หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ ทั้งหมด
รับสมัครสส สุขุม นวลสกุลวิเคราะห์
4
...
  
ปรัชญา หรือฮิกมะฮ์ในอิสลาม
4
...
  
ทอล์คโชว์4
4
...
  
โต้วาที 4 นางร้ายในวรรณคดีไทยน่าพิศมัยกว่านางเอก
4
...
  
ลูกค้า
4
...
  
โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ ตอนที่1
4
...
  
การเป็นพิธีกรและวิทยากรมืออาชีพ
แต่งโดย ถวัลย์ มาศจรัส ...
  
การพัฒนาศักยภาพตนเอง
การพัฒนาศักยภาพตนเอง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพัฒนาศักยภาพของตนเองมีความสำคัญมากกับความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การทำงาน คนที่ต้องการประสบความสำเร็จควรจำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งคงต้องมีการพัฒนากันหลายๆ ด้าน เช่น
1.การอ่านหนังสือ คนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ต้องเป็นคนที่ชอบการอ่าน รักการอ่าน การสร้างนิสัยรักการอ่าน เราควรฝึกอ่านหนังสือในแนวที่เราชอบหรือรักก่อน แล้วจึงขยายไปอ่านหนังสือในแนวต่างๆ สำหรับการอ่านเพื่ออาชีพ เราควรหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของเรา อ่านให้มากที่สุด อย่างน้อยเดือนละ 3-5 เล่ม ต่อเดือน และควรหาวารสารนิตยสารเกี่ยวกับอาชีพที่เราทำ อ่านเพื่อหาความก้าวหน้า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแวดวงอาชีพนั้น
2.การเข้าฟังสัมมนาดีๆ การอบรมดีๆ ถือว่าเป็นทางลัดในการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ เพราะวิทยากรหรืออาจารย์มักมีประสบการณ์หรือมีเทคนิคต่างๆ ในการสัมมนาหรือการอบรม ทำให้เราสามารถนำเทคนิคต่างๆ เหล่านั้น มาปรับใช้ ประยุกต์ใช้ได้ด้วย
3.การฟังเทปหรือCD วิชาการในรถ เมื่อมีความจำเป็นต้องเดินทางไปในที่ต่างๆหรือไปยังสถานที่ต่างๆ เท่าที่มีเวลาว่างหรือโอกาส เราควรใช้เวลาว่างนั้นๆ ในขณะขับรถโดยการเปิดฟังเทปหรือCD วิชาการ ฟัง
4.หาทางเข้าสังคมหรือการสร้างเครือข่ายในอาชีพ หรือในงานอดิเรกที่เราสนใจ เช่น สมาคม สโมสร ชมรม ( สมาคมฝึกพูด , สโมสรนักเขียน , ชมรมกีฬาต่างๆ) เพื่อหาเพื่อนหรือเครือข่ายในการช่วยเหลือกัน
5.การดูแบบอย่าง การหาแบบอย่าง การดูต้นแบบ จะทำให้เราเกิดการลอกเลียนแบบ คนที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มักมีต้นแบบเสมอ เราจะสังเกตเห็นว่า บางคนตอนเด็กๆ อย่างเป็นนักร้องแบบนักร้องคนโน้นคนนี้ จึงเริ่มต้นฝึกร้องเพลงหรือบางคนอย่างชกมวยเก่งแบบเขาทราย เขาจึงเอาหนังสือประวัติของเขาทรายมาอ่าน แล้วเขาก็จะมีกำลังใจในการฝึกฝน อดทนในการซ้อมชกมวย ฯลฯ
6.หาเวลาว่างให้กับตนเอง การใช้ชีวิตของคนเราในภาวะปัจจุบันเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ทำให้ทุกๆคนต้องแข่งขันกันเกือบทุกๆด้าน บางคนยุ่งวุ่นวายมากจนไม่มีเวลาให้ ครอบครัว หรือแม้กระทั่งตนเอง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องจัดเวลาให้แก่ตนเอง เพื่อใช้ในการคิดหรือเพื่อใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน
7.ฝึกจดบันทึกส่วนตัว เกี่ยวกับความสำเร็จ ไอเดียใหม่ๆ การใช้ชีวิตประจำวัน การจดสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่ลืม หรือ สามารถนำเอาไอเดียเหล่านั้นมาใช้เพื่อสร้างเป็นธุรกิจหรือการทำงานของเราได้ อีกทั้งท่านสามารถรวบรวมเป็นหนังสือโดยการรวมเล่มขายได้อีกด้วย
8.ต้องฝึกปฏิบัติหรือพัฒนาตนเองตลอดเวลา จะมีประโยชน์อันใด หากว่าเราอ่านหนังสือ เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการสัมมนา ฟังเทปหรือCD วิชาการ ถ้าเราฟังแบบสนุกหรือผ่านๆ ไป แต่ไม่นำมาปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับตัวเราเอง และไม่เกิดการพัฒนา ชีวิตของเราก็จะคงเดิม ไม่ก้าวหน้า
เช่น เรียนรู้เทคนิคทางด้านการพูดแต่ไม่นำเอาเทคนิคเหล่านั้นมาใช้ หรือไปอบรมเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองแต่ไม่มีการปรับเปลี่ยนเรื่องของการแต่งกาย เรื่องของท่าทางในการเดินการนั่ง หรือ ฟังเทปหรือCD เรื่องการบริหารเวลาแต่ไม่มีความจริงจังในการทำแบบฝึกหัดที่วิทยากรบรรยาย ฯลฯ
ฉะนั้น หากต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง เมื่อได้อ่าน เมื่อได้ฟังสิ่งใดแล้วเกิดประโยชน์กับตนเอง แล้วคิดว่าเราน่าจะพัฒนาสิ่งนี้ ก็ขอให้รีบนำสิ่งต่างๆที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติ ก็จะทำให้ตนเองเกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง
คนเรามักไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่คนเราจะเจริญก้าวหน้าหรือพัฒนาได้ก็เพราะการเปลี่ยนแปลง
...
  
เรามีโอกาสรอดคุกรอดตะรางได้อย่างไร
เรามีโอกาสรอดคุกรอดตะรางได้อย่างไร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
การกระทำความผิด โดยเฉพาะการกระทำความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 มี 5 สถาน คือ 1.ประหารชีวิต 2.จำคุก 3.กักขัง 4.ปรับ และ 5.ริบทรัพย์สิน หมายเหตุ โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และ ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษ ดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี
แต่ถ้าท่านหรือญาติของท่านเป็นคนหนึ่งที่ถูกคดีฟ้องร้องถึงขั้นจำคุก ท่านสามารถรอดคุกรอดตะรางได้ โดยมีปัจจัยที่ทำให้ท่านรอดคุกรอดตะรางดังนี้
- หากว่าท่านเป็นจำเลย ถ้าหากพยานโจทก์เบิกความไม่ดีหรือผิดพลาด ท่านอาจรอดคุกรอดตะรางได้ กระผม
ขออธิบายเพิ่มเติม ในการทำคดีอาญา จะมี 2 ฝ่ายเสมอ คือมีโจทก์เป็นผู้ฟ้อง และมีจำเลยคือผู้ถูกฟ้อง และการสืบพยานก็มักจะมีพยาน 2 ฝ่าย คือ พยานโจทก์และพยานจำเลย โดยที่พยานโจทก์จะเบิกความเพื่อกล่าวหาว่าจำเลยมีความผิดและพยานจำเลยก็มักจะเบิกความว่าจำเลยไม่ผิด ดังนั้น พยานโจทก์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้จำเลยติดคุกได้ หากว่าพยานโจทก์เบิกความไม่ดีหรือผิดพลาด จำเลยก็มีสิทธิหลุดได้ อีกทั้งแนวทางการต่อสู้ของทนายความจำเลยก็มีความสำคัญ กล่าวคือหากทนายความจำเลยสามารถถามค้านพยานโจทก์ เพื่อให้พยานโจทก์ตอบให้เกิดความสงสัยได้ยิ่งมากยิ่งดีจะทำให้ศาลมีโอกาสยกฟ้องได้สูงขึ้น
- เด็กมีสิทธิรอดคุกรอดตะรางหรือไม่ มีครับ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษพนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
หมายเหตุ : มาตรา 73 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมปอ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551
มาตรา 74 เด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป และถ้าศาลเห็นสมควรจะเรียกบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาตักเตือนด้วยก็ได้
(2) ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไป โดยวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดซึ่งต้อง ไม่เกินสามปี และกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควรซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละหนึ่งหมื่นบาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น
- ถ้าเด็กนั้นอาศัยอยู่กับบุคคลอื่นนอกจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และศาลเห็นว่าไม่สมควรจะเรียกบิดา มารดา หรือผู้ปกครองมาวางข้อกำหนดดังกล่าวข้างต้น ศาลจะเรียกตัวบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาสอบถามว่า จะยอมรับข้อกำหนดทำนองที่บัญญัติไว้สำหรับบิดา มารดา หรือผู้ปกครองดังกล่าวมาข้างต้นหรือไม่ก็ได้ ถ้าบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ยอมรับข้อกำหนดเช่นว่านั้น ก็ให้ศาลมีคำสั่งมอบตัวเด็กให้แก่บุคคลนั้น ไปโดยวางข้อกำหนดดังกล่าว
(3) ในกรณีที่ศาลมอบตัวเด็กให้แก่บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ตาม (2) ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติเด็กนั้นเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 56 ด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลแต่งตั้งพนักงานคุมประพฤติหรือพนักงานอื่นใดเพื่อคุมความประพฤติเด็กนั้น
(4) ถ้าเด็กนั้นไม่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง หรือมีแต่ศาลเห็นว่าไม่สามารถดูแลเด็กนั้นได้ หรือถ้าเด็กอาศัยอยู่กับบุคคลอื่นนอกจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และบุคคลนั้นไม่ยอมรับข้อกำหนดดังกล่าวใน (2) ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้อยู่กับบุคคลหรือองค์การที่ศาลเห็นสมควร เพื่อดูแลอบรม และสั่งสอนตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ในเมื่อบุคคลหรือองค์การนั้นยินยอม ในกรณีเช่นว่านี้ให้บุคคลหรือองค์การนั้นมีอำนาจเช่นผู้ปกครองเฉพาะเพื่อ ดูแล อบรม และสั่งสอน รวมตลอดถึงการกำหนดที่อยู่และการจัดให้เด็กมีงานทำตามสมควร หรือให้ดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นก็ได้ หรือ
(5) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี
- คำสั่งของศาลดังกล่าวใน (2) (3) (4) และ (5) นั้น ถ้าใน ขณะใดภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ ความปรากฏแก่ศาลโดย ศาลรู้เอง หรือตามคำเสนอของผู้มีส่วนได้เสีย พนักงานอัยการ หรือ บุคคลหรือองค์การที่ศาลมอบตัวเด็กเพื่อดูแล อบรมและสั่งสอนหรือ เจ้าพนักงานว่า พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปก็ให้ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งนั้น หรือมีคำสั่งใหม่ตามอำนาจ ใน มาตรานี้
หมายเหตุ : มาตรา 74 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมปอ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551
สำหรับ เรามีโอกาสรอดคุกรอดตะรางได้อย่างไร กระผมจะทยอยเขียนเป็นตอนๆ เพราะยังมีอีกหลายกรณีที่เราสามารถรอดคุกรอดตะรางซึ่งสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น คนบ้ามีสิทธิรอดคุกรอดตะรางได้ , ครอบครัวสามีภรรยาพี่น้องลูกหลานพ่อแม่ทำผิดอาญาต่อกันสามารถรอดคุกรอดตาราง(ในบางกรณีครับ) ฯลฯ


...
  
ศ.ธรรมทัสสี
ต้องเตรียมการพูดด้วยตนเอง ไม่งั้นจะเป็นเช่นนี้

เพื่อนผมหลายที่เป็นนักพูด เป็นวิทยากรที่ชั่วโมงบินสูงๆ ถ้าต้องพูดที่ซ้ำๆ มักจะไม่เตรียมข้อมูลล่วงหน้า สังเกตเวลาไปพูดหัวข้อนี้ที่ไหนเหมือนก๊อปปี้ไป ขาดชีวิตชีวาในการพูด หากคนฟังเคยเห็นเขาพูดเรื่องนี้มาก่อนจะรู้สึกว่าไม่ให้เกียรติเขา เพราะไม่ยอมปรับปรุงข้อมูล แต่เพื่อบางคนก็จะเตรียมปรับข้อมูลใหม่ตลอด จนกลายเป็นนักพูดที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด มีคิวพูดข้ามปีค่าตัวแพงมาก เพื่อนบางคนเห็นหัวข้อที่คล้ายกันเขาก็แทบจะไม่เตรียมอะไรเลย แต่เขาก็พูดได้ดีมากรื่นไหล และผมก็เอาอย่างบ้าง แต่ข้อจำกัดของผมคือโกหกไม่ค่อยเก่ง

ครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญให้พูดหัวข้อที่คุ้นเคย มีข้อมูลสะสมไว้มาก และรู้ลึกว่าตนเองซึ้งแตกฉานมาดเป็นพิเศษ นั่นคือเรื่อง “นักบริหารเชิงพุทธศาสนา” เมื่อได้รับหัวข้อจึงรู้สึกลิงโลดใจมาก ที่จะได้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ต่างๆ ที่ตัวเองมีความถนัด เพราะได้ศึกษาและนำหลักพุทธศาสนามาใช้กับงานบริหารมาเป็นเวลานาน ทำให้รู้และเข้าใจปัญหาต่างๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติได้ดี จึงเตรียมเพียงโครงสร้างเนื้อหาให้เหมาะสมกับเวลาอย่างคร่าวๆ เท่านั้น และออกแบบเพาเวอร์พ้อยไม่ค่อยละเอียดเหมือนทุกครั้ง คือเน้นออกแบบเฉพาะหัวข้อใหญ่ๆ หรือหลักๆ ประมาณ ๔ หัวข้อต่อ ๓ ชั่วโมงเท่านั้น เพราะคิดว่าตนเองสามารถพูดรายละเอียดเชื่อมโยงได้ดี เพียงแค่เห็นหัวข้อหลักเท่านั้น ซึ่งตามปกติถ้าหัวข้อใหญ่ ๔ หัวข้อ จะทำหัวข้อย่อยอีกอย่างน้อย ๕-๕ หัวข้อ และจะทำด้วยตนเองทั้งครั้ง วิธีนี้ช่วยทำให้คุ้นเคยและจำเนื้อหาได้แม่นยำกว่าให้คนอื่นทำให้ เนื่องจากการที่เราออกแบบ แก้ไข เปลี่ยนเนื้อหา และรูปแบบเองไปมาบ่อยๆ จะทำให้จำได้ขึ้นใจ โดยไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจ แม้ขณะกำลังพูดโสตทัศนูปกรณ์เกิดมีปัญหาในระหว่างพูด ก็ยังสามารถพูดต่อได้ตามกรอบที่กำหนดไว้ได้แบบสบายๆ ไม่เกร็งไม่เครียด ไม่หลงประเด็นไม่ออกนอกทาง และควบคุมเวลาได้ เพราะขณะเราเตรียมข้อมูลไป ก็ฝึกพูดในใจไป และจับเวลาไปพร้อมกัน

ครั้งนี้จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม ทำเพาเวอร์พ้อยและจัดเตรียมข้อมูลตามแบบที่กำหนดให้อย่างคร่าวๆ เพียงหัวข้อหลักดังที่กล่าวมา และไม่ได้ฝึกซ้อมการพูดเพียงแต่นั่งดูผ่านๆ ไม่ได้ฝึกพูดแม้ในใจหน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนทุกครั้ง แต่ก็มั่นใจว่างานนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะเป็นหัวข้อที่เข้าใจลึกซึ้งที่สุด เคยพูด และเคยนำไปประยุกต์ใช้ในงานมานาน ซึ่งตามความจริงแล้วคนที่มีประสบการณ์พูดหัวข้อใดมานานๆ ก็น่าจะราบรื่นคล่องตัว แม้ไม่ได้เตรียมตัวมากนัก แต่เนื่องจากผมมักจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการพูด เช่น รูปแบบ และรายละเอียดบ่อยๆ เพื่อให้ไม่น่าเบื่อ ซึ่งแตกต่างจากการเกาะแน่นกับโครงสร้างเดิมตลอดปี หรือนานๆ จึงปรับปรุงครั้งหนึ่ง เนื่องจากเคยเห็นนักพูดมืออาชีพที่มีชื่อเสียงบางท่านที่มีคิวพูดยาวเหยียดตลอดปี จนไม่มีเวลาปรับปรุงเนื้อหา (ซึ่งตามที่เคยมีประสบการณ์ระยะแค่ไม่เกิน ๖ เดือนข้อมูลก็ล้าสมัยไปแล้ว) จึงทำให้ได้รับความนิยมลดลง หรือมีชื่อเสียงในระยะสั้น แต่ก็มีบางท่านที่ให้ทีมงาน (ซึ่งรวมทั้งผมด้วยในตอนนั้น) เตรียมหาข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาในแต่ละหลักสูตรที่กำหนดไว้ในตารางการพูด ทำให้นักพูดท่านนี้ (ซึ่งพวกเรารู้จักกันดี) มีชื่อเสียงโด่งดังได้รับความนิยมสูงสุดนานนับสิบปี จนมีฐานะร่ำรวยจากการพูด นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการพูด ยังเป็นการใช้ข้อมูลที่สะสมไว้มากๆ ให้เป็นประโยชน์ได้คุ้มค่าครบถ้วนทำให้ “ไม่สำลักข้อมูล” จนทำให้การพูดมั่วไปหมดอีกด้วย การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการพูดยังเป็นการกระตุ้นอย่างอัตโนมัติให้เราแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ซึ่งทำให้คนฟังคาดหวัง และมั่นใจในองค์ความรู้ที่เราถ่ายทอดให้ว่าดีที่สุด ใหม่ที่สุด ได้รับความนิยมที่สุด

พอถึงวันพูดผมรู้สึกสบายๆ ไม่กดดัน พูดคุยกับผู้เข้ารับการฝึกอบรม ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ตามปกติ ไม่รู้สึกพะวงกับเนื้อหาที่จะพูด พอถึงเวลาพูดหลังพิธีกรแจ้งวัตถุประสงค์และแนะนำวิทยากรเสร็จ ผมเดินขึ้นเวทีพร้อมเสียงปรบมือตามปกติ และเริ่มต้นทักทายตามแบบฉบับของตนเอง ที่สอดคล้องกับกาลเทศะและเนื้อหา สำหรับเรื่องการกล่าวคำทักทายที่ชวนติดตามสนุกเป็นกันเอง เนื้อเรื่องที่กลมกลืนทั้งการแทรกตัวอย่าง คำคม คำกลอน ภาษิต และอารมณ์ของลีลาถ้อยคำได้อย่างธรรมชาติ และการสรุปที่ประทับใจอยากปฏิบัติตามหรือค้นหานี้ ผมให้ความสำคัญมากที่สุดเท่ากัน แต่ที่พลาดไม่ได้คือหัวกับท้าย หรือคำกล่าวเริ่มต้นกับบทสรุป เพราะคนจะจำได้แม่นที่สุด หลังจากกล่าวคำทักทายและเกริ่นนำประมาณ ๓ นาที ผมก็เข้าสู่เนื้อเรื่อง วันนี้รู้สึกพูดได้คล่องดีมาก สมองปลอดโปร่งคิดและใช้คำได้รวดเร็ว โดยสรุปการพูดช่วงเช้าไม่มีปัญหาราบรื่นดีมาก

แต่พอช่วงบ่ายผมรู้สึกกังวลเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่ผมจะล้มเหลวหรือเกิดปัญหาระหว่างการพูดช่วงเวลานี้บ่อยๆ อาจเพราะผู้เข้ารับการอบรมท้องอิ่มหนังตาหนัก วิทยากรนั้นอาจง่วงและเมื่อยปากในการพูดช่วงเช้าเข้าไปด้วย ชีวิตชีวาและประสิทธิภาพในการพูดจึงลดลงบ้าง ผมเริ่มบรรยายต่อช่วงเริ่มพูดอาจเรียกเสียงฮาแก้ง่วงได้บ้าง แต่พอเข้าไปถึงกลางๆ ชั่วโมง กระตุ้นยังไงใช้มุกยังไงผู้เข้ารับการฝึกอบรมแค่ยิ้มแบบเป็นมารยาทเท่านั้น ตาปรือๆ กันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจอะอีแบบนี้เข้าวิทยากรสมองชักจะเริ่มไม่ปราดเปรื่องเหมือนเดิมซะแล้ว ปกติถ้าเจอะแบบนี้ จะแก้ไขโดยทำกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่แก้การง่วงได้ชงัดคือ ให้ทุกคนเตรียมออกมาพูดรายงานสรุปหน้าห้อง เพราะกระตุ้นผู้เข้ารับการอบรมจะตื่นตัวหัวใจเต้นรัวตลอดเวลา แต่ยังไม่ถึงเวลาตามตารางเพราะต้องจบเนื้อหานี้ก่อน ที่ผ่านๆ มาโสตทัศนูปกรณ์จะช่วยได้มาก โดยเฉพาะเพาเวอร์พ้อยที่แยกหัวข้อย่อยละเอียด และมีตัวหนังสือและภาพเคลื่อนไหวได้ เพราะเราสามารถให้เพาเวอร์พ้อยพูดแทนได้ (ให้อ่าน อธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย หรือยกตัวอย่างประกอบ) เราสามารถเกาะหัวข้อไปเรื่อยๆ จนจบได้ แต่ครั้งนี้เนื่องจากมั่นใจในตนเองมากเกินไป จึงเตรียมเนื้อหาในเพาเวอร์พ้อยไม่ละเอียดตามที่กล่าวมา ทำให้ไปไม่เป็นแม้ว่าจะมีข้อมูลมากก็ตาม ถ้าเป็นช่วงเช้าก็ยังพอไหว แต่นี่มันเป็นช่วงบ่ายและวิทยากรชักเริ่มมึนๆ แล้วการเรียบเรียงหัวข้อในสมองทันทีจึงทำไม่ได้ ที่ห้องอบรมจึงค่อนข้างเงียบ สถานการณ์แบบนี้วิทยากรอย่างผม จะเกิดอาการประหม่าตื่นเต้นอย่างฉับพลันทันทีทุกครั้ง ครั้งนี้ไม่พลาดผมประหม่าขึ้นมาทันที พูดต่อไม่ได้ ผู้เข้ารับการอบรมก็มองแบบงงๆ แต่ยังไม่รู้ว่าผมตื่นเต้นเพราะซ่อนอาการไว้ แต่ถ้าปล่อยเวลาต่อไปอีกอาการประหม่าจะปรากฏทางกายโชว์ต่อหน้าผู้เข้ารับการอบรมแน่ๆ จึงตัดสินใจพูดดังๆ ติดตลกว่า “เที่ยงนี้อาหารเที่ยงอร่อยซัดซะเต็มที่เลย สงสัยใส่ยานอนหลับไว้ด้วยตอนนี้กำลังออกฤทธิ์” เห็นยิ้มๆ กันไม่มีหัวเราะก็เลยพูดต่อว่า “ท่าทางพวกเราจะไปไม่รอดรวมทั้งอาจารย์ด้วยงั้นเดี๋ยวเบรกก่อนเวลาตอนนี้เลย หลังเบรกยาวยันเลิกเลย ตกลงไหม” แหมตอนนี้พร้อมเพรียงกันดีจังขานรับเป็นแถว เป็นเอาว่าเอาตัวไปแบบทุลักทุเล ต้องไปเตรียมการพูดอย่างฉุกละหุก แต่พอถึงเวลาพูดก็แบบเรื่อยๆ เหมือนไม่ใช่มืออาชีพจนจบ

หลังจากครั้งนี้แล้ว ผมไม่เคยประมาทเลย ต้องเตรียมการอย่างละเอียดล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถนัดหรือหัวข้อใหม่ก็ตาม จะพกกระดาษติดตัวสองแผ่น A4 หนึ่งแผ่น และขนาดครึ่ง A4 หนึ่งแผ่น ใบแรกสำหรับบันทึกทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะพูด ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตามจะพกติดตัวตลอด แม้เวลานั่งสนทนากับเพื่อน หรือร้านอาหารทุกที่จะมีข้อมูลให้บันทึกตลอด เช่น คำคม สำนวน คำกลอน คำนิยม คำแปลกๆ และข้อมูลต่างๆ วิธีนี้เหมือนกาวจับแมลงวันข้อมูลจะไหลมาชนิดไม่ต้องเปิดตำรา หรือค้นคว้าที่ไหนเลย และอีกใบก็เขียนโครงสร้างเนื้อหาเป็นหัวข้อหลักๆ จะเขียนกำกับทุกหัวข้อว่าจะใช้เวลาเท่าไร และจะแทรกข้อมูลจากใบแรกตรงไหน มีอะไรบ้าง และพยายามให้กลมกลืนกับเนื้ออย่างเป็นธรรมชาติ (เนียน) และตอนเย็นทุกวันก็จะนำเอาทั้งสองส่วนนี้มาออกแบบแทรกลงในเนื้อหาในอีกแผ่นหนึ่ง (แผ่นที่สาม อาจมีหลายแผ่นแต่ไม่ควรเกิน ๓ แผ่น เพราะจะทำให้งง) แผ่นนี้จะเขียนเนื้อหาแบบย่อๆ แยกโครงสร้างเป็นข้อๆ แล้วใช้แผ่นนี้ฝึกพูดทุกวัน (หากไม่มีเวลาก็พูดในใจ) เสร็จแล้วก็ย่อโครงสร้างให้ใส่ในกระดาษแผ่นที่ ๔ (แข็งนิดหนึ่ง) ขนาดพอดีฝ่ามือ และให้อยู่ในหน้าเดียวกันทั้งหมด และใช้ใบนี้ฝึกพูดต่อจากใบแรก เพื่อดูว่าถ้าเห็นแค่หัวข้อย่อๆ จะสามารถพูดต่อได้ครบไหม และวันต่อมาๆ ก็ทำเหมือนกัน ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน วิธีนี้ช่วยให้เราจำได้แม่นโดยไม่ต้องท่องจำ และทำได้พร้อมๆ กันหลายหลักสูตร (ไม่ควรเกิน ๓ หลักสูตร) พอใกล้วันพูดประมาณ ๑ สัปดาห์ เราก็เอาที่ใบ ๓ และ๔ ไปทำเพาเวอร์พ้อย และฝึกพูดกับเพาเวอร์พ้อยพร้อมกัน เวลาขึ้นพูดจริงๆ ก็ควรจะนำแผ่นที่ ๓ กับ ๔ ติดตัวไปด้วย เพื่อป้องกันคอมเสียเราจะสามารถพูดต่อได้เลย รับรองไม่มีอาการล้มเหลวกลางครันแน่นอน

...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  [11]  [12]  [13]  [14]  [15]  [16]  [17]  [18]  [19]  [20]  [21]  [22]  [23]  [24]  [25]  [26]  [27]  [28]  [29]  [30]  [31]  [32]  [33]  [34]  [35]  [36]  [37]  [38]  [39]  [40]  [41]  [42]  [43]  [44]  [45]  [46]  [47]  [48]  [49]  [50]  [51]  [52]  [53]  [54]  [55]  [56]  [57]  [58]  [59]  [60]  [61]  [62]  [63]  [64]  [65]  [66]  [67]  [68]  [69]  [70]  [71]  [72]  [73]  [74]  [75]  [76]  [77]  [78]  [79]  [80]  [81]  [82]  [83]  [84]  [85]  [86]  [87]  [88]  [89]  [90]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.