หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ ทั้งหมด
Public Speaking/Presentation Skills Keynote with Robert Graham
30
...
  
การวิเคราะห์ผู้ฟัง
การวิเคราะห์ผู้ฟัง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
จำนวนหรือขนาดผู้ฟัง เพศ วัย ระดับอายุ ศาสนา ความเชื่อ อาชีพ การศึกษา ของผู้ฟัง เป็นสิ่งที่ควรใช้วิเคราะห์เพื่อสร้างความสนใจในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน เพราะปัจจัยต่างๆ ขั้นตอนเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลวในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
- จำนวนหรือขนาดของผู้ฟัง นักพูดที่ดีต้องมีข้อมูลพอสมควรว่า ในวันที่จะเดินทางไปพูดมีผู้ฟัง
ประมาณกี่คน เป็นกลุ่มผู้ฟังขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก มีพื้นที่หรือสถานที่พอเพียงหรือไม่ในการบรรจุผู้ฟัง เพราะขนาดผู้ฟังกับสถานที่ มีความสัมพันธ์กัน ในการเตรียมการพูด เช่น พูดที่ท้องสนามหลวง มีผู้ฟังมากมาย หรือบางกรณีอาจมีผู้ฟังไม่กี่คนในท้องสนามหลวง วิธีการพูด รูปแบบการพูด เครื่องมือที่ช่วย ก็ต้องมีความแตกต่างกันไป เพราะการพูดที่มีผู้ฟังนั่งชิดกัน เบียดกัน ในห้องประชุม จะทำให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม มีอารมณ์ ความรู้สึก มากกว่า การพูดที่มีผู้ฟังบางตา มีจำนวนไม่มาก ในขณะที่มีสถานที่กว้างขวาง
- เพศของผู้ฟัง เพศหญิงมักชอบ ความสวยงาม การแต่งตัว การทำความสะอาดดูแลบ้าน การเข้าสังคม
ส่วนผู้ฟังเพศชายมักชอบ เรื่อง การเมือง การเล่นกีฬา การต่อสู้ รถยนต์เครื่องยนต์ โดยมากผู้หญิงมักมีความอ่อนไหวกว่าผู้ชาย การพูดจูงใจด้วยคำพูดที่สุภาพ อ่อนหวาน ไพเราะ มักจะชักจูงโน้มน้าวผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย อีกทั้งการพูดกับผู้ฟังที่มีลักษณะ ชายล้วน หญิงล้วน แบบกลุ่มผู้ฟังผสมผสานทั้งเพศชาย เพศหญิง จึงต้องมีวิธีการพูดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ คำพูด ภาษา เนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป
- วัยหรือระดับอายุ มีความสำคัญมากเพราะคนที่มีอายุหรือวัยมากกว่า ย่อมมีประสบการณ์ใน
ชีวิตมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า เช่น
วัยเด็ก มีลักษณะชอบความสนุกสนาน ซุกซน ไม่อยู่นิ่ง ไม่สามารถทนฟังเรื่องต่างๆได้นาน เบื่อง่าย และการพูดต้องใช้น้ำเสียง จินตนาการในการพูดมากกว่าวัยอื่นๆ เราลองสังเกตว่าเด็กมักชอบฟังนิทาน ผู้เล่านิทานมักใช้น้ำเสียง จินตนาการในการเล่า
วัยรุ่น มักต้องการเป็นที่ยอมรับ ชอบความตื่นเต้น โลดโผน อยากทดลองสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ฉะนั้นผู้พูด ควรหาเรื่องใหม่ๆ แปลกๆ ในการนำเสนอก็จะสามารถดึงดูดความสนใจในการพูดได้
วัยชรา เป็นวัยที่มีประสบการณ์ชีวิตมาก มีลักษณะอนุรักษ์นิยม ยึดถือสิ่งที่เป็นที่พึ่งพาทางใจ ชอบเรื่องศาสนา เข้าวัด ฟังธรรม เป็นห่วงลูกหลาน
- ศาสนาและความเชื่อ ผู้พูดควรระมัดระวัง ควรศึกษาความเชื่อความศรัทธาของแต่ละศาสนา
ไว้บ้าง เพราะ ศาสนา เชื้อชาติ ความเชื่อ เป็นสิ่งที่คนเรายึดถือมาช้านาน การพูดโดยไม่คิด บางครั้งอาจเป็นเรื่องสนุกๆ แต่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟังและผู้พูดได้
- อาชีพ ทุกอาชีพมีความแตกต่างกัน มีความสนใจที่แตกต่างกันไป เช่นพูดให้ชาวนาก็พูดเรื่องที่
แตกต่างกันกับนักธุรกิจกิจหรือคนรับราชการ อาจพูดเรื่อง กระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งทำให้ชาวนาเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพทำนา หรือพูดกับ นักธุรกิจก็ควรพูดเรื่อง เศรษฐกิจ การค้าขาย การบริหาร การจัดการ
ดังนั้น นักพูดที่ดีต้องสร้างโครงเรื่องให้สอดคล้องกับความสนใจของอาชีพผู้ฟังก็จะทำให้ผู้ฟังเกิดความชอบความศรัทธา ในตัวผู้พูด
- การศึกษา ถ้าไปพูดให้กลุ่มผู้ฟังที่มีการศึกษาน้อย ควรพูดเรื่องง่ายๆ แต่ถ้าไปพูดให้กลุ่มที่มี
การศึกษาสูง เราก็ควรพูดในแนวลึกมากกว่าแนวกว้าง พูดเน้นหนักวิชาการ บางครั้งอาจจะต้องพูดศัพท์ภาษาอังกฤษ บ้างเพราะคำบางคำ แปลเป็นภาษาไทย ความหมายอาจจะผิดได้ การพูดต้องมีเหตุผล มีหลักฐานอ้างอิง
สรุปว่า การพูดที่ประสบความสำเร็จ นักพูดหรือผู้พูด จะละเลย การวิเคราะห์ผู้ฟังไม่ได้ เพราะผู้พูด เป็นปัจจัยหลักเลยก็ว่าได้ ที่จะประเมินว่าการพูดในครั้งนั้นๆ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จงพูดในสิ่งที่ผู้ฟังพอใจ จงพูดในสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟังและจงพูดในสิ่งที่อยู่ในหัวใจของผู้ฟัง แล้วท่านจะเป็นนักพูดหรือผู้พูดที่อยู่ในหัวใจของผู้ฟัง
...
  
เคล็ดลับความสำเร็จของมหาเศรษฐีระดับโลก
เคล็ดลับความสำเร็จของมหาเศรษฐีระดับโลก
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลที่ประสบความสำรวจ รวมทั้งชอบอ่านหนังสือประวัติของมหาเศรษฐีระดับโลกด้วย เช่น โดนัลด์ เจ ทรัมพ์ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ , บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ , ซึซึมิ โยชิอากิ มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น , สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล ฯลฯ
จากการอ่านและศึกษา ค้นคว้า ทำให้ผมได้ทราบแนวความคิดในเรื่องของความสำเร็จที่บุคคลเหล่านี้ ใช้ในการดำเนินชีวิตและใช้ในการทำธุรกิจ หากท่านมีโอกาสท่านลองตามไปอ่านหนังสือของบุคคลเหล่านี้ ท่านจะได้แง่มุมหลายๆอย่าง แต่หากท่านไม่มีเวลามากพอกระผมขอสรุปแนวความคิดของบุคคลเหล่านี้ ด้วยวาทะหรือคำพูดต่างๆของพวกเขา อาจจะทำให้ท่านจุดประกายความคิดที่ประสบความสำเร็จได้
จงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า
โดนัลด์ เจ ทรัมพ์ กล่าวว่า “ แรงปรารถนา คือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จอย่างแท้จริง หากคุณทำงานหนักโดยที่ไม่มีแรงปรารถนา คุณก็จะต้องสูญเสียพลังงานอย่างมากมายไปเปล่าๆ คุณจะต้องมีความต้องการอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่ด้วย”
ดังนั้น หากบุคคลใดต้องการความสำเร็จไม่ว่าในเรื่องใด คุณต้องเพิ่มความปรารถนาอย่างแรงกล้า เข้าไป หากว่าคุณขาดแรงปรารถนาอย่างแรงกล้า ก็จะทำให้คุณขาดความกระตือรือร้น ขาดการต่อสู้ที่อยากที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ความปรารถนาอย่างแรงกล้า จึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งของบรรดามหาเศรษฐี
ททท.หรือทำทันที
บิล เกตส์ กล่าวว่า “ชีวิตไม่ได้แบ่งเป็นเทอม ไม่มีช่วงซัมเมอร์ แล้วเจ้านายส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจจะให้คุณปิดเทอมไปค้นหาชีวิตคุณหรอกนะ ถ้าจะไปค้นหาอะไร ทำซะเดี๋ยวนี้ด้วยเวลาที่คุณยังมี”
ดังนั้น จง ททท.หรือทำทันที ไม่ต้องรอเวลาหรือโอกาส หากว่าต้องการความสำเร็จเมื่อมีเป้าหมาย มีการวางแผนหรือมั่นใจแล้ว จงลงมือทำทันที นี่คือคุณลักษณะหนึ่งของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งแตกต่างกับบุคคลธรรมดาทั่วไปที่คิดแล้ว ไม่ยอมลงมือที่จะทำ อีกทั้งยังพลัดวันประกันพรุ่งอีกด้วย
จงฝึกฝนและเรียนรู้
ซึซึมิ โยชิอากิ มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นที่ร่ำรวยที่สุดในโลกติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530-2532) กล่าวว่า “ หากมีใครจับเอาคนอย่างมัตสิชิตะ โคโนะสุเกะ(ผู้ก่อตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเนชั่นแนล)และฮอนด้าโซ อิจิโร(ผู้ก่อตั้งรถยี่ห้อฮอนด้า)ไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโตเกียว เชื่อได้ว่า คนทั้งสองนี้ก็คงเป็นได้แต่เพียงข้าราชการธรรมดาๆ และไม่มีผลงานสร้างสรรค์นับร้อยนับพันชนิดให้คนทั่วโลกได้ใช้สอยกันเหมือนเช่นทุกวันนี้แน่”
หมายเหตุ : คำพูดประโยคนี้เป็นคำพูดที่ ซึซึมิ โยชิอากิ สนทนาอยู่กับมัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ซึ่งเขาได้ตั้งสมมุติฐานที่สามารถทำให้ทุกคนหูผึ่งขึ้นมาได้
ดังนั้น ซึซึมิ โยชิอากิ เขาจะให้ความสำคัญกับพนักงานที่จบปริญญาตรีหรือเรียนจบมัธยมปลายพอๆกัน ไม่ได้คำนึงว่าจบปริญญาตรีจะเก่งกว่ามัธยมปลาย แต่เขาจะเน้นเรื่องของการฝึกฝน อบรม บ่มเพาะตามกฏเกณฑ์ของบริษัทที่เขาวางระบบไว้ ซึซึมิ โยชิอากิ มีแนวความคิดเดียวกับ นักปราชญ์ชาวจีนที่ชื่อ สวินจื่อ ซึ่ง สวินจื่อเคยกล่าวไว้ว่า “ ฟ้า ไม่ได้แบ่งคนเป็นยอดคนกับปุถุชน ยอดคนจะปรากฏขึ้นเสมอ แต่นั้นมิใช่เพราะฟ้ากำหนด ยอดคนคือผู้ที่มาจากปุถุชนคนธรรมดาแต่เป็นผู้ที่ได้ผ่านการฝึกฝนอบรมมาแล้ว ในความจริงคนธรรมดาก็เป็นยอดคนได้ แต่ที่เขายังคงเป็นคนธรรมดาอยู่อย่างนั้นก็เพราะเขาไม่ได้ฝึกฝนและเรียนรู้ที่จะเป็นยอดคน ” จงฝึกฝนและเรียนรู้ ท่านก็สามารถประสบความสำเร็จได้
สร้างความแตกต่าง
สตีฟ จ๊อบส์ กล่าวว่า “ นวัตกรรมทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ตาม”
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเป็นผู้นำ ท่านจงสร้างความแตกต่างให้แก่ ตัวเอง องค์กร สินค้า หน่วยงาน ฯลฯ ของท่าน ดังเช่น สตีฟ จ๊อบส์ ที่ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Apple , iPhone , iPad ,iPod ,iMac และiTunes ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเป็นผู้นำและประสบความสำเร็จจงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ อีกทั้งควรสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง
จาก คำคมหรือแนวความคิดของบรรดามหาเศรษฐีระดับโลก เพียงแค่ประโยคเดียว กระผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงได้จุดประกายความคิดของท่านเองได้ไม่ใช่น้อย หากท่านต้องการประสบความสำเร็จดังมหาเศรษฐีทั้ง 4 ท่าน ท่านคงต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ท่านจะต้อง ททท.หรือทำทันที ท่านจะต้องฝึกฝนและเรียนรู้ และท่านจะต้องสร้างความแตกต่าง




...
  
กุศโลบายในการทำงานให้มีความสุข
กุศโลบายในการทำงานให้มีความสุข
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
1.เปลี่ยนความคิดของตนเองเสียใหม่ว่า การทำงานนั้น เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด จงมองให้เห็นคุณค่าของการทำงาน ว่าคุณค่าของการทำงานคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น ครู อาจารย์ ต้องภูมิใจในตนเองว่าตนมีคุณค่าในการสอนนักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ อีกทั้งยังก่อประโยชน์ให้กับประเทศชาติอีกด้วย เป็นต้น
2.ควรให้รางวัลแก่ตัวเองทุกครั้ง เมื่อตนทำงานชิ้นสำคัญสำเร็จเสร็จสิ้นได้ดังความตั้งใจ โดยรางวัลนั้นอาจเป็นรางวัลเล็กๆ แต่ก่อให้เกิดความสุขใจ
3.จงหางานที่ตนรักหรือหากไม่สามารถหางานที่ตนรักได้ ก็ควรรักในงานที่ตนเองทำ จงเปลี่ยนความคิดให้รักงานที่ตนเองทำ หากว่าเรามีความรักในงานที่ตนเองทำ การทำงานนั้นท่านจะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่ท่านจะสนุกกับมัน เสมือนหนึ่งว่าเราได้ทำงานอดิเรก
4.เมื่อไรที่เจองานที่ยากและหนักหนาสาหัส ให้บอกกับตัวเอง ว่านี่คือแบบฝึกหัดที่จะทำให้เราเจริญก้าวหน้า จงอดทนเรียนรู้ เพราะหากว่าเราสามารถผ่านพ้นไปได้ เราก็จะพัฒนาตนเองได้อีกระดับหนึ่ง เสมือนหนึ่งเป็นการสอบเลื่อนชั้นสมัยตอนเป็นนักเรียนนั่นเอง
5. เวลาที่ท่านถูกบีบให้ออกจากงานหรือถูกกีดกันให้ออกจากงานที่ตนกำลังทำอยู่ ให้คิดเสียว่า เป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งในโลกนี้ มี เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เพราะหากว่าเราไม่ถูกให้ออกตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าเราก็ต้องถูกให้ออกอยู่ดีในวันเกษียณอายุ เมื่อท่านคิดได้เช่นนี้ ท่านก็จะสามารถยืนหยัดต่อสู้ เข้มแข็ง ได้ยิ่งกว่าเดิม
6.เมื่อเจอกับเพื่อนร่วมงานทรยศหักหลังหรือเจอเจ้านายกลั่นแกล้ง จงให้อภัยแก่เขา จงบอกกับตัวเองว่า เรายังมีเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายที่ดีๆ อีกหลายคน จงคิดว่าเป็นกรรมเก่าที่เราเคยติดค้างเขาไว้ และดีใจที่เราได้ชดใช้เขาแล้ว ไม่ควรผูกใจโกรธ เพราะเมื่อท่านมีความรู้สึกโกรธจะเป็นผลร้ายต่อตัวท่าน ยิ่งกว่าเป็นผลร้ายต่อคนที่ท่านโกรธหลายเท่า จงเรียนรู้ที่จะให้อภัย
7.เวลาเจอปัญหาต่างๆมากมาย ที่ทำให้ท่านต้องตัดสินใจ ขอให้ท่านคิดว่า ปัญหามี สติปัญญาเกิด การมีปัญหาทำให้เราได้ใช้ สติปัญญา วิเคราะห์ เรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังทำให้เราได้พัฒนาความคิดของเราเองอีกด้วย
8.เมื่อเจอเจ้านายที่เก่ง จงเรียนรู้การทำงานและแนวความคิดของเขา แล้วนำมาปรับปรุงใช้ในงานของตนเอง จงหาแบบอย่างที่ดีๆ เพื่อนำมาพัฒนาการทำงานและแนวความคิดของตน
9.เมื่อเจอเจ้านายที่บ่น เจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก น่ารำคาญใจ ให้คิดเสียใหม่ว่า นี่คือช่วงเวลาที่จะทำให้เราได้เกิดการฝึกฝนตนเอง ฝึกความอดทน ฝึกจิตใจของเราเอง
10.หลักการทำงานที่ดีควรยึดหลักคำสอนเรื่องอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ มีความรักในงานที่ตนทำ ,วิริยะ มีความพากเพียรในงาน ,จิตตะ ความเอาใจใส่ในงาน และวิมังสา คือการไตร่ตรองใคร่ครวญในผลงานที่ออกมา
11.ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน ความขยันไม่ได้หมายถึงการหักโหมทำงานหนักในช่วงแรก
แล้วหยุดพักในเวลาต่อมา แต่หมายถึง มีความสม่ำเสมอในการทำงาน ไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ความขยันพากเพียร คือ การทำไปที่ละน้อยตามกำลังของตน แต่ไม่หยุด ดังคำพูดที่ว่า “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน”


...
  
ลักษณะของความเป็นผู้นำ
ลักษณะของความเป็นผู้นำ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
เมื่อพูดถึงเรื่องของคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ กระผมเชื่อแน่ว่าหลายๆ ท่านคงคิดลักษณะของความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเป็นผู้นำจะต้องมีคุณธรรม เป็นผู้นำจะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นผู้นำจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ ฯลฯ ในบทความฉบับนี้เราจะมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันเพิ่มเติมสำหรับลักษณะของความเป็นผู้นำ ซึ่งมีดังนี้
1.ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์มีความจำเป็นต่อความเป็นผู้นำ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้นำขาดมิได้ เพราะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จะมองเห็นภาพของเป้าหมายที่วางไว้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ ผู้นำคนนั้นจะไม่มีเป้าหมายในการนำและจะมองไม่เห็นภาพเป้าหมายในอนาคต ฉะนั้น หากท่านได้มีโอกาสเป็นผู้นำ ขอให้ท่านอย่าได้ขาดวิสัยทัศน์
2.ผู้นำต้องมีความทุ่มเท ความทุ่มเทจะเป็นสิ่งที่แยกนักปฏิบัติออกจากนักฝัน ผู้นำหลายท่านมักมีวิสัยทัศน์ แต่ขาดการลงมือทำ การทุ่มเท ลงมือทำจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้นำ หากไม่มีการลงมือทำ ผลงานก็มักจะไม่เกิด ความทุ่มเท จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ตามเกิดความศรัทธาในตัวของผู้นำ เพราะคนมักจะไม่ตามผู้นำที่ปราศจากความมุ่งมั่นทุ่มเท
3.ผู้นำต้องมีการสื่อสารที่ดี หากว่าผู้นำมีความรู้และความคิดดี แต่ไม่สามารถสื่อสารหรือถ่ายทอดได้ ผู้นำอาจจะต้องทำงานคนเดียว การสื่อสารที่ดีควรทำเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ซึ่งแตกต่างจากนักวิชาการหรือผู้นำบางท่าน มักจะทำเรื่องง่ายๆให้สลับซับซ้อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจยาก ถ้าหากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพจงพัฒนาการสื่อสารของท่าน
4.ผู้นำต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ ผู้นำต้องทำงานกับคน หากว่าผู้นำขาดซึ่งความมีมนุษย์สัมพันธ์เสียแล้ว ผู้ตามหรือคนมักจะไม่ให้ความร่วมมือ จงเอาใจใส่ผู้คนที่ท่านทำงานด้วย จงมีน้ำใจต่อผู้อื่น จงเข้าใจผู้อื่น และจงช่วยเหลือผู้อื่น แล้วความมีมนุษย์สัมพันธ์ของท่านก็จะมีการพัฒนาขึ้น
5.ผู้นำต้องมีการควบคุมตนเองได้ หากท่านมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำที่ดี คนแรกที่ท่านจะต้องนำก็คือตัวของท่านเอง พระพุทธองค์ยังได้ตรัสไว้ว่า “ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สุด ก็คือการชนะใจตนเอง ” จงควบคุมตนเอง อย่าได้มีนิสัยปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปตามยถากรรม จงควบคุมอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง และจงควบคุม กาย วาจา ใจ ถ้าหากว่าท่านต้องการเป็นผู้นำที่ดี
6.ผู้นำต้องเรียนรู้ จงให้ความสำคัญใน การฟัง การอ่าน และการเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรใหม่ๆ หรือ มีประสบการณ์ในด้านนั้นมาบ้างแล้วก็ตาม แต่หากว่าคุณต้องการเป็นสุดยอดในวงการ คุณจะต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่บัดนี้ จงเริ่มเรียนรู้ทุกๆวัน โดยเริ่มเรียนรู้ให้เพิ่มขึ้นวันละ 2 เปอร์เซ็นต์ แล้วภายในหนึ่งปีท่านจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวของท่าน
7.ผู้นำต้องมองโลกในแง่ดีหรือมีทัศนคติที่ดี โทมัส เอดิสัน เขาสามารถยืนหยัดต่อความล้มเหลวในการทดลอง หลอดไฟฟ้า , ผู้พันแซนเดอร์ส เจ้าของสูตรไก่ทอด KFC อดทนต่อการถูกปฏิเสธในการเดินเร่ขายสูตรไก่ทอดนับพันครั้ง หากบุคคลทั้งสองขาดการมองโลกในแง่ดีหรือขาดทัศนคติที่ดี เราก็คงไม่มีโอกาสได้ใช้หลอดไฟฟ้าหรือรับประทานไก่ทอด KFC ได้ เหมือนในปัจจุบันนี้
8.ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มากหรือน้อย ผู้ที่เป็นผู้นำต้องกล้าที่จะต้องตัดสินใจถึงแม้ว่าการตัดสินใจนั้น จะถูกหรือผิด ก็ตาม แต่หากท่านไม่กล้าตัดสินใจ ความศรัทธาของผู้ตามในตัวผู้นำก็จะลดน้อยลง แต่การตัดสินใจของผู้นำที่ดีต้องมีการตัดสินใจที่ถูกมากกว่าผิด เพราะถ้าหากการตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องใหญ่ๆ เพียงแค่ครั้งเดียวอาจทำให้องค์กรนั้นๆ ล่มสลายได้
ฉะนั้น การมีวิสัยทัศน์ ความทุ่มเท การสื่อสารที่ดี การมีมนุษย์สัมพันธ์ การควบคุมตนเอง การเรียนรู้ การมองโลกในแง่ดีและการกล้าตัดสินใจ จึงเป็นลักษณะของความเป็นผู้นำ จงเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แล้วท่านก็จะเป็นผู้นำที่ผู้คนปรารถนาอยากที่จะติดตาม
...
  
Leadership On Paper
Leadership On Paper
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การเขียนหนังสือที่ดีจะต้องสามารถนำคนอ่านให้เกิดความสนใจ เกิดการติดตาม งานเขียนของเราได้ ซึ่งต้องอาศัยศิลปะในการเขียน โดยมากมักจะมีองค์ประกอบดังนี้
1.เขียนอย่างไรให้อ่านง่ายเข้าใจง่าย ไม่ใช่เขียนแบบน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง เขียนแบบวกไปวนมา หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า การเขียนที่ดีต้องมีภาษาที่สละสลวย เป็นภาษากวี ที่ไพเราะ แต่ความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ งานเขียนที่ดีต้องง่ายต่อความเข้าใจของผู้อ่าน เพราะถ้ายากต่อความเข้าใจ ผู้อ่านก็ไม่อยากที่จะอ่าน เมื่อไม่อ่านต่อ ผู้เขียนก็ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร
2.กำหนดโครงเรื่อง เขียนชื่อเรื่อง เขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย แต่มุ่งไปประเด็นเดียวหรือทิศทางเดียวกันกับชื่อเรื่อง เพราะหากไม่มุ่งไปในทิศทางเดียวกันแล้ว จะทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสน ซึ่งการวางโครงเรื่องที่ดี เราควรไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของงานเขียนในประเภทต่างๆ ซึ่งมีการวางโครงเรื่องที่แตกต่างกัน เช่น การเขียนบทความที่ดี ควรมี (ชื่อเรื่อง คำนำ เนื้อหา และสรุปจบ) หรือ โครงเรื่องของ การเขียนสารคดี ควรมี (ชื่อเรื่อง ความนำ ความตอนเชื่อมต่อระหว่างคำนำกับเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องและตอนลงท้าย) เป็นต้น
3.สร้างเอกลักษณ์เป็นของตนเอง บางคนเขียนงานเขียนประเภททวนกระแส วิพากษ์สังคม บางคนเขียน ตลก เฮฮา บางคนเขียนแนวโรแมนติก หวานแหวว บางคนเขียน ทะลึ่งตึงตัง ลามก เป็นต้น จงหาแนวทางงานเขียนของตนเองให้เจอแล้ว ค่อยพัฒนางานเขียนของตนเองไปอย่างสม่ำเสมออย่าหยุดยั้ง แล้วสักวันหนึ่งท่านจะประสบความสำเร็จและมีคนอ่านคอยติดตามงานเขียนของท่าน
4.จงฝึกเขียน เขียนและเขียน เป็นทักษะที่สำคัญที่สุด อย่ารักที่จะเขียนเพราะเห็นเพื่อนเขียน เห็นแก่เงินทอง แต่จงเขียนเพราะมีใจรัก จงเขียนไปปรับปรุงแก้ไข พัฒนาไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จ จงฝึกเขียนให้เป็นนิสัย จงฝึกเขียนเป็นประจำอยู่เสมอ หากเป็นไปได้ให้เขียนทุกๆวัน
5. อ่านหนังสือเป็นประจำ การอ่านหนังสือของงานเขียนของนักเขียนท่านอื่นๆ เป็นประจำจะสามารถนำมาปรับปรุงงานเขียนของตนเองได้ เมื่ออ่านมากเราจะรู้ได้ว่า งานเขียนนี้ดี งานเขียนนี้ไม่ดี งานเขียนนี้มีจุดเด่นอย่างไร จุดด้อยอย่างไร เขาเขียนอย่างไรคนถึงได้สนใจ แล้วเราก็นำเทคนิคเหล่านั้นมาใช้กับงานเขียนของเรา ก็จะสามารถทำให้งานเขียนของเรามีผู้อยากอ่านเพิ่มมากขึ้น
เขียนมาถึงตอนนี้แล้ว กระผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้ทดลองเขียนหนังสือให้มากครับ เนื่องจากคนไทยเราเขียนหนังสือกันน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่เขาเจริญแล้ว ผมเองก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือปีๆ หนึ่งจำนวนมาก บางเล่ม ชวนให้อ่านต่อ บางเล่มซื้อมา อ่านแค่ 10-20 หน้า ก็ต้องนำไปเก็บไว้ที่ตู้เก็บหนังสือแล้ว ไม่หยิบมาอ่านอีกเลย
ดังนั้น Leadership On Paper ต้องเขียนอย่างไรเพื่อให้ผู้อ่านติดตาม จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็น สำหรับนักอ่าน ที่จะต้องหาเทคนิค วิธีการ การฝึกฝน ซึ่งเทคนิคข้างต้นเป็นเทคนิคบางประการ หากท่านผู้อ่านนำไปใช้ก็จะช่วยเป็นแนวทางได้เป็นอย่างดี







...
  
ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด
ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด ภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Integrated Marketing Communication หรือเรียกย่อว่า IMC เป็นการพัฒนาการสื่อสารการตลาดที่นำการสื่อสารหลายๆรูปแบบมาผสมผสานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของ IMC จึงขออ้างอิงคำอธิบายของนักวิชาการดังนี้
Shimp (2000: 124) ได้ นิยามความหมายของการสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการว่า เป็นกระบวนการของการพัฒนาและการใช้รูปแบบต่างๆ ของโปรแกรมการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจผู้บริโภคตามเป้าหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค
American Association of Advertising Agencies (cited in Belch and Belch, 2004: 242) ได้ให้ความหมายของ IMC ว่า เป็นแนวความคิดของการวางแผนการสื่อสารการตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเพิ่ม โดยการผสมผสานรูปแบบการสื่อสารต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดความชัดเจน กลมกลืน
Russell and Lane (2002: 391)ให้ความหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการว่า เป็นการสื่อสารการตลาดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงการโฆษณา หรือการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่เป็นการทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง จากนั้นจึงคิดและวางแผนให้การสื่อสารทั้งหมดขององค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งการทำ IMC ต้องอาศัยกระบวนการที่หลากหลายและอย่างเป็นระบบ กล่าวคือต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สภาวะทางการตลาด กลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกิจกรรมพิเศษ มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ มีการส่งเสริมการขาย และเครื่องมือต่างๆอีกมากมาย
ทำไมธุรกิจต่างๆ องค์กรต่างๆ หน่วยงานต่างๆ จะต้องทำ IMC เพราะการสื่อสารเป็นส่วนประสมหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากการสื่อสารจะทำให้ลูกค้า ประชาชน ผู้บริโภค ผู้ใช้บริการ ได้รับทราบข้อมูล ข่าวสารต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร
IMC มีความจำเป็นแค่ไหน มีความจำเป็นเป็นอันมากในยุคปัจจุบันและอนาคต ตามความเป็นจริงแล้วในยุคปัจจุบัน เราต้องยอมรับกันว่า สื่อต่างๆมีมากขึ้น สื่อบางอย่างที่นิยมในอดีตมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภค สามารถรับสื่อต่างๆได้อย่างมากมายกว่าในอดีต
IMC กับการส่งเสริมตราสินค้า IMC สามารถส่งเสริมตราสินค้าได้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตราสินค้า มีความสัมพันธ์กับราคา ความคุ้มค่า หากว่าตราสินค้าไหน เป็นที่รู้จักมาก โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้า บริการ ก็ยิ่งจะมีมากขึ้น อีกทั้งในยุคปัจจุบัน มีคู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น หากไม่มีการทำ IMC ก็จะถูกแย่งลูกค้าไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อสารตราสินค้า อันได้แก่ การโฆษณา,การขายโดยพนักงานขาย,การประชาสัมพันธ์,การส่งเสริมการขาย,การจัดโชว์รูม,การใช้ยานพาหนะของบริษัทเคลื่อนที่,การใช้ป้ายต่างๆ,การใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ต,การจัดนิทรรศการ,การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ เป็นต้น
IMC ที่ยอดเยี่ยมมักจะต้อง ใหม่ แปลก ใหญ่ ดัง กล่าวคือ หากทำสื่อต่างๆ ออกมาเหมือนกับคู่แข่งในท้องตลาด ก็จะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเท่าที่ควร ตรงกันข้าม หากว่าเราทำสื่อต่างๆออกมาอย่างสร้างสรรค์ให้ 1.ใหม่ 2.แปลก 3.ใหญ่ 4.ดัง หากเป็นลักษณะนี้ ก็จะสร้างความจดจำและเป็นที่ประทับใจของลูกค้าได้มากกว่า
1.ใหม่ คือ ถ้าทำอะไรเป็นเจ้าแรก มักจะทำให้เกิดเป็นที่จดจำได้มากกว่า
2.แปลก คือ ถ้าทำอะไรให้แตกต่างกว่าคนอื่น มากจะได้รับความสนใจที่ดีกว่า
3.ใหญ่ คือ ถ้าทำอะไรให้ยิ่งใหญ่กว่าคู่แข่ง จะทำให้คนมาร่วมงานมาก ภาพลักษณ์ก็จะเหนือกว่า
4.ดัง คือ ถ้าทำอะไรต้องมีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ อีกทั้งควรมีคนดังๆ มาร่วมงาน มาเปิดงาน เช่น นักการเมืองดัง นักกีฬาดัง ดารา นักแสดงดัง ก็จะทำให้เป็นที่สนใจ
IMC กับ การประชาสัมพันธ์ ธุรกิจยุคปัจจุบัน มักให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ องค์กรหลายแห่งในยุคปัจจุบัน ถึงกับสนับสนุนและให้ความสำคัญในการทำประชาสัมพันธ์มากกว่าการทำการโฆษณาเสียอีก เพราะ การประชาสัมพันธ์ใช้จ่ายในการซื้อสื่อน้อยกว่าการโฆษณาซึ่งจะต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อสื่อ อีกทั้งยังได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่สำคัญๆ ได้แก่ การให้ข่าว การสัมภาษณ์ การสร้างสื่อมวลชนสัมพันธ์ การสร้างชุมชนสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมพิเศษ การทำการกุศล เป็นต้น
IMC กับ การทำการตลาด บน Facebook ในยุคนี้ หากบริษัทใดไม่ทำการตลาดใน Facebook ก็มักจะเสียเปรียบคู่แข่งขัน เพราะการทำการตลาดบน Facebook มีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ทันสมัย , เป็นสื่อที่มีราคาถูก , เป็นสื่อที่มีความไวต่อการรับรู้ข้อมูล , เป็นสื่อที่สามารถเชื่อมโยงไปยังสื่อต่างๆโดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆได้เป็นอันมาก , อีกทั้งเรายังสามารถทำการโฆษณาสินค้า บริการผ่านกลุ่มคนในเครือข่ายได้อีกด้วย
Facebook สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เช่น การเขียนบล็อก เชื่อมโยง Twitter เชื่อมโยง Youtube ทำสไลด์ฟรีเซนเตชัน ดึงข่าวเทรนด์ตลาดมาแสดงในFacebook(Social RSS) , MSN Messenger , Yahoo Messenger , Skype เพื่อสร้างความสัมพันธ์คุยธุรกิจกับลูกค้า เป็นต้น
IMC กับ การโฆษณา การโฆษณามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำการตลาด แต่ทั้งนี้ เราควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆด้วย เช่น งบประมาณในการทำโฆษณามีจำนวนเท่าไร , ควรใช้สื่อใดในการทำโฆษณา , ควรสร้างโฆษณางานโฆษณาอย่างไร , ใครคือกลุ่มเป้าหมายของการโฆษณา , บุคลิกภาพของสินค้าสัมพันธ์กับสื่อโฆษณาหรือไม่ เป็นต้น
IMC กับ พรรคการเมือง ในปัจจุบันพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคของไทย นิยมใช้การตลาดมาประยุกต์ใช้กับการเมือง เช่น ตราสินค้า(Brand Name) อันได้แก่ชื่อพรรค (เพื่อไทย,ประชาธิปัตย์,ชาติไทยพัฒนา) , มีสโลแกน ( คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน ) และมีการเลือกใช้วิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand contact point) เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การขายโดยใช้พนักงานขาย การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ยานพาหนะเคลื่อนที่ การตลาดเจาะตรง แผ่นพับ ฯลฯ จึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคการเมืองต่างๆในยุคปัจจุบัน มีความจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณอย่างมากมายมหาศาล
IMC กับ CSR (Corporate Social Responsibility) การทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม หากบริษัทใดไม่มีการทำ IMC ก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหว แต่ตรงกันข้ามบริษัทใด องค์กรใด เสียงบประมาณน้อยกว่า หรือทำน้อยกว่า แต่ทำ IMC ไปด้วย ก็จะทำให้เป็นที่รู้จักของประชาชน

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การทำ IMC จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าต่อหน่วยงานใด องค์กรใด หากทำ IMC ก็จะทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดรายได้ ทำให้เกิดกำไร ต่อธุรกิจและต่อบริษัท


...
  
ปัญหาของเด็ก
ปัญหาหลากหลาย ของเด็กและเยาวชนไทย


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก ปัญหาเด็กดื่มเหล้า ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ปัญหาเด็กติดเกมส์ และอีกหลากหลายปัญหา ของเด็กและเยาวชนไทย ปัญหาต่างๆเหล่านี้มีความซับซ้อนกว่าในอดีต เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ทำให้ปัญหาเด็ก เยาวชนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก ซึ่งการเกิดปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัย เช่น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การเมืองเปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ เช่น


ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก เรามักจะเห็นในข่าวหน้าหนึ่งทางหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ


- “ รวบ 3 นักศึกษาสาว ขายตัวทาง HI5 อ้างหลงผิด-ใช้เงินฟุ่มเฟือย ”

- รายการ คม ชัด ลึก ประจำวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ตอน "ขายตัว สวิงกิ้ง-ความเหลวแหลกวัยรุ่น" ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาพูดกันในรายการ เพื่อร่วมเสนอทางออกของปัญหา

- รวบแม่เล้าสาว ม.2พาเพื่อนส่งเสี่ยขายตัว จากหนังสือพิมพ์รายวัน เชียงใหม่นิวส์

- และมีอีกหลากหลายข่าวตามสื่อต่างๆ


ปัญหาเรื่องเด็กดื่มเหล้า เบียร์ เป็นปัญหาที่พูดกันมายาวนานแล้ว ไม่ใช่แค่เด็กแต่ว่ามีปัญหากับประชาชนหรือพลเมืองของชาติด้วย แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล้า เบียร์ เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้นสำหรับเด็ก และเยาวชน ดังจะเห็นได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ หรือสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เช่น ภาพอุบัติเหตุ ภาพทำร้ายร่างกายกัน ภาพทะเลาะเบาะแว้งกันของเด็ก เยาวชน ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดขึ้นมาจากการดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ , สงกรานต์ , ลอยกระทง ฯลฯ การดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ยิ่งมีมาก ปัญหาต่างๆ ( อุบัติเหตุ ,ทำร้ายร่างกายกัน,ทะเลาะเบาะแว้งกัน) ก็มากตามด้วย


และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เคยวิเคราะห์อย่างน่าฟังว่า หากสามารถลดอุบัติเหตุจากคนเมาได้ร้อยละ 50 จะลดการเสียชีวิตปีละ 2,900 ราย ลดการบาดเจ็บปีละ 29,625 ราย และ ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อีกประมาณ 13,975 ล้านบาทเลยทีเดียว


ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ในยุคปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งต้องขอฝากรัฐบาลช่วยแก้ ช่วยปราบปรามไว้ด้วย เนื่องจากปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน ได้ลงมายังเด็กและเยาวชน เพิ่มมากขึ้น ยาเสพติดหาซื้อได้ง่ายและมีรูปแบบใหม่ๆเพื่อตอบสนองเด็กและเยาวชนของชาติ


ปัญหาเด็กติดเกมส์ เด็กติดเกมส์ในยุคปัจจุบันมีมากขึ้น การติดเกมส์ สำหรับเด็กบางคนไม่ต้องไปไหน เด็ก เยาวชน สามารถเล่นได้ภายในบ้าน


ปัญหา เหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ สำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ มีความยากลำบากมาก เพราะ การแก้ปัญหาหนึ่งมันจะไปกระทบกับอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อแก้เรื่องนี้ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น เปรียบเหมือนกับที่เราแก้เชือกที่มี หลายปม เมื่อแก้ ปมนี้ เสร็จ ก็ยังต้องมีอีก หลายปมให้ต้องแก้ เช่น การแก้ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก เรามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องของสื่อลามก เนื่องจากเราต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน ปัญหาสื่อลามกมีมากกว่าในอดีตเป็นอย่างยิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในอินเตอร์เน็ต ก็สามารถ หาดูได้ทันที การแก้ไขปัญหาเรื่องเพศของเด็ก อาจจะต้องมีการออกกฎหมายใหม่ๆ มาเพื่อใช้บังคับและลงโทษผู้กระทำผิดให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป



























...
  
วาทศิลป์พลิกผันโลก
วาทศิลป์พลิกผันโลก(ชิวหาสามนิ้วเหนือกว่ากองทัพ ที่มีรี้พลอันเกรียงไกรถึงร้อยหมื่น)
แปลโดย ศรีวารี
ราคาเล่มละ 115 บาท เป็นหนังสือที่นำเอาตัวอย่างจากการใช้วาทศิลป์ของชาวจีนโบราณมาวิเคราะห์ แยกแยะ ตัวอย่างภายในหนังสือเช่น
การโต้แย้งกับผู้มีปัญญา พึงต้องมีความรู้อันลึกซึ้ง
การโต้แย้งกับผู้มีความรู้อันกว้างขวางลึกซึ้งพึงต้องเชี่ยวชาญในการใช้วาทศิลป์
การโต้แย้งกับผู้มีความเชี่ยวชาญในการอภิปราย พึงต้องมุ่งให้ความสำคัญกับประเด็นสำคัญ
การโต้แย้งกับผู้อยู่ในตำแหน่งอันสูงศักดิ์ พึงต้องปะทะด้วยอำนาจและอิทธิพล
...
  
Martin Luther King "I have a dream"
31
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  [11]  [12]  [13]  [14]  [15]  [16]  [17]  [18]  [19]  [20]  [21]  [22]  [23]  [24]  [25]  [26]  [27]  [28]  [29]  [30]  [31]  [32]  [33]  [34]  [35]  [36]  [37]  [38]  [39]  [40]  [41]  [42]  [43]  [44]  [45]  [46]  [47]  [48]  [49]  [50]  [51]  [52]  [53]  [54]  [55]  [56]  [57]  [58]  [59]  [60]  [61]  [62]  [63]  [64]  [65]  [66]  [67]  [68]  [69]  [70]  [71]  [72]  [73]  [74]  [75]  [76]  [77]  [78]  [79]  [80]  [81]  [82]  [83]  [84]  [85]  [86]  [87]  [88]  [89]  [90]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.