หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  
  -  
  -  พูดเก่ง...ด้วยปัญญา...
  -  การเตรียมการพูด
  -  ศิลปะการพูดจูงใจ
  -  วิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ลีลานักพูด
  -  นักพูดชั้นนำ
  -  การพูดจูงใจคน
  -  การวิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ทำไมการพูดถึงล้มเหลว
  -  วิธีการฝึกพูดด้วยตนเอง
  -  เทคนิคการเป็นพิธีกร
  -  การพูดในชีวิตประจำวัน
  -  ศิลปะการพูดในงานบริการ
  -  การเปิดฉากการพูด
  -  วิธีการฝึกฝนการพูด
  -  การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
  -  การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
  -  จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร
  -  มาเป็นวิทยากรกันเถอะ
  -  ความเชื่อมั่นในการพูด
  -  การพูดเพื่อนำเสนอ
  -  วิทยากรสมัยใหม่
  -  การฝึกพูด
  -  การพูดให้น่าเชื่อถือ
  -  การพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  สู่วิทยากรมืออาชีพ
  -  การสร้างอารมณ์ขันในการพูด
  -  ข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่
  -  การสร้างพลังสามัคคี
  -  ความเชื่อมั่นในตนเองเวลาพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  ศิลปะการพูดในที่ประชุม
  -  การเตรียมพูดและการฝึกซ้อมการพูด
  -  วัตถุดิบสำหรับการพูด
  -  การพูดอย่างมีตรรกะ
  -  การพูดเชิงบวก
  -  วิธีการพูดชนะใจคน
  -  การสื่อสารโดยการพูด...ภายในองค์กร
  -  บริหารเวลา กับ เป้าหมาย
  -  การอ้างวาทะคนดังในการพูด
  -  การพูดทางการเมือง
  -  ก้าวสู่นักพูดมืออาชีพ
  -  จังหวะในการพูด
  -  ประโยชน์ของการฝึกอบรม
  -  พูดให้ถูกสถานการณ์
  -  ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
  -  เห็นไมค์แล้วไข้ขึ้น
  -  วิธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์
  -  วิธีฝึกพูดของ เดล คาร์เนกี
  -  ศิลปะการโต้วาที
  -  ปัจจัยที่ส่งผลให้ชนะการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เงินซื้อเสียง
  -  คุณธรรมนักพูด
  -  จงพูดอย่างกระตือรือร้น
  -  มโนภาพกับการพูด
  -  การเขียนสคิปในการพูด
  -  การใช้มือประกอบการพูด
  -  พลังของจังหวะในการหยุดพูด
  -  การอ่านใจคนจากภาษากาย
  -  การพูดสำหรับโฆษกฟุตบอล
  -  เคล็ดลับในการเป็นนักพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดี
  -  การสื่อสารสำหรรับข้าราชการ
  -  เทคนิคการพูดภาษาอังกฤษคือ ฟัง ฟัง ฟัง
  -  ภาษากายกับความสำเร็จ
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การอ้างวาทะคนดังในการพูด
การอ้างวาทะคนดังในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
“จงอยู่อย่างกระหาย และทำตัวให้โง่เขลาอยู่เสมอ”(Stay Hungry , Stay Foolish) เป็นคำพูดของสตีฟ จอบส์
“คุณจะเห็นอุปสรรคเป็นสิ่งที่น่ากลัว ก็ต่อเมื่อคุณ....ละสายตาจากเป้าหมาย” เป็นคำพูดของเฮรี ฟอร์ด
“ความยิ่งใหญ่ของคน อยู่ที่ขนาดของความฝันของเขา” เป็นคำพูดของ บัณฑิต อึ้งรังสี
การพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟัง โดยใช้คำคมของคนดังหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความจำเป็นและมีความสำคัญมากในการพูดแต่ละครั้ง หากท่านได้มีโอกาสใช้คำคมเหล่านี้ประกอบการพูดก็จะทำให้การพูดของท่านมีรสชาติ มีความไพเราะ อีกทั้งทำให้ชวนติดตาม ดังนั้น การสะสม วาทะคนดังไว้มากๆ เพื่อนำไปใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ในการพูดต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักพูด
ส่วนใหญ่วาทะคนดัง มักเป็นคำพูดที่คนดังได้ใช้เวลาคิดปกติมักเป็นข้อความสั้นๆ แต่กินใจความลึกซึ้ง เมื่อได้ฟังแล้วนำไปคิดต่อก็มักจะขยายความไปได้อีกมากมาย ซึ่งวาทะคนดังมีมากมาย หลายภาษา หลายชนชาติ หลายวัฒนธรรม ซึ่งคนเป็นนักพูดควรนำไปใช้ให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ ก็จะสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟังได้
สำหรับสิ่งที่ควรระวังในการใช้วาทะคนดังในการอ้างอิงในการพูด
1.หลีกเลี่ยงการใช้วาทะคนดังมากจนเกินไป การใช้วาทะคนดังประกอบการพูดเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็ไม่ควรให้มีมากจนเกินไป เพราะการใช้วาทะคนดังมากจนเกินไป จะทำให้ผู้ฟังแทนที่จะเกิดความศรัทธา กลับทำให้เรื่องที่พูดเกิดความน่าเบื่อได้ เปรียบเทียบเหมือนผู้หญิงใส่แหวน หากว่าใส่เป็น ใส่แค่ 1-2 วงก็ทำให้บุคลิกภาพดูดีแล้ว แต่หากใส่ 10 วง ทุกนิ้วหรือมากจนเกินไป ก็จะดูแล้วเป็นตัวตลกมากกว่า ยิ่งใส่มากก็จะทำให้คุณค่าของแหวนและบุคลิกภาพของผู้ใส่ด้อยลงไปด้วย
2.หลีกเลี่ยงการใช้วาทะที่คร่ำครึ หรือ เก่าเกินไป ไม่ทันสมัย อีกทั้งมีคนใช้บ่อยมากจนดูเป็นวาทะที่ปกติธรรมดา เช่น การอวยพรงานแต่งงาน เรามักจะได้ยินหลายคนอวยพรว่า “ ขอให้ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ”
3.หลีกเลี่ยงการใช้วาทะ ที่ผิดกาลเทศะ เช่น สถานการณ์ ที่มีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ผู้โต้เถียงมักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เราดันไปใช้คำคมว่า “ คนเราจะใหญ่ แค่ไหนก็เล็กกว่าโลง” ไม่แน่เราอาจจะได้ลงโลงเร็วกว่าปกติ
4.หลีกเลี่ยงการใช้วาทะ ที่ไม่ชัดเจน วาทะคนดังหลายวาทะ ที่ไม่ชัดเจน เมื่อนำเอาไปใช้ประกอบการพูดก็จะทำให้ผู้ฟัง งง สับสน ได้ เพราะอย่าว่าแต่ผู้ฟังสับสนเลย ผู้พูดก็ยังสับสนกับวาทะนั้น อีกทั้งยังไม่เข้าใจกับวาทะที่นำเอาไปอ้างอิงด้วย เช่น ไม่กร้าวแต่ยืนยันหนักแน่น
5.หลีกเลี่ยงการใช้วาทะที่ยาวจนเกินไป การใช้วาทะที่ยาวจนเกินไป ทำให้ผู้พูดบางคนถึงกับต้องก้มลงอ่านวาทะนั้น อีกทั้งทำให้ผู้ฟังไม่สามารถจดจำวาทะนั้นได้ ฉะนั้น การใช้วาทะที่สั้น กระฉับ จะดึงดูดความสนใจและสร้างการจดจำได้มากกว่าเมื่อนำเอาไปใช้ประกอบการพูด
6.หลีกเลี่ยงการใช้วาทะที่ไม่ตรงกับเรื่องราวที่นำไปพูด วาทะคนดังมีหลากหลาย เมื่อเรานำเอาไปใช้ก็ควรนำไปใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องที่พูด เช่น เขาให้พูดเรื่องของการแต่งกาย ก็ควรใช้วาทะเกี่ยวกับการแต่งกายประกอบการพูด “คำโบราณได้กล่าวไว้ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ไม่ควรใช้วาทะที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง การแต่งกาย “ ลิ้นเพียงสองนิ้ว ขงเบ้งยกเมืองให้กับเล่าปี่ได้ ” ซึ่งไม่มีความเกี่ยวพันธ์กับเรื่องการแต่งกายเลย เป็นต้น
อีกทั้งการใช้วาทะคนดังประกอบการพูดที่ดี เราควรที่จะต้องอ้างอิงว่าคำพูดดังกล่าวเป็นของผู้ใด เพื่อมารยาทในการนำเอาไปใช้ประกอบการพูด สำหรับแหล่งข้อมูลต่างๆ ของวาทะคนดังในยุคปัจจุบันนี้มีมากมาย กว่าในอดีต เพราะยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เราสามารถค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต เราสามารถซื้อหนังสือวาทะคนดังตามร้านขายหนังสือต่างๆ เราสามารถฟังและจดบันทึกจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการพูดในอนาคตของเรา
คำพูดเหน็บแนมที่เฉียบแหลมรุนแรงย่อมเชือดเฉือนได้ลึกกว่าคมอาวุธ(คติฝรั่งเศส)


...
  
การพูดทางการเมือง
การพูดทางการเมือง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพูดทางการเมือง เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะการพูดทางการเมือง หากเรานำไปใช้ยังสถานที่หนึ่งแล้วได้ผล แต่เราอาจจะนำเอาคำพูดไปใช้อีกที่หนึ่งไม่ได้ผลก็ได้ อีกทั้งเวลาเปลี่ยนไป การพูดทางการเมืองก็ต้องมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับเหตุการณ์นั้นๆ
การพูดทางการเมือง มีทั้งการพูดก่อนหาเสียง ในระหว่างการหาเสียง การพูดหลังหาเสียง การพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว และการพูดในรัฐสภา สำหรับการพูดในรัฐสภา ผู้พูดจะต้องเรียนรู้เรื่องการตั้งกระทู้ การตอบกระทู้ การอภิปราย การมีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงการเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆในการประชุม
การปราศรัยทางการเมืองนั้น ถ้าจะพูดไปแล้ว เป็นเพียงการปูความศรัทธาของผู้เลือกอย่างผิวเผิน เพราะถ้าเราจะปราศรัยทางการเมืองได้ดีพิเศษ สุดยอดสักเพียงใด ถ้าคนจะไม่เลือกเราเสียอย่างหรือตั้งใจจะไม่เลือกเสียแล้ว ยากมากเลยครับ ที่จะโน้มน้าวคนให้มาเลือกเรา เนื่องจากคนที่ไปฟังเราหาเสียงนั้นมีอยู่ 3 พวกก็คือ พวกที่ 1 พวกเตรียมไปเลือกเราอยู่แล้วหรือมีความตั้งใจจะเลือกอยู่แล้ว หากว่าเราพูดได้ดีเขาก็ยิ่งเกิดความเชื่อมั่น เกิดความศรัทธา พวกที่ 2 พวกตั้งใจจะไม่เลือกเราอยู่แล้ว ถึงเราจะพูดดีอย่างไร เขาก็จะไม่เลือก พวกที่ 3 พวกที่กลางๆ คือพวกที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกใคร หากว่าเราพูดได้ดี เขาก็จะมีโอกาสเปลี่ยนใจมาเลือกเรา แต่หากเราพูดไม่ดี เขาก็จะเปลี่ยนใจไปเลือกคนอื่น
การพูดทางการเมือง กับ การวิเคราะห์พื้นที่เลือกตั้ง การพูดทางการเมืองในชนบทกับในเมืองใหญ่ๆ มีความแตกต่างกัน อีกทั้งการหาเสียงในหมู่บ้านก็มีความแตกต่างกันอีก เช่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด หากท่านไม่สังกัดพรรคใดๆ โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งน้อยมากถึงแม้ท่านจะพูดเก่งสักเพียงใด แต่หากว่า ท่านสังกัดพรรคการเมืองที่ดีแล้ว ท่านพูดเก่งด้วย โอกาสจะได้รับการเลือกตั้งมีอยู่สูงมาก สำหรับการหาเสียงในเมืองหรือเมืองใหญ่ ส่วนใหญ่จะใช้เวทีการปราศรัยใหญ่ มากกว่าเดินตามห้องแถว เพราะเราจะเดินทุกห้องก็คงยากเนื่องจากเวลามีจำกัด
การแต่งกลอนในการพูด ก็มีความสำคัญเพราะจะทำให้คนจดจำได้ง่ายขึ้น เช่น
อยากได้ผู้แทน เป็นคนเก่ง ต้องเลือกเบอร์ 5
อยากได้ผู้แทน เป็นคนดี ต้องเลือกเบอร์ 5
อยากได้ผู้แทน เป็นที่พึ่ง ต้องเลือกเบอร์ 5
อยากได้ผู้แทน ใช้คล่อง ต้องเลือกเบอร์ 5
อยากได้ผู้แทน มีฝีมือ ต้องเลือกเบอร์ 5
ฉะนั้นการแต่งกลอนเพื่อนำไปพูดประกอบการหาเสียง จะสร้างการจดจำเบอร์ของผู้สมัครได้ง่าย อีกทั้งประชาชนในพื้นที่จะจำติดปาก
การพูดทางการเมืองที่ดี ต้องมีการพูดที่มาจากใจ มีความจริงใจ มั่นใจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่อย่าย่ามใจ ชะล่าใจ อีกทั้งไม่ควรพูดโกหก วิธีการไม่โกหก ก็คือ เรื่องใด ถ้าจะพูดโกหก ก็ไม่ต้องพูด เฉยเสีย นิ่งเสีย เพราะการพูดโกหก จะมีผลเสียมากกว่าผลดี และผู้พูดทางการเมืองก็จะจำไม่ได้ว่า เรื่องใดได้พูดโกหกออกไป ดังคำกล่าวของ ลินคอล์นที่ว่า “ ท่านอาจโกหกคนบางคนได้ตลอดเวลา ท่านอาจจะโกหกคนทุกคนได้ตลอดเวลา แต่ท่านไม่สามารถโกหกคนทุกคนได้ทุกเวลา ” ถ้าเช่นนั้น นักพูดทางการเมืองที่ดีจึงไม่ควรโกหกประชาชน
ตัวอย่างเช่น หากท่านเป็นนายกรัฐมนตรี นักข่าวถามว่า “ ท่านครับ มีข่าวลือว่าท่านจะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีหรือครับ” หากเป็นความจริงแล้ว ท่านปฏิเสธว่า “ ไม่มี ” แต่ อีกไม่กี่วันท่านมีการปรับเปลี่ยน ประชาชนก็จะไม่ศรัทธาในคำพูดของท่าน แต่ ถ้าท่านบอกว่า “ จะมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีอีก สองวันข้างหน้า” ก็จะเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลได้ ฉะนั้น หากท่านเป็นนักพูดทางการเมืองที่ดี ท่านจะพูดหาทางออกอย่างไร แต่มีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งกระผมไม่ขอเอ่ยนามกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ เอาข่าวมาจากไหน ” นักข่าวตอบว่า “ ข่าวลือครับท่าน” นายกรัฐมนตรีท่านนั้นตอบกลับทันทีว่า “ อ้อ ข่าวลือหรือ ข่าวลือมันก็คือข่าวลือ” เราจะเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรีท่านนี้ ไม่ได้ตอบว่า มีการปรับหรือไม่มีการปรับรัฐมนตรี อีกทั้งไม่ได้โกหกด้วย
ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ในสมัยหนึ่ง มีข่าวว่า มีนักบินคนหนึ่งเคยเห็นหลวงปู่แหวนลอยอยู่บนท้องฟ้า จึงมีคนไปถาม หลวงปู่แหวนว่า “ หลวงปู่ หลวงปู่เหาะได้หรือ” ถ้าหลวงปู่บอกว่า “ เหาะได้” ก็จะเข้าข่ายอวดอุตตริมนุษยธรรม แต่ถ้าบอกว่า “ เหาะไม่ได้” ทั้งที่ เหาะได้ ก็จะเข้าข่าย มุสา หลวงปู่ตอบว่า “อาตมาไม่ใช่นกเนี่ย ” ผิดไหมไม่ผิด เพราะหลวงปู่แหวนไม่ใช่ นก เป็นต้น






...
  
ก้าวสู่นักพูดมืออาชีพ
ก้าวสู่นักพูดมืออาชีพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การเป็นนักพูดมืออาชีพ เป็นความปรารถนาของบรรดาผู้รักความก้าวหน้าในสาขา วิชาอาชีพต่างๆที่ต้องการที่จะเป็น เพราะในการทำงานผู้รักความก้าวหน้าในอาชีพต่างๆจำเป็นจะต้องใช้คำพูด ยิ่งหากบุคคลนั้นเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหาร เป็นนักการเมือง เป็นนักพัฒนา เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ เป็นวิทยากร ฯลฯ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คำพูดให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ประเทศชาติและสังคม
หากท่านต้องการเป็นนักพูดมืออาชีพ ท่านมีความจำเป็นจะต้องเริ่มต้นฝึกฝนตนเอง อีกทั้งควรตั้งเป้าหมายว่า ท่านจะเป็นนักพูดอาชีพประเภทไหน เช่น เป็นนักพูดทางการเมือง , เป็นนักพูดประเภทวิทยากร , เป็นนักพูดประเภททอล์คโชว์ , เป็นนักพูดประเภทโน้มน้าวใจคน ฯลฯ
การตั้งเป้าหมายในการเป็นนักพูดประเภทต่างๆ จึงเป็นตัวกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนการฝึกการพูดของบุคคลนั้นๆ เพราะการฝึกการพูดในแต่ละประเภทจะไม่เหมือนกัน บางคนพูดทอล์คโชว์ได้ดีแต่พูดทางการเมืองไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้น หากเราต้องการเป็นนักพูดทางการเมือง เราก็ควรหาแบบอย่าง ตัวอย่าง นักพูดทางการเมืองหลายๆท่าน ที่ประสบความสำเร็จแล้วเลียบแบบ ว่าเขาใช้น้ำเสียงอย่างไร เขาใช้ถ้อยคำอย่างไร เขามีการหยุดเน้นย้ำอย่างไร เขามีการใช้อารมณ์อย่างไรในการพูด เขามีท่าทางอย่างไรในการพูดทางการเมือง ฯลฯ ก็จะทำให้เราสามารถฝึกทักษะต่างๆได้ ตรงกับความต้องการของเราในการเป็นนักพูดประเภทนั้น
เมื่อเรากำหนดเป้าหมายทิศทางความต้องการของเราแล้ว ต่อไปเราต้องมีความมุ่งมั่นความปรารถนาในการที่จะเป็นสิ่งนั้น อีกทั้งต้องหมั่นฝึกฝนอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องไปกังวลว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ได้
ดังคำพูดของ ศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม เจมส์ นักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ค เคยกล่าวไว้ว่า “ เราไม่จำเป็นจะต้องไปกังวลอะไรมากมายกับผลของการฝึกของเรา ขอให้เราฝึกไปเรียนไปอย่าได้อย่าหยุดยั้ง แล้วสักวันหนึ่งเราจะพบว่า เราไม่เป็นรองใครเลยในยุทธจักรหรือในวงการนั้นๆ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไม่ว่าชาติใดๆ ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าคนธรรมดา นอกเสียจากการเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เขาต้องการ และไม่เคยท้อถอยเท่านั้นเอง”
ฉะนั้น จงตั้งเป้าหมายว่าท่านอยากเป็นนักพูดมืออาชีพประเภทไหน แล้วตั้งใจฝึกฝนอย่าได้ท้อถอย แล้วสักวันหนึ่งท่านจะพบว่าท่านเป็นนักพูดมืออาชีพนั้นๆได้ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับความคิดของท่านด้วยว่าท่านคิดใหญ่หรือคิดเล็ก เช่น ท่านต้องการเป็นนักพูดทางการเมืองระดับจังหวัด ท่านก็อาจจะต้องฝึกฝน พัฒนาตนเอง น้อยกว่าการเป็นนักพูดการเมืองระดับชาติหรือระดับโลก แต่ตรงกันข้ามหากว่าท่านอยากเป็นนักพูดระดับชาติหรือระดับโลก ท่านคงต้องทุ่มเทพลังให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา การศึกษาหาความรู้ การฝึกซ้อมการพูด การปรับปรุงตนเอง เป็นต้น
อย่ายอมแพ้ หากว่าไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ นักพูดประเภทต่างๆระดับโลก กว่าที่จะประสบความสำเร็จของต้องทุ่มเท ลำบาก ผิดหวัง กับสิ่งต่างๆมาอย่างมากมาย ดังนั้นท่านอย่าได้ท้อแท้ใจ
- อับราฮัม ลินคอล์น เข้าโรงเรียนเรียนหนังสือในระบบไม่เกิน 1 ปี แต่ก็สามารถเป็นนักพูดทางการเมืองระดับโลก
- ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน ไม่ได้เกิดมาในตระกูลร่ำรวย แต่ก็สามารถใช้คำพูดจนกระทั่งได้เป็นผู้นำของชาวเยอรมัน
- เดล คาร์เนกี้ ปรมาจารย์สอนการพูดที่เป็นระบบคนแรกๆของโลก เกิดมาก็ไม่ได้พูดเก่งอะไร ตรงกันข้าม เขากับล้มเหลวในการพูดในช่วงแรกๆ แต่ก็ด้วยความไม่ยอมแพ้ ฝึกฝนอย่างหนักในที่สุด เขาเป็นนักพูดและก็สอนการพูดให้กับคนทั่วโลก
ฉะนั้น หากท่านมีความปรารถนาอย่างแท้จริง ในการเป็นนักพูดมืออาชีพ ท่านสามารถเป็นได้อย่างแน่นอน โดยการวางเป้าหมาย การฝึกฝนเดินทางเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ อย่าได้ลดละความพยายาม
...
  
จังหวะในการพูด
จังหวะในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
Let the speech be better than silence,or be silet.(จงทำให้การพูดนั้นดูดีกว่าความเงียบ ถ้าทำไม่ได้ก็เงียบเสียดีกว่า)
การพูดให้เกิดความน่าสนใจ การพูดที่ทำให้ผู้ฟังติดตามฟัง การพูดที่สร้างความประทับใจ จังหวะในการพูดมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ผู้พูดต้องฝึกการพูดให้มีจังหวะจะโคน ต้องรู้ว่า เวลาไหนควรเงียบ เวลาไหนควรพูดต่อ ต้องมีการเว้นวรรค มีเสียงดัง เสียงเบา เสียงเน้น เสียงย้ำ มีการยืดเสียง ผู้พูดที่มีจังหวะในการพูด มักจะประสบความสำเร็จมากกว่า ผู้พูดที่พูดติดต่อกันไปเรื่อยๆยาวๆ โดยไม่มีจังหวะในการพูด
คำพูด เอ่อ..หรือ อ้า....มักทำให้จังหวะในการพูดเสียไปหรือไม่ชวนให้ผู้ฟังติดตาม แต่ในทางตรงกันข้ามจะทำให้ผู้ฟังเกิดความรำคาญ ดังนั้น ผู้พูดที่มีคำฟุ่มเฟื่อย เช่น เอ่อ อ้า นะครับ นะค่ะ ครับ ค่ะ ลงท้ายประโยคเป็นจำนวนมากๆ จึงควรหาทางแก้ไข ปรับปรุงตนเอง ให้มีลดน้อยลง
จังหวะในการพูดกับน้ำเสียง น้ำเสียงในการพูดมีความสอดคล้องกับจังหวะในการพูดอย่างแยกไม่ออก ผู้พูดที่ดี ควรรู้จังหวะในการใช้เสียง ว่าเวลาใดควรพูดเสียงสูง เวลาใดควรพูดเสียงต่ำ เวลาใดควรพูดเสียงปกติ ซึ่งการจะทราบถึงจังหวะเหล่านี้ได้ คงต้องใช้เวลาฝึกฝน อีกทั้งยังต้องผ่านประสบการณ์ในการพูดมาพอสมควร
จังหวะในการพูดกับการใช้อารมณ์ การพูดเรื่องเศร้า ก็ควรใช้อารมณ์เศร้า จังหวะในการพูดก็ควรช้ากว่าปกติ แต่ในทางกลับกัน หากพูดเรื่องสนุก ตื่นเต้น ก็ควรใช้จังหวะในการพูดที่เร็วกว่าปกติ อีกทั้งผู้พูดต้องทำอารมณ์ของตนเองให้สนุกสนานตามไปด้วย ซึ่งอารมณ์ของผู้ฟังมักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับผู้พูดอยู่เสมอ
หลายคนมักเข้าใจว่า ผู้พูดที่พูดโดยไม่หยุด พูดด้วยความเร็วมากกว่าปกติ มักจะได้รับความสนใจจากผู้ฟัง แต่โดยส่วนตัวกระผม เชื่อว่า การหยุดพูดหรือการเงียบ ในบางช่วงในการพูดจะทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ฟังไม่ใช่น้อย เพราะการหยุดพูดหรือการเงียบ จะทำให้ผู้ฟังคิดตาม ซึ่งสร้างความสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
จังหวะในการพูดกับการพูดคุยสนทนากัน จังหวะในการพูดยังมีความสำคัญและรวมไปถึงเรื่องของการพูดคุยสนทนากันอีกด้วย คนที่พูดคุยสนทนาเก่ง มักจะรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรเงียบ คนที่รู้จักจังหวะเหล่านี้ มักจะทำให้ผู้ที่สนทนาด้วย เกิดความประทับใจ มากกว่า คนที่เอาแต่พูดโดยไม่รู้จักฟังหรือเงียบฟัง คู่สนทนา
ฉะนั้น หากท่านต้องการฝึกฝน จังหวะในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน กระผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่าน ลองหาหนังสือพิมพ์หรือหนังสือการ์ตูน ลองฝึกอ่านให้เป็นจังหวะ หรือ ในยุคนี้ เราสามารถหาหรือฟัง นักพูดที่เราชื่นชอบ ลองเอาเทปหรือเสียงในการพูดของเขา มาวิเคราะห์ หากเป็นไปได้ ลองเลียนแบบ เสียงหรือจังหวะในการพูดของนักพูดที่ท่านชื่นชอบ หากทำบ่อยๆ ก็จะทำให้จังหวะในการพูดของท่านพัฒนายิ่งขึ้น
สำหรับคนที่ต้องการฝึกฝนในเรื่องของจังหวะในการพูดคุยสนทนา ท่านควรที่จะพัฒนาทักษะในการฟังให้มากขึ้น พูดให้น้อยลง มีการตอบรับคู่สนทนาบ้างเพื่อให้คู่สนทนาทราบว่า เรากำลังตั้งใจฟังเขาอยู่ เช่น ครับ ค่ะ เยี่ยมครับ สุดยอดเลยครับเรื่องนี้ หรือ มีการพยักหน้าตอบรับ ในระหว่างการพูดคุยสนทนากัน ก็จะสร้างความประทับใจให้แก่คู่สนทนาได้
...
  
ประโยชน์ของการฝึกอบรม
ประโยชน์ของการฝึกอบรม
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การฝึกอบรมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการพัฒนา การฝึกอบรมที่ดีจึงต้องสนองตอบกับวัตถุประสงค์ที่องค์กรต้องการ หากว่าการฝึกอบรมไม่สามารถสนองตอบกับวัตถุประสงค์ที่องค์กรต้องการ การฝึกอบรมนั้นๆ จะได้รับประโยชน์ที่ลดน้อยลง ซึ่งการฝึกอบรมมีประโยชน์ทั้งต่อหน่วยงาน ห้าง ร้าน องค์กร และการฝึกอบรมมีประโยชน์ต่อทั้งตัวของบุคลากร ซึ่งผู้เขียนของขยายรายละเอียด ตามข้อความด้านล่างนี้
การฝึกอบรมมีประโยชน์ต่อหน่วยงาน ห้าง ร้าน องค์กร ดังต่อไปนี้
1.ช่วยเพิ่มผลผลิต รายได้ กำไร ให้แก่หน่วยงาน
2.ช่วยลดค่าใช้จ่าย เวลา ลดอุบัติเหตุ ลดการลาออกของบุคลากร
3.ช่วยให้เกิดความสามัคคี ช่วยให้เกิดมีทิศทางในการทำงานไปในทิศทางอย่างเดียวกัน
4.ช่วยให้หน่วยงาน ขยายงาน ขยายสาขาได้มากขึ้น และรวดเร็วยิ่งขึ้น
5.ช่วยให้หน่วยงาน มีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัวได้ทันต่อการแข่งขัน
การฝึกอบรมมีประโยชน์ต่อบุคลากร ดังต่อไปนี้
1.เสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่บุคลากร
2.เป็นการลดความขัดแย้งและเพิ่มความสัมพันธ์อันดีของบุคลากร
3.ทำให้บุคลากรเกิดการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความกระตือรือร้นในงานที่ทำ
4.ลดการกำกับควบคุม การติดตามการทำงานของบุคลากร
5.เพิ่มศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดในการกล้าแสดงออกของบุคลากร

...
  
พูดให้ถูกสถานการณ์
พูดให้ถูกสถานการณ์
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
คนที่พูดเก่ง พูดเป็น มักจะต้องรู้จักสถานการณ์ในการพูด ในบางสถานการณ์ก็ต้องรู้จัก “ นิ่งเงียบ” เพราะ การนิ่งเงียบก็คือการใช้คำพูดที่ดีที่สุดในภาวะสถานการณ์นั้น หรือในบางสถานการณ์ ก็ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องพูด เพราะถ้า ไม่พูด เราและคนรอบข้างก็จะเกิดความเดือดร้อนและไม่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นั้น
“นิ่งเงียบ” พวกเราคงได้ยิ่ง คำพูดของคนโบราณที่พูดว่า “พูดไปสองไพร่เบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ในบางครั้ง การนิ่งเงียบ ก็มีประโยชน์และสร้างชัยชนะให้เกิดขึ้นอย่างเหนือชั้น มีคนถามแล้วสถานการณ์แบบไหนละ ที่ควรจะ “นิ่งเงียบ” สถานการณ์ที่เราควรจะนิ่งเงียบ คือ สถานการณ์ที่เราต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะกัน การไม่พูดหรือการนิ่งเงียบ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น อีกทั้งยังสร้างความประทับใจให้แก่อีกฝ่ายจนลืมไม่ลง
ครั้งหนึ่งมีนักกีฬา ฟุตบอลคนหนึ่ง อยู่ระหว่างการเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อมเพื่อไปแข่งขัน นักฟุตบอลคนนี้แอบหนีไปเที่ยวตอนกลางคืน ซึ่งผิดกฏระเบียบของทีมที่ได้ตกลงกันเอาไว้ โดยหากว่าผู้ใดกระทำการผิด ก็จะถูกโค้ชสั่งให้ลงโทษอย่างหนัก เขาเตรียมรับกับการถูกลงโทษและถ้าอดทนไม่ไหว เขาก็จะขอทะเลาะกับโค้ชและจะลาออกจากทีมไป แต่เมื่อมาถึง โค้ชกับไม่ได้ว่าอะไรเขา แม้แต่คำเดียว แต่โค้ชกลับ “นิ่งเงียบ” ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับตั้งแต่นั้น นักฟุตบอลคนนี้ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดคนหนึ่งของทีม เขาตั้งใจฝึกซ้อมและไม่เคยหนีเที่ยวอีกเลย
อีกหลายปีต่อมา เขาได้จบการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยได้มีการจัดงานเลี้ยงฉลอง ปรากฏว่าเขาได้เจอโค้ชคนนี้ที่งานเลี้ยง เขาจึงตรงเขาไปสารภาพว่า “ เขาเคยหนีไปเที่ยวตอนกลางคืน แทนที่โค้ชจะลงโทษผมอย่างหนัก แต่โค้ชกับนิ่งเงียบ ทำให้ผมไม่ลืมเหตุการณ์ในครั้งนั้น จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ผมจึงขอสารภาพผิดกับโค้ช” เมื่อนักฟุตบอลผู้นั้น สารภาพผิดจึงเกิดความสบายใจขึ้น
“ขอโทษ” ต้องรู้จักพูดคำว่า “ขอโทษ” อดีตนายกรัฐมนตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยกล่าวคำคมไว้ประโยคหนึ่งว่า “ ก่อนพูด เราเป็นนายคำพูด หลังพูด คำพูดเป็นนายเรา” ในเรื่องของการใช้คำพูด เมื่อเราได้มีโอกาสใช้มากเท่าไร โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งมีมาก แต่จะทำอย่างไรให้ สิ่งที่เราเคยพูดผิดพลาดไป ทำให้เราเกิดผลเสียกับเราน้อยที่สุด
พวกเราคงเคยเห็นดาราหลายๆ คนให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ โดยกล่าวโจมตี บุคคลอื่น จึงทำให้ตนเองเกิดภาพพจน์ที่เสียหายในเวลาต่อมา แต่เมื่อเราทำผิดพลาดแล้ว เราจะทำอย่างไร การพูดคำว่า “ขอโทษ” เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ผลเสียอันเกิดจากการพูดลดน้อยลง ดังนั้น จงกล่าวคำว่า “ ขอโทษ” หากว่าท่านเป็นผู้ผิด ดีกว่าจะทำเป็น นิ่งเงียบหรือหาทางแก้ตัว
“ไม่ผูกมัด” นักการทูตที่ดีหรือนักการเมืองที่ดี ไม่ควรพูดผูกมัดตัวเอง แต่ควรมีการเลือกใช้คำพูดประเภทยืดหยุ่น เช่น บางคน บางครั้ง บางเวลา หรือ ช่วงเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น
ตัวอย่าง เช่น หากมีผู้ใหญ่ที่เรานับถือมาเยี่ยมเยือน สถานที่ทำงานของเรา เราก็ให้การต้อนรับ หลังจากที่ผู้ใหญ่ท่านนั้น จะลากลับ ก็ได้ชวนเราให้ไปเยี่ยมเยือน สถานที่ทำงานของเขาบ้าง เราก็ควรหาคำตอบที่มีลักษณะยืดหยุ่นและไม่ผูกมัดตัวเองว่า “ หากมีโอกาสและมีช่วงเวลาที่เหมาะสม กระผมจะได้ไปเยี่ยมเยือนท่าน” ซึ่งการพูดลักษณะนี้ มีลักษณะยืดหยุ่นสูง เพราะคำว่า “ หากมีโอกาสและมีช่วงเวลาที่เหมาะสม” คำว่า “เหมาะสม” อาจเป็นช่วงเวลาไหนก็ได้ (อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า) แต่ถ้าคนพูดไม่เป็นก็จะรีบพูดผูกมัดตัวเอง “ ขอเป็นเดือนหน้าครับ” ผมไปเยี่ยมเยือนท่าน ซึ่งการพูดลักษณะนี้ เราจะต้องไปจริงๆ หากติดธุระหรือไปไม่ได้ ก็จะเป็นการผิดคำพูด ที่ได้พูดออกไป
ดังนั้น จึงขอสรุปว่า คนที่พูดเก่ง พูดเป็น จะต้องรู้จักใช้คำพูดให้ถูกกับสถานการณ์ เพราะคำพูดของคนเราเป็นทั้งศาสตร์และเป็นทั้งศิลป์ เราจึงต้องควรเรียนรู้ การใช้คำพูดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ คำพูดจึงจะก่อประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น รวมถึง สังคมและประเทศชาติอีกด้วย

...
  
ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมมีความสำคัญมาก เพราะบ่อยครั้งในการจัดการฝึกอบรม ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นพิธีกรในการ กล่าวทักทาย กล่าวแสดงความต้อนรับ แนะนำวัตถุประสงค์หลักสูตร แนะนำกำหนดการในการฝึกอบรม แนะนำสถานที่ อีกทั้งการจัดการฝึกอบรมบางแห่ง เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมมีหน้าที่ที่จะต้องทำหน้าที่ กล่าวรายงานในพิธีเปิด แนะนำวิทยากร กล่าวขอบคุณวิทยากร
ฉะนั้น ในการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม หากต้องการฝึกหรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจึงจำเป็นจะต้องมี ทักษะในการเป็นพิธีกร และ มีทักษะในการพูดในโอกาสต่างๆ
ทักษะในการเป็นพิธีกร เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะต้องดำเนินรายการในห้องฝึกอบรมตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปิดการฝึกอบรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะต้องทำหน้าที่เป็นพิธีกร โดยพิธีกรที่ดีจะต้องมีทักษะต่างๆดังต่อไปนี้
1.ต้องทำการบ้านหรือเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี มีการเขียนสคิปในการพูด รวมไปถึงเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ต้องมีการฝึกซ้อมการพูดตามสคิปมาบ้าง
2.ต้องมีทักษะในการพูดต่อหน้าที่ชุมชนอยู่บ้าง เช่น การถือไมโครโฟน การยืน การแสดงท่าทางในการพูด
3.ต้องรู้ลำดับขั้นตอนของงานในการฝึกอบรม ว่ากำหนดการในการอบรมมีอะไรบ้าง ใครเป็นคนมาเปิดการฝึกอบรม ใครจะมาปิดการฝึกอบรม วิทยากรมีทั้งหมดด้วยกันกี่คน
4.ต้องมาถึงงานก่อนเวลา ทำไมต้องมาก่อนเวลา มาเพื่อเตรียมความพร้อมของตนเองและมาเพื่อตรวจสอบดูความพร้อมของแสง สี เสียง และดูความพร้อมของห้องฝึกอบรม ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ต่างๆ
5.ต้องสร้างความดึงดูดความสนใจบนเวทีตลอดการฝึกอบรม การพูดต้องพูดด้วยความกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า มีลูกเล่นหรืออารมณ์ขันอยู่บ้าง
6.ต้องรู้จักแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดีหรือสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในการฝึกอบรม ในบางครั้ง พูดไป พูดมา ไฟฟ้าเกิดดับ หรือ งานไม่เป็นไปตามกำหนดการ เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
7.ต้องพยายามดำเนินรายการจนจบหรือต้องดำเนินรายการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ทิ้งเวที
ทั้งหมดนี้คือ คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมที่ได้รับบทบาทให้เป็นพิธีกรต้องมี สำหรับการพูดที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะต้องเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การพูดในโอกาสต่างๆ เพราะในการจัดการฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมบางงานมีความจำเป็นจะต้อง กล่าวต้อนรับ กล่าวรายงานในพิธีเปิด การแนะนำวิทยากรและกล่าวขอบคุณวิทยากร
1.การกล่าวต้อนรับ เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะต้องมีหน้าที่ในการพูดกล่าวคำต้อนรับ ซึ่งจะต้องพูดรายละเอียดตามลำดับดังนี้ ต้องกล่าวทักทายผู้ที่เข้าร่วมฝึกอบรมและกล่าวยินดีต้อนรับ ต้องพูดแนะนำวัตถุประสงค์ของการจัดงานหรือของหลักสูตรที่จัด ต้องพูดแนะนำกำหนดการฝึกอบรมและต้องแนะนำสถานที่ในการฝึกอบรมรวมไปถึงห้องน้ำ ห้องรับประทานอาหารว่าง ห้องรับประทานอาหารกลางวัน
2.การกล่าวรายงานในพิธีเปิด ซึ่งมีรายละเอียดที่จะต้องพูดดังนี้ คำขึ้นต้น(เรียน,กราบเรียน) ,ขอบคุณประธานในพิธี , ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม, ชี้แจงความสำคัญในการฝึกอบรม,พูดรายละเอียดของหลักสูตรที่สำคัญๆ, พูดถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการฝึกอบรมและสุดท้ายเชิญประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม
3.การแนะนำวิทยากร เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะต้องทำหน้าที่แนะนำวิทยากรในการฝึกการอบรม โดยเริ่มต้นกล่าวคำทักทายผู้เข้ารับการอบรมที่เข้ามาร่วมการฝึกอบรม กล่าวแนะนำวิทยากรเป็นรายบุคคลว่าเป็นใคร มาจากไหน ปัจจุบันมีหน้าที่ทำงานในตำแหน่งอะไร มีความรู้ความสามารถพิเศษหรือเชี่ยวชาญงานทางด้านไหน ซึ่งต้องกล่าวตามความเป็นจริง ไม่ควรให้คลาดเคลื่อน สิ่งที่สำคัญไม่ควรยกย่องวิทยากรจนเลิศลอยเกินไป และอย่าแนะนำเรื่องส่วนตัวที่ไม่ดีหรือทำให้วิทยากรไม่สบายใจ
4.การกล่าวขอบคุณวิทยากร มีหลักในการพูดดังนี้ กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากวิทยากร กล่าวย้ำถึงประเด็นหรือสรุปความสำคัญของเรื่องที่พูด กล่าวแสดงความหวังว่าจะได้รับความกรุณาจากวิทยากรในการมาร่วมเป็นวิทยากรอีกครั้งและกล่าวขอบคุณ
ดังนั้น ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม ที่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมต้องมีก็คือ ทักษะในการเป็นพิธีกรและทักษะในการพูดในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะการกล่าวต้อนรับ การกล่าวรายงานในพิธีเปิด การแนะนำวิทยากรและการกล่าวขอบคุณวิทยากร
...
  
เห็นไมค์แล้วไข้ขึ้น
เห็นไมค์แล้วไข้ขึ้น
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
อาการแบบนี้ มักเกิดขึ้น กับผู้พูดหลายๆคน ที่มีอาการกลัว อาการประหม่า เมื่อถูกเชิญให้ขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน หลายๆคน เมื่อรู้ว่าในวันพรุ่งนี้ จะต้องถูกเชิญให้ไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน บางคนนอนไม่หลับ บางคนเป็นไข้ ไม่สบาย เกิดอาการเครียด ตื่นเต้น คิดมาก วิตกกังวล ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนโดยทั่วไป ที่ไม่ได้มีการฝึกฝนการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ฉะนั้น เราสามารถแก้อาการเหล่านี้ได้ดังนี้
1.ต้องทำจนชิน หลายๆคนเกิดอาการประหม่า วิตกจริต เมื่อต้องขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน สาเหตุหนึ่ง เกิดจากการไม่ชินเวที ฉะนั้น หากต้องการให้เกิดการชินเวที เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้อง ขึ้นไปพูดบนเวทีบ่อยๆ เมื่อท่านชิน เรื่องท่านคุ้นเคยกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชนแล้ว อาการเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง
2.ต้องเตรียมตัวก่อนทุกครั้ง หลายๆคน ไม่มีความมั่นใจในตนเอง สาเหตุหนึ่งเพราะไม่รู้ว่าจะขึ้นไปพูดเรื่องอะไร ฉะนั้น ต้องมีการเตรียมตัวโดยการเขียนสคิปหรือบทพูดก่อน ว่า เราจะพูดอะไรบ้าง อะไรก่อน อะไรหลัง จะมีคำคม สุภาษิต อารมณ์ขัน สอดแทรกไว้ที่ใดได้บ้าง จึงจะเหมาะสมกับเรื่องที่พูด
3.ต้องซ้อมพูดบ่อยๆ หลายคนเมื่อเตรียมสคิปหรือบทพูดแล้ว แต่ไม่ยอมฝึกซ้อมการพูด จึงทำให้ตอนไปพูดบนเวทีจริงๆ เกิดอาการพูดที่ติดๆขัดๆ ฉะนั้น เมื่อเตรียมสคิปหรือบทพูดแล้ว ก็ควรซ้อมพูดหลายๆครั้ง เพื่อให้เกิดการจำ เพื่อให้เกิดการพูดคล่อง และเพื่อให้เกิดการเชื่อมั่นในตนเอง
4.ต้องให้กำลังใจตนเองและปลุกปลอบใจตนเอง ต้องหมั่นพูดกับตัวเอง ว่า “ ฉันทำได้” ,“สู้ตาย” ,“ฉันเชื่อมั่น” , “ฉันเก่งที่สุด” ฉะนั้น การให้กำลังใจตนเองและการปลุกปลอบใจตนเอง จะทำให้เราเกิดความกล้า เกิดความมั่นใจในตนเอง ซึ่งคำพูดที่จะช่วยให้กำลังใจตนเองและปลุกปลอบใจตนเองของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน จงหาคำพูดที่ทำให้ตนเองมีพลัง ความกล้า ความเชื่อมั่น สำหรับคำพูดของกระผมก่อนขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนทุกครั้ง ผมจะพูดกับตัวเองในใจหรือพูดเบาๆกับตัวเองว่า “ ใครเต็มที่ไม่เต็มที่ไม่รู้ แต่เราเต็มที่ไว้ก่อน”
5.ต้องเปลี่ยนทัศนคติให้ชอบการพูดต่อหน้าที่ชุมชน หลายๆคนไม่อยากขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชน เพราะไม่ชอบ เขาจึงพยายามหลีกหนีหรือหลีกเลี่ยง การที่จะได้ขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน ฉะนั้น หากท่านต้องการที่จะพูดต่อหน้าที่ชุมชนให้ได้ดี ท่านจะต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ จากการที่ไม่ชอบการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ให้เปลี่ยนมาเป็นความชอบ โดยท่านต้องพยายามนึกถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการพูดต่อหน้าที่ชุมชน เช่น เมื่อท่านพูดเก่ง พูดดี ท่านจะได้รับตำแหน่ง ท่านจะได้รับชื่อเสียง ท่านจะได้รับการยกย่อง และท่านจะได้รับเงินทองอีกมากมาย เป็นต้น
6.ต้องมีความอดทน ฝึกฝน ตัวเองตลอดเวลา ในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ เรามักจะพูดผิดพูดถูก พูดแล้วคนไม่อยากที่จะฟัง ท่านก็ไม่ควรที่จะท้อแท้ ท้อถอย ขอให้ฝีกไป เรียนไป อย่างสม่ำเสมอ หลายๆคนเมื่อพูดไปแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกๆ ก็ท้อแท้ใจ ไม่อยากที่จะขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนและหลายๆคนปฏิเสธการพูดต่อหน้าที่ชุมชนไปเลยก็มี กล่าวคือ เมื่อถูกเชิญให้พูดก็จะขอร้องว่า “กระผมไม่ขอพูดได้ไหม” ฉะนั้น หากท่านต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการพูด หากท่านต้องการลดอาการประหม่า ท่านจะต้องมีความอดทน ท่านจะต้องหมั่นฝึกฝน แล้วสักวันหนึ่ง อาการประหม่า อาการตื่นเต้น ก็จะลดน้อยลงไปและถ้าหากท่านยิ่งฝึกฝนมากเท่าไร อนาคตอันใกล้ ท่านจะได้เป็นนักพูดที่พูดไปแล้วผู้ฟังอยากที่จะฟังการพูดของท่านอย่างแน่นอน
ทั้ง 6 วิธีการ ดังกล่าวข้างต้นนี้จะทำให้ท่านลดอาการประหม่า ลดอาการวิตกกังวล และทำให้ท่านเกิดความเชื่อมั่นหรือมั่นใจในตนเองยิ่งขึ้น ฉะนั้น หากว่าท่านเกิดความกลัวที่จะขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชน กระผมขอแนะนำวิธีแก้ไขความกลัว ซึ่งเป็นเทคนิคที่กระผมใช้อยู่ คือ หากท่านกลัวสิ่งไหน จงเข้าหาสิ่งนั้น
เช่น หากว่าท่านกลัวการขี่ม้า กลัวตกม้า กระผมขอให้ท่านขึ้นไปขี่มัน เช่นกัน หากว่าท่านเกิดความกลัวที่จะขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน กระผมขอให้ท่านเดินขึ้นไปพูด แล้ว ความกลัวของท่านก็จะลดน้อยลงไปในที่สุด
...
  
วิธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์
วีธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เป็นนักพูดลือนามในอดีตของไทยเรา เริ่มชีวิตการเป็นนักพูดจากการเป็นสามเณร ซึ่งท่านเทศน์ได้ไพเราะและมีสาระที่ดีมาก ต่อมาได้อุปสมบทที่วัดเกาะได้รับฉายาในพระพุทธศาสนาว่า “วิริยากโร”
ในขณะที่เป็นพระ ท่านก็เป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง ท่านต้องเดินทางไปเทศน์ยังต่างจังหวัด ซึ่งต้องเดินทางเป็นประจำ สำหรับลีลาการเทศน์ของท่านในขณะนั้น ท่านมักที่จะประยุกต์แนวความคิดและวิธีการใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการเทศน์ อีกทั้งท่านมีน้ำเสียงที่ห้าวๆ แต่มีความแจ่มใส สามารถสะกดใจผู้ฟังได้ จึงทำให้การเทศน์ของท่านมีสาระเร้าใจคนฟังอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งทำให้เกิดความสนุกไม่เบื่อ ฟังง่าย นับได้ว่าเป็นนักเทศน์ที่มีความคิดก้าวหน้า กล้าคิด กล้าทำ ในยุคนั้น
สำหรับวิธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ท่านได้เขียนและพูดไว้ในหลายที่ ซึ่งสามารถสรุปย่อๆได้ดังนี้
วิธีที่ 1 ท่องจำเอาคำพูดของท่านผู้อื่น ตอนที่พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ได้เริ่มฝึกการพูดใหม่ๆ ตอนสมัยเป็นสามเณร ท่านมีความประทับใจนักเทศน์ท่านหนึ่งคือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันโท วัดบรมนิวาส ซึ่งเป็นพระนักเทศน์ที่ไปเทศน์ที่ไหนคนชอบคนอยากฟัง
ท่านจึงได้ไปฟังการเทศน์แล้วก็จดจำคำพูด อีกทั้งเมื่อได้รับหนังสือพระธรรมเทศนากัณฑ์ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ท่านได้ท่องจำคำเทศน์จนคล่องปาก วันหนึ่ง ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านไปเทศน์งานบุญแห่งหนึ่ง ท่านก็ได้เทศน์ปากเปล่าตามที่ท่านได้ท่องจำเอาไว้ จนกระทั่งชาวบ้านติดอกติดใจ ต่อมาท่านก็ได้มีการขยาย ต่อเติม เชื่อมคำพูดต่างๆลงไปในกัณฑ์เทศน์นั้น จนกระทั่งเกิดความสมบูรณ์ขึ้น
วิธีที่ 2 ขยันตามฟังคนอื่นพูด พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ มักจะติดตามฟังคนที่พูดเก่งและคนที่พูดไม่เก่ง เพื่อศึกษาดูสไตล์ เวลาฟังก็จะจดว่าตรงไหนดี ท่านก็จะทำเอาไปใช้ ตรงไหนไม่ดี ท่านก็ทิ้งไป สำหรับการฟังท่านจะติดตามฟัง นักพูดท่านหนึ่งๆหลายๆครั้ง ไม่ใช่ฟังนักพูดท่านนั้น เพียงแค่ครั้งเดียว แล้วไม่ไปฟังอีก เพราะการติดตามฟังซ้ำๆจะทำให้เราทราบสไตล์ของนักพูดท่านนั้น
วิธีที่ 3 หัดอ่านหนังสือให้เป็น พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า การอ่านหนังสือออกกับการอ่านหนังสือเป็น ไม่เหมือนกัน การอ่านที่ว่า ท่าน หมายถึง การหัดอ่านออกเสียง อ่านให้เหมือนกับการพูด คือต้องมีเสียงสูง เสียงต่ำ มีหนัก มีเบา มีประโยคสั้น ประโยคยาว มีเว้นวรรค มีหยุด ฉะนั้นการอ่านหนังสือต้องทำให้เหมือนกับการพูด ฉะนั้นขอให้ฝึกอ่านหนังสือออกเสียง ไม่ใช่อ่านหนังสือในใจ
วิธีที่ 4 หัดย่อความ-ขยายความ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า การฝึกย่อความและขยายความมีประโยชน์ในการเป็นนักพูดและนักเขียนเป็นอันมาก และท่านแนะนำให้ฝึกย่อความก่อน
การย่อความท่านเปรียบดังการเก็บของลงในกระเป๋าเดินทาง ต้องรู้ว่าชนิดและขนาดของของที่จะใส่ลงไป จึงจะบรรจุได้ดี อีกทั้งต้องรู้ว่าอะไรควรใส่ก่อนและใส่ทีหลัง ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการวางแผน
การขยายความ ท่านเปรียบเสมือน การรื้อของออกจากกระเป๋า ผู้รื้อจะต้องเข้าใจว่า จะเอาอะไรขึ้นมาก่อน จะเอาอะไรขึ้นมาทีหลัง คล้ายๆกับการบรรจุ และพันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ท่านแสดงความคิดเห็นว่า การบรรจุยากกว่าการรื้อ เพราะคนบรรจุเป็นมักรื้อเป็นทุกคน แต่คนรื้อเป็นไม่แน่ว่าจะบรรจุเป็นทุกคน
นี่คือวิธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ โดยย่อๆ หากว่าท่านผู้อ่านต้องการศึกษาเพิ่มเติมท่านสามารถไปหาอ่านได้เพิ่มเติมจากหนังสือ ประวัตินักพูดไทยเล่มที่ 1
หลังจากบวชได้เป็นเวลานาน ต่อมา พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ จึงได้ตัดสินใจลาสิกขา แล้วก็ได้เข้าสอบเป็นอนุศาสนาจารย์ทหารบกซึ่งสอบข้อเขียนได้ที่ 1 หลังจากนั้นก็ได้ถูกเชิญให้ไปพูดในหลายๆหัวข้อ ให้กับผู้คนในหลายๆกลุ่ม ซึ่งภาพพจน์ของท่านในเวลานั้น ท่านเป็นนักพูดธรรมะทางวิทยุโทรทัศน์ และวงอภิปรายในสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายอำเภอ เป็นต้น
จนในเวลาต่อมาได้มีคนนำเอาคำพูดของท่านมาทำเป็นหนังสือแล้วก็ถูกตีพิมพ์เป็นจำนวนมาก นับเป็นมรดกที่สำคัญที่ท่านส่งมอบให้กับสังคมไทย


...
  
วิธีฝึกพูดของ เดล คาร์เนกี
วิธีฝึกการพูดของ เดล คาร์เนกี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
เดล คาร์เนกี เกิดที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในรัฐมิสซูรี เขามีฐานะไม่สู้ดีนัก เมื่ออยู่ในวัยเด็กและวัยเรียน เขาต้องอับอายกับการใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่คับตึงและกางเกงขาสั้นเต่อ ซึ่งเขาไม่มีเงินพอที่จะซื้อชุดใหม่ เขามีความรู้สึกเป็นปมด้อยอยู่ตลอดเวลา
หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาวิชาการพูดหรือวิชาแสดงปาฐกถาและโต้วาที เนื่องจากเขาเห็นว่า นักศึกษาที่เก่งวิชานี้มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาไม่แพ้กับนักกีฬา หลังจากนั้นเขาก็สมัครเข้าแข่งขันการพูดปาฐกถา ซึ่งเขาได้ทุ่มเทกับการเตรียมตัวและการฝึกซ้อมเป็นอันมาก เขาซ้อมในขณะนั่งอยู่บนหลังม้า ขณะรีดนมวัว ขณะถอนหญ้า แต่ผลปรากฏว่า เขาต้องแพ้แล้วแพ้อีก เขาท้อจนขนาดถึงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ต่อมาผลการแข่งขัน เขาเริ่มประสบชัยชนะในการแข่งขันและชื่อเสียงของเขาก็ดีขึ้น
เมื่อเขาจบการศึกษาแล้วทำงาน เขาทำงานหลายๆอย่าง เช่น เขาแสดงละครเร่ เขาเป็นพนักงานขายรถบรรทุก และสุดท้ายเขาฝันว่าจะมีเวลาเขียนหนังสือและศึกษาค้นคว้า เขาจึงไปสมัครเป็นอาจารย์สอนวิชาการพูดต่อหน้าที่ชุมชนกับมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ปรากฏว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยปฏิเสธเขา แต่เขาก็พยายามต่อไปจนในที่สุด โรงเรียนกลางคืน ไว.เอ็ม.ซี.เอ รัฐนครนิวยอร์ก ตกลงทำสัญญาให้เขาสอน เมื่อเขาสอนไปได้ไม่นานชื่อเสียงของเขาก็เริ่มดังขึ้น จนในที่สุด เขาได้เปิดสาขาการศึกษาวิชาการพูดในที่ชุมชนขึ้นถึง 750 แห่งในสหรัฐและอีก 14 ประเทศ ในขณะนั้น สำหรับในปัจจุบันก็มีการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกประเทศทั่วโลก
เดล คาร์เนกี จึงถือได้ว่า เป็นปรมาจารย์ในวิชาการพูดในที่ชุมชนที่คนรู้จักเกือบทั่วโลก สำหรับวิธีการฝึกการพูดของเขา เขาได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ การพูดในที่ชุมชน โดยสรุปย่อๆได้ดังนี้
1.ตั้งต้นศึกษาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าและไม่ลดละ จงตั้งเป้าหมาย จงคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการพูดในที่ชุมชน เช่น เมื่อท่านประสบความสำเร็จในด้านการพูดแล้ว ท่านจะได้รับเงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่งมากมาย
ศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม เยมส์ ได้กล่าวว่า “ ถ้าท่านอยากเป็นนักพูดในที่ชุมชน ท่านต้องมีความปรารถนาอย่างแท้จริง แล้วท่านก็จะได้เป็นนักพูดในที่ชุมชนในที่สุด ”
2.การเตรียมตัว เขาจะให้ความสำคัญกับการเตรียมตัว เขาแนะนำว่า เราจะไม่รู้สึกมั่นใจเว้นแต่เราจะรู้ว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร เขาจะสอนลูกศิษย์ของเขาโดยให้ความสำคัญกับการเตรียมตัว กล่าวคือ เมื่อทราบว่าจะพูดเรื่องอะไร เขาแนะนำให้ไปหาหนังสือเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะพูดมาอ่าน แล้วรวบรวมวัตถุดิบให้มาก หรือหาความรู้ให้มากกว่าที่เราจะนำเอาไปใช้หลายๆเท่า การเตรียมตัวนั้น เขาให้ความสำคัญทั้งการเตรียมร่างกายด้วย เช่น เขาแนะนำว่า ไม่ควรพูดปาฐกถาในขณะที่ท่านกำลังเหน็ดเหนื่อย จงพักผ่อนหลับนอนก่อน อีกทั้งอย่าได้กินอาหารหนักๆก่อนไปแสดงปาฐกถาแต่ควรหาอาหารว่างที่เบาๆทาน
3.ทำกิริยาท่าทางแสดงความมั่นใจ เขาแนะนำให้ออกไปพูดในที่ชุมชนด้วยความกล้าหาญ จงยิ้มเข้าไว้ เพราะเมื่อเราแสดงความกล้าหาญ เราก็จะเกิดความมั่นใจขึ้น อีกทั้ง เดล คาร์เนกี ยังได้แนะนำเรื่องของการใช้เสียงว่า เราควรพูดเสียงหนักที่คำที่มีความสำคัญและพูดเสียงลดลงในคำที่ไม่มีความสำคัญ ในการพูดควรใช้เสียงที่มีระดับเสียงสูงและเสียงลงบ้าง ในการพูดควรมีการหยุดพูดหรือหยุดเป็นจังหวะบ้าง กล่าวคือไม่ควรใช้เสียงที่ราบเรียบจนเกินไป
4.ฝึกหัด ฝึกหัด ฝึกหัด ข้อนี้ เดล คาร์เนกี ให้ความสำคัญมากที่สุด การขาดความมั่นใจเกิดจากการขาดความชำนาญ แต่ถ้าเราอยากจะชำนาญในเรื่องใด เราก็ต้องทำการฝึกหัด ฝึกหัด ฝึกหัด แล้วเราก็จะเกิดความชำนาญ เมื่อเกิดความชำนาญความมั่นใจก็จะเกิดขึ้นกับเรา
เนี่ยคือวิธีการฝึกการพูดของเดล คาร์เนกี และท่านก็ได้สอนการพูดในที่ชุมชนให้แก่คนเป็นจำนวนมาก ถ้าหากท่านผู้อ่านต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ การพูดในที่ชุมชน เขียนโดย เดล คาร์เนกี สำหรับฉบับภาษาไทยแปลโดย อาษา ขอจิตต์เมตต์
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.