หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ ทั้งหมด
สม่ำเสมอ มากพอ นานพอ
สม่ำเสมอ มากพอ นานพอ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
เคยมีคนไปถาม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บุคคลที่โลกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะว่า คนที่ประสบความสำเร็จเขามีสูตรอย่างไรในการทำงาน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ให้ข้อแนะนำมา 3 ข้อ สั้นๆคือ “ สม่ำเสมอ มากพอ นานพอ” ซึ่งกระผมขอขยายความดังนี้
สม่ำเสมอ คือ บุคคลที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าอาชีพอะไร เขาจะทำงานด้วยความสม่ำเสมอ ไม่หยุดยั้ง แม้ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้อง แดดจะร้อนสักเพียงใด เขาจะไม่หยุดทำงาน แต่ในทางตรงกันข้าม เขาจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน คนที่มีความสม่ำเสมอ มักถือว่าเป็นบุคคลที่มีความขยันขันแข็ง เขาจะทำงานจนวันสุดท้ายและท้ายสุดของชีวิตเลยทีเดียว
มากพอ คือ เขาจะมีการตั้งเป้าหมายในการทำงาน เช่น งานเขียนหากตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเขียนให้ได้เพียงวันละ 1 หน้า กับอีกคนตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเขียนให้ได้วันละ 5 หน้า เวลาผ่านไป 1 เดือน สรุปคนแรกเขียนได้ 30 หน้า กับอีกคนเขียนได้ 120 หน้า ท่านคิดว่า ใครจะมีโอกาสเป็นนักเขียนที่เก่งกว่ากันครับ แน่นอนครับคนที่สอง เพราะเขาทำสิ่งนั้น “มากพอ” ครับ
นานพอ คือ คนที่ประสบความสำเร็จมักทำงานในอาชีพที่เขารัก นานพอ ไม่ใช่ทำแค่ วันสองวันถอดใจเสียแล้ว หรือทำแค่ 1 เดือน ก็หยุดทำอย่างนี้คงประสบความสำเร็จได้ยาก
ดังนั้น การทำงาน ด้วยความสม่ำเสมอ มากพอ และนานพอ เป็นแง่คิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่หลักการดังกล่าวยังคงใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย
...
  
การบริการสู่ความเป็นเลิศ
บรรยายในหัวข้อ " การบริการสู่ความเป็นเลิศ " ณ โรงแรมเกทเวย์ จัดโดยสำนักงานจัดหางาน ...
  
ทำไมจึงต้องจัดการกับเวลา
ทำไมจึงต้องจัดการกับเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
One day is worth two tomorrows.(วันนี้มีค่าเท่ากับวันพรุ่งนี้ถึงสองวัน)
เกษตรกรคนหนึ่งมีอาชีพทำไร่ เขามีความตั้งใจว่าวันนี้จะต้องไปปลูกหอม ปลูกกระเทียมให้หมด ในช่วงเช้าเขาจึงเริ่มเดินทางไปยังที่ดินของเขา เขาขับรถไปด้วยความตั้งใจ ในระหว่างทางบังเอิญเขาเจอร้านขาย อุปกรณ์ทางการเกษตร เขาคิดว่าเขามีเวลามากพอจึงจอดรถแล้วเข้าไปสอบถามราคาข้อมูลต่างๆ แล้วเขาก็ตัดสินใจซื้อ จอบ เสียบ เพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ปลูกหอม ปลูกกระเทียม ตามที่เขาตั้งใจ พอไปถึงที่ดินของเขา เขาสังเกตเห็นว่า ใกล้ๆที่ดินมีหนองน้ำ ซึ่งน้ำในหนองกำลังจะแห้ง แต่มีฝูงปลามากมายอาศัยอยู่ในหนอง เขาจึงตัดสินใจลงไปจับปลาในหนองน้ำ พอได้ปลามากพอสมควรแล้ว เขาก็หยุดจับ แล้วก็เริ่มที่จะลงมือปลูกหอมกับกระเทียมที่เขาตั้งใจ เขาปลูกได้เพียงชั่วครู่ บังเอิญเห็นต้นหญ้าเขียวจำนวนมาก เขาคิดว่าจะเป็นการดีหากนำต้นหญ้าเขียวจำนวนมากเหล่านี้ นำไปให้วัวที่บ้านได้กิน เขาจึงเริ่มต้นเก็บต้นหญ้า เขาเก็บได้ไม่นาน พระอาทิตย์ก็ตก เขาจึงเดินทางกลับบ้าน สำหรับเป้าหมายที่เขาตั้งใจที่จะทำคือการปลูกหอม กระเทียม ก็ปลูกได้ไม่มากและยังไม่เสร็จ
หลายๆคนคงนึกขำ กับเกษตรกรคนนี้ แต่หารู้ไม่ว่า พวกเราส่วนใหญ่ก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับเกษตรกรคนนี้ ซึ่งหลายๆคน มีเป้าหมายอยากที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในแต่ละวัน กลับทำไม่สำเร็จหรือเสร็จตามที่ต้องการเนื่องจากการไปทำในเรื่อง งานปลีกย่อยเสียเป็นส่วนใหญ่ เลยไปไม่ถึงไหน
ทำไมจึงต้องมีการจัดการกับเวลา เพราะหากไม่มีการจัดการกับเวลา เวลาของเราก็จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากว่า เวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัด เวลาไม่สามารถหาซื้อมาใหม่ได้ เราไม่สามารถหยุดเวลาได้
คนที่จัดการกับเวลาได้ดี เขามักเป็นคนที่มีเป้าหมาย ท่านผู้อ่านลองกำหนดสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เช่น อีก 10 ปี ข้างหน้า ท่านอยากเป็นอะไร ท่านผู้อ่านลองทบทวนชีวิตว่าอีก 10 ปี ข้างหน้าท่านจะเดินไปในทิศทางไหน แล้วท่านจงเริ่มวางแผนการใช้เวลาเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น
หากว่าท่านมีเป้าหมายชีวิต กระผมเชื่อแน่ว่า ท่านจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ท่านจะใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านจะจัดสรรลำดับความสำคัญของงานที่ท่านทำ ท่านจะมีความกล้าหาญที่จะปฏิเสธผู้คน หากว่าผู้คนเหล่านั้น ชวนท่านคุยในสิ่งต่างๆ ที่ไม่ก่อประโยชน์และทำให้ท่านรู้สึกเสียเวลา และท่านจะไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง
ตอนนี้ท่านผู้อ่านอาจลองทดสอบตัวเองด้วยการ ตอบคำถามข้างล่างให้ตรงกับความเป็นจริงเพื่อดูว่าเรามีการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
1.ท่านมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนหรือไม่
2. ท่านมีการวางแผนเวลาหรือไม่
3.ท่านมีการจัดลำดับความสำคัญของงานที่ท่านทำหรือไม่
4.ท่านมีเครื่องมือช่วยในการวางแผนเวลา เช่น ไดอารี่ ปฏิทิน สมุดโน้ต หรือไม่
5.ท่านมีการบังคับตนเองเพื่อทำตามแผนงานที่ท่านได้วางแผนไว้หรือไม่
6.ท่านมีการแบ่งเวลาให้กับตัวเอง โดยหาที่สงบๆให้กับตนเองได้ใช้ความคิดหรือไม่
7.ท่านใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดหรือไม่ เช่น ระหว่างนั่งรอพบคน ท่านเอาหนังสือออกมาอ่าน
จากแบบทดสอบข้างต้น หากข้อใดท่านตอบว่า “ ไม่ ” ท่านควรตรวจสอบแล้วหาทางปรับปรุงตัวท่านเอง การปรับปรุงตัวท่านจะทำให้การจัดการเวลาของท่านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Prepare today for the needs of tomorrow. (เตรียมพร้อมในวันนี้เพื่อภาระในวันพรุ่งนี้)

...
  
จงรักในสิ่งที่ทำ จงทำให้สิ่งที่รัก
จงรักในสิ่งที่ทำ จงทำให้สิ่งที่รัก
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความสงสัย อยากรู้ ว่าทำไมบุคคลที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยเงินทอง เขาทำอย่างไรถึงได้ประสบความสำเร็จ กระผมจึงได้ศึกษาค้นคว้า อ่านหนังสือ ตำรา ต่างๆมากมาย จึงทำให้ทราบว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จเขามีอะไรที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เขามักจะรักในสิ่งที่เขาทำและจะทำในสิ่งที่เขารัก
นักแต่งเพลงชื่อดังคนหนึ่ง เขาเคยรู้สึกสับสนตนเอง เนื่องจากงานเพลงที่เขาแต่งมักเกิดจากการจ้างวานหรือคนเสนอให้เขาเขียนเพลงแนวนั้นแนวนี้ จนเขารู้สึกว่า เขาต้องการสื่ออะไรกันแน่ในงานเพลงนั้นๆ ทำให้การใช้ภาษา การสื่ออารมณ์ต่างๆ ออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนในที่สุด เขาตัดสินใจพักงานทั้งหมด แล้วไปค้นหาตัวเองยังต่างประเทศ พร้อมด้วยคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งถือว่าเป็นคู่มือนำทางชีวิตของเขา จนในที่สุดเขาก็ค้นพบตัวต้นของเขาเองอีกครั้ง ว่าเขาสามารถแต่งเพลงได้ดีหากมันเกิดขึ้นจากความต้องการภายในมากกว่าการแต่งเพลงที่เกิดจากการจ้างวานด้วยเงินเป็นจำนวนมาก
เขาจึงหันกลับมาแต่งเพลงที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ จึงทำให้เขาพบความสุขมากยิ่งขึ้น อีกทั้งงานเพลงเหล่านั้นได้สร้างชื่อเสียงให้เขาได้อย่างมากมาย นักแต่งเพลงคนนั้นชื่อ บอย โกสิยพงษ์ หรือ นักแต่งเพลงรักในอันดับต้นๆของประเทศไทย
จงรักในสิ่งที่ทำ จงทำให้สิ่งที่ตนเองรัก มากกว่าการทำงานเพื่อเห็นแก่เงินจำนวนมาก ถ้าหากท่านทำให้สิ่งที่รักจนประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นชื่อเสียง เงินทอง ก็จะมาหาท่านเอง กระผมขอเขียนขยายความเรื่องของใจรักในงานว่ามีประโยชน์ต่างๆ ดังนี้
1. คนที่มีใจรักในงานที่ตนเองทำ ย่อมเป็นบันไดก้าวแรกซึ่งนำพาเราสู่ความสำเร็จ ความมีใจรักในงานที่ตนเองทำจะนำพาชีวิตเราก้าวสู่จุดหมายปลายทางของความสำเร็จ เช่น เฉินหลงรักในงานแสดง , เอดิสัน รักในงานประดิษฐ์ , ไทเกอร์ วูดส์ รักในกีฬากอล์ฟ , สตีฟ จอบส์ รักในงานค้นคว้านวัตกรรมทางเทคโนโลยี ฯลฯ
2. คนที่มีใจรักในงานที่ตนเองทำ งานนั้นจะเปลี่ยนแปลงตัวคุณได้ เราลองสังเกตดูว่า หากเราทำงานที่เราไม่ชอบ เราจะรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ใจ ไม่อยากทำงาน ขี้เกียจ ไม่มีความกระตือรือร้น แต่หากเราลองได้ทำงานที่เรามีใจรัก ก็จะทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากทำ มีความขยันขันแข็ง ทำงานนั้นด้วยความสนุกสนาน เกิดความกระตือรือร้นในงานที่ตนเองทำ
3. คนที่มีใจรักในงานที่ตนเองทำ งานนั้นจะช่วยเพิ่มพูนพลังใจ แก่ตัวเรา หากเรามีใจรักในงานที่ตนเองทำ งานนั้นจะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี แจ่มใส อยู่เสมอ ยิ่งหากเราได้เห็นผลงานที่เราได้ทำสำเร็จชิ้นแล้วชิ้นเล่า เราก็จะมีความอิ่มเอมใจ แต่ตรงกันข้าม หากเราได้ทำงานที่เราไม่ชอบ ก็จะทำให้จิตใจเกิดความรู้สึกที่หดหู่ ไม่เบิกบาน ผลงานที่ได้ทำออกมาก็จะมีคุณภาพที่ไม่ดีเท่าที่ควร เราจะไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานที่ทำออกมา
4. คนที่มีใจรักในงานที่ตนเองทำ มักสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เช่น สองพี่คนตระกูลไรต์ ประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกของโลกได้ ก็เนื่องจากการมีใจรักในงานที่ตนเองทำ ซึ่งก่อนการประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกของโลกนั้น คนทั่วไปมักบอกว่าเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งเคยมีคนตั้งมากมายได้พยายามประดิษฐ์เครื่องบินแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ด้วยใจรักในงานที่ทำ ถึงแม้จะเกิดความผิดพลาดล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในที่สุดเครื่องบินลำแรกของโลกก็เกิดขึ้น จากสิ่งที่คนทั่วไปบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็เนื่องจากใจรักในงานที่ทำนั้นเอง
ดังนั้น การมีใจรักในงานที่ตนเองทำจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จพึ่งมี บัณฑิต อึ้งรังสี รักในงานวาทยกร
ซึ่งในยุคสมัยของเขา วาทยกรในประเทศไทยไม่เป็นที่นิยมหรือเป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ก็ด้วยใจรักในงานที่ตนเองทำ เขาฝึกฝนอย่างหนัก หาโอกาสต่างๆให้กับตนเอง เรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง จนในที่สุด โลกก็จารึกชื่อของเขาให้เป็นวาทยกรระดับโลก
จงรักในสิ่งที่ท่านทำ จงทำในสิ่งที่ท่านรักแล้วท่านก็จะประสบความสำเร็จและมีความสุขในการทำงาน
...
  
DISC กับการพัฒนาภาวะผู้นำ
DISC กับการพัฒนาภาวะผู้นำ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การเป็นผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักใช้คนเป็น อ่านคนออก เข้าใจตนเอง อีกทั้งต้องมีการปรับตัวในการทำงานร่วมกันกับคนอื่น ซึ่งมีทฤษฏีต่างๆมากมาย เช่น นพลักษณ์ ( Enneagram) มีการแบ่งจำแนกคนออกเป็น 9 ประเภท , กรุ๊ปเลือด อ่านคน ( A B O AB) , อ่านคนตาม โหงวเฮ้ง , DISC ฯลฯ
แต่บทความฉบับนี้กระผมขอพูดถึงเรื่องของ DISC กับการพัฒนาภาวะผู้นำ
DISC จึงเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่น
DISC ได้แบ่งหรือจัดหมวดหมู่โดยแบ่งคนออกเป็น 4 แบบ ตามหลักทฤษฏีของ Dr.William Marston นักวิชาการจาก Harvard University ซึ่งได้เขียนหนังสือ เรื่อง “ The Emotions of Normal People ”
DISC มาจากอักษรย่อจากคำในภาษาอังกฤษ 4 คำ คือ Dominance (D), Influence (I), Steadiness (S) และCompliance (C)
DISC ได้บอกถึงพฤติกรรมของคนที่มีความแตกต่างกัน ไม่มีแบบใดดีที่สุดหรือเลวที่สุด แต่ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับการนำไปปรับใช้ของแต่ละบุคคลให้เข้ากับสถานการณ์ DISC จึงสามารถแบ่งคนเป็น 4 แบบ ได้ดังนี้
D: Dominance มีพฤติกรรม พูดเร็ว เสียงดัง ฟังชัดเจน พูดจาตรงไปตรงมา ปากไว มีความมั่นใจในตนเอง กล้าตัดสินใจ มีความเด็ดขาด กล้าแสดงความคิดเห็น ทำงานรวดเร็ว คล่องแคล่ว เน้นผลลัพธ์ ชอบริ่เริ่มสร้างสรรค์ ชอบความท้าทาย รักการผจญภัย ชอบการแข่งขัน

I: Influence มีพฤติกรรม ชอบงานสังคม พูดเก่ง ช่างเจรจาต่อรอง ชอบงานบันเทิง ชอบพบปะผู้คน มีความกระตือรือร้น มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสนุกสนาน มีอารมณ์ขัน ชอบการสื่อสาร มองโลกในแง่ดี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น

S: Steadiness มีพฤติกรรม มีความระมัดระวัง ใจเย็น ชอบความปลอดภัย มีความอดทนหนักแน่น สุขุมรอบคอบ เป็นนักฟังที่ดี สุภาพเรียบร้อย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำงานตามแบบแผนที่กำหนดไว้ ไม่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว มีความประณีต ไม่รีบร้อนค่อยเป็นค่อยไป

C: Compliance to own standard มีพฤติกรรม เจ้าระเบียบมีความละเอียดรอบคอบ กล้าตัดสินใจเด็ดขาด รวดเร็ว อิงกฎเกณฑ์มีวินัยสูง เน้นการคิดวิเคราะห์ เป็นคนมีเหตุผล ครุ่นคิด เก็บความรู้สึกเก่ง ไม่ชอบพูดมาก เป็นนักคิด นักวางแผนที่ดี
เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น จึงของสรุปทฤษฎี DISC ดังนี้
Dominance (D) = เป็นคนชอบแสดงออก มุ่งทำงานมากกว่ามุ่งคน
Influence (I) = เป็นคนชอบแสดงออก มุ่งคนมากกว่ามุ่งงาน
Steadiness (S) = เป็นคนไม่ชอบแสดงออก มุ่งคนมากกว่ามุ่งงาน
Compliance (C) = เป็นคนไม่ชอบแสดงออก มุ่งงานมากกว่ามุ่งคน
ทั้งนี้ ผู้อ่านจะทราบได้อย่างไรว่า ตนเองเป็นคนแบบใดใน 4 แบบ กระผมคิดว่า ท่านคงต้องสังเกตตนเอง แต่ถ้าให้ง่ายขึ้น เราคงต้องทำแบบทดสอบตนเอง ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ง่ายขึ้นโดยผ่านเครื่องมือต่างๆ
ท้ายนี้ การรู้จักตนเองและผู้อื่น ยังมีอีกหลายทฤษฏีที่เราสามารถนำมาใช้ได้ กระผมจะได้ทยอยเขียน ไม่ว่าเรื่องของ นพลักษณ์ ( Enneagram) มีการแบ่งจำแนกคนออกเป็น 9 ประเภท , กรุ๊ปเลือด อ่านคน ( A B O AB) , อ่านคนตาม โหงวเฮ้ง เป็นต้น






...
  
จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร
จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

www.drsuthichai.com

กระผมเชื่อว่า การเริ่มต้นเป็นวิทยากรของวิทยากรในอดีตและปัจจุบัน มีเส้นทางที่แตกต่างกัน สำหรับตัวกระผมเอง เรียนจบปริญญาตรีมาก็ไม่เคยคิดประกอบอาชีพนี้ แต่ดันไปทำงานธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) เกือบ 5 ปี แล้วไปเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวร และ มหาวิทยาลัยพะเยา เกือบ 13 ปี แล้วจึงลาออกมาเป็นวิทยากรอิสระ ซึ่งอาชีพอาจารย์ประจำกับวิทยากรอิสระมีความแตกต่างกัน เช่น การนำเอาวิธีการสอนของนิสิต นักศึกษา ในห้องเรียน มาใช้กับคนทำงานในห้องฝึกอบรม มักใช้ไม่ค่อยได้ผล , การบรรยายในห้องเรียน 3 ชั่วโมง มีหนังสือ ตำรา อุปกรณ์ต่างๆ แต่พอเป็นวิทยากรใหม่ๆถูกเชิญไปพูดหัวข้อสั้น เช่น “ การใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ” 3 ชั่วโมง กระผมขอสารภาพว่า นั่งกลุ้มเลย ไม่รู้จะเอาอะไรไปพูด เพราะกระผมเคยฝึกพูดที่ สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย , ชมรมปาฐกถาและโต้วาที (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ,สโมสรฝึกการพูดต่างๆ เขาให้ฝึกพูดแค่ 5-8 นาที เป็นต้น

แต่เมื่อกระผมได้ผ่านเวทีต่างๆมามาก ผ่านประสบการณ์มามาก บางเวทีอาจประสบความสำเร็จ บางเวทีก็อาจจะล้มเหลว มันต้องทดลองหลายแบบ จนในที่สุด ประสบการณ์ต่างๆ ก็จะสะสม จนเราเองเกิดความชำนาญ หากถูกเชิญให้พูดเรื่องเดียวกัน เช่น “ การใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ” 3 ชั่วโมง ในปัจจุบัน กระผมอาจขอสัก 6 ชั่วโมง เพราะไหนๆก็จะไปพูดทั้งทีแล้ว เสียค่าเดินทาง เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ไปแล้วต้องเอาให้คุ้ม แต่สำหรับคนที่ต้องการจะเป็นวิทยากรอิสระกระผมขอแนะนำดังนี้

1.ท่านควรเลือกหัวข้อหรือหลักสูตรที่ท่านมีความถนัด ท่านมีความรู้ ที่จะสามารถถ่ายทอดได้ เช่น การพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ขายอย่างเซียน , ครบเครื่องนักบริหาร , การบริการสู่ความเป็นเลิศ ฯลฯ

2.หาโอกาส หลังจากนั้นควรหาเวทีบรรยายหรือนำเสนอตัวต่อหน่วยงานต่างๆ ที่มีความต้องการที่จะฟัง หัวข้อหรือหลักสูตรที่ท่านบรรยาย ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ท่านอาจจะรับบรรยายให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง พัฒนาเนื้อหาของหลักสูตรของท่าน เช่น ไปบรรยายที่ วัด สถาบันการศึกษา สโมสร สถาบัน ชมรม ฯลฯ

3.นำเสนอหลักสูตรแก่สถาบันต่างๆหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรม เมื่อท่านมีความมั่นใจว่าหลักสูตรที่ท่านไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ท่านสามารถบรรยายด้วยความเชื่อมั่น ลำดับต่อไปท่านควรนำเสนอหลักสูตรนั้น แก่ สถาบันหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรม เพื่อให้สถาบันหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรมหาลูกค้าให้แก่ท่าน

4.สร้างเครือข่าย แสวงหากลุ่ม หรือ บุคคลที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเพื่อช่วยเหลือกัน ท่านควรสมัครเข้า สถาบันหรือองค์กรต่างๆ ที่สามารถนำพาท่านให้มีโอกาสได้ไปบรรยายหรือได้เป็นวิทยากรมากยิ่งขึ้น เช่น สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย , สโมสรฝึกการพูดต่างๆ , สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ฯลฯ

5.ถือกระเป๋า เดินตามวิทยากรรุ่นพี่ หากท่านมีความมุ่งมั่นในเส้นทางวิทยากรอิสระจริง ท่านอาจจะต้องลงทุนเพิ่มพูนประสบการณ์ ด้วยการเรียนรู้ คอยรับใช้ คอยให้ความช่วยเหลือ วิทยากรมืออาชีพ เพื่อจะได้เรียนรู้ เทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบการนำเสนอ เนื้อหา ตัวอย่าง แบบฝึกหัด ฯลฯ

6.โปรโมทตัวเองบ้าง สินค้าที่ดีหากไม่มีใครรู้จักก็มักจะขายสู้สินค้าที่ไม่ดีแต่มีคนรู้จักไม่ ได้ จงจัดหางบประมาณในการลงทุนโปรโมทตนเองบ้าง เช่น ลงทุนทำเว็บไซต์ส่วนตัว , ลงทุนโฆษณาตามสื่อต่างๆ , ลงทุนทำหนังสือที่ตนเองแต่งขาย ฯลฯ หรือ อาจจะลงทุนโปรโมทตัวเองแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น การเขียนบทความลงตามสื่อต่างๆ อาทิ ในหนังสือพิมพ์ ในวารสาร ในอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

ดังนั้น ท่านสามารถเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอิสระได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ โดยการเลือกหัวข้อหรือหลักสูตรที่ท่านต้องการบรรยาย , หาโอกาสให้กับตัวเอง , นำเสนอหลักสูตรแก่สถาบันต่างๆหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรม , สร้างเครือข่าย , ถือกระเป๋า เดินตามวิทยากรรุ่นพี่ และ รู้จักที่จะโปรโมทตัวเอง ...
  
ข้อดีของการให้ออกจากงาน
ข้อดีของการให้ถูกออกจากงาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในช่วงสภาวะการที่องค์กรลดกำลังคน หรือ ในช่วงภาวะปกติ การว่างงาน การตกงานถือว่าเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ของการใช้ชีวิตของการทำงาน และกระผมเชื่อแน่ว่าหลายๆท่าน ในขณะนี้ คงประสบกับภาวะการว่างงาน ดังกล่าวคือ การถูกไล่ออกจากงานหรือถูกให้ออกจากงาน หลายท่านทำใจได้ยาก นั่งกลุ้มใจ เป็นทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้ว การถูกให้ออกจากงาน มีข้อดีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ข้อดีของการถูกให้ออกจากงาน คือ
1.ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เรา มีอิสระ อย่างเต็มที่ เพราะชีวิตการทำงานที่ผ่านมา เรามักถูกควบคุมด้วย เรื่องของ กฎ ระเบียบ เวลา สถานที่ เจ้านาย เช่น การทำงานประจำมักต้องมีเวลาเข้าออกในการทำงาน , ต้องมีกฎระเบียบ วันลา วันหยุด วันทำงาน , ต้องทำงานตามสถานที่ที่องค์กรกำหนด ไม่ว่าจะต้องถูกย้ายไปอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ , อีกทั้งยังเป็นอิสระจากเจ้านายที่คอยบ่น บังคับ ควบคุม ฯลฯ
2.ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น ซึ่งทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ ตามใจที่เราปรารถนา ในขณะที่ตอนที่เราทำงานประจำเราไม่สามารถทำได้ เช่น ออกเดินทางไปต่างจังหวัดไปหรือไปต่างประเทศ ในช่วงระยะเวลานานๆ ได้ , ทำให้มีเวลาว่างในการอยู่กับครอบครัวมากขึ้น , มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น , มีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ มากขึ้น , ทำให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้เป็นเวลาที่นานๆขึ้นกว่าตอนที่ต้องทำงานประจำที่ต้องตื่นนอนแต่เช้า ต้องลำบากในการเดินทางโดยใช้เวลานานๆ ฯลฯ
3.ทำให้เราได้มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพมากขึ้น เช่น ไปอบรมตามสถาบันต่างๆ , ไปอบรมในหลักสูตรต่างๆ ตัวอย่าง ไปพัฒนาทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ไปพัฒนาทักษะทางด้านการใช้ภาษาอังกฤษ , ไปพัฒนาทักษะในการเขียนหนังสือ , ทำให้เราได้มีโอกาสใช้เวลาว่างในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้น หรือบางท่านอาจใช้เวลาว่างนี้ในการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี , ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ฯลฯ
4.ทำให้เราได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้คนต่างๆ เช่น ทำให้เราใช้เวลาว่างในการไปเยี่ยมเยือนญาติที่ไม่ได้มีโอกาสติดต่อกันนาน , ทำให้เราได้มีโอกาสไปพบไปหาคุณพ่อคุณแม่ , ทำให้เราได้มีโอกาสไปพบปะเพื่อนฝูงที่ไม่ได้พบปะกันมานาน ฯลฯ การพบปะพูดคุยกันจะทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนและเมื่อมีอะไรดีๆ เขาก็จะคอยให้ความช่วยเหลือเรา
5.เป็นข้อที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ ทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง ทำให้เราได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้น โดยหาตัวตนว่าสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารักจริงๆ คืออะไร ข้อดีของเรามีอะไรบ้าง ข้อบกพร่องของเรามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น บางท่านทำงานประเภทต่างๆ มามากมาย เปลี่ยนงานมาหลายสิบงาน แต่สุดท้ายถูกให้ออกจากงาน แล้วจึงกลับมาทบทวนตนเองดูว่าตนต้องการอะไร หรือ รัก ชอบ อะไร จริงๆ ในชีวิต ปรากฏว่า เขารักในการทำอาหาร ชอบทำอาหาร จึงได้เปิดร้านขายอาหาร หรือ ร้านขายขนม จนสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและครอบครัว และที่สำคัญที่สุดก็คือ เขามีความสุขเป็นอย่างมากในการทำอาหาร เป็นต้น
สรุป คือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งด้านบวก ด้านลบ มีทั้งด้านดีและด้านเสีย หากเราสามารถมองโลกในแง่ดี เราก็สามารถมีความสุขในการใช้ชีวิต เนื่องจากชีวิตของคนเราสั้นนัก เราจึงไม่ควรอมทุกข์ การตกงานหรือการว่างงาน จึงมีข้อดี หากเราสามารถมองในด้านดี ซึ่งกระผมยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายข้อ เช่น หากเราทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือ ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะ การถูกให้ออกจากงานจึงทำให้เรามีความปลอดภัยในเรื่องของสุขภาพ คุณภาพชีวิต อีกด้วย

...
  
นพลักษณ์ ศาสตร์แห่งการรู้จักตนเองและผู้อื่น
นพลักษณ์ ศาสตร์แห่งการรู้จักตนเองและผู้อื่น
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.co
นพลักษณ์ หรือ เอ็นเนียแกรม(Enneagram) ไม่ได้เป็นศาสตร์ใหม่เลยสำหรับสังคมไทย
นพลักษณ์ เป็นศาสตร์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จักตนเองและผู้อื่นมากขึ้น โดยมีการแบ่งคนออกเป็น 9 ลักษณ์ อีกทั้งแยกนิสัยบุคลิกคนออกเป็น 9 บุคลิก 9 ลักษณะ คือ
1.ลักษณ์หนึ่ง : Perfectionist (คนสมบูรณ์แบบหรือคนเนี๊ยบ) ชอบทำงานตามตารางที่ชัดเจน , เป็นคนคิดละเอียดรอบคอบ ชอบอยู่โดดเดียว เป็นคนที่มุ่งการทำงานมากกว่ามุ่งความสัมพันธ์ของคน มองอะไรตรงไปตรงมา ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ไม่ค่อยแสดงออกเวลาโกรธ ฯลฯ
2.ลักษณ์สอง : Giver (ผู้ให้) เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี , ชอบช่วยเหลือผู้อื่น , มีการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ดีจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีหลายบุคลิก , ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น , ร่าเริงแจ่มใส ฯลฯ
3.ลักษณ์สาม : Performer (นักแสดงหรือนักปฏิบัติ) เป็นคนทุ่มเทการทำงาน , ต่อสู้ชีวิต , ชอบการแข่งขัน , ต้องการเป็นผู้ชนะ , เป็นคนกระตือรือร้น , ไม่ทนต่อคำวิจารณ์ของผู้อื่น , มุ่งงานมากกว่ามุ่งคน ฯลฯ
4.ลักษณ์สี่ : Romantic (คนโศกซึ้ง) เป็นคนอ่อนไหว , ชอบงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ , การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากน้อยมักขึ้นอยู่กับสภาพของอารมณ์ในขณะนั้น , มีอารมณ์ศิลปิน , มีความลึกซึ้งทางด้านอารมณ์ ฯลฯ
5.ลักษณ์ห้า : Observer (ผู้สังเกตการณ์) เป็นคนหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง , ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง , ต้องการความปลอดภัย , รู้จักสงบนิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต , รักษาความลับได้ดี , เป็นคนช่างคิด ฯลฯ
6.ลักษณ์หก : Questioner (คนช่างระแวงหรือนักปุจฉา) เป็นคนช่างตั้งคำถามและสนใจที่จะตรวจสอบ , ชอบเก็บตัวมากกว่าชอบเข้าสังคม , ความกลัวหรือความกังวล อาจทำให้ประสบความสำเร็จยาก , เป็นผู้ร่วมทีมงานที่ดีแต่มักไม่ชอบเป็นผู้นำทีม ฯลฯ
7.ลักษณ์เจ็ด : Epicure (นักเสพสุดยอดหรือนักผจญภัยหรือคนหรรษา) เป็นคนที่ชอบสร้างความสำราญให้กับผู้ที่อยู่ร่วมทำงาน , เป็นคนช่างเล่น , มีพลัง มีความร่าเริง กระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี , ชีวิตต้องการสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆใหม่ๆ , เปิดรับความคิดใหม่ๆ มากกว่าความคิดเดิมๆ ฯลฯ
8.ลักษณ์แปด : Boss (ผู้ปกป้อง หรือ เจ้านายหรือคนกล้า) เป็นคนตรง , ไม่ชอบความไม่ยุติธรรม , เวลาโกรธก็แสดงออกมา ไม่ซ้อนเร้น , เป็นคนแข็งนอกแต่อ่อนใน , เห็นการประนีประนอมว่าเป็นความอ่อนแอ , มักมองว่าตนเป็นฝ่ายถูก , มองตนเองเป็นศูนย์กลาง ฯลฯ
9.ลักษณ์เก้า : Mediator (ผู้ประสานไมตรี) เป็นนักประสานงานที่ดี , ชอบสันติ ,ไม่ชอบความขัดแย้ง , ไม่ชอบการเสี่ยง , เป็นคนชอบผ่อนคลาย , ไม่ชอบการตัดสินใจ , เมื่อโกรธจะแสดงออกด้วยการเพิกเฉย ฯลฯ
ฉะนั้น คนเราทุกคน จะมีลักษณะตามลักษณ์ทั้ง 9 ลักษณ์ที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งทั้ง 9 ลักษณ์ ท่านสามารถศึกษาได้เพิ่มเติมที่ สมาคมนพลักษณ์ไทย หรือลองเข้าไปดู http://www.enneagramthailand.org/ ซึ่งมีการเปิดสอนและฝึกอบรม อีกทั้งปัจจุบัน ยังมีหนังสืออีกหลายเล่ม ที่เขียนเกี่ยวกับ นพลักษณ์ให้ได้อ่านกัน เช่น นพลักษณ์ – คู่มือสังเกตตนเอง , นพลักษณ์ : แผนที่เข้าถึงคน เข้าถึงตน , แก่นพนลักษณ์ ฯลฯ
สำหรับการตรวจสอบว่า ตนเองอยู่ลักษณ์ใด คงต้องใช้เวลา และในปัจจุบันมีเครื่องมือ แบบทดสอบลักษณ์ ให้ได้มีการประเมินตนเอง และประเมินผู้อื่นอีกด้วย นพลักษณ์ จึงเป็นศาสตร์แห่งการรู้จักตนเองและผู้อื่น อย่างแท้จริง หากว่าท่านได้ศึกษาอย่างแท้จริง ก็จะเกิดประโยชน์ต่อตัวท่านและผู้อื่น
...
  
มาเป็นวิทยากรกันเถอะ
มาเป็นวิทยากรกันเถอะ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

ในปัจจุบันนี้กระผมประกอบอาชีพวิทยากรอิสระ ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ดีมากๆ กระผมหวังว่าผู้อ่านอีกหลายท่านคงมีความสนใจจะประกอบอาชีพนี้เช่นกัน ซึ่งข้อดีของอาชีพวิทยากรอิสระมีหลายอย่าง เช่น

1.เป็นอาชีพที่ท่านสามารถบริหารเวลาได้เอง เป็นอาชีพที่ไม่เหมือนกับการทำงานประจำซึ่งจะต้องมีการลงเวลาทำงาน อีกทั้งท่านไม่ต้องไปทำงานทุกวัน ท่านสามารถเลือกงาน เลือกวันทำงานได้ ว่าท่านจะรับไปบรรยายหรือไม่ไปก็ได้

2. เป็นอาชีพที่ทำให้มีโอกาสฝึกฝนและพัฒนาตนเองหลายๆด้าน คนที่จะเป็นวิทยากรต้องเรียนรู้มาก ต้องเข้ารับการอบรม ต้องอ่านหนังสือมาก อีกทั้งยังต้องฝึกฝนพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ทักษะการนำเสนอ ,ทักษะในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ , ทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ฯลฯ

3.เป็นอาชีพที่ได้รู้จักคนเป็นจำนวนมาก รู้จักคนหลากหลายอาชีพ มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมากมาย ทำให้เป็นที่เคารพแก่บุคคลทั่วไป

4.เป็นอาชีพที่ได้ท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น กินฟรี เดินทางฟรี พักฟรี โดยมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ อาชีพวิทยากรมักถูกเชิญให้ไปบรรยายในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานและภาคกลาง หรือเกือบทั่วทุกจังหวัด ท่านสามารถท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ ในระหว่างเดินทาง หรือ หลังจากการบรรยายท่านสามารถใช้เวลาว่างไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยผู้จัดการอบรมออกค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าโรงแรมที่พัก และค่าอาหารให้แก่ท่าน

5.เป็นอาชีพที่ให้ความช่วยเหลือ อุทิศตน และช่วยพัฒนาประเทศชาติ อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพที่ให้ความรู้ ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรต่างๆ เป็นอาชีพที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีทักษะ มีศักยภาพในการทำงาน จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ อุทิศตนและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อีกอาชีพหนึ่ง

6.เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ตามสมควร แต่หากว่าท่านสามารถพัฒนาตนเองจนเป็นที่ยอมรับของผู้คน ท่านก็สามารถสร้างรายได้อย่างมากมายมหาศาลจากอาชีพนี้ ฉะนั้น ชั่วโมงบินจึงมีความสำคัญมากสำหรับอาชีพนี้ ยิ่งมีเวทีมาก ยิ่งพูดได้ดี ยิ่งคนรู้จักมาก โอกาสสร้างรายได้ยิ่งมีมากขึ้น

7.เป็นอาชีพที่สามารถสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนต่างๆ ท่านสามารถคบหาบุคคลที่ประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างโอกาสในการทำธุรกิจได้ในอนาคต

8.เป็นอาชีพที่ไม่ต้องมีเจ้านาย มีลูกน้อง ท่านจึงไม่ต้องไปกระทบหรือมีความขัดแย้งกับใคร ทำให้เกิดความสบายใจในการทำงาน ท่านจึงสามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่

9.เป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ทำให้ลดความเสี่ยงในการขาดทุนหรือล้มละลาย

10.เป็นอาชีพที่ขายองค์ความรู้ ซึ่งมีอยู่ในตัวของท่านเอง จึงเป็นสินค้าที่ไม่มีวันขายหมด แต่จะมีเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ หากว่าท่านได้อ่านมากขึ้น อบรมมากขึ้น หาความรู้มากขึ้น

เมื่อท่านได้อ่านข้อดีของอาชีพวิทยากรแล้ว กระผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านมีความสนใจ อยากที่จะประกอบอาชีพนี้ ซึ่งหากว่าท่านมีความสนใจ มีความรักในอาชีพนี้ และท่านมีการฝึกฝน พัฒนาตนเอง อย่างไม่หยุดยั้ง กระผมเชื่อแน่ว่าท่านสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพวิทยากรได้เหมือนวิทยากรที่เก่งๆ ในระดับประเทศ

...
  
ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี
ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
 ความสำเร็จมักก่อตัวขึ้น จากเถ้าถ่านของความล้มเหลว...
 ระดับความสำเร็จคือแรงสะท้อนจากการเคยประสบความล้มเหลวมาก่อน
 ไม่มีใครลุกขึ้นมาจากความล้มเหลวได้โดยไม่แข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดกว่าเดิม
o กระผมเชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยคเหล่านี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับความล้มเหลว ซึ่ง
บุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคน มักจะต้องผ่านความล้มเหลวมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น แต่พวกเราส่วนใหญ่มักจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนมีโชค วาสนา แต่หารู้ไม่ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกๆคน มักจะต้องเคยผ่านความยากลำบาก เคยผ่านความล้มเหลวมาเกือบทุกคน
- บิล เกตส์ กว่าจะร่ำรวยและประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ เขาต้องทุ่มเท กำลังใจ
กำลังกายและกำลังความคิด เขาต้องพบกับความล้มเหลวนานัปการในการเริ่มต้นธุรกิจของเขา เพื่อนมักจะดูถูกเขาว่าเป็นคนสกปรก บ้าคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเขาเคยถูกบริษัท IBM ดูถูกว่าเขาเป็นแค่ เด็ก แต่ในที่สุด เขากลับกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
- เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ บุรุษเหล็กแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่ 2
ตอนเด็กๆ เขาเป็นคนติดอ่าง และมีปัญหาทางการพูดอย่างมาก เขาเคยล้มเหลวในการพูด เคยถูกดูถูกทำให้เขาได้รับความอัปยศอดสู แต่แล้วเมื่อเขาผ่านการฝึกฝน เขาไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวในที่สุด เขากลายเป็นนักพูดระดับชาติและผู้คนยอมรับเขาทั่วโลกในการพูดเลยทีเดียว มีครั้งหนึ่งที่ท่านได้ถูกนิสิต นักศึกษา ถามว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ตอบว่า “ Never ,Never ,Never , Never ,Never Give Up ” แปลว่า (ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ล้มเลิก)
- วอลท์ ดีสนีย์ ราชาการ์ตูนวอลท์ ดีสนีย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็พบกับความล้มเหลวมาอย่างมาก
มาย เขาเคยตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ แต่ถูกพนักงานบริษัทของเขายักยอกเงินหอบเงินหนีไป บริษัทของเขาประสบปัญหาจนล้มละลาย หลังจากที่เขาใช้หนี้จนหมด เขาจึงเริ่มสร้างภาพยนตร์ใหม่โดยการเช่าโรงรถของอาของเขา ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง แต่เขาต่อสู้จนในที่สุด เขาประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนจนโด่งดังไปทั่วโลก
- และยังมีตัวอย่างของผู้ประสบความล้มเหลวอีกมากมายที่ต่อสู้จนประสบความสำเร็จในธุรกิจ
จงกล้าที่จะล้มเหลว เพราะบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยพบหรือเคยต่อสู้กับความล้มเหลวมาก่อน มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือทำกิจการใดๆ
ความจริงแล้ว ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่า
เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราไม่ล้มเลิก สักวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จ จงอย่าหยุดเสียกลางคัน จงอย่าเลิกล้มความพยายาม เพราะนักปราชญ์ในอดีตบางท่านได้กล่าวไว้อย่างสวยงามว่า “ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของท่าน ถ้าหากว่าท่านล้มเหลวถึงสิบครั้ง แต่ท่านก็ยังได้พยายามต่อไป นั้นแสดงว่าความมีอัจฉริยะได้เกิดขึ้นในหน้าที่การงานของท่านแล้ว จงพยายามทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
จงอย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถตราหน้าเราได้ว่าเราเป็นคนล้มเหลวได้ นอกจากตัวเราเอง อย่าให้คำพูดของผู้อื่นมาตัดสินตัวเรา อย่าให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตของเรา “ ผู้ชนะไม่เคยยอมจำนน และผู้ยอมจำนนไม่มีวันชนะ ” เป็นคติพจน์ของคนโบราณแต่ก็ยังใช้ได้และให้แง่คิดกับเราได้เป็นอย่างดี
จงระลึกไว้ว่า ความล้มเหลว ความลำบาก ความทุกข์ยาก ทุกครั้ง ได้แฝงมาซึ่งประโยชน์ในอนาคตที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  [11]  [12]  [13]  [14]  [15]  [16]  [17]  [18]  [19]  [20]  [21]  [22]  [23]  [24]  [25]  [26]  [27]  [28]  [29]  [30]  [31]  [32]  [33]  [34]  [35]  [36]  [37]  [38]  [39]  [40]  [41]  [42]  [43]  [44]  [45]  [46]  [47]  [48]  [49]  [50]  [51]  [52]  [53]  [54]  [55]  [56]  [57]  [58]  [59]  [60]  [61]  [62]  [63]  [64]  [65]  [66]  [67]  [68]  [69]  [70]  [71]  [72]  [73]  [74]  [75]  [76]  [77]  [78]  [79]  [80]  [81]  [82]  [83]  [84]  [85]  [86]  [87]  [88]  [89]  [90]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.