญค่า”
- หลวงวิจิตรวาทการ เดิมชื่อ “ กิมเหลียง ” เป็นบุคคลสำคัญของไทยผู้หนึ่งที่มีความเก่งหลายด้าน เช่น เป็นนัก
คิด นักเขียน นักการเมือง นักการทูต นักประวัติศาสตร์ นักบริหาร ฯลฯ โดยมีผลงานต่างๆ มากมาย เช่น มีผลงานการเขียนหนังสือและแต่งเพลงจำนวนมาก , ขยายการเปิดสาขาหอสมุด งานพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี , สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น หลวงวิจิตรวาทการถือว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่ชอบทำงาน จนประพันธ์บทกลอนเกี่ยวกับการทำงานดังนี้
ฉันรักงานรักจริงยิ่งชีวิต ถูกหรือผิดอยากจะทำให้ถ้วนทั่ว
ถ้าทำผิดก็เป็นครูอยู่กับตัว ดีหรือชั่วขอให้ฉันได้ทำงาน
จากตัวอย่างของบุคคลสำคัญต่างๆในระดับโลกและระดับประเทศ ท่านจะเห็นได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีผลงานมากมาย อีกทั้งยังได้รับตำแหน่งต่างๆ มากมาย บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีเวลามากไปกว่าพวกเรา แต่ทุกๆคนในโลกนี้มีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน แต่การใช้เวลาต่างหากที่ทำให้เกิดสิ่งที่แตกต่างกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของบุคคลสำคัญของโลกของประเทศ ปัจจัยหนึ่งเกิดจาการบริหารเวลานั้นเอง
เมื่อท่านสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านจะได้ประโยชน์มากมาย เช่น
1.ท่านจะมีเวลามากขึ้น
2.สุขภาพร่างกายและจิตใจท่านจะดีขึ้น
3.มีผลงานมากขึ้นทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณ
4.การตัดสินใจต่างๆของท่านจะดีขึ้น
5.ชีวิตท่านจะมีความสุขมากขึ้น
6.การดำเนินชีวิตและการทำงานของท่านก็จะเรียบง่ายขึ้น
ฉะนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน การบริหาร
เวลาจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรศึกษา เรื่องรู้ ปรับปรุง พัฒนา และลงมือทำ







...
  
บริหารเวลา บริหารชีวิต
บริหารเวลา บริหารชีวิต
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ในการฝึกอบรมและการสัมมนา บ่อยครั้ง กระผมเคยตั้งคำถามและเคยถูกถามว่า “ เวลา ” คืออะไร
กระผมมักจะได้รับคำตอบที่แตกต่างกันก็คือ
- เวลาคือ สิ่งที่ทุกคนมีเท่ากัน 24 ชั่วโมงหรือ 1 วัน
- เวลาคือ สิ่งที่ผ่านไป แล้วไม่ย้อนกลับ
- เวลาคือ สิ่งที่มีค่า
- เวลาคือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต
- เวลาคือ ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด
- เวลาคือ สิ่งที่เปรียบเสมือนเพชรอันล้ำค่า และอื่นๆ
ซึ่งความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของคำว่า “ เวลา ” ไม่มีใครถูกและไม่มีใครผิดทั้งนี้แล้วแต่ความคิด ประสบการณ์
ความรู้ ทัศนคติของแต่ละบุคคล แต่ความจริงเกี่ยวกับเวลาก็คือ เวลาเป็นของกลางๆ เราไม่สามารถควบคุมได้ มันเคลื่อนผ่านไป ในชีวิตของเราจึงทำให้เกิดวัยเด็ก วัยทำงาน วัยชรา หรือ ทำให้เรารับรู้ถึง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ดังนั้นการใช้เวลาจึงมีความสัมพันธ์และความสำคัญต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าใครที่รู้จักคุณค่าของเวลาจึงรู้จักคุณค่าของการใช้ชีวิต เช่นกัน หากใครสามารถบริหารเวลาได้ดี ผู้นั้นก็จะบริหารชีวิตได้ดีด้วย
สำหรับคนๆหนึ่งเรามักใช้เวลาแต่ละวันไปกับสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งเป็น เรื่องของ 1.ครอบครัว 2.สังคม 3.หน้าที่การทำงานหรือการเรียน 4.สุขภาพ 5.การผักผ่อน
1.คนเราเกิดมาแล้วย่อมต้องมีครอบครัว มีพ่อ มีแม่ มีปู่ย่าตายาย มีลูก มีภรรยา มีสามี มีพี่ มีน้อง มีหลาน ฯลฯ
การแบ่งเวลาหรือการใช้เวลาไปกับครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นยิ่ง หากเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สังคม แต่ครอบครัวไม่มีความสุข ไม่เข้าใจกัน มีการสื่อสารกันน้อยมาก แตกแยก ล้มเหลว ก็คงไม่ดีแน่
2.สังคม คนเราจำเป็นต้องอยู่กันเป็นสังคม ต้องมีการติดต่อสื่อสารให้ความช่วยเหลือ ขอความช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด อยู่ในสถานที่ใด เราจะต้องสัมผัส พบผู้คน พูดคุยผู้คน เจรจาผู้คน ติดต่อกันทำธุระกัน หากท่านไม่ต้องการอยู่ในสังคม ท่านลองไปอยู่ในป่า ในถ้ำผู้เดียว ท่านจะมีความรู้สึกที่อึดอัด การเป็นอยู่ก็จะลำบาก เหงา ดังนั้นการแบ่งเวลาให้แก่สังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่นไปงานเลี้ยง ไปงานประชุม ไปทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนฝูง ไปรู้จักคนใหม่ๆ
3.หน้าที่การทำงานหรือการเรียน เป็นสิ่งที่คนเราต้องมี คนเราทุกคนต้องทำงานหรือต้องเรียน หากไม่ย่อมทำงานหรือเรียน ชีวิตก็จะไม่เกิดประโยชน์ ชีวิตก็จะไม่มีวันพัฒนา เป็นคนไร้ค่า อีกทั้งยังต้องเป็นภาระแก่คนรอบข้างอีกด้วย การแบ่งเวลาให้กับการทำงานหรือการเรียน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
4.สุขภาพ การดำเนินชีวิตของคนคนหนึ่ง หากประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่สภาพร่างกาย จิตใจ อ่อนแอ เจ็บป่วย ไม่สบาย สิ่งต่างๆ ที่หามาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง สิ่งของต่างๆ จะมีความหมายอะไร หากเราป่วย ฉะนั้น ตอนที่ร่างกายแข็งแรง เราจำเป็นจะต้องแบ่งเวลาให้กับเรื่องของสุขภาพ เช่น การแบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกาย เป็นประจำ สม่ำเสมอ
5.การพักผ่อน เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย จิตใจ การพักผ่อนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งก็คือ การนอนหลับ ควรหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง สำหรับช่วงเวลานอนของแต่ละคนอาจมีความไม่เท่ากัน คงแล้วแต่ นิสัย ลักษณะการทำงาน ความพร้อมของร่างกาย ของแต่ละคน
ทั้งนี้ยังไม่รวมเวลาที่เราเสียไปมากแต่เป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น เวลากินอาหาร เวลาเดินทาง ซึ่ง 2 สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิต สำหรับการแบ่งเวลาที่เราใช้ไปในสิ่งต่างๆข้างต้น เราจำเป็นจะต้องมีการบริหารชีวิตให้เกิดความสมดุลของแต่ละบุคคล ซึ่งแต่ละคนอาจแบ่งเวลาไม่เหมือนกัน ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับหน้าที่การทำงานหรือการเรียน ขึ้นอยู่กับลักษณะของสภาพร่างกาย จิตใจ ขึ้นอยู่กับสังคม ครอบครัว ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า คนที่บริหารเวลาในชีวิตได้ดี ก็คือคนที่สามารถสร้างความสมดุลในการดำเนินชีวิตนั้นเอง

...
  
ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการทำงาน
ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการทำงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การทำงานในองค์กร หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน การทำงานวันหนึ่งๆ ของสัปดาห์ ของวัน ในที่นี้ขอนำเอาวันเวลาในระบบราชการเป็นมาตรฐานคือ ทำงานวันจันทร์-วันศุกร์ ทำงานตั้งแต่ 8.00-16.00 น. หากต้องการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพในการทำงาน เราควรศึกษาช่วงเวลาทำงานว่าช่วงไหนควรทำอะไร ช่วงไหนไม่ควรทำสิ่งใด เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการวิจัยการทำงานในช่วงเวลาต่างๆ ของคนทำงาน โดยได้รายละเอียดดังนี้
1.ช่วงเวลาที่เราควรวางแผนทำงานในวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไปมากที่สุด คือช่วงเวลา 15.45-16.00 น. โดยการเขียนรายการที่จะทำในวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไป ออกมาเป็นรายการว่าเราจะทำอะไรบ้าง หากไม่มีการเขียนรายการ ก็จะทำให้เกิดการลืมได้หรือหากไม่มีเวลาจริงๆ หรือรีบกลับบ้าน ก็คงต้องใช้เวลาในตอนกลางคืนสำหรับการวางแผนการทำงานในวันถัดไป
2.ช่วงเวลาในการประชุมการวางแผนทีมงาน เราควรใช้วันและช่วงเวลา คือ วันพุธของสัปดาห์และเวลา 14.00 น.
หากว่าเราประชุมในวันศุกร์ วันเสาร์-วันอาทิตย์ เป็นวันหยุด เหตุการณ์ต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้อาจต้องมีการประชุมเพื่อปรับแผนใหม่ได้ในวันจันทร์ แต่หากประชุมในวันพุธ ซึ่งวันพฤหัสบดี วันศุกร์ ไม่ได้เป็นวันหยุดเราสามารถนำนโยบายต่างๆ ที่ประชุมไปปฏิบัติได้
3.ช่วงหรือวันเวลาใดที่ยุ่งที่สุด อีกทั้งรถติดมากที่สุด คือ วันจันทร์ โดยเฉพาะ วันจันทร์แรกของการหยุดยาวเนื่องมาจากมีการปิดวันสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ , วันสงกรานต์ เป็นต้น และ ถ้าหากไปตรงกับวันจันทร์แรกของเงินเดือนออกก็ยิ่งทำให้รถติดเนื่องจากคนที่ทำงานกินเงินเดือนจะนำเงินไปซื้อสินค้าตามห้างร้านต่างๆ
4.ช่วงที่ควรงดเว้นการประชุม หรือ เรียกประชุม คือ ช่วงวันจันทร์ในตอนเช้าและวันศุกร์ในตอนช่วงบ่าย เนื่องจากคนทำงานราชการ บางส่วนมีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด บางส่วนก็จะเตรียมตัวกลับบ้านในช่วงบ่ายวันศุกร์ และกลับมาทำงานต่อในวันจันทร์เช้า
5.ช่วงเวลาใดที่ไม่ควรโทรศัพท์ไปติดต่อลูกค้าหรือโทรศัพท์เพื่อคุยธุระกับหน่วยงานต่างๆ คือ ช่วงเริ่มงานตอนเช้า ซึ่งหลายๆ คนพึ่งไปถึงหน่วยงาน กล่าวคือ ช่วง 8.00-9.00 น. ฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงการโทรศัพท์เพื่อติดตามงานในช่วงเวลานี้ได้จะเป็นการดี
6.ช่วงเวลาที่สมองสามารถทำงานได้ดีที่สุด ควรทำงานที่สำคัญๆ คือ ช่วงเวลา 10.00-11.00 น. ของแต่ละวันเป็นเวลาที่เราควรใช้ในการทำงานชิ้นสำคัญๆ เนื่องจากช่วงเวลานี้ สมองสามารถทำงานได้ดีเยี่ยม
7.ช่วงเวลาที่สมองสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด คือ ช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เราควรหลีกเลี่ยงในการทำงานชิ้นสำคัญๆ ในช่วงเวลานี้ควรทำงานในชิ้นที่ไม่ค่อยสำคัญ
ฉะนั้น หากเราได้รู้ว่าเวลาใดเป็นช่วงเวลาที่เราควรทำงานใด เราก็สามารถวางแผนบริหารเวลาของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนเป็นสิ่งที่สำคัญในการบริหารเวลา ท่านอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่านประธานาธิบดีลินคอลน์ได้กล่าวไว้ว่า “ หากข้าพเจ้ามีเวลา 10 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้เวลา 7 ชั่วโมงในการลับคมขวาน ” เช่นกัน มีงานวิจัยชิ้นสำคัญเคยกล่าวไว้ว่า หากเราใช้เวลาวางแผนเพียง 8-15 นาทีต่อวัน จะทำให้เราประหยัดเวลาในการทำงานถึงวันละ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว
สำหรับเรื่องของการบริหารเวลา การวางแผนเวลา หรือ การอบรมเพื่อพัฒนาตนเอง ในหลักสูตรต่างๆ งานวิจัยยังกล่าวอีกว่า หากท่านต้องการเปลี่ยนนิสัยใหม่ ท่านควรทำพฤติกรรมใหม่ซ้ำๆ ทุกๆวัน ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน แล้ววันที่ 22 ท่านจะเห็นความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือท่านจะได้นิสัยใหม่ ท่านจะได้พฤติกรรมใหม่ แต่ขอย้ำนะครับ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกัน ทุกๆวันอย่างน้อย 21 วัน แต่คนโดยส่วนใหญ่มักจะไม่เปลี่ยนแปลงนิสัย เนื่องจากเดี๋ยวทำ เดี๋ยวหยุด นึกจะทำก็ทำ นึกจะไม่ทำก็ไม่ทำ กล่าวคือความไม่มีวินัยในตนเองนั้นเอง
...
  
จงพัฒนาความคิด
จงพัฒนาความคิด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
คนเรามักมีความแตกต่างกับสัตว์หลายประการ แต่สิ่งที่มีความแตกต่างกันมากอย่างหนึ่งก็คือ คนเรามีความคิดที่เป็นระบบมากกว่าสัตว์ และคนบางคนที่ประสบความสำเร็จ ก็มีความแตกต่างกับคนอื่นหรือคนทั่วไปหลายๆคน ตรงที่ความคิดนั้นเอง
การพัฒนาความคิดจึงเป็นสิ่งที่แยกระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและบุคคลทั่วไป การพัฒนาความคิดจึงมีความสำคัญมากต่อผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตหรือในการทำงาน การพัฒนาความคิดจะทำให้เกิดความคิดในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ การพัฒนาความคิดจะทำให้เราตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ผู้ที่ต้องการพัฒนาความคิด ต้องเป็นคนที่หมั่นถามตนเองอยู่เสมอ เช่น หัดตั้งคำถามว่า ทำไม? กับเหตุการณ์ต่างๆ , เราจะทำอะไรได้อีกจากผลงานที่เราทำอยู่ขณะนี้ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น กระผมเป็นคนชอบเขียนบทความ กระผมสามารถขยายงานได้จากการเขียนบทความโดยการตั้งคำถามว่า ผมจะทำอะไรได้อีกจากบทความที่ผมเขียนลงในหนังสือพิมพ์หรือเขียนลงในอินเตอร์เน็ต คำตอบก็คือ ผมสามารถนำบทความมารวบรวมเป็นเล่มทำเป็นหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ตขายได้ ผมสามารถนำบทความมาทำเป็นคลิปเสียงหรือหนังสือเสียงขายได้ ผมสามารถนำบทความมาทำเป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมได้ ผมสามารถนำบทความที่เขียนเรื่องเดียวกันมาพัฒนาเป็นหลักสูตรต่างๆ เพื่อฝึกอบรมแก่ผู้สนใจได้ ฯลฯ
เราจะเห็นว่า การพัฒนาความคิดจะทำให้เราประหยัดเวลา เราสามารถได้ผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยเสียเวลาทำครั้งเดียวแต่สามารถผลิตผลงานออกมาได้อย่างหลากหลาย ก็ด้วยการพัฒนาความคิด เช่นกันหากท่านอยู่ในงานอาชีพใด ท่านสามารถตั้งคำถามว่าเราจะทำอะไรได้อีกบ้างจากงานที่เราทำอยู่ขณะนี้
หากเราปลูกกล้วยขาย เราสามารถตั้งคำถามได้อีกว่า เราจะทำอะไรกับกล้วยที่เราปลูกได้บ้าง คำตอบก็คือ เราสามารถนำกล้วยไปขาย เราสามารถนำกล้วยไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กล้วยต่างๆ เช่น กล้วยทอด กล้วยตาก กล้วยม้วน กล้วยบวชชี แยมกล้วย ฯลฯ หรือนำต้นกล้วยไปทำอะไรได้บ้าง ใบสามารถทำเป็นใบตองห่ออาหารต่างๆ ต้นกล้วยสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ เช่น ทำการหมักแล้วนำไปเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ฯลฯ
ดังนั้นหากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านต้องหัดเริ่มพัฒนาความคิด ท่านต้องหัดเป็นคนเริ่มตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ ท่านจะได้วิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหามากขึ้น ท่านจะสามารถร่ำรวยได้จากความคิดของท่าน
หรือหากท่านไม่ต้องการใช้ความคิดหรือคิดไม่ออก ท่านก็ควรใช้แนวคิดของผู้อื่น ซึ่งแนวคิดดีๆ ของผู้อื่น ท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ ดูรายการสัมภาษณ์นักธุรกิจหรือรายการสัมภาษณ์ผู้ประสบความสำเร็จ สนทนากับผู้รู้ หาข้อมูลต่างๆทางอินเตอร์เน็ต ฟังจากวิทยุ ฯลฯ
หากว่าท่านได้แนวคิดที่ดีๆ แค่แนวคิดเดียว ท่านก็สามารถสร้างรายได้มากมายมหาศาล ซึ่งแนวคิดของผู้อื่นนี้ ท่านสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ท่านสามารถคัดลอกแนวคิดแล้วนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ หากท่านสามารถนำแนวคิดมาใช้ได้อย่างถูกจังหวะ ถูกสถานการณ์ ถูกเงื่อนของเวลา ท่านก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
สำหรับเรื่องการพัฒนาความคิด ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับความคิดต่างๆ ได้อย่างมากมาย เช่น หนังสือชุดผู้ชนะสิบคิด ของ ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้อธิบายการคิดออกเป็นแบบต่างๆ ได้แก่ การคิดเชิงกลยุทธ์ , การคิดเชิงสังเคราะห์ , การคิดเชิงวิพากษ์ , การคิดเชิงเปรียบเทียบ , การคิดเชิงวิเคราะห์ , การคิดเชิงสร้างสรรค์ , การคิดเชิงมโนทัศน์ , การคิดเชิงอนาคต เป็นต้น หรือ หนังสือผู้ชนะ 10 คิด ของ ดร.สุวิทย์ คำมูล หรือ ของ รศ.ดร.ลักขณา สริวัฒน์ หนังสือเรื่อง “ การคิด ” ฯลฯ





...
  
พลังคุณธรรม จริยธรรม และพลังความสามัคคี คือพลังแห่งการสร้างชาติ
พลังคุณธรรม จริยธรรม และพลังความสามัคคี
คือพลังแห่งการสร้างชาติ
โดย... ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์*
www.drsuthichai.com
* นักวิชาการอิสระ วิทยากรพิเศษและนักพูด สถาบันพัฒนาบุคลากร
ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ที่ประเทศต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทั้งปัญหาการแตกแยกแบ่งฝ่ายและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น นั้น เชื่อกันว่าส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญ คือ การขาดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้บริหารหรือข้าราชการการเมืองที่มีส่วนในการกำหนดนโยบายและบริหารประเทศ หากนักการเมืองยังคงแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เงินตรา และยศศักดิ์ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมแล้ว แน่นอนว่าโอกาสที่จะทำให้เกิดการละเมิดคุณธรรมจริยธรม รวมทั้งพลังความสามัคคีถูกลดทอนไป ก็จะทำให้พลังแห่งการสร้างชาติลดทอนไปด้วย
บทความชิ้นนี้ ผู้เขียนพยายามจะประมวลนิยามของคำว่า “จริยธรรม” และ “คุณธรรม” ให้ผู้อ่านได้เข้าใจ โดยเฉพาะการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญต่อการสร้างความสามัคคีที่จะนำไปสู่พลังแห่งการสร้างชาติให้เกิดความวัฒนาสถาพรสืบไป
คุณธรรม จริยธรรม : นิยามแห่งความดีงาม
คำว่า คุณธรรม (Virtue) มีผู้ให้ความหมายในทัศนะต่างๆ กันดังนี้
คุณธรรม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2546 หมายถึง สภาพคุณ
งามความดี
คุณธรรม หมายถึง เรื่องของความจริงแท้หรือสัจธรรม คุณธรรมทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดี ทำให้เกิดการรักษาศีล
คุณธรรม เป็นตัวหลักและกระจายออกเป็นจริยธรรมและจรรยาบรรณ (พระเมธีธรรมาภรณ์)
คุณธรรม หมายถึง วิถีแห่งความดีงามในการดำรงชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ยังอยู่ในส่วนลึกของมนุษย์ ยิ่งมีคุณธรรมมากเท่าใดก็ยิ่งจะมีความโน้มเอียงในการทำความดีมากขึ้น (กีรติ บุญซื่อ)
คุณธรรม หมายถึง สิ่งที่ต้องอบรมโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึ้นเหมาะสมกับที่เราต้องการ (ท่านพุทธทาสภิกขุ)
คุณธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นคุณความดีงาม สภาพที่เกื้อกูล (พระราชวรมุนี)
คุณธรรม หมายถึง ความดีงามในจิตใจซึ่งทำให้เกิดความเคยชินเกิดความประพฤติดี ผู้มีคุณธรรมดี คือผู้มีความเคยชินประพฤติดีด้วยความรู้สึกในทางดีงาม การกระทำของคนที่ทำไปโดย
ไม่มีความรู้สึก ไม่มีการตัดสินใจ เช่น การกระทำของคนปัญญาอ่อนเป็นแต่เพียงพฤติกรรม (Behavior) ยังไม่ถือเป็นความประพฤติ (Conduct) พฤติกรรมที่มีมโนธรรมเข้าแทรกแซง คือมีความสำนึกและมีการตัดสินใจจึงจะถือเป็นความประพฤติ แต่ถ้าเพียงประพฤติดีเพราะมีการตัดสินใจเฉพาะหน้าชั่วครั้งชั่วคราวไม่แน่ใจว่าจะมีคุณธรรม ต้องมีความเคยชิน ประพฤติดีด้วยความรู้สึกในทางที่งาม จึงเรียกได้ว่า มีคุณธรรม (สุมน อมรวิวัฒน์ และคณะ)
โดยสรุป “คุณธรรม” หมายถึง สิ่งที่ดีงามที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ประสบการณ์การอบรมจนทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดี

คำว่า จริยธรรม (Ethics) มีผู้ให้ความหมายในทัศนะต่างๆ กันดังนี้
จริยธรรม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2535 หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม
จริยธรรม หมายถึง ระเบียบปฏิบัติที่มุ่งปฏิบัติเพื่อให้เกิดความผาสุกในสังคม เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น แต่งขึ้นตามเหตุผลของมนุษย์เอง หรือตามความต้องการของมนุษย์ (พุทธทาสภิกขุ) จริยธรรม หมายถึงการนำความรู้ในความจริงหรือกฎธรรมชาติไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการ ดำเนินชีวิตที่ดีงาม อันจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม (พระราชวรมุนี)
จริยธรรม หมายถึง การดำเนินการให้สอดคล้องกับสัจธรรม จริยธรรมจึงเป็นหลักแห่งความประพฤติที่ดีงามเพื่อประโยชน์ตนและสังคม (พระเมธีธรรมาภรณ์)
จริยธรรม หมายถึง แนวทางในการประพฤติเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นในสังคม (สาโรช บัวศรี)
จริยธรรม หมายถึง ประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติ หรือมาตรการของความประพฤติซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีความสำนึกและการตัดสินใจ ( กีรติ บุญเจือ)
จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติตามค่านิยมที่พึงประสงค์โดยใช้วิชาจริยศาสตร์ศึกษาพฤติกรรมด้านคุณค่า สามารถวิเคราะห์ค่านิยมที่เป็นคู่กัน (Dichotomy) สามารถแยกแยะได้ว่า
สิ่งใดดี ควรกระทำ และสิ่งใดควรละเว้น (วิทย์ วิศทเวทย์)
จริยธรรม หมายถึง ประมวลความประพฤติและความนึกคิดในสิ่งที่ดีงามและเหมาะสม จริยธรรมในสมัยก่อนและสมัยปัจจุบันในชนบทและในเมืองก็มีทั้งที่ดีและเลวเหมือนกัน
(ก่อ สวัสดิพาณิชย์)
สรุป “จริยธรรม” คือแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ซึ่งนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขในสังคมนั้น

คุณธรรมกับจริยธรรมในบริบทที่ส่งเสริมความสามัคคี
“คุณธรรม” หมายถึง สิ่งที่ดีงามที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ประสบการณ์การอบรมจนทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดี
“จริยธรรม” คือแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ซึ่งนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขในสังคมนั้น
นอกจากนี้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2550 ลงวันที่ 13 กรกฏาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม พ.ศ. 2550 ได้กำหนดความหมายของ “คุณธรรม”ว่า หมายถึง สิ่งที่มีคุณค่ามีประโยชน์เป็น
ความดีงามเป็นมโนธรรมเป็นเครื่องประคับประคองใจให้เกลียดความชั่ว กลัวบาป ใฝ่ความดีเป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ เกิดจิตสำนึกที่ดีมีความสงบเย็นภายในเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการในสังคมไทย และคำว่า “ จริยธรรม” ก็หมายถึง กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึงปฏิบัติ ซึ่งกำหนดไว้สำหรับสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงาม ความสงบร่มเย็นเป็นสุข ความรักสามัคคี ความอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยในการดำรงชีวิต
จึงอาจสรุปได้ว่า คุณธรรม และจริยธรรม หมายถึง สิ่งที่ดีงามของมนุษย์ที่ได้ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ซึ่งคุณงามความดีดังกล่าวทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขเกิดความรักความสามัคคีขึ้นในสังคมนั้น
ฉะนั้น คุณธรรมจริยธรรมจึงมีความสำคัญมากในการอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าสังคมไหนมีคุณธรรม จริยธรรมสังคมนั้นก็จะอยู่กันด้วยความรักความสามัคคี และคนในสังคมใดเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมคนในสังคมนั้นก็จะอยู่ด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ดังคำกล่าวขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า “ ผู้ไร้คุณธรรม จริยธรรมแม้จะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ยังสู้ผู้มีคุณธรรม จริยธรรมที่มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวไม่ได้”
พลังสามัคคี : พลังแห่งการสร้างชาติ
ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2532 ถึงแม้จะผ่านมาหลายปีแต่กระผมเห็นว่ายังคงทันสมัยอยู่ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่าความสามัคคีเป็นจริยธรรมที่มีความสำคัญในการสร้างความ เป็นปึกแผ่นมั่นคงให้ประเทศชาติ พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีดังนี้
"...ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง สองประการนี้ คือ คุณลักษณะสำคัญของไทย ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริญมั่นคงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน..."
เราต้องยอมรับว่า ในยุคปัจจุบันสังคมไทยมีความแตกแยกทางด้านความคิดโดยเฉพาะเรื่องของการเมือง ไม่ว่าเรื่องของ คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนเสื้อน้ำเงิน
คนเสื้อดำ และคนเสื้อเขียว เป็นต้น ซึ่งการแตกแยกดังกล่าว ทำให้เกิดความกลัว เกิดความไม่ไว้วางใจกันขึ้น บางคนไม่กล้าที่จะใส่เสื้อสีแดง หรือ เสื้อสีเหลือง ไปในที่ต่างๆ เนื่องจาก เกรงกลัวว่า กลุ่มคนเสื้อสีฝ่ายตรงกันข้ามจะเข้าใจผิด อีกทั้งอาจถูกทำร้ายได้
การแตกแยกความคิดทางการเมืองดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของประเทศ สังคม รวมทั้งบ้านเมืองถูกทำลาย ดังเช่นการชุมนุมทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมามีการเผาทำลายตึก อาคาร และสถานที่ราชการ ทำให้ประเทศไทยของเราถดถอย ในทางตรงกันข้าม ประเทศเพื่อนบ้านของเรากลับเจริญรุดหน้า ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม เขมร มาเลเซีย ฯลฯ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ไม่ได้เกิดการแตกแยกกันภายในประเทศ แต่ประเทศเหล่านี้กลับมีความสามัคคีกันของคนในชาติ จึงทำให้เกิดการรุดหน้าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ในประวัติศาสตร์ชาติไทยของเรา ชาวบางระจัน ชนะศึกสงครามเพราะอะไร ในอดีตสมเด็จพระนเรศวร ทรงชนะศึกเพราะเหตุใด หรือ พระเจ้าตากสินมหาราชชนะศึกเพราะ
เหตุใด ไม่ใช่เพราะความสามัคคีของคนในชาติหรือ
ดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชทานแก่
ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย ณ สวนอำพร วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 มีความตอนหนึ่งว่า...
“…ชาติเปรียบเหมือนครอบครัวใหญ่ ต้องอาศัยความสามัคคีของคนในชาติ
ดังปรากฏแล้วในประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษของไทยได้มีความพร้อมเพรียง กอบกู้ชาติบ้านเมืองไว้ เพื่อดำรงเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้ ความสามัคคีพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ในการประกอบคุณงามความดีจึงเป็นสิ่งประเสริฐ...”
ในทางกลับกัน กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศพม่าครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2112 สมัยพระมหินทราธิราช เป็นเพราะสาเหตุอะไร สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่คนไทยแตกความสามัคคีไม่ใช่หรือ และในปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศพม่าเป็นครั้งที่ 2 เพราะอะไร สาเหตุหนึ่งเกิดจากคนไทยแตกความสามัคคีไม่ใช่หรือ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเมืองหลวงของไทยในอดีตคือ กรุงศรีอยุธยา จึงขอฝากบทเพลง : อยุธยาเมืองเก่า
คำร้อง – ทำนอง สุรินทร์ ปิยานันท์ ซึ่งภายในบทเพลงได้สะท้อนถึงเหตุการณ์ในยุคสมัยก่อนอีกทั้งยังบ่งบอกถึงความสามัคคีได้เป็นอย่างดี บทเพลง อยุธยาเมืองเก่า มีดังนี้
อยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน จิตใจอาวรณ์ มาเล่า สู่กันฟัง
อยุธยา แต่ก่อน นี้ยัง เป็นดังเมืองทอง ของพี่น้อง เผ่าพงศ์ไทย
เดี๋ยวนี้ ซิเป็นเมืองเก่า ชาวไทยแสนเศร้า ถูกข้าศึกรุกราน
ชาวไทย ทุกคนหัวใจร้าวราน ข้าศึกเผาผลาญ แหลกราญ วอดวาย
เราชน ชั้นหลังฟังแล้วเศร้าใจ อนุสรณ์ เตือนให้ ชาวไทยจงมั่น
สมัครสมาน ร่วมใจกันสามัคคี คงจะไม่มี ใครกล้า ราวีชาติไทย
ความสามัคคีจึงมีความสำคัญมาก ความสามัคคีจะช่วยให้ชาติของเรา สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้อย่างมั่นคงและถาวร ดังสัตว์ชนิดหนึ่งคือ ปลวก ปลวกเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ปลวกสามารถสร้างจอมปลวกอันเข้มแข็งใหญ่โตเท่าภูเขาลูกเล็กๆขึ้นมาได้ ซึ่งจอมปลวกสามารถทนต่อลมฝน อีกทั้งพายุไม่สามารถจะทำลายลงได้ ทั้งนี้เพราะเหตุใด ก็เพราะปลวกเป็นสัตว์ตัวเล็กที่รู้จักช่วยเหลือกัน รู้จักความสามัคคี ทำงานกันเป็นทีม และมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ของมัน
ดังนั้นหากคนในชาติมี คุณธรรม จริยธรรมและความสามัคคี กระผมเชื่อว่า สังคมไทย
จะมีความสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้า มีความอบอุ่นและมีความน่าอยู่มากกว่าทุกวันนี้ เพราะ คุณธรรม จริยธรรมและความสามัคคีจะก่อให้เกิด การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คุณธรรม จริยธรรมและความสามัคคีจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน ยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และรู้จักการให้อภัยกัน
ท้ายนี้อยากฝากบทเพลงที่มีความหมาย ชื่อเพลง “รักกันไว้เถิด” ที่แต่งเนื้อร้องโดย
ครูนคร ถนอมทรัพย์
“รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหนก็ไทยด้วยกัน เชื้อสายประเพณีไม่มี
กีดกั้น เกิดใต้ธงไทยนั้นปวงชนทุกคนคือไทย…"

หมายเหตุ : บทความฉบับนี้ ได้อ้างอิงจาก วารสารผู้ตรวจการแผ่นดิน

...
  
การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วม
การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วม
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
การบริหารงานที่ดีควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม เพราะการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม พนักงานจะมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร อีกทั้งยังจะช่วยเหลือแก้ไขปัญหา เมื่อองค์กรมีปัญหา ซึ่งกิจกรรมที่ควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมมีดังนี้
1.การมีส่วนร่วมประชุมภายในองค์กร การเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมประชุมจะทำให้พนักงานได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร สถานการณ์ขององค์กร หากเป็นองค์กรขนาดใหญ่พนักงานก็จะได้รู้จักกันมากขึ้น
2.การมีส่วนร่วมตัดสินใจ การบริหารงานที่ดีผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมมือและร่วมในการตัดสินใจ เพราะหากพนักงานเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ พนักงานก็จะมีส่วนรับผิดชอบในงานมากกว่าการที่พนักงานไม่มีส่วนร่วมในการร่วมตัดสินใจ
3.การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบงาน ในปัจจุบันหลายๆองค์กรได้นำเอาระบบเข้ามาเพื่อพัฒนาองค์กร เช่น ระบบคิวซี ระบบรีเอ็นจิเนียริ่ง ระบบมาตรฐาน ISO เป็นต้น การบริหารงานที่ดีต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าร่วมในการเรียนรู้ระบบ ศึกษาระบบ อบรมพัฒนาระบบ
4.การมีส่วนร่วมในการสื่อสารภายในและภายนอก การสื่อสารในองค์กรมีหลายรูปแบบ เช่น การสื่อสารแบบบนลงล่าง การสื่อสารแบบล่างขึ้นบน การสื่อสารระดับแนวเดียวกัน การสื่อสารภายนอกองค์กร การเปิดโอกาสให้พนักงานสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร จะทำให้พนักงานรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น อีกทั้งพนักงานยังเป็นผู้ซึ่งเผยแพร่ข่าวสารจากภายในองค์กรไปยังภายนอกองค์กรได้ด้วย
5.การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสัมพันธ์ กิจกรรมสัมพันธ์เป็นการกระทำเพื่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร เช่น การจัดงานเลี้ยงปีใหม่ การจัดงานครอบครัว การจัดงานพิธีครบรอบขององค์กรพร้อมทั้งมอบรางวัลพนักงานดีเด่น เป็นต้น
6.การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสโมสร ชมรม ต่างๆที่เป็นขององค์กร หลายองค์กรได้มีการจัด สโมสรกีฬา สโมสรฟุตบอล ชมรมโต้วาที ชมรมร้องเพลง ชมรมคาราโอเกะ ชมรมนักสะสม ฯลฯ ผู้บริหารควรสนับสนุนให้พนักงานได้เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเป็นการให้พนักงานเกิดสังคมใหม่ๆและเกิดการพัฒนาตนเอง
7.การมีส่วนร่วมในการสัมมนา ฝึกอบรม หลายองค์กรมักไม่ยอมลงทุนในการจัดการสัมมนา จัดการฝึกอบรม เนื่องจากต้องการประหยัดเงิน อีกทั้งไม่ต้องการให้พนักงานใช้เวลาในการทำงานไปสัมมนาหรือไปอบรม แต่ผู้บริหารควรตระหนักว่า การที่มีพนักงานที่เก่ง ฉลาด รอบรู้ ขยัน สามารถแก้ปัญหาให้องค์กรได้ หากว่ามีพนักงานลักษณะนี้มากๆ จะทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วขนาดไหน การจัดอบรม การจัดสัมมนา จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานเกิดพัฒนาตนเอง
ดังนั้น การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการบริหารงานสมัยใหม่ ซึ่งในอดีตผู้บริหารอาจใช้คำว่า “ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ”ได้ โดยไม่ต้องให้พนักงานมีส่วนร่วมเช่น ร่วมตัดสินใจหรือให้รับฟังแต่คำสั่งอย่างเดียว แต่การบริหารสมัยใหม่ ผู้บริหารต้องเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมมากที่สุด หากผู้บริหารสามารถทำได้ก็จะทำให้ผู้บริหารทำงานน้อยลง มีเวลามากขึ้น แบกรับภาระน้อยลง และทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น





...
  
การเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีของท่านในองค์กร
การเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีของท่านในองค์กร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
การทำงานให้เจริญเติบโตก้าวหน้าในองค์กร การมีภาพลักษณ์ที่ดีของท่านมีความสำคัญต่อความสำเร็จเป็นอย่างมาก การมีภาพลักษณ์ที่ดีของท่านในองค์กร จะทำให้เจ้านาย หัวหน้างาน เกิดความรัก การสนับสนุน การช่วยเหลือ แก่ท่าน
ฉะนั้นการสร้างภาพลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในองค์กรมีดังนี้
1.ท่านต้องมีผลงาน การทำงานที่ดี ท่านจะต้องแสดงผลงานที่ท่านได้รับหน้าที่ ได้รับมอบหมายและได้รับผิดชอบ ให้สำเร็จ การทำงานที่รับผิดชอบแล้วมีผลงานเกิดขึ้นมาอย่างมากมายจะทำให้ เจ้านาย หัวหน้างาน เกิดความชื่นชมในตัวท่าน หรือบางท่านอาจทำงานไม่มีผลงานมากมาย แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรให้งานต่างๆ ที่รับผิดชอบเกิดความเสียหาย
2.จำชื่อผู้บริหารระดับสูงให้ได้ อีกทั้งต้องควรศึกษาประวัติ ลักษณะนิสัยคร่าวๆ การจำชื่อผู้บริหารแล้วเรียกได้ถูกต้องจะทำให้ผู้บริหารระดับสูงเกิดความภาคภูมิใจ การศึกษาลักษณะนิสัยของผู้บริหารจะทำให้เราทราบว่า เขาเป็นคนมีลักษณะอย่างไร จะทำให้เราปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสมกับบุคคลนั้นๆ
3.เขียนบทความเขียนข่าวสารลงในวารสาร จดหมายข่าวขององค์กร การเขียนบทความ เขียนข่าวสารของตนเองลงในวารสารหรือลงในจดหมายข่าวขององค์กร เมื่อเจ้านาย หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องเห็น ก็จะทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในองค์กรของท่านมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการเขียนบทความจะทำให้ผู้อ่าน ทราบว่าท่านเป็นคนที่สนใจและมีความรู้ในเรื่องที่ท่านเขียน
4.ช่วยเหลืองานกุศลที่องค์กรหรือหน่วยงานภายนอกจัด การช่วยเหลืองานกุศลที่องค์กรจัด จะทำให้ท่านได้รู้จักกับบุคคลต่างๆในองค์กรมากขึ้น นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงพนักงานระดับล่าง การช่วยเหลืองานกุศลทั้งภายในและภายนอกองค์กร นอกจากจะได้รับบุญกุศลแล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์ของท่านดูดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่พบเห็น
5.ฝึกการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ เช่นฝึกการพูด ฝึกการเขียน ให้สื่อสารได้อย่างชัดเจน เฉียบคม การพัฒนาการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ จะทำให้ท่านมีความเป็นผู้นำ อีกทั้งทำให้บุคคลต่างๆ รู้จักท่านมากยิ่งขึ้น เช่น การกล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อหน้าที่ประชุม , การกล้าเขียนแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ต่อสังคม ตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ (จดหมายข่าว วารสาร หนังสือพิมพ์ นิตยสาร)
6.เรียนรู้การเมืองในองค์กร การที่คนอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เป็นองค์กร เป็นหน่วยงาน ย่อมต้องมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ แบ่งระดับการปกครอง เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการทำงานร่วมกัน ทุกองค์กร ทุกประเทศชาติ ย่อมไม่สามารถเลี่ยงหลีกคำว่า “ การเมือง ” ไปได้ ในองค์กรทุกๆองค์กร ก็มีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จงเรียนรู้การเมืองในองค์กร แล้วท่านจะสามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในองค์กร
ดังนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเจริญก้าวหน้าในองค์กร การเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีในองค์กร จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ สรุปก็คือ ท่านสามารถเพิ่มลักษณ์ที่ดีในองค์กรได้โดยวิธีการ สร้างผลงาน จำชื่อและควรศึกษาประวัติของผู้บริหารระดับสูง เขียนบทความเขียนข่าวสารลงในจดหมายข่าว วารสาร ขององค์กร ช่วยเหลืองานกุศลที่องค์กรหรือหน่วยงานภายนอกจัด ฝึกการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ และเรียนรู้การเมืองในองค์กร

...
  
การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง
การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ องค์กร หน่วยงาน สถาบัน และตัวเราเอง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง การสร้างภาพลักษณ์ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ความน่าเชื่อถือและความศรัทธาแก่ผู้พบเห็น แวดวงต่างๆจึงให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงศาสนา แวดวงธุรกิจและแวดวงการเมือง ในบทความตอนนี้เราจะมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้กันในเรื่อง “ การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง ” มีดังนี้
- การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองผ่านการใช้สื่อ เช่น สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์
สื่ออินเตอร์เน็ต ฯลฯ นักการเมืองที่โดดเด่นและผู้คนรู้จักกันมาก มักจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนออกข่าวประชาสัมพันธ์ความดีหรือผลงานของตน เพราะหากนักการเมืองมีผลงานมากมายขนาดไหนแต่สื่อมวลชนไม่ลงข่าวประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนส่วนมากก็คงไม่ทราบ จึงไม่แปลกใจที่นักการเมืองหลายคนเป็นเจ้าของสื่อหรือยอมลงทุนที่จะทำธุรกิจสื่อทั้งๆที่ การทำสื่อบางประเภทขาดทุนหรือกำไรน้อยแต่ก็ต้องทำทั้งนี้เพื่อสื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ เจ้าของสถานีวิทยุ เจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฯลฯ อีกทั้งนักการเมืองอีกหลายท่านหรืออดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่าน ถึงกับใช้เวลาและพื้นที่สื่อในการจัดรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ด้วยตนเองหรือเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ด้วยตนเอง เพราะการจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ด้วยตนเอง ถือว่าได้เปรียบกว่านักการเมืองคนอื่นที่มีนักข่าวช่วยประชาสัมพันธ์เขียนให้พูดให้ ก็เนื่องมาจากนักการเมืองผู้นั้นได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อไปยังประชาชนได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านบรรณาธิการสื่อ
- การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองผ่านการตลาด ปัจจุบันทฤษฏีการตลาดได้นำมาใช้กับการเมืองมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การทำการตลาดการเมืองที่ดีนั้น จะต้องมีผู้จัดการด้านสื่อ คอยช่วยทำธนาคารข้อมูล ทำงานวิจัย ทำโพลในเรื่องต่างๆ มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีการวิเคราะห์สถานการณ์ว่า ควรจะให้นักการเมืองที่ทำการตลาดการเมือง พูดเมื่อไรเวลาไหน เพราะหากนักการเมืองไม่มีประเด็นในการนำเสนอก็จะไม่เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและก็ไม่เป็นข่าว การทำการตลาดการเมืองจึงต้องมีงบประมาณ การควบคุม การประเมินผลงาน การตรวจสอบ ทั้งนี้ผู้จัดการด้านสื่อจะต้องรู้จักใช้สื่อทุกอย่างที่เป็นเครื่องมือให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งต้องรู้จักเรื่องของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าหรือประชาชน และต้องวิเคราะห์ว่าลูกค้าหรือประชาชนที่ไม่เลือกนักการเมืองที่ทำการตลาดนั้นให้ได้ ว่าทำไมเขาถึงไม่เลือกหรือลังเล การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและคู่แข็งก็มีความสำคัญ
- การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองผ่านสถานการณ์ทางการเมือง การเมืองทุกยุคทุกสมัยมักมีความ
คล้ายคลึงกัน ถ้าหากท่านลองไปศึกษาการเมืองในยุคสามก๊กหรือประวัติศาสตร์ทางการเมืองของทุกประเทศในอดีต ก็จะเห็นจริงว่า บ้านเมืองเคยสงบแล้วก็กลับมาวุ่นวาย จากความวุ่นวายก็กลับมาสงบ เช่นเดียวกับการเมืองระดับชาติ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วก็กลับเป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายค้านแล้วก็กลับเป็นรัฐบาล หรือการเมืองระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด คนที่เคยได้รับเลือกตั้งแล้วก็กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง จากไม่ได้รับเลือกตั้งก็กลับเป็นรับเลือกตั้ง ดังนั้นการสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองต้องสร้างทั้งตอนที่มีอำนาจอยู่ในตำแหน่งและสร้างตอนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจในตำแหน่ง เช่นเมื่อไม่ได้รับเลือกตั้งก็ต้องนั่งรถตระเวนไปพบปะประชาชนให้ความช่วยเหลือประชาชน ยังภาคต่างๆจังหวัดต่างๆ ท้องที่ต่างๆ เพื่อเก็บคะแนนในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
ดังข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองมีความสำคัญและความจำเป็น ที่จะทำให้นักการเมืองผู้นั้นชนะการเลือกตั้งหรือเป็นที่ยอมรับ เป็นเคารพ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สำหรับการสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองนั้นต้องอาศัยสื่อ อาศัยทฤษฏีทางการตลาดและสถานการณ์ทางการเมืองในการสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองด้วย


...
  
ประหยัดเวลาด้วยวิธีการวางแผน
ประหยัดเวลาด้วยวิธีการวางแผน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
คนเรามีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน 365 วันต่อ 1 ปี แต่คนที่มีประสิทธิภาพมักจะสร้างผลงานหรือมีผลงานออกมามากกว่าคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผลงานออกมาแตกต่างกัน เช่น เรื่องของสติปัญญา เรื่องความรู้ความสามารถ เรื่องของประสบการณ์ และเรื่องของการบริหารเวลา
การบริหารเวลา ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การจะบริหารเวลาให้ได้ผลดี การวางแผนถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ คนเป็นจำนวนมากมักไม่ชอบวางแผน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องการดำเนินชีวิต และการวางแผนเรื่องของการใช้เวลา การวางแผนการใช้เวลาจะทำให้เราประหยัดเวลาไปได้มาก ซึ่งการวางแผนการใช้เวลามีดังนี้
1.สร้างเป้าหมายประจำปี ประจำเดือน ประจำสัปดาห์และประจำวัน การมีเป้าหมายจะทำให้เรารู้ทิศทางที่เราต้องการจะเดินหรือมุ่งไป ตัวอย่าง อาชีพนักขาย เราควรกำหนดเป้าหมายเป็นยอดขายว่าปีนี้เราต้องการยอดขายเท่าไร เมื่อทราบเป้าหมายประจำปีแล้วจึง เฉลี่ยเป็นรายเดือน รายสัปดาห์และรายวัน ต่อไป เช่น เป้าหมายรายปี เท่ากับยอดขาย 12,000,000 บาท เป้าหมายรายเดือนเท่ากับ 12,000,000 บาทหารด้วย 12 เดือน เท่ากับ 1,000,000 บาท เป้าหมายรายวัน ก็นำเอา 1,000,000 บาท หารด้วย 30 วัน
2.ใช้เวลา 30 นาทีในการวางแผนการทำงานในแต่ละสัปดาห์และใช้เวลา 15 นาทีในการวางแผนการทำงานในแต่ละวัน การใช้เวลาเพียง 15-30 นาที ในการวางแผนงานเป็นรายสัปดาห์และการวางแผนเป็นรายวันจะทำให้ท่านประหยัดเวลาได้อีกเป็นจำนวนมาก เพราะจากงานวิจัยพบว่า การวางแผนเพียงแค่ 8 นาทีต่อวัน จะทำให้เราประหยัดเวลาในการทำงานถึงวันละ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว
3.สร้างระบบหรือเครื่องมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น สร้างตารางการทำงาน , การใช้ไดอารี่ การใช้สมุดพก ฯลฯ ทั้งนี้การสร้างระบบหรือเครื่องมือในการทำงานของแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับลักษณะของการทำงาน นิสัย พฤติกรรมของแต่ละบุคคล
4.อย่าเปิดไปรษณีย์ที่ไม่สำคัญหรือหากเป็นงานที่ไม่สำคัญมากนัก ก็ขอให้ผู้อื่นทำแทน การเปิดจดหมาย การไปฝากเงินธนาคาร การไปส่งของยังสถานีต่างๆ อาจจะทำให้ท่านเสียเวลา หากต้องการมีเวลาในการทำงานมากขึ้น สิ่งที่ไม่สำคัญหรืองานที่ไม่สำคัญควรให้ผู้อื่นไปทำกิจกรรมนั้นแทน
5.จัดการงานด้านเอกสารทีละเรื่อง ไม่ควรทำที่ละ 2-3 อย่าง และไม่ควรสะสมงานที่ทำไม่เสร็จเป็นดินพอกหางหมู การทำงานที่ละ 2-3 อย่างจะทำให้เราไม่มีสมาธิในการทำงาน หากท่านต้องการทำงานให้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งมีประสิทธิภาพ ท่านควรทำงานที่ละอย่าง จนเสร็จหมดทุกอย่างไม่ควรทำงานให้ค้างไว้หรือสะสมไว้มากๆ จนทำไม่ไหว
6. ขนงานบางชิ้นที่สามารถทำได้หรือหนังสือที่ต้องการอ่าน ไปทำหรือไปอ่านด้วย เช่น เมื่อเลิกงานทำไม่เสร็จท่านสามารถขนงานบางชิ้นที่สามารถทำได้หรือเร่งด่วนไปทำที่บ้าน หรือหนังสือที่ต้องการอ่านไปอ่านระหว่างการรอรถโดยสารประจำทาง หรือ ระหว่างรอเครื่องบินที่สนามบิน
ดังนั้น การวางแผนสำหรับประหยัดเวลาจึงมีประโยชน์และมีความสำคัญ เมื่อท่านมีการวางแผนท่านจะประหยัดเวลาได้มาก การทำงานของท่านจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านจะมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ท่านจะเหลือเวลาในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น จงสร้างเป้าหมาย จงวางแผนการทำงานในแต่ละวัน จงสร้างระบบหรือเครื่องมือ จงหาผู้ช่วยช่วยทำงานที่ไม่มีความสำคัญ จงทำงานทีละเรื่อง และจงขนงานบางชิ้นหรือหนังสือไปอ่านยังสถานที่ต่างๆ หากท่านลองนำวิธีดังกล่าวไปปฏิบัติกระผมเชื่อว่าเวลาในชีวิตของท่านจะมีเวลามากขึ้นกว่าเก่าอย่างแน่นอน
...
  
เทคนิคการแสวงหาโอกาส
เทคนิคการแสวงหาโอกาส
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
โอกาสคือ ที่ว่าง , ช่อง , ทาง , หนทาง ,เวลาที่เหมาะ , โชค, ความนิยม (ความหมายจากพจนานุกรมฉบับของราชบัณฑิตยสถานเรียบเรียงโดย มานิต มานิตเจริญ)
โอกาสจึงมีอยู่ในทุกๆที่ ทุกๆแห่ง ทุกๆเวลา ทุกๆ สถานการณ์ เพียงแต่เราไม่เรียนรู้ที่จะแสวงหามัน บางคนเมื่อไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็มักจะใช้คำพูดว่า ขาดโอกาส ไม่มีโอกาส แต่แท้จริงแล้วเราสามารถสร้างโอกาสเล็กๆน้อยๆได้โดยวิธีดังนี้
1.ควรมีสมุดจดบันทึกเล็กๆ ติดตัวเสมอ เนื่องจากโอกาสดีๆหรือสิ่งๆดีในชีวิตมักเกิดจากความคิด นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ความคิดค้นหายารักษาโรค นักเขียนได้ใช้ความคิดในการแต่งนิยาย นักบริหารได้ใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหาต่าง ฯลฯ ซึ่งบางครั้งความคิดดีๆ มักจะเกิดตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจ เช่น คิดอะไรใหม่ได้ในห้องน้ำ คิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาตอนขับรถ คิดโครงเรื่องนิยายได้ตอนนั่งบินเครื่องบิน ฯลฯ ดังนั้นหากมีความคิดที่ดีๆขึ้น ควรหาสมุดจดบันทึกเล็กๆ จดทันทีไม่ควรใช้ความจำเพราะความจำนั้นจะค่อยๆ สูญหายไปตามกาลเวลา คติพจน์ของจีนจึงกล่าวไว้บทหนึ่งว่า “ ความจำที่ดีนั้นสู้หมึกเพียงหนึ่งหยดไม่ได้”
2.สมัครเป็นสมาชิกสิ่งพิมพ์เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร จดหมายข่าว ที่เราสนใจ เพื่อจะได้รับข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว ในแวดวงอาชีพของเรา การมีข้อมูลจะทำให้เราได้เปรียบในการแข่งขัน การมีข้อมูลจะทำให้เราได้รับโอกาสเพิ่มมากขึ้น เช่นได้รับการอบรม การสัมมนา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การมีข้อมูลทำให้เราได้รู้จักคนในแวดวงของเราเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งพิมพ์บางฉบับยังเปิดโอกาสให้เราได้ลงรูปข่าว รูปกิจกรรมของธุรกิจของเรา ในสิ่งพิมพ์แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
3.ไปงานแสดงสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ จะทำให้เราเกิดทราบความเคลื่อนไหว ทราบความก้าวหน้า ทราบนวัตกรรมที่เกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ทันสมัย การไปดูการแสดงสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ประกอบธุรกิจใหม่ๆ ขึ้น หรืออาจมีคู่ค้าที่ให้การช่วยเหลือเรามากยิ่งขึ้น
4.สมัครเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ เช่น สโมสรฝึกการพูด สมาคมผู้ประกอบการ ชมรมผู้สูงอายุ เครือข่ายเพื่อน ฯลฯ การเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ จะทำให้เรามีโอกาสรู้จักคนมากขึ้น หรือในบางกรณีรัฐบาลอาจให้งบประมาณแก่ชมรมผู้สูงอายุ เมื่อเราเข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ เราก็จะได้สิทธิหรือมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือก่อน ผู้ไม่ได้เข้าชมรม เป็นต้น
5.นำสิ่งของเก่าๆ มาประยุกต์ ปรับปรุง พัฒนา ใช้ใหม่ ตัวอย่าง สิ่งพิมพ์เก่าๆหรือหนังสือเก่าๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขยะ เราสามารถนำมาแปลงเป็นเงินได้ นักเขียนที่มีชื่อเสียง ร่ำรวย มีผลงานต่างๆมากมายในยุคปัจจุบัน หลายๆท่านได้ไปซื้อหนังสือเก่าๆ จากแหล่งต่างๆ แล้วนำมาปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง เป็นภาษา เป็นคำพูดของตนเอง หรือ นักประดิษฐ์หุ่นยนต์ หลายๆท่านก็สามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์ในต้นทุนที่ต่ำ ก็เนื่องมาจากการไปรับซื้อเศษเหล็กเก่าๆ ที่คนไม่ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นหุ่นยนต์ที่ทันสมัย
6. ทดลองทำอะไรที่แตกต่างกว่าเดิม เช่น หาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน , หาเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยในการทำงาน, ปรับปรุงดัดแปลงห้องทำงานบ้าง , หาเส้นทางไปสู่เป้าหมายใหม่ๆ ฯลฯ การทดลองทำอะไรที่แตกต่างกว่าเดิมจะทำให้เรา สามารถคิดสิ่งใหม่ๆ ปรับปรุงสิ่งเก่าๆ ให้ดีขึ้น เป็นการสร้างโอกาส สร้างการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอีกหนทางหนึ่ง
7.การใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เต็มที่ เราลองพิจารณาดูว่าเรามีทรัพย์สินต่างๆในปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก เราได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านี้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง หากยังแล้วมีวิธีการใดบ้างที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่เพื่อก่อประโยชน์กับตนเองและองค์กร เช่น เรามีคอมพิวเตอร์เราใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง บางคนใช้คอมพิวเตอร์แค่ 5 วัน ต่อเดือนหรือแทบไม่ได้ใช้งานเลย แต่ตรงข้ามกับบางคนที่หาโอกาสสร้างรายได้มากมายมหาศาลจากคอมพิวเตอร์ เช่น รับจ้างพิมพ์งาน รับตัดต่อคลิปวีดีโอ รับจ้างออกแบบหน้าปกหนังสือ นำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานในการจัดรายการวิทยุ หรือนำเสนองานต่างๆ ฯลฯ
ทั้งหมดข้างต้นนี้ คือ การพกสมุดบันทึกติดตัวเสมอ,การสมัครเป็นสมาชิกสิ่งพิมพ์,การไปงานแสดงสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ,การสมัครเป็นสมาชิกขององค์กรต่างๆ,การนำสิ่งของเก่าๆมาประยุกต์ ปรับปรุง พัฒนา ใช้ใหม่,การทดลองทำอะไรที่แตกต่างกว่าเดิมและการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เต็มที่ เป็นเทคนิคในการแสวงหาโอกาส หากท่านเป็นคนหนึ่งที่อยากจะมีโอกาสมากขึ้น ท่านลองนำเอาเทคนิคต่างๆดังกล่าวไปปฏิบัติแล้วโอกาสของท่านก็จะมีมากยิ่งขึ้น
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.