หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  
  -  
  -  
  -  
  -  
  -  
  -  
  -  
  -  ปัญหาของเด็ก
  -  สู่ผู้นำ
  -  อาหารปลอดภัย
  -  ฝึกพูด
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  ศิลปะการฟัง
  -  ควบคุมราคาสินค้า
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  น้ำมันลอยติดลมบน
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  สื่ออนาคต
  -  พ่อแม่
  -  ยาเสพติด
  -  ผู้นำ
  -  คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
  -  หมวก 6 ใบ
  -  คอร์รัปชั่นภัยร้ายสังคมไทย
  -  หลักการเขียนบทความ
  -  หลักการนำเสนอ
  -  ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
พ่อแม่
พ่อแม่ รังแกฉัน

โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(โทนี่)


อันชนกชนนีนี้รักเจ้า เทียมเท่าชีวาก็ว่าได้


เมื่อสมัยเด็กๆ เมื่อตอนที่กระผมกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน กระผมได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาที่ดีและให้แง่คิดมาก กระผมคิดว่าคนรุ่นวัย 20 ปี ขึ้นไป หลายคนคงได้อ่านเช่นกัน หนังสือเล่มนั้นก็คือ หนังสือเรื่อง “ พ่อแม่ รังแกฉัน “ เนื้อเรื่อง เท่าที่จำได้ พอสรุปได้ว่า เป็นเรื่องราวความรักของพ่อแม่ที่ผิดพลาดโดยการ “ ตามใจ” เรื่องมีอยู่ว่าพ่อแม่ เป็นเศรษฐี รักลูกมากๆ มีอะไรก็หามาให้ ตามใจสารพัด ใครจะว่า กล่าวด่าลูกก็ไม่ได้ ลูกจะผิดจะถูกอย่างไรก็ไม่เคยเตือน สอนสั่ง เมื่อลูกไม่สนใจการเรียนก็ไม่เคยเตือน จนลูกเข้าสู่วัยรุ่น ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่เคยห้าม คบเพื่อนไม่ดี พากันไปเที่ยว พากันไปกินเหล้า พากันเที่ยวไม่ยอมเรียนหนังสือ พ่อแม่ก็ไม่ว่า ตามใจทุกอย่าง จนเมื่อลูกโตใหญ่และพ่อแม่ก็แก่ตามไปด้วย ปรากฏลูกเศรษฐี เอาไม่รอด ความประพฤติชั่วช้า จนพ่อแม่ตายไปชีวิตที่ร่ำรวยเงินทองจากพ่อแม่ก็กลับเป็นยากลำบาก เพราะหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุดต้องกลายเป็นขอทาน ตอนเป็นขอทานกลับไม่สำนึก โทษพ่อแม่ว่าเป็นความผิดที่ตามใจ(รังแกฉัน) จนกระทั่งได้พบกับซินแส ได้เล่าเรียนจนประกอบอาชีพได้


นี่คือ ยาพิษของการเลี้ยงลูกด้วยการตามใจ


หนังสือเล่มนี้ สอนให้รู้ว่า พ่อแม่ ที่รักลูกมากเกินไป ตามใจเกินไป ใครว่ากล่าว สั่งสอนไม่ได้ ในที่สุด เมื่อลูกโตใหญ่ขึ้น ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่เอาตัวไม่รอด


ฉะนั้น ความรักจึงเป็นเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งถูกใช้ในการถากถางในการดำเนินชีวิตและอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นอาวุธที่ร้ายแรงคอยทิ่มแทงผู้ที่ใช้ความรักได้เช่นกัน


และถ้าจะให้ดี ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ควรที่จะให้เด็กไทยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสอ่าน วรรณกรรมประเภทเหล่านี้ให้มากๆ ในโรงเรียนถ้ากระผมจำไม่ผิด หนังสือเรื่อง “ พ่อแม่รังแกฉัน” น่าจะเป็นหนังสือคำประพันธ์บางเรื่องของ ท่านพระยาอุปกิตศิลปสาร


ในสังคมไทยเราปัจจุบันมีมากมาย ไม่ว่าเศรษฐี ไม่ว่าชาวไร่ชาวนา หาเช้ากินค่ำ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคน ที่สอนลูกในลักษณะนี้ คือ ตามใจลูก ลูกผิดครูสั่งสอนก็ไม่ได้ ใครจะเตือนก็ไม่ได้ จึงทำให้เด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จึงมีนิสัย ที่ชั่วร้าย ไม่โต ควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้


ในสังคมไทยเราปัจจุบันเราต้องยอมรับเลยว่า การเลี้ยงลูกในสมัยนี้ยากกว่าสมัยก่อน มาก เพราะ


สังคมปัจจุบันเรามีสิ่งเร้า สิ่งยั่วยุ สิ่งเสพติด สิ่งอบายมุข การพนัน เกมส์ และรวมทั้งสื่อลามกอนาจารเป็นจำนวนมาก


ดังนั้น วิธีการเลี้ยงดูลูกหลาน จึงต้องเปลี่ยนแปลงจากอดีต พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลให้เวลาลูกหลานเพิ่มมากขึ้น มีศาสตร์และมีศิลป์ในการสอน และต้องมีวิธีการดูปัญหา แก้ปัญหา เป็นระบบ


ไม่มองจุดเดียว เพราะปัญหาของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ค่อนข้างเชื่อมโยงกัน เช่น ปัญหาเด็กติดเกมส์ก็มักจะทำให้เด็กเสียการเรียน ร้านเกมส์บางร้านอาจเป็นแหล่งมั่วสุม ซึ่งเป็นที่มาของการขายยาเสพติด การล่อลวงเด็กไปมีเพศสัมพันธ์ เมื่อเด็กต้องการเล่นเกมส์ ต้องการหาเงินไปซื้อยาเสพติด ก็จะเกิดปัญหาลักขโมยตามมา เด็กบางคนอาจมีปัญหามากจนเกิดอาการซึมเศร้า จนกระทั่งต้องฆ่าตัวตายก็มี และยังมีปัญหาที่เชื่อมโยงกับปัญหาเหล่านี้อีกมากมาย


เราจะเห็นได้ว่าปัญหาเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาที่ใหญ่ และถ้ายังไม่ช่วยกันแก้ อนาคตของประเทศไทยเราก็คงต้องแย่ เพราะ เด็กและเยาวชนก็คืออนาคตของชาติ (เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า)


ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว

...
  
ยาเสพติด
ยาเสพติดในสถานศึกษา

ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

จับนักเรียนสาว ม.6 ค้ายาบ้ารวบ 645 เม็ด


ปปส.ศดส.บุกโรงเรียนพาณิชดังย่านบางพลัดพบนักเรียนฉี่สีม่วง14คน


จับแก๊งนักเรียนค้ายาบ้า


นี่คือ พาดหัวข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและยาเสพติดในสถานศึกษา ทำให้กระผมมีความกังวลและห่วงใยมาก ในวันนี้จึงถือโอกาสเขียนเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดในสถานศึกษา


แม้กฎหมายจะออกมาบังคับ ลงโทษ กับผู้ค้ายาเสพติดถึงขั้นประหารชีวิต แต่ก็ยังมีการลักลอบค้ากันอยู่ทุกวัน และก็มีการถูกจับกุมกันเกือบทุกวันดังจะเห็นได้จากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ข่าวในอินเตอร์เน็ต ฯลฯ และมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ออกข่าว


สำหรับกลุ่มของ นักเรียน นักศึกษา นิสิต เป็นกลุ่มหนึ่งที่เป็นเป้าหมาย สำคัญของผู้ค้ายาเสพติด เนื่องจากคนกลุ่มนี้อยู่ในวัยรุ่น ซึ่งพฤติกรรมของวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากลอง วัยคึกคะนอง เมื่อมีปัญหากับชีวิตก็มักจะแก้ด้วยอารมณ์และมีพฤติกรรมที่ติดเพื่อน


ฉะนั้น ผู้ค้ายาเสพติด จึงมุ่งการขยายตลาดไปยัง เด็กและเยาวชนในสถานศึกษามากขึ้น เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย ดังนั้น ผู้บริหาร รวมทั้งครู อาจารย์ ต้องช่วยกันดูแล กลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา โดยให้ ข้อมูล ความรู้ แก่เด็กและเยาวชน


สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ข้อมูลและทำงานด้านนี้ ถ้าโรงเรียนไหนต้องการวิทยากร ข้อมูล หรือขอความช่วยเหลือก็สามารถติดต่อไปได้


ส่วนแนวทางป้องกันและปราบปราม ในความคิดของกระผม คือ


- ครอบครัว คือ พ่อ แม่หรือผู้ปกครอง ควรให้ความรู้ ความรัก ความเข้าใจ และดูแลลูกอย่างใกล้ชิด


- โรงเรียนและครู ควรประชาสัมพันธ์ รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดและเอาใจใส่นักเรียน รวมทั้ง สอดส่องพฤติกรรมหรือบุคคลที่ต้องสงสัยในโรงเรียน สถานศึกษา รวมทั้งเพิ่มเนื้อหาสาระสอดแทรกในห้องเรียนในวิชาต่างๆที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และให้มีการตรวจเช็คโดยการสุ่มตรวจปัสสาวะ เป็นระยะๆ


- ส่งเสริมให้เด็กใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่น เล่นกีฬา อาจมีอุปกรณ์ พื้นที่ การแข่งขัน หรือ เล่นดนตรี โดยจัดให้มีอุปกรณ์ต่างๆ ให้เด็กได้เล่นดนตรี รวมทั้งจัดให้มีการแข่งขัน เพื่อสร้างกระแสในด้านการรักดนตรีและกีฬาเพิ่มมากขึ้น


- รัฐบาลควร ช่วยประชาสัมพันธ์ สนับสนุน ออกกฎระเบียบ ต่างๆ เพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนไทย ต้องติดยาเสพติดมากขึ้น


สรุปการแก้ไขปัญหาและป้องกัน จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันหรือหน่วยงาน คือ สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา หรือ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องช่วยกันดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ และ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ อาจารย์ ครู เจ้าหน้าที่ ผู้ปกครอง ฯลฯ ต้องทำงานร่วมกันเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ไปในแนวทางเดียวกัน


เพราะหลวงพ่อพุทธทาส เคยกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า เด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติ

































...
  
ผู้นำ
กองทัพลาโง่ที่มีราชสีห์เป็นผู้นำหรือกองทัพราชสีห์ แต่มีลาโง่เป็นผู้นำ

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การเป็นผู้นำ(Leader) มีความสำคัญกับการอยู่รอด การเจริญก้าวหน้า การถดถอย การก้าวกระโดด ขององค์กร ถ้าองค์กรใด มีผู้นำที่เก่ง ดี องค์กรนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี


เราหลายคนคงเคยได้ยินสุภาษิตของอังกฤษที่กล่าวถึง “An Army of Stages led by lion would be better than an army of a lion bed by stages ”แปลเป็นไทยได้ความว่า “ กองทัพกวางที่นำโดยราชสีห์ ดีกว่ากองทัพราชสีห์ที่นำโดยกวาง ”


เพื่อให้เข้าใจง่าย ต่อสังคมไทยเนื่องจากเป็นสุภาษิตของอังกฤษ กระผมขอเปลี่ยนแปลงเป็น


“ กองทัพลาโง่ที่มีราชสีห์เป็นผู้นำ มีกว่ากองทัพราชสีห์ที่มีลาโง่เป็นผู้นำ ”


กองทัพลาโง่ที่มีราชสีห์เป็นผู้นำ หมายถึง การที่คนในองค์กร มีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ต่ำ มีคนในองค์กรที่ไม่เก่งมากๆ แต่กลับมี ผู้นำที่ชาญฉลาด หลักแหลม มีปัญญา รู้จักวางแผน แก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ มีทักษะการนำการจูงใจให้คนทำงาน ทำให้องค์กรนั้นเกิดการเจริญเติบโต ก้าวหน้า


กองทัพราชสีห์ที่มีลาโง่เป็นผู้นำ หมายถึง การที่คนในองค์กร มีความเก่ง ฉลาด มีความสามารถ แต่กลับมีผู้นำที่โง่ ไร้ปัญญา เมื่อมีปัญหาก็ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ทำให้เกิดการผิดพลาด เกิดขึ้นกับองค์กร ไม่ยอมฟังลูกน้องที่เก่งกว่า ดีกว่า เพราะ มีอคติคิดว่าตัวเองเก่งกว่า ดีกว่าลูกน้อง


ยกตัวอย่างเช่น สามก๊ก ก๊กของเล่าปี่ กับ ขงเบ้ง มีกำลังพลน้อยกว่า ในการก่อสร้างก๊กใหม่


แต่ก็สามารถได้รับชัยชนะ เนื่องมาจากการมี ขุนศึกที่เก่ง เช่น กวนอู , เตียวหุย,จูล่ง ฯลฯ และก็มีกุนซุนที่เก่ง กว่า ก๊กอื่นๆ ก็เลยทำให้ก๊กของเล่าปี่กับขงเบ้ง ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังเช่นคำว่า กองทัพลาโง่ที่มีราชสีห์เป็นผู้นำ


แต่บางก๊ก มีกำลังพลมาก แต่ก็พ่ายแพ้ เป็นผลมาจากการขาดผู้นำที่ดี ที่เก่ง ดังเช่นคำว่า กองทัพราชสีห์ที่มีลาโง่เป็นผู้นำ


เราอาจจะเปรียบเทียบถึงการศึกษาในโรงเรียนก็ได้ เช่นเด็กที่เรียนไม่เก่ง หัวสมองไม่ดี ไม่มีความขยันขันแข็ง ไม่มีความเอาใจใส่การเรียน แต่ถ้ามีครูที่เข้มงวดกวดขัน เด็กในห้องนั้น ก็จะเริ่มที่จะเรียนเก่งขึ้น หรือ ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน


แต่ถ้า เด็กนักเรียนในห้องนั้น หัวสมองดี มีความรับผิดชอบ เรียนเก่ง ขยันขันแข็ง แต่กลับมีครูที่ ไม่เก่ง มันสมองไม่ดี ขาดการเอาใจใส่ ขาดความเข้มงวดกวดขัน ผลคือ เด็กที่เก่งก็จะกลายเป็นเด็กที่มีมันสมองที่ลดลงในที่สุด


สำหรับทักษะหรือสิ่งที่ผู้นำควรมี ได้แก่ การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน,วิสัยทัศน์ของผู้นำ,เทคนิคในการตัดสินใจ,การสื่อสารที่ดี , คุณธรรมของผู้นำ ฯลฯ


แล้วท่านคิดว่าในองค์กรของท่าน คนในองค์กร และ ผู้นำในองค์กร เปรียบดัง กองทัพลาโง่ที่มีราชสีห์เป็นผู้นำ หรือ กองทัพราชสีห์ที่มีลาโง่เป็นผู้นำ ?














































...
  
คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
ฟัง คิด พูด ทำ สู่ความสำเร็จของนักบริหาร


โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ม.นเรศวร พะเยา


นักบริหารที่ต้องการประสบความสำเร็จในงานด้านบริหารจัดการ ควรมีหลักยึดของนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักยึดในการปฏิบัตินั้นมีอยู่หลายทฤษฏี มีอยู่หลายแบบ แล้วแต่ว่าเราจะยึดหลักไหน แต่ในวันนี้กระผมขอนำเสนอ หลักยึดหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จก็คือ ฟัง คิด พูด ทำ


1.พึงฟัง เพื่อค้นหาความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในงาน นักบริหารที่ดี ต้องรู้จัก ฟัง ฟัง ฟัง ฟัง เพื่อหาความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริง ตั้งใจฟังในปัญหาหรือความต้องการของลูกน้องหรือลูกค้า ไม่ควรพูดในขณะที่ลูกน้องหรือลูกค้า บอกหรือบรรยายเกี่ยวกับปัญหาเพราะจะทำให้เราไม่ทราบปัญหาที่แท้จริง


สำหรับศิลปะในการฟัง คือ เมื่อลูกน้องหรือลูกค้า เล่าเรื่องหรือปัญหาอะไร เราอาจมีการตอบรับบ้าง เช่น โอ้โฮ เหรอครับ เยี่ยมเลย ครับ ค่ะ ยอดไปเลย คือฟังแล้วได้อรรถรสได้บรรยากาศ มี Feedback (การตอบสนองกลับมาบ้าง) จะทำให้ลูกน้องหรือลูกค้า รู้สึกว่าเราให้ความสนใจในสิ่งที่เขาพูดมา


2.พึงคิด คิดเป็นระบบ คิดรอบด้าน คิดในการหาทางออกของปัญหา โดยอาจมีวิธีคิด เป็นระบบ คิดในเชิงกลยุทธ์ คิดในอนาคต คิดในเชิงเปรียบเทียบ คิดในการหาทางออกของปัญหาว่าจะแก้ไขอย่างไร จึงจะดีที่สุดในสถานการณ์ในขณะนั้น เพราะ ถ้าผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด องค์กรนั้นอาจถึงขั้น ล้มละลายเลยก็ได้ ดังเช่น สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศในอดีตและปัจจุบัน


ในบางครั้ง ผู้บริหารหรือผู้นำ อาจคิดมากจนเกินกว่าเหตุ ซึ่งสิ่งที่คิดอาจทำให้เกิดความเครียดในการทำงานได้ เป็นความคิดที่ฟุ้งซ่านไม่มีประโยชน์ ดังคำพูดที่บอกว่า “ อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังคำพูด”


3.พึงพูด ระวังคำพูดในการพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชา พูดในสิ่งที่ควรพูดเมื่อมีปัญหาหรือคนในองค์กร รวมทั้งลูกค้า เกิดความไม่พอใจ ไม่เข้าใจ ผู้บริหารที่ดีจึงเป็นผู้ที่ต้องรู้จักใช้คำพูด รู้ว่าเมื่อไร ควรพูด เมื่อไร ควรเงียบ เพราะการ ที่พูดออกไปโดยไม่ได้คิด ก็เหมือนกับการยิงกระสุนออกไปโดยไม่ได้เล็งเป้า และถ้าผู้บริหารหรือผู้นำ สื่อสารผิดก็จะทำให้คนในองค์การเกิดความไม่เข้าใจหรือสับสนได้


การพูดของผู้นำมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน จนเคยมีคนเคยกล่าวมาว่า “ ถ้าท่านไม่สามารถลุกขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้ ท่านอย่าปรารถนาเป็นผู้นำ ” ดังนั้นผู้ที่เป็นผู้นำหรือผู้บริหาร ทุกคนจำเป็นจะต้องลุกขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้ (ไม่ใช่ว่าผู้ที่ลุกขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนจะเป็นผู้นำทุกคน )แต่ผู้นำหรือผู้บริหารทุกคนจะต้องลุกขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้


4.พึงทำ ควรประพฤติตนให้สมกับเป็นผู้นำ ผู้บริหาร จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรม มีคุณธรรม ถ้าผู้นำหรือผู้บริหาร ทุจริตต่อองค์กร ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ลูกน้องก็จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ถ้าผู้นำหรือผู้บริหารเป็นคนดี ขยันขันแข็ง ลูกน้องก็จะเอาเยี่ยงอย่างเช่นกันคือ ประพฤติดี ขยันขันแข็งในการทำงาน


ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดี พึงฟัง เพื่อหาความต้องการหรือปัญหาของลูกน้อง ลูกค้า


ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดี พึงคิด คิดเพื่อที่จะนำไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น


ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดี พึงพูด พูดเพื่อทำความเข้าใจกับคนในองค์กรหรือลูกค้า


ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดี พึงทำ ทำตนให้เป็นแบบอย่าง ทำตนให้น่าเชื่อถือ





ความลับของความสำเร็จ คือ เตรียมตัวให้พร้อม พัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรอโอกาสที่จะมาถึง ในวันข้างหน้า




...
  
หมวก 6 ใบ
หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ( Six Thinking Hats)
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

เมื่อพูดถึงเรื่องของความคิดและเรื่องของระบบสมองของคนเราแล้ว มีความสลับซับซ้อนมากจึงมีคนคิดค้นเครื่องมือหลากหลายชนิดมาเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เข้าใจและเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิด ซึ่งมีเครื่องมือต่างๆ เช่น การทำ Mind Mapping , หลักคิดแบบพุทธศาสนา โยนิโสมนสิการ และเครื่องมืออีกหลากหลาย แต่ในที่นี้กระผมขอพูดถึงเครื่องมือตัวหนึ่งคือ หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Six thinking hats


Six thinking hats คือ เครื่องมือที่ช่วยให้การคิดมีระบบเป็นการคิดอย่างมีโฟกัส มีการจำแนกความคิดออกเป็นด้านๆ และคิดอย่างมีคุณภาพ เพื่อช่วยจัดระเบียบการคิด ทำให้การคิดของคนเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น


ดร. Edward de Bono (เอดเวิร์ด เดอ โบโน) เป็นผู้คิดเครื่องมือดังกล่าว เพื่อให้การคิดเป็นระบบเพื่อให้ผู้เรียนมีหลักในการจำแนกความคิดออกเป็น 6 ด้าน ทำให้เกิดความคิดในการแก้ปัญหาและตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้ทักษะการคิด ทำให้ไม่คิดข้ามไปข้ามมา หรือคิดพร้อมกันทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้ประหยัดเวลา


การคิดตามทฤษฏีของดร. Edward de Bono (เอดเวิร์ด เดอ โบโน) ได้แบ่งหมวกออกเป็น 6 สีโดยสมมุติหมวกทั้ง 6 สี แทนความคิดด้านใดด้านหนึ่ง คือ หมวกสีขาว,หมวกสีแดง ,หมวกสีเหลือง ,หมวกสีเขียว,หมวกสีดำ และหมวกสีฟ้า ซึ่งแต่ละสีมีความหมายดังนี้


หมวกสีขาว สีแห่งความเป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและตัวเลข


หมวกสีแดง แสดงถึงความโกรธ ความเดือดดาลและอารมณ์ แสดงในมุมมองด้านอารมณ์


หมวกสีดำ สีดำมืดมนและจริงจัง หมวกสีดำคือข้อควรระวัง และคำเตือน มันชี้ให้เห็นถึง


จุดอ่อนของความคิดนั้น ๆ


หมวกสีเหลือง สีเหลืองส่องสว่าง และให้ความรู้สึกในทางที่ดี หมวกสีเหลืองจึงเป็นมุมมองในแง่บวก รวมถึงความหวัง และการคิดในแง่ดีด้วย


หมวกสีเขียว สีเขียวคือสีของหญ้า พืชพรรณ ความอุดมสมบูรณ์ การเติบโตงอกงาม


หมวกสีเขียวหมายถึงความคิดริเริ่ม และความคิดใหม่ ๆ


หมวกสีฟ้า สีฟ้าเยือกเย็น และเป็นสีของท้องฟ้าซึ่งอยู่เบื้องบนเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง หมวกสีฟ้าจึงหมายถึงการควบคุม การจัดระบบกระบวนการคิดและการใช้หมวกอื่น ๆ


ประโยชน์ของการใช้ Six Thinking Hats


1. ช่วยลดความขัดแย้งในการประชุมลงไปได้มาก


2. ช่วยให้เกิดการคิดทีละด้าน มองทีละด้าน จากด้านหนึ่งไปมองอีกด้านหนึ่ง ทำให้เห็นภาพจริงที่ชัดเจน


3. ช่วยให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เป็นการดึงเอาศักยภาพของแต่ละคนออกมา


4. ช่วยประหยัดเวลาในการประชุม


สรุป เรื่องเกี่ยวกับความคิดของคนเรามีความสำคัญ คนจะร่ำรวยได้ก็เพราะการคิด คนจะประ


สบความสำเร็จก็เพราะความคิดของเขา หากคนเราคิดไปเรื่อยโดยขาดหลักหรือความรู้เกี่ยวกับความคิด ก็จะทำให้เสียเวลา หรือไม่สามารถนำเอาศักยภาพมาใช้ ดังนั้นคนเราควรเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ หรือควรมีเครื่องมือมาช่วยให้เกิดระบบในการเรียนรู้


ท่านผู้อ่านที่สนใจ ท่านสามารถหาหนังสือ Six thinking hats ของ ดร. Edward de Bono (เอดเวิร์ด เดอ โบโน) มาอ่านได้ โดยมีผู้แปลเป็นภาษาไทย หากท่านผู้อ่านไม่ต้องการอ่านฉบับหนังสือภาษาอังกฤษ

...
  
คอร์รัปชั่นภัยร้ายสังคมไทย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
085-0294726
ก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับการประชุม ป.ป.ช.โลกครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2553 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในการจัดงานครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ คืนความเชื่อมั่น : ทั่วโลกโปร่งใส สู้ภัยทุจริต ” โดยในวันแรกมี นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.และประธานสภาหอการค้า ลงนามแถลงการณ์ร่วมในการดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ ต่อหน้าผู้มาประชุมเกือบ 1,000 คน อันได้แก่ ผู้นำโลก นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวของกลุ่มพัฒนาองค์กรจาก 113 ประเทศ
ความจริงถ้าพูดถึงเรื่องของการคอร์รัปชั่นในเมืองไทยนั้น มีมาช้านานแล้ว จนกระทั้งบางหน่วยงาน บางองค์กรและคนของหน่วยงาน รวมทั้งประชาชนบางส่วน ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเลยก็มี จนมีคนกล่าวว่าประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่ทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุดในภูมิภาคและในโลก
ดังผลสำรวจความคิดเห็นของ สำนักวิจัยเอแบคโพล เมื่อเดือนตุลาคม พบตัวเลขที่น่าตกใจว่าคนไทยเห็นว่ารัฐบาล “ โกงก็ไม่เป็นไร ” มีจำนวนเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 63.2 เมื่อปี 2551 เพิ่มเป็นร้อยละ 76.1 ในปีนี้
ความจริงการทุจริตในเมืองไทยเกิดขึ้นจากคนสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ ข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจ การทุจริตที่เห็นได้ชัดเจนเพราะมีผลประโยชน์มาก ส่วนใหญ่เป็นการโกงจากการก่อสร้างโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น ตึก อาคาร ถนน ฯลฯ ปีๆหนึ่งประชาชนผู้ที่ต้องเสียภาษี ต้องถูกโกงจากบุคคลสามฝ่ายไปปีละประมาณ 25,000-30,000 ล้านบาท อีกทั้งการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐบางแห่งมีการทุจริตได้เปอร์เซ็นต์จากการจัดซื้อจัดจ้าง ตามที่พวกเราคงได้เห็นกันตามสื่อต่างๆ
ถามว่าถ้าหากพวกเราสามารถแก้ไขปัญหาเงินที่ถูกโกงไปได้ เราก็สามารถใช้เงินเหล่านี้ไปพัฒนาประเทศชาติได้มากยิ่งขึ้น เช่น เราสามารถสร้าง โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น เราสามารถจ้างแรงงานเพิ่มมากขึ้น เราสามารถสร้างโรงเรียน หรือให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนของเราได้อีกมากมาย
ถามว่าเราสามารถจะแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นในประเทศได้ไหม ในความคิดเห็นของกระผมแก้ได้ ถ้าหาก รัฐบาลหรือผู้บริหารประเทศเอาจริงเอาจังในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งบทลงโทษทางกฎหมายต้องมีความรุนแรง และมีผลบังคับกันอย่างจริงจัง อีกทั้งรัฐบาลต้องสร้างจิตสำนึกแก่ ข้าราชการ นักธุรกิจและนักการเมือง ไปพร้อมๆกัน
แต่หากดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว รัฐบาลชุดนี้ ยังมีข่าวเรื่องของคอร์รัปชั่นตามสื่อต่างๆ อีกทั้งมีบุคคลหลายฝ่ายออกมาพูดถึงเรื่องของการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลกันอยู่ ซึ่งตามความเป็นจริงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่นก็คือ คนที่มีอำนาจในบ้านเมืองนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองในตำแหน่งสำคัญทางการเมือง นักธุรกิจระดับประเทศที่มักจะมีข่าวเรื่องของผลประโยชน์ต่างๆ จากนโยบายของภาครัฐ ข้าราชการหรือนักบริหารในภาครัฐ ที่คุมค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ
ผมเองได้มีโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์ เจอเด็กหญิงดวงดี แซ่ลี้ หรือ น้องหนิง ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า “หนูเริ่มทำความดีจากการให้เพื่อนยืมของ เช่น ดินสอ ยางลบ ไม่พูดโกหกและยังช่วยเก็บขยะที่มีคนทิ้งเรี่ยราดในบริเวณโรงเรียน สิ่งที่คุณครูสอนและความรู้ที่ได้ทำกิจกรรมทำให้เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีครั้งหนึ่งคุณครูเคยทดสอบพวกหนูด้วยการทำกระเป๋าเงินหล่นหาย แล้วหนูก็เก็บไปคืนและประกาศหาเจ้าของจนเจอ ทำให้ได้รับคำชมและรู้สึกดีใจที่ได้ทำความดี ”
จากข้อความข้างต้น ที่เด็กหญิงดวงดี แซ่ลี้หรือน้องหนิง ได้กล่าว ผมรู้สึกอายแทนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคนได้ร่วมมือกันเพื่อโกงกินเงินของภาครัฐ ถามว่าจิตสำนึกของตนอยู่ไหน หากเปรียบเทียบกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
หรือว่าประเทศชาติ บ้านเมืองเรา มีการบังคับใช้กฎหมายหรือการปฏิบัติ สองมาตรฐานจริง ข่าวการที่ชาวบ้านบุกรุกที่ทำกินหรือแม่ลูกอ่อนขโมยนมเพื่อเลี้ยงลูกต้องถูกจับถูกลงโทษ แต่ในทางกลับกันบุคคลที่มีอำนาจ ร่ำรวยกับไม่ถูกลงโทษ ทั้งๆที่บุคคลที่มีอำนาจบางคนบุกรุกป่า บุกรุกภูเขา โกงกินคอร์รัปชั่นแต่ยังสามารถยิ้มแย้มแจ่มใสและได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนในสังคม





...
  
หลักการเขียนบทความ
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
http://www.drsuthichai.com/
ลับปากกาคอยอนาคต เพราะการเขียนดี เป็นเครื่องมือสำคัญในความก้าวหน้าของท่าน
ถ้าพูดถึงเรื่องงานเขียน งานเขียนมีหลายประเภทเช่น การเขียนนิทาน การเขียนเรื่องสั้น การเขียนเรียงความ การเขียนบทละคร การเขียนสารคดี การเขียนนวนิยาย การเขียนบทความ ฯลฯ
ถ้ามีคนถามกระผมว่า แล้วผมชอบงานเขียนประเภทใด กระผมขอตอบแบบไม่คิดว่า กระผมชอบงานเขียนประเภทการเขียนบทความครับ แล้วกระผมก็มีโอกาสเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและระดับประเทศเฉพาะเดือนละไม่ต่ำกว่า 15 บทความ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบรรดานักเขียนที่มีผลงานเป็นประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นเพราะว่ากระผมทำงานประจำและทำงานหลายด้านจึงไม่ค่อยมีเวลาเขียน
แต่การที่กระผมได้มีโอกาสเขียนบทความเดือนละไม่ต่ำกว่า 15 บทความต่อเดือน แล้วเขียนมานานกว่า 10 ปี จึงอยากเขียนบทความฉบับนี้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่ท่านผู้อ่านและถ้าท่านผู้อ่านมีอะไรเพิ่มเติมก็สามารถเสนอความคิดเห็นถึงกระผมได้ครับ
บทความ หมายถึง ความเรียงร้อยแก้ว ที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน โดยมีหลักฐานประกอบ อ้างอิง แต่ควรมีความคิดเห็นของผู้เขียนมากกว่าการแสดงข้อมูลหลักฐานต่าง เพราะถ้ามีข้อมูลมากๆ ก็จะกลายเป็นรายงานไปในที่สุด
การเขียนบทความที่ดีควรจะมีลักษณะคือ ต้องมีความน่าสนใจ มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ มีความกะทัดรัด มีการอ้างอิง และมีวิธีการเขียนที่น่าสนใจชวนให้ติดตาม
หลักการเขียนบทความที่ดี ควรมีโครงเรื่องแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ มีคำนำ มีเนื้อเรื่องและมีสรุปจบ ซึ่งทั้ง 3 ตอน ต้องมีความสอดคล้องกัน สัมพันธ์กัน อาจลำดับความตามเวลา อาจลำดับความจากเหตุไปสู่ผล อาจลำดับความจากคำถามไปสู่คำตอบ
สำหรับ ชื่อเรื่อง ควรตั้งชื่อให้เป็นที่น่าสนใจ เมื่อคนอ่านแล้ว อยากรู้ อยากอ่านว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
ลักษณะของการเขียนบทความที่ดีจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน ที่แหลมคม มีเหตุมีผล มีความคิดที่ลึกซึ้งกว่านักเขียนคนอื่นๆ ขณะเดียวกันการนำเสนอ สำนวนโวหาร ที่ดีจะเป็นส่วนช่วยให้งานเขียนบทความเกิดความน่าอ่านยิ่งขึ้น
งานเขียนแบ่งออกเป็นหลายประเภท สำหรับงานการเขียนบทความก็แบ่งออกเป็นหลายประเภทเช่นกัน เช่น งานเขียนบทความประเภทวิจารณ์ บทความสัมภาษณ์ บทความเชิงวิชาการ บทความวิเคราะห์ บทความชีวประวัติ บทความให้คำแนะนำ เป็นต้น
ท้ายนี้กระผมอยากฝากคำแนะนำสำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการเขียนบทความ เริ่มแรกท่านควรเลือกเขียนเรื่องที่ตนเองถนัด มีประสบการณ์ ท่านก็สามารถเขียนเรื่องนั้นได้ง่ายกว่าการที่ท่านเลือกเรื่องที่ตนเองไม่มีความรู้ ไม่มีความถนัด เมื่อท่านสามารถเขียนบทความจากเรื่องที่ตนถนัดแล้ว ท่านจะเริ่มมีทักษะในการเขียนบทความ และเมื่อท่านต้องการให้บทความท่านเป็นที่นิยมหรือผู้อ่านรู้จัก ท่านก็ควรเขียนบทความในเรื่องที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ
อีกทั้งไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือย ไม่เขียนวกวน ควรเขียนคำให้ถูกต้อง ควรมีพจนานุกรมไทยเป็นของตนเอง ควรมีย่อหน้าให้เหมาะสม เพราะการมีย่อหน้าจะทำให้ผู้อ่านอ่านบทความของท่านได้ง่ายกว่าการไม่มีย่อหน้า ต้องแสดงข้อมูลหลักฐานที่เป็นความจริง เช่น สถิติ ตัวเลข แผนภูมิ ถ้าหากจะใช้วิธีการเขียนบทความแบบตั้งคำถามแก่ผู้อ่าน ก็ควรหาคำตอบไว้เป็นลำดับ และต้องมีความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นความคิดเห็นประเภทสร้างสรรค์ ไม่ใช่ความคิดเห็นในทางทำลาย
ไม่มีน้ำตา เสียงหัวเราะจากนักเขียนก็ไม่มีน้ำตาและเสียงหัวเราะจากผู้อ่าน



...
  
หลักการนำเสนอ
หลักการนำเสนออย่างได้ผล
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
กุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานหรือการดำเนินชีวิตมีด้วยกันหลายดอก แต่กระผมเชื่อแน่ว่าการนำเสนอที่ดีและมีประสิทธิภาพคือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำ ทุกๆท่านไปสู่ความสำเร็จในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้เร็วกว่าคนอื่นๆ
การนำเสนอที่ดี มักทำให้นักขาย ขายของได้ง่ายและมากขึ้น การนำเสนอที่ดี มักทำให้นิสิต นักศึกษา เกิดความประทับใจและอยากที่จะเข้าเรียนในรายวิชานั้น การนำเสนอที่ดี มักทำให้นักการเมือง ผู้นั้นได้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งมากขึ้น และ การนำเสนอที่ดี มักทำให้ผู้ที่ฝึกฝนได้รับประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่ง หน้าที่ การยอมรับนับถือ ฯลฯ
ดังนั้น การเรียนรู้หลักการ ขั้นตอน การนำเสนอ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับขั้นตอนของการนำเสนอที่ดีมีดังนี้
1.เตรียมให้พร้อม การเตรียมตัวถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญ ปัจจัยหนึ่งของการนำเสนอที่ดี หากมีการเตรียมตัวมาน้อย การนำเสนอก็อาจไม่เป็นที่ประทับใจ การเตรียมควรเตรียมตั้งแต่
1.1. การวิเคราะห์ว่าผู้ฟังคือใคร ผู้ฟังมีจำนวนเท่าไร ผู้ฟังเขาอยากฟังเรื่องอะไร ประเด็นไหน ผู้ฟังมีความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเนื้อหาที่เราจะนำมาเสนอมากน้อยแค่ไหน เพราะการวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรานำเสนอได้ตรงกับหัวใจของผู้ฟัง
1.2. การวิเคราะห์สถานที่ในการนำเสนอ ว่าสถานที่ที่เราจะนำเสนอเป็นห้องประชุม เป็นสวน เป็นชายหาด เป็นสถานที่แบบต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์อะไรช่วยในการนำเสนอบ้าง เช่น ใช้เครื่องขยายเสียง , สิ่งของต่างๆที่ประกอบการนำเสนอ เป็นต้น
1.3.การวิเคราะห์เนื้อหาที่จะนำเสนอ การเตรียมเนื้อหา เป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก เราควรรวบรวมข้อมูลที่จะนำเสนอมาให้ได้มากที่สุด แล้วจึงคัดเลือกข้อมูลหรือเนื้อหาเฉพาะที่เราจะนำไปนำเสนอ อีกทั้งต้องควรกำหนดรูปแบบที่จะนำเสนอ ว่าเราจะทำเสนอรูปแบบใด เช่น เราจะนำเสนอโดยรูปแบบเล่าเรื่องราว หรือ นำเสนอรูปแบบโดยใช้หลักวิชาการ หรือ นำเสนอรูปแบบเป็นทางการ ไม่เป็นทางการ หรือผสมผสานระหว่างเป็นทางการกับไม่เป็นทางการ ฯลฯ
1.4.การวิเคราะห์การใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบการนำเสนอ ว่าเราจะใช้อะไร ในการเป็นสื่อที่จะนำเสนอ เช่น เครื่องฉายแผ่นใส คอมพิวเตอร์ Ipad กระดาน โปสเตอร์ คลิปภาพยนตร์ ฯลฯ ทั้งนี้คงต้องวิเคราะห์ผู้ฟังและความสามารถในการนำเครื่องมือไปใช้ของผู้ที่นำเสนอ
2.ซ้อมให้ดี เมื่อเราเตรียมสิ่งต่างๆในข้อที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราต้องลองนำเนื้อหา อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ มาฝึกซ้อม อาจจะทำเนื้อหาเป็นโน้ตย่อ ฝึกซ้อมโดยการพูดด้วยตนเอง แล้วก็เปิดโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ไปตามเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งปัจจุบันนั้น เทคโนโลยีมีความทันสมัย ทำให้การฝึกซ้อมเป็นไปได้ง่าย เช่น มีโปรแกรมนำเสนอผ่านคอมพิวเตอร์ , การเปิดคลิปภาพยนตร์ประกอบในช่วงต่างๆ ของเนื้อหา ว่าส่วนเนื้อหาใดเราจะเปิดคลิปภาพยนตร์ตรงไหน , การใช้โปสเตอร์ประกอบการนำเสนอว่าควรอยู่ในเนื้อหาส่วนใด ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำเสนอของผู้นำเสนอแต่ละคน
3.นำเสนออย่างมั่นใจ เมื่อถึงเวลาในการนำเสนอ เราควรนำเสนอแบบมั่นใจในตนเอง เพราะถ้าเนื้อหาเตรียมตัวมาอย่างดี การฝึกซ้อมอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการนำเสนอ แต่หลายๆคน ยังคงเป็นโรคปอด(แหก) เราอาจใช้เทคนิคบางอย่างเข้าช่วยได้ เช่น การใช้ Power Words หรือ หาคำที่มีพลังมาปลุกกำลังใจของตนเอง ( ตัวอย่าง “การพูดในเรื่องนี้เรารู้ดีที่สุด” หรือ “ใครเต็มที่ไม่เต็มที่ไม่รู้แต่เราต้องนำเสนออย่างเต็มที่” หรือ “สู้ตาย” หรือ “ฉันทำได้” ) แล้วก็ขึ้นเวทีพูดด้วย เสียงดัง ฟังชัด ด้วยความมั่นใจ
4.รับมือกับการตอบคำถาม ในช่วงที่เตรียมข้อมูล การวิเคราะห์ผู้ฟัง การวิเคราะห์เนื้อหา เราควรคาดเดาด้วยว่า ถ้าเราเป็นผู้ฟัง เราอยากที่จะถามเรื่องอะไร ลองตั้งคำถามมาให้มากที่สุด หรือ ลองให้เพื่อนๆ ช่วยตั้งคำถาม แล้วเราลองทดลองตอบคำถามนั้น เมื่อถึงเวลาตอบจริงก็จะทำให้เราตอบคำถามได้ด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น จงใช้ความเยือกเย็น สุขุม ในการตอบคำถาม
สรุป หลักการนำเสนออย่างได้ผล เราต้องมีการเตรียมตัวที่ดี (เช่น การวิเคราะห์ผู้ฟัง การวิเคราะห์สถานที่ การวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์การใช้โสตทัศนูปกรณ์) เราต้องมีการซ้อมให้ดี เราต้องมีการนำเสนออย่างมั่นใจและเราต้องรับมือกับการตอบคำถาม

...
  
ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ประชาคมอาเซียน คือ ASEAN COMMUNITY เป็นการรวมตัวกันภายในประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
เราต้องยอมรับว่า โลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกัน และประเทศต่างๆก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจากประเทศอื่นๆ
ประเทศไทยเราเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเช่น ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยเราส่งออกสินค้าต่างๆออกนอกประเทศ การลดภาษีนำเข้าต่างๆ เป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลกระทบโดยตรง แต่การลดภาษีก็มีข้อดีกล่าวคือ ทำให้ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี
การรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาเซียนทำให้เกิดอำนาจต่อรองทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหากรวมตัวกันแล้ว เศรษฐกิจของประเทศ ASEAN จะคิดเป็น 3% ของ GDP โลก ซึ่งก็นับว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับ สหรัฐอเมริกา ที่คิดเป็น 27 % ยุโรป คิดเป็น 19% จีน 9% อินเดีย 3% เป็นต้น
การรวมตัวเป็นกลุ่มอาเซียนประเทศไทยเราเป็นประเทศเริ่มคิดในการร่วมกลุ่มเป็น ASEAN โดยการทำการก่อตั้งขึ้นโดยทำปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งมีประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประชาชนคนไทยในปัจจุบันมีความสนใจในเรื่องอาเซียนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน และภายหลังมีประเทศ ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชาและบรูไน มาเพิ่มเติมภายหลัง
อาเซียน สู่การเป็น ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งมีการกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ไทยเรามอบให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดูแล) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล)และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดูแล) ซึ่งความจริงแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงว่าจะจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 2563 แต่ผู้นำในกลุ่มอาเซียนได้ตกลงจัดตั้งให้เร็วยิ่งขึ้น ในปี 2558 ถึงแม้จะประสบปัญหาหลายอย่างก็ตาม เช่น อาเซียนกับปัญหาพม่า เราต้องยอมรับว่า ปัญหาพม่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานโดยเฉพาะเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ตัวอย่างเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ากับพรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี จนเกิดการนองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2003 ทำให้เกิดแรงกดดันจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ เป็นต้น
สาเหตุที่ต้องรีบจัดตั้ง เนื่องจาก ประเทศจีนและประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างประเทศที่เข้าไปลงทุน ทำให้ต้องมีการรีบจัดตั้งให้ไวยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สมาชิกในอาเซียนต้องมีข้อตกลงกัน ทำกฎบัตรอาเซียน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2007 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเนื้อหาของกฏบัตรอาเซียนประกอบด้วย เป้าหมาย หลักการ โครงสร้างองค์กร กระบวนการตัดสินใจ กลไกระงับข้อพิพาท กฎหมาย เอกสิทธิและความคุ้มกัน
ด้านผลกระทบทางด้านการตลาดและฐานการผลิตร่วม คือ การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี,การเคลื่อนย้ายบริการอย่างเสรี,การเคลื่อนย้ายการลงทุนอย่างเสรีมากขึ้น,การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้นและการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี(พยาบาล,บัญชี,วิศวกรรม,สถาปัตยกรรม,การสำรวจ,แพทย์และ ทันตแพทย์ สำหรับการออกใบอนุญาตงต้องมีองค์กรที่อยู่ตรงกลางคอยออกกฏระเบียบเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพภายในกลุ่มอาเซียน)
สำหรับผลประโยชน์ในการรวมกลุ่มมีมากมายเช่น ตลาดใหญ่ขึ้น , มีการลงทุนมากขึ้นซึ่งมีประโยชน์ต่อธุรกิจ SME ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้น , ทำให้รายได้ต่อหัวของประชาชนในกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้น ,การจัดการด้านแรงงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น,ทำให้ตลาดผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น, ทำให้ภูมิภาคในอาเซียนมีความดึงดูด การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น ฯลฯ
ท้ายนี้ กระผมขอฝากแง่คิดของ Strobe Talbott ที่ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องโลกาภิวัตน์ว่า “โลกาภิวัตน์โดยตัวของมันเองมิได้เป็นปรากฏการณ์ทั้งในทางลบหรือในทางบวก แต่มันเป็นสภาพความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่...ฉะนั้นประเด็นจึงมิใช่อยู่ที่ว่าเราควรจะสนับสนุนหรือต่อต้านโลกาภิวัตน์ แต่อยู่ที่ว่าเราควรจะสนองตอบสภาพความจริงนี้อย่างไรและเราควรจัดการกับโลกาภิวัตน์และผลกระทบของมันอย่างไรมากกว่า”



...
  
การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ความเคลื่อนไหวของประชาคมสุขภาพอาเซียน สถานการณ์สุขภาพของไทย ปรากฏว่าอายุโดยเฉลี่ยของคนไทยเราเพิ่มสูงขึ้น ทั้งชายและหญิง เช่น ปี 2507 อายุชายไทยมีอายุเฉลี่ย 56 ปี หญิงมีอายุเฉลี่ย 62 ปี จนกระทั้งถึงปี 2553 ชายไทยมีอายุเฉลี่ย 70 ปี หญิงมีอายุเฉลี่ย 77 ปี (ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2554 )
สาเหตุการตายจำแนกสาเหตุสำคัญต่อประชาการ 100,000 คน(ที่มา:สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข,2553) ไทยเรามีอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมาเป็นอันดับที่ 1 คือ ปี 2549 (83 คน ต่อประชากร 100,000 คน) ปี 2553 (91 คน ต่อประชากร 100,000 คน) อันดับที่ 2 คือ อุบัติเหตุ ปี 2549 (59 คนต่อประชากร 100,000 คน) ปี 2553 (51 คนต่อประชากร 100,000 คน) อันดับที่ 3 โรคหัวใจ ปี 2549 (28 คนต่อประชากร 100,000 คน) ปี 2553 (28 คนต่อประชากร 100,000 คน) อันดับที่ 4 คือ โรคความดันเลือดสูงและหลอดเลือดสมอง อันดับที่ 5 คือ โรคปอดอักเสบและโรคปอดอื่นๆ อันดับที่ 6 คือโรคไตอักเสบ อันดับที่ 7 โรคเกี่ยวกับตับ อันดับที่ 8 โรคเบาหวาน อันดับที่ 9 โรคบาดเจ็บจากการฆ่าตัวตาย อันดับที่10 โรควัณโรค อันดับที่ 11 โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากไวรัส(เอดส์) เป็นต้น
ปริมาณการบริโภคน้ำอัดลมต่อคนของคนไทยสูงที่สุดในอาเซียน(ที่มา BMI ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี 2554 )ไทยเราบริโภคสูงที่สุดในอาเซียนในอัตรา 41.30 หน่วย:ลิตร/คน/ปี , ฟิลิปปินส์ ในอัตรา 31.30 หน่วย:ลิตร/คน/ปี , สิงคโปร์ ในอัตรา 26.55 หน่วย:ลิตร/คน/ปี ,มาเลเซีย ในอัตรา 17.05 หน่วย:ลิตร/คน/ปี,เวียดนาม ในอัตรา 5.31 หน่วย:ลิตร/คน/ปี และอินโดนีเซีย ในอัตรา 3.13 หน่วย:ลิตร/คน/ปี เป็นต้น
ผลกระทบจากแรงงานข้ามชาติ ปี 2553(ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและการเคหะ) ประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย มีประมาณ 2.7 ล้านคน (ซึ่งเท่ากับ 4.1 ของประชากรทั่วประเทศ) มากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทพและภาคกลาง และร้อยละ 90 เป็นแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และมีการประเมินอีกว่า มีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาผิดกฎหมายอีก 1 ล้านคน (รวมแรงงานต่างชาติโดยประมาณ 3 ล้านคน)
สำหรับผู้ป่วยชาวต่างประเทศที่เข้ามารักษาในประเทศไทยมีมากขึ้น จึงทำให้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี
สาธารณสุข กับ อาเซียน เมื่อมีการเปิดประเทศมากขึ้น ประชากรในอาเซียนและทั่วโลก สามารถเข้าออกกันง่ายขึ้น จึงทำให้เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุขตามมาอย่างมากมาย เช่น นักท่องเที่ยว แรงงานต่างด้าว จะนำพาโรคภัยต่างๆเข้ามามากขึ้น การค้าขายสัตว์ พืช อาหารต่างๆ จะนำพาเชื้อโรคหรือพาหะนำโรคเข้ามามากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภัยต่อสุขภาพ(เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด สารเคมีอันตราย)จะเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ประชาชนต้องเผชิญกับโรคภัยต่างๆ (โรคระบาด โรคอุบัติเหตุใหม่ โรคติดต่อทั้งเรื้อรังและไม่เรื้อรัง)
การเปลี่ยนแปลงในด้านสาธารณสุขเมื่อเปิดอาเซียน คือ การลงทุนเสรีจะมากขึ้น จะตั้งโรงเรียน โรงพยาบาลจะง่ายขึ้น , ไทยมีโอกาสในการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยว การบิน การสัมมนา การแสดง การบริการทางด้านการแพทย์ ปัญหาทางด้านแรงงานจะไม่ขาดแคลนเพราะแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน เกิดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมสูงขึ้น
การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การเปิดประชาคมอาเซียน 31 ธันวาคม 2558
จากปัญหาและการเปลี่ยนแปลงข้างต้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การเตรียมความพร้อม ต้องคิดในแง่ดีว่า อาเซียนคือโอกาสและสิ่งที่ท้าทาย จะทำให้เราเกิดการพัฒนาตนเองเพื่อให้ต่อสู้กับการแข่งขัน
การเตรียมความพร้อมกำลังคนด้านสาธารณสุข ต้องมีการเร่งผลิตบุคลากรสาธารณสุขให้เพียงพอ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค อสม. เป็นต้น อีกทั้งต้องมีการสร้างเสริมสมรรถนะภาพด้านภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี ไปพร้อมๆกัน
สำหรับแนวโน้มในอนาคตหากมีการเปิดประชาคมอาเซียน ก็จะมีแพทย์ พยาบาล อยากที่จะมาเปิดคลินิคหรือสถาพยาบาลในประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งหากมีการเปิดเขาก็คงเลือกเปิดในเมืองหลวง เขาคงไม่เลือกเปิดในชนบท เช่นเปิดที่ถนนสีลม ถนนสาธร ถนนสุขุมวิท ซึ่งจะเน้นลูกค้าชาติต่างประเทศ เพราะสามารถหารายได้ได้มากกว่านั้นเอง
การเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการด้านสุขภาพ ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพในการทำงาน ให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น , มีแผนงานบริการชาวต่างชาติ แรงงานต่างชาติ นักท่องเที่ยว และมีกลยุทธ์ต่างๆที่ดึงดูดการใช้บริการ
การเตรียมพร้อมทางด้านตัวบุคคล คนทำงานสาธารณสุขต้องทำความเข้าใจประชาคมอาเซียน เปิดรับวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกในอาเซียน และปรับตัวในเรื่องของการสื่อสารทั้งการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และที่สำคัญต้องไม่มีการหยุดพักในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
การเตรียมพร้อมระดับองค์กร หน่วยงานสาธารณสุขต้องสร้างพันธมิตร ร่วมมือภายในและภายนอกอาเซียน มีการยกระดับหลักประกันสุขภาพให้สูงขึ้น องค์กรต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ยกระดับหน่วยงานราชการให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ดังประเทศสิงคโปร์ ระบบราชการมีประสิทธิภาพอย่างมากในการทำงาน
ท้ายนี้อยากฝาก คำพูดของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก องค์พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย
“ True success exists not in learning, but in its application to the benefit of mankind”
หรือ “ความสำเร็จที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การเรียนรู้ หากแต่อยู่ที่การนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ”


...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.