หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  ขายปลุกพลังชีวิต
  -  ระบบ P.K.S.C กับนักขาย
  -  อิทธิบาท 4 สู่ความสำเร็จในงานขาย
  -  การพัฒนาบุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
  -  อยากสำเร็จต้อง.
  -  ธุรกิจเครือข่ายโอกาสทางธุรกิจ
  -  ความสำเร็จของนักขาย
  -  ความล้มเหลวในการทำธุรกิจเครือข่าย
  -  นักการตลาดมืออาชีพ
  -  ผู้นำทีมในธุรกิจเครือข่าย
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
  -  เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
  -  ข้อห้ามสำหรับเจ้าหน้าที่ในการจัดการแสดงสินค้า
  -  ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
  -  ใช้ชีวิต...ให้เต็มชีวิต...
  -  การตลาดยุคใหม่ : Modern Marketing
  -  การตลาดยุคใหม่ : นักการตลาดยุคใหม่
  -  คิดต่าง
  -  ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด
  -  แนวความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
  -  สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
  -  Digital Marketing for SME
  -  การตลาดของมหาเศรษฐี
  -  แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
  -  การตลาดสมัยใหม่
  -  Marketing 3.0
  -  ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
  -  อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
  -  Digitalmarketing Communication
  -  Viral Marketing
  -  กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
  -  การตลาดผ่าน Brand Ambassador
  -  Marketing Environment
  -  การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
  -  จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  -  กลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก
  -  Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
  -  Celebrity Marketing
  -  อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
  -  สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
  -  อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
  -  เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
  -  จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
  -  คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
แนวความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
ความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมากมักมีความคิดทางการตลาดที่คล้ายๆกันหลายๆอย่าง ซึ่งหากเรามีโอกาสที่เข้าไปศึกษาถึงชีวิตและแนวความคิดของบุคคลเหล่านี้ เราก็จะได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล กระผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จและต้องการรู้ จึงได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาและอ่านประวัติของมหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก ซึ่งพอที่จะสรุปแนวความคิดที่เกี่ยวกับการตลาดได้ดังนี้
ยิ่งให้ยิ่งรวย มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก มักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ พวกเขามักจะมีความสุขจากการให้มากกว่าการรับ และเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง มหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ชอบที่จะบริจาคเงินที่ตนเองหามาได้เป็นจำนวนมากๆแก่สาธารณกุศล แต่ยิ่งให้แทนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะหมดไป พวกเขาเหล่านั้น กลับได้ทรัพย์สินเงินทองคืนมาจากแหล่งอื่นๆ รวมทั้งทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
- บิลล์ เกตส์ อดีตมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตรสาร “ ฟอร์บส์” เมื่อหลายปีก่อน เขาคือผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เมื่อเขาร่ำรวยที่สุดในโลกแล้ว เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิ บิลล์ เกตส์กับภรรยาของเขา โดยเขาได้บริจาคเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังบริจาคเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่ทุกข์ทรมานจากเอดส์ อีกทั้งยังได้บริจาคเงิน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กองทุนเพื่อช่วยต่อสู้กับโรคต่างๆ การบริจาคเงินและให้การช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก อีกทั้งเป็นแบบอย่างให้มหาเศรษฐีคนอื่นๆได้ทำตามเขา เช่น
- วอร์เรน บัฟเฟอตต์ ได้บริจาคเงินก้อนใหญ่เข้ากองทุนของเขา จึงทำให้กองทุนของบิลล์ เกตส์และภรรยา เป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย
- คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีที่เคยติดอันดับที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้บริจาคเงินให้กับ บิลล์ เกตส์ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้ากองทุนโดยเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปช่วยเหลือคนยากจนในละตินอเมริกา
- เฉินหลง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตัดสินใจเข้าโครงการ “ กีฟวิ่ง เพลดจ์” ของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งโครงการนี้จะต้องมอบเงินมากกว่าครึ่งให้กับสาธารณกุศลต่างๆหลังจากที่ตนเองเสียชีวิต
มหาเศรษฐีชาวไทยก็มีหลายคนที่มีแนวความคิดนี้ เช่น คุณตัน ภาสกรนที , คุณบุญชัย เบญจรงคกุล , คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ,คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ และ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บุคคลเหล่านี้ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือการกุศล บางคนก็ได้ตั้งมูลนิธีของตนเองขึ้นมาเพื่อ ให้การช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ
ถามว่าทำไมมหาเศรษฐีเหล่านี้ถึงได้ ให้ สิ่งต่างๆ กับบุคคลเป็นจำนวนมากซึ่งการให้นี้ ยังรวมไปถึง การให้เงิน การให้งาน การให้การเป็นแบบอย่างของชีวิต เพราะการให้ทำให้มหาเศรษฐีเหล่านี้มีความสุขอย่างแท้จริง การให้ยังทำให้เขาได้รับสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นได้เพื่อน ได้การยอมรับ ได้รับชื่อเสียง ได้รับการช่วยเหลือและได้รับความร่ำรวย
หากว่าเราโยงเรื่องของการให้ การบริจาค กับเรื่องทางการตลาด การให้ ของมหาเศรษฐีโลก ก็คงไม่แตกต่างกับที่ บริษัทต่างๆทำ CSR หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม การช่วยเหลือสังคม ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการบริหารงานที่ดี เพราะหากว่าลูกค้าหรือประชาชนทั่วโลกได้เห็นคุณงามความดีของมหาเศรษฐีที่ได้ทำไป ประชาชนทั่วโลกก็จะซื้อสินค้าและอุดหนุนสินค้าหรือบริการด้วยความพอใจ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สินค้าต่างๆของมหาเศรษฐีอีกด้วย จึงเท่ากับว่าสิ่งที่มหาเศรษฐีได้ให้ไป ก็ได้ส่งผลมาเป็นการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
- เฉิงหลง ได้บริจาคและได้ช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมากทั่วโลก เมื่อเฉิงหลง ได้สร้างภาพยนตร์
เรื่องใหม่ คนทั่วโลกก็อยากที่จะอุดหนุนและอยากที่จะไปดูการแสดงของเขาเพิ่มขึ้น การบริจาคจึงทำให้เกิดแฟนคลับที่มากขึ้นหรือทำให้เกิดแฟนคลับที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
- คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของและผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวย
ที่สุดในประเทศไทยและเป็นมหาเศรษฐีโลก จากการจัดอันดับของ “ฟอร์บส์” เขาก็ได้มีแนวความคิดเรื่องการให้ เขาได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลมากมายเช่น การมอบทุนการศึกษา การสร้างวัด มอบเงินช่วยเหลือบุคคลเป็นจำนวนมากทั้งมอบด้วยตนเองหรือมอบผ่านบริษัทของเขา
- คุณตัน ภาสกรนที ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ให้การช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ เขาโด่งดังอย่าง
มากจากแบรนด์ “ ตัน โออิชิ” ปัจจุบันเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไม่ตัน จำกัด ซึ่งผลิตชาเขียวตราอิชิตัน จากการช่วยเหลือสังคมอย่างมากมาย เขาจึงได้ตัดสินใจก่อตั้ง มูลนิธิ “ ตันปัน” เพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
การช่วยเหลือบุคคลเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนที่ได้ทราบหรือได้เห็น จึงอยากที่จะช่วยเหลือเขา ยิ่งปลายปี 54 โรงงานผลิตชาเขียว “ อิชิตัน” ที่ลงทุนถึง 3,000 ล้านบาท ต้องจมน้ำเนื่องจากน้ำท่วม ก็ยิ่งทำให้คนอยากที่จะช่วยเหลือเขา โดยผ่านทางการซื้อสินค้าของเขา
ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า แนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ จึงเป็นแนวความคิดทางการตลาดอย่างหนึ่งในการทำ CSR ให้แก่ตัวเองและบริษัทของตัวเอง อีกทั้งแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ ยังได้สร้างแบรนด์ส่วนตัวของทั้งตัวเองและแบรนด์ของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สำหรับแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจได้อีกด้วย ดังเช่น 7-11 เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มแรกเปิดให้บริการ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ซึ่งตอนแรกๆได้ขายแต่น้ำแข็ง แต่เจ้าของ 7-11 มีหัวใจของการให้คืออยากที่จะให้บริการสินค้าที่มากกว่านี้แก่ลูกค้าจึงได้เพิ่มสินค้าเข้าไปอีกมากมาย เช่น ขนม ยาสีฟัน ปากกา สบู่ แชมพู ฯลฯ ต่อมาด้วยความต้องการอยากที่จะให้บริการที่มากกว่านี้ เจ้าของจึงได้มีการเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นจากการเปิดร้านวันละ 16 ชั่วโมงเป็น 24 ชั่วโมง ภายหลังเจ้าของ 7-11 อยากที่จะให้บริการแก่ชาวอเมริกาเพิ่มขึ้น จึงได้ขยายสาขาไปทั่วอเมริกา ภายหลังเจ้าของ 7-11 ต้องการอยากให้ร้าน 7-11 ได้ให้บริการแก่คนทั่วโลก จึงได้ทำการขายแฟรส์ไชส์แก่ผู้ที่ต้องการเปิดร้าน 7-11 เกือบทุกประเทศ เพื่อให้ร้าน 7-11 ได้ให้บริการแก่คนทั่วโลก
ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการที่จะประสบความสำเร็จทางด้านการตลาดเหมือนดังมหาเศรษฐีหลายๆคน การทำการตลาดจากแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ จะเป็นแนวความคิดหนึ่งที่ส่งเสริมให้การทำการตลาดของท่านประสบความสำเร็จและสร้างความร่ำรวยให้กับท่านได้มากขึ้น

...
  
สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ที่นั่งที่ดีที่สุดคือที่นั่งในหัวใจคน , รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง, อันธรรมดาการทำสงครามจะชนะอย่างเดียวไม่ได้ย่อมมีแพ้บ้างชนะบ้าง....คำคมสุภาษิตเหล่านี้ มีในหนังสือเรื่องสามก๊ก..
สามก๊ก เป็นวรรณกรรมจีนแต่อิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับการทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดน ซึ่งภายในวรรณกรรมเรื่องนี้ ได้ให้ความรู้ทางด้าน ตำราพิชัยสงครามภาคปฏิบัติ การบริหาร การเมือง การจัดการ จิตวิทยา ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ นักการตลาดสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้ได้ ดังต่อไปนี้
1.การคิดนวัตกรรมใหม่ๆ การทำสงครามในวรรณกรรมสามก๊ก เราจะเห็นได้ว่า ก๊กใด กลุ่มใด ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆได้มักจะได้เปรียบในการทำศึกสงคราม เช่น ขงเบ้งประดิษฐ์หรือคิดค้นโคยนต์ซึ่งมีกลไกต่างๆ เพื่อนำเอาไปใช้ขนเสบียง สามารถเดินทางได้ในที่ต่างๆได้อย่างสะดวก ทำให้ประหยัดกำลังและแรงงานของทหารในการขนเสบียง , เครื่องยิงหิน ของ เล่าหัว (กุนซือของโจโฉ) ได้ประดิษฐ์อาวุธนี้เพื่อพิชิตหอรบของอ้วนเสี้ยว ในสงคราม ยุทธการกัวต๋อ
เราจะเห็นได้ว่า ก๊กใด กลุ่มใด ที่มีการคิดค้น ประดิษฐ์ อาวุธหรือเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการทำสงครามย่อมได้เปรียบ ก๊กหรือกลุ่มอื่นๆ เพราะ นวัตกรรมใหม่ๆที่สร้างขึ้นมามักเป็นเครื่องทุ่นแรงในการทำงาน เช่นเดียวกัน หากว่านักการตลาดผู้ใดสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในการทำการตลาด นักการตลาดผู้นั้น มักจะได้เปรียบในการต่อสู้ทางการตลาด
2.ลับ ลวง พราง เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ในสามก๊ก ค่อนข้างมาก เช่น กลศึกปิดเมือง ขงเบ้งเจอสุมาอี้ปิดค่าย แต่ขงเบ้งเก่งกาจและมีปัญญาจึงใช้ กลยุทธ์ ลับ ลวง พราง เปิดประตูค่าย แล้วตนเองก็ตีขิมหรือพิณ อย่างสบายอารมณ์ สุมาอี้เป็นคนคิดมาก จึงไม่กล้าบุกเข้าไปในค่าย แล้วสั่งลูกน้องให้ถอยทัพ กลยุทธ์ ลับ ลวง พราง จึงนิยมใช้ในการทหาร การเมือง รวมทั้งการตลาด ตัวอย่างการปล่อยข่าวของบางบริษัท เพื่อทำการเบี่ยงเบนความสนใจหรือทำให้คู่แข่งเข้าใจผิด เป็นต้น
3.กลยุทธ์แบบ กองโจรหรือป่าล้อมเมือง คือกลยุทธ์ในการโจมตีคู่แข่งในจุดที่คู่แข่งไม่ให้ความสนใจ หรือป้องกัน หรือประมาท เช่น การทำการตลาดของสินค้า ในต่างจังหวัดก่อนที่จะเข้าไปทำการตลาดในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ
4.กลยุทธ์ตีชิงตามไฟ เป็นกลยุทธ์ที่ศัตรูยังอยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอ ย่ำแย่ เราควรรีบฉกฉวยโอกาสเข้าทำศึกเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ตัวอย่างเช่น ตั๋งโต๊ะ ฉกฉวยโอกาสยึดเมืองหลวงและราชสำนักของพระเจ้าหองจูเหียบมาเป็นของตนเอง เช่นกันหากว่าคู่แข่งของเรากำลังอ่อนแอ เจอข่าวร้าย เจอมรสุมทางธุรกิจ นักการตลาดก็ควรใช้จังหวะในการขยายฐานการตลาดหรือทำการตลาดเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้า
5.กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิน เป็นกลยุทธ์ที่โจมตีศัตรูในจุดที่ศัตรูคาดไม่ถึง เช่น ขงเบ้งหลอกล่อ เฮ็กเจียวให้เกิดความสับสน หลงกล ในการนำกำลังทหารเฝ้าระวังการบุกโจมตีด่านตันฉอง
6.กลยุทธ์ตีหญ้าให้งูตื่น เป็นกลยุทธ์ที่ หากมีสิ่งใดพึงสงสัย ผิดแผกจากเดิม ควรส่งคนไปสอดแนมให้มั่นใจเสียก่อน และหากศัตรูสงบนิ่งก็พึงสร้างสถานการณ์ให้ศัตรูเคลื่อนไหวเพื่อเกิดช่องโหว่ ดังตัวอย่าง ขงเบ้งต้องการดูชั้นเชิงกองกำลังทหารของโจโฉ เมื่อคราวเล่าปี่นำกำลังทหารไปตีฮันต๋ง จึงหลอกให้โจโฉเคลื่อนไหว กำลังพล
7.กลยุทธ์จับโจรเอาหัวโจก เป็นกลยุทธ์ที่ทำศึกสงคราม ต้องบุกโจมตีศัตรูในจุดยุทธศาสตร์ของกองทัพ เช่น ขงเบ้งทำสงครามกับวุยก๊ก จึงออกอุบายกำจัดสุมาอี้ เพราะขงเบ้งรู้ดีว่า หากขาดสุมาอี้แล้วกองทัพของวุยก๊ก ก็จะไม่มีความยิ่งใหญ่อีกต่อไป
8.กลยุทธ์กวนน้ำจับปลา เป็นกลยุทธ์ที่ฉกฉวยจังหวะที่ศัตรูเกิดความปั่นป่วยภายในกองทัพให้เป็นประโยชน์ เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์มาเป็นของตนเอง แล้วจึงนำกำลังบุกเข้าโจมตีเพื่อให้ได้ชัยชนะ เช่น อ้วนเสี้ยว หลอกกองทัพซุนจ้านในการนำกองกำลังทหารบุกร่วมเข้าโจมตียึดเอากิจิ๋วจากฮันฮก
8.กลยุทธ์ข่าวสาร เป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลข่าวสาร ประกอบการตัดสินใจในการทำการตลาด ยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ การสื่อสารเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดน เราสามารถสื่อสารไปยังลูกค้าได้ทั่วทั้งประเทศ ทั่วทั้งโลก ก็ด้วยระบบเครือข่ายต่างๆ

9.กลยุทธ์หลบหนี เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ย่อมแพ้ชั่วคราว หากว่ากองกำลังของฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่ง เราก็ควรที่จะถอยไปตั้งหลักก่อน ไม่ควรปะทะ แต่ควรที่จะหลบเลี่ยงการปะทะหรือการเผชิญหน้า การถอยไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด แต่เป็นธรรมดาของการทำสงคราม ไม่ควรคิดว่าตนเองเสียเกียรติหรือเสียหน้า
และยังมีอีกหลายกลยุทธ์ที่กระผมยังไม่ได้พูดถึง ท่านผู้อ่านสามารถไปหาอ่านได้ในหนังสือสามก๊ก หรือ ตำราพิชัยสงครามต่างๆได้ เพราะการทำสงคราม การทหาร การเมือง ไม่มีความแตกต่างกันมากนักกับการทำการตลาด และเราสามารถประยุกต์ใช้ กลยุทธ์ต่างๆเหล่านี้ได้กับการตลาด



...
  
Digital Marketing for SME
Digital Marketing for SME
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ธุรกิจ SME (Small and Medium Enterprises) หรือ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ในการประกอบธุรกิจ ธุรกิจ SME อาจเสียเปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ ในเรื่องของเงินทุน ในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของเครื่องจักรอุปกรณ์ แต่หากว่าเรามองลงไปให้ลึกซึ้ง เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจ SME จะมีความได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่หลายเรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องความคล่องตัว การคิดสร้างสรรค์ การบริหารที่รวดเร็วกว่าในเชิงนโยบาย เปรียบเทียบดังเช่น ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นปลาตัวใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กเป็นปลาตัวเล็ก ปลาตัวใหญ่อาจจะมีโอกาสกินปลาตัวเล็กก็จริง แต่ปลาตัวใหญ่ จะเคลื่อนไหวได้ช้ามาก หรือ เปรียบเทียบธุรกิจขนาดใหญ่เป็นเรือลำใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็ก เปรียบดังเรือลำเล็ก เรือลำเล็ก อาจแล่นไปช้ากว่า แต่ เวลาจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา เรือลำเล็กจะเลี้ยวได้เร็วกว่าเรือลำใหญ่
โลกในยุคปัจจุบัน เราต้องยอมรับกันว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี โลกของยุค Digital หากว่าเราได้มองดูไปรอบๆตัว เราจะเห็นผู้คน ได้อ่าน ได้เล่น ได้ดู ข่าวสาร ข้อมูล ผ่านทาง Social Media ซึ่งส่วนใหญ่จะดูผ่านทางช่องทาง Mobile ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงาน
คนในยุคปัจจุบัน หากไม่ยอมเรียนรู้ เทคโนโลยีหรือDigital ก็จะล้าหลัง การทำธุรกิจ ในยุคปัจจุบันก็เช่นกัน ไม่ว่าจะผลิตสินค้าหรือบริการ หากว่า บริษัท ไม่ได้ทำการตลาดผ่านเทคโนโลยีหรือDigital ก็จะเกิดการเสียเปรียบคู่แข่งขัน
แล้วการทำการตลาด Digital Marketing คือ อะไร Digital Marketing คือ การทำธุรกิจ การขายสินค้า การทำการตลาดเชิงสร้างสรรค์ผ่านช่องทางในโลก Internet และ Technology โดยใช้ Social Network เป็นเครื่องมือทางการตลาด
Digital Marketing Trend – แนวโน้มและภาพรวมในตลาดดิจิทัล มีงานสำรวจของ Morgan Stanley Research ในปี 2010 มีผู้ใช้สื่อ Social Network ผ่าน WebSite ต่างๆมีจำนวนเกือบ 900 ล้านล้านคนและมีอัตราการเพิ่มขึ้นเกือบ 40%ต่อปี เลยทีเดียว

Digital Marketing Planning – การทำการตลาดที่ดีต้องมีการวางแผน การทำการตลาดดิจิทัลก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องวางแผนก่อนเป็นอันดับแรกๆ ว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไร ในช่วงไหน งบประมาณต้องใช้เท่าไร หรือจะใช้สื่ออะไรผสมผสานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำการตลาดมากขึ้น
Create Online Presence – การทำการตลาดที่ดี เราต้องมีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของตนเอง เราจำเป็นจะต้องสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ด้วย Web, blog, Apps, และ Social Media Page การสร้างตัวตนของตัวเองจะทำให้ ลูกค้าหรือผู้พบเห็นทราบว่า เรากำลัง ขายอะไร เรากำลังทำธุรกิจอะไร ซึ่งคนที่สร้างสรรค์คำ สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ทั้งภาพ ทั้งเสียง เพื่อนำมาเสนอ จะเป็นที่น่าสนใจของผู้ชมหรือผู้เข้าไปเยี่ยมชม
Search Marketing – การทำการตลาดให้ติดอันดับ เราจำเป็นจะต้องทำเว็บไซต์หรือเครื่องมือของเราให้ติดอันดับที่ดีๆ บน Search Engine(โปรแกรมค้นหา) เช่น Google , Yahoo , MSN
Social Media Marketing – เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่มีความนิยมกันเพื่อจะโปรโมทธุรกิจผ่าน Social Media เครื่องมือต่างๆ ที่นิยม เช่น Facebook, Youtube, Line , twitter และ Instagram ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องมีหรือต้องทำ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับชมหรือติดตาม เพราะถ้าเลือกใช้ช่องทางผิด ก็จะทำให้เราเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปโดยใช่เหตุ ตัวอย่าง twitter ผู้ที่ใช้ twitter มักเป็นกลุ่ม นักข่าว นักการเมือง ซึ่งผู้ใช้ สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อครั้ง ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
Email Marketing – การขายผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งทำกันอย่างแพร่หลาย เพราะราคาถูก รวดเร็ว สะดวก ทำได้ง่าย ประหยัด
Location-Based Marketing – ที่อยู่หรือที่ตั้งธุรกิจบนโลกออนไลน์มีความสำคัญเพราะจะทำให้ลูกค้าทราบว่าสถานที่ของธุรกิจในโลกออนไลน์ของเราอยู่ที่ไหน
Digital Advertising – การที่จะทำให้ Web, blog, Apps, และ Social Media Page คนเข้ามาชมมากมาดูมาก เราอาจมีความจำเป็นที่จะต้องทำการโฆษณา ในยุคนี้มีบริษัทที่เขาช่วยให้ Web, blog, Apps, และ Social Media Page ติดอันดับ 1 มีมากมายเพียงแต่เราต้องเสียเงินจ่ายค่าบริการ
Digital Marketing Performance Monitoring – การบริหารจัดการการตลาด Digital Marketing จำเป็นต้องมี การตรวจสอบ มีการควบคุม มีการวัดผลความสำเร็จ ซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้ Google Analytics, Facebook Insight เป็นต้น
แนวโน้มการใช้ Digital Marketing ที่สำคัญคือ So Lo Mo
So = Social ในปัจจุบันนิยมใช้ Facebook จะเป็นตัวสร้างชุมชน ส่วน เว๊ปไซค์จะเป็นตัวให้รายละเอียดของสินค้า บริการ ผลิตภัณฑ์
Lo = Local มีการปักหมุดในแผนที่ เพื่อให้ลูกค้า รู้จักสถานที่ หรือบริษัทของเรา
Mo = Mobile การใช้มือถือในการทำการตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะในมือถือในปัจจุบันสามารถทำอะไรได้มากมาย อีกทั้งยังมีราคาถูก
ตัวอย่าง Facebook ร้านพี่อ้อ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง(เพชรบุรีซอย 5) ใช้ social คือ Facebook เป็นชุมชน มีการปักหมุนคือ เพชรบุรีซอย 5 ตอนนี้มีคนกดถูกใจเกือบ 300,000 คน
ทูนหัวของบ่าว เป็น Facebook ของคนรักแมว มีคนกดถูกใจเกือบ 2,200,000 คน
ดังนั้น ธุรกิจ SME มีความจำเป็นที่จะต้องมีการทำการตลาดในโลกออนไลน์ เนื่องจากการทำการตลาด Digital Marketing มีราคาถูก ประหยัด สามารถสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆได้ง่ายกว่า อีกทั้งการทำการตลาด Digital Marketing ยังมีแนวโน้มที่ดีและคนรุ่นใหม่เข้าไปใช้กันมากในโลกอนาคตและโลกในยุคปัจจุบัน จึงทำให้มีลูกค้าเพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุกๆปี
...
  
การตลาดของมหาเศรษฐี
การตลาดของมหาเศรษฐี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
มีคนเคยตั้งคำถามว่า ทำไมมหาเศรษฐีถึงร่ำรวยและเขามีการทำตลาดอย่างไรกับสินค้าและบริการของเขา ในบทความตอนนี้เราจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกาคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหลายประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ กีฬา บันเทิง สื่อ การประกวดนางงาม ฯลฯ
เขามีแนวคิดในการทำการตลาดในธุรกิจของเขา คือ โฆษณาอย่างแยบยล
“ การโฆษณาเป็นสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดในเวลาที่คนไม่ซื้อของคุณ” , “ ถึงแม้คุณจะมีสินค้าที่สุดยอดที่สุดในโลก แต่ไม่มีใครรู้จักมัน มันก็ไม่มีค่าอะไร” แต่เขาจะมีวิธีการโฆษณาที่แยบยล แทนที่จะลงทุนใช้เงินเป็นจำนวนมากจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์และบริษัทโฆษณา หรือใช้เงินในการซื้อโฆษณาทาง โทรทัศน์ วิทยุหรือสื่อต่างๆ เป็นจำนวนมหาศาล แต่เขาจะทำมันด้วยตนเอง
เขาเรียนรู้ว่า สื่อมวลชน มีความกระหายข่าวเด็ดๆ ข่าวที่เร้าใจ ข่าวที่เร้าความรู้สึก เขาจึงใช้วิธีการคือ ทำอะไรให้แปลกๆ ใหม่ๆ พิสดาร ตลอดเวลา หรือบางครั้งเขาก็ทำอะไรที่ อาจหาญ ไม่กลัวใครหรือยอมขัดแย้งกับคนอื่นๆ เพื่อให้ สื่อมวลชนได้เขียนข่าวเกี่ยวกับเขา เขากล่าวว่า “ ถึงแม้สื่อมวลชนจะลงข่าวในทางลบเกี่ยวกับเขา แต่ถ้ามองในแง่การโฆษณาหรือมุมมองทางธุรกิจถือว่าคุ้มค่า เขายกตัวอย่าง ถ้าเขาจะลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์แบบเต็มหน้าเขาต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการซื้อสื่อ ซึ่งโฆษณาของเขาก็ไม่ได้ลงในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และ คนเป็นจำนวนมากก็ไม่ปักใจเชื่อในข้อความโฆษณา แต่ถ้าสื่อมวลชนเขียนถึงเขา แม้เป็นข่าวที่ไม่ค่อยดี แต่ได้ลงหน้าหนึ่ง จะทำให้คนเป็นจำนวนมากรู้จักเขา โดยที่เขาไม่ต้องจ่ายเงินเลย” สรุป คือ ถึงแม้สื่อมวลชนจะลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ ทำร้ายในเรื่องส่วนตัว แต่จะให้ผลประโยชน์มากในด้านธุรกิจ
อีกทั้งเขาจะเลือกใช้ชีวิตในสไตล์ที่มีชื่อเสียง คือ เลือกคบกับคนดังๆ ในวงการต่างๆ เช่น วงการทางการเมือง วงการกีฬา วงการประกวดนางงามจักรวาล วงการดารา เป็นต้น
นักข่าวส่วนใหญ่ก็มักจะแสวงหาข้อมูลหรือภาพเพื่อลงข่าวคนเด่น คนดัง เมื่อเขาเข้าไปในแวดวงดังกล่าว เขาจึงกลายเป็นคนเด่น คนดังไปด้วยและนักข่าวก็ลงข่าวของเขาตามไปด้วย
ดังนั้น หากต้องการประสบความสำเร็จอย่าง โดนัลด์ ทรัมพ์ เราต้องรู้จักการโฆษณาตัวเองและการโฆษณาสินค้าของตนเอง อย่างแยบยล
สตีฟ จอบส์ CEO บริษัทแอปเปิล เป็นเจ้าของสินค้าและบริการ สินค้าตระกูล I เช่น iPad , iPhone , iPod , iTunes ฯลฯ
เขามีแนวคิดในการทำการตลาดในธุรกิจของเขา คือ think different หรือ คิดต่าง
เขาเชื่อว่า เขาเปลี่ยนโลกได้ และเขาก็สามารถทำได้จริงๆ เขาสร้างนวัตกรรมระดับเปลี่ยนแปลงโลก เขากลายเป็นผู้ปฏิวัติทางเทคโนโลยี เขาจึงเป็นเพียงคนไม่กี่คนในประวัติศาสตร์โลกที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เขาคือเสียงและหน้าตาของการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เขาริ่เริ่มทำภาพยนตร์แอนิเมชัน เขาจึงเป็นคนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆอีกมากมาย
ดังนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในด้านการตลาด เราต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นในสินค้าและบริการของเรา
ซึซึมิ โยชิอากิ เจ้าของกลุ่มธุรกิจเซบุ คนญี่ปุ่นที่รวยที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน( พ.ศ.2530-2532) จากการจัดอันดับของนิตยสาร “ฟอร์บส”ของสหรัฐอเมริกา เขาได้รับการส่งมอบกิจการจากพ่อของเขาคือ ซึซึมิ ยะสิจิโร และเขาก็ทำให้มันเจริญเติบโตขึ้น กิจการในญี่ปุ่นของเขามีเกือบ 170 ประเภท เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สนามกอล์ฟ โรงเรียน ร้านอาหาร ฯลฯ
เขามีแนวคิดในการทำการตลาดในธุรกิจของเขา คือ การทำการตลาดให้กับธุรกิจหรือบริการใดๆจะต้องทำเหมือนกับการ วิ่งมาราธอน
ทัศนะคติของ ซึซึมิ โยชิอากิ เขาถือว่า การทำการตลาดให้กับสินค้าหรือบริการใดๆ เหมือนกับการแข่งขันวิ่งระยะไกล ถ้าสังเกตดูจะรู้ได้ว่า การทำการตลาดให้กับสินค้าและบริการ จะต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี เหมือนกับการวิ่งมาราธอนนั่นเอง และทางที่ดีควรกำหนดคู่ต่อสู้คู่แข่งขันของตนเองขึ้นมาด้วย เพื่อท้าทาย เพื่อแข่งขัน เพราะไม่มีการแข่งขันก็ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความเจริญเติบโต ไม่มีการขยายตัวทางด้านการตลาด
ดังนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในด้านการตลาด เราต้องอดทน เราต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปี จึงจะประสบความสำเร็จ
คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีชาวเม็กซิโก เชื้อสายเลบานอน บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐ เขาเป็นเจ้าของกิจการกว่า 200 แห่งในเม็กซิโก ต้นยุค 80 ธุรกิจทุกอย่างในเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโลก แต่เขามองเห็นวิกฤตในโอกาสจึงกว้านซื้อกิจการต่างๆที่ใกล้ล้มละลายในราคาถูก เช่น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร การประปา การไฟฟ้า และนำมาบริหารจัดการตามหลักการสมัยใหม่ จนสามารถมีกำไร
เขามีแนวคิดในการทำการตลาดในธุรกิจของเขา คือ ทำให้คู่แข่งออกจากตลาด
ธุรกิจของเขาได้กำไรอย่างมหาศาล ก็เนื่องจากกลยุทธ์ คือ การทำการตลาดอย่างผูกขาด การทำให้คู่แข่งพ่ายแพ้แล้วออกนอกตลาดไป
ในยุคที่โทรศัพท์ เป็นปัจจัยที่ 5 บริษัท เทลเม็กซ์ของเขาได้ผูกขาดในธุรกิจโทรศัพท์ เขาได้ทุ่มเงิน 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นจากรัฐบาลในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปี พ.ศ.2533 ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์บ้านถึง 92 % และครองตลาดโทรศัพท์มือถือในสัดส่วนกว่า 80 % ต่อมาเขาได้ขยายกิจการด้านการสื่อสารไปครอบคลุแทบทุกพื้นที่ในแถบละตินอเมริกา จึงถือได้ว่า เขาคือผู้ “ ผูกขาด ” ธุรกิจโทรคมนาคมในละตินอเมริกาอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในด้านการตลาด กำไรมาก ได้รับผลประโยชน์มากๆเราจะต้องทำธุรกิจในประเภท ผูกขาด หรือมีคู่แข่งน้อยราย
แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน เกิดที่เมืองหางโจว ปัจจุบันมีทรัพย์สินมูลค่า 8 แสนล้านบาท
เขามีแนวคิดในการทำการตลาดในธุรกิจของเขา คือ ต้องค้นให้พบช่องว่างทางการตลาด
แจ็ค หม่า ได้มีโอกาสไปเที่ยวหาเพื่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเขาลองให้เพื่อนค้นหาสินค้าจีนเป็นภาษาจีนทางอินเตอร์เน็ต เช่น คำว่า เบียร์จีน , บริษัทของจีน ปรากฎว่าไม่พบผลการค้นหาในคำนั้น จึงทำให้เขาได้ค้นพบช่องว่างทางธุรกิจและทางการตลาด ต่อมีปี 1995 เขาก่อตั้งบริษัทไชน่าเยลโล่เพจเจส ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตแรกสุดในประเทศจีน หลังจากนั้นปี 1999 เขาได้ก่อตั้งบริษัท Alibaba ด้วยความมีวิสัยทัศน์ด้านอีคอมเมิร์ซ ต่อมาได้ขยายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องออกไปเรื่อยๆ โดยบริษัท Alibaba Group มี 3 เว็บคือ
alibaba.com ที่มีลักษณะธุรกิจแบบขายส่งระหว่างบริษัท ( B2B)
taobao.com ที่มีลักษณะธุรกิจแบบขายปลีกระหว่างลูกค้า
tmall.com ที่มีลักษณะธุรกิจที่ให้แบรนด์สินค้าต่างๆมาเปิดร้านบนเว็บไซต์
ดังนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในด้านการตลาด เราต้องค้นหาช่องว่างทางการตลาดให้พบ
...
  
แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
นักบริหารท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ อะไรที่เป็นทรัพยากรเราสามารถบริหารได้ จัดการได้ ” ดังนั้น เวลาก็เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่เราสามารถบริหารได้ จัดการได้ เช่นเดียวกับ ทรัพยากร คน สัตว์ สิ่งของ เครื่องจักร เงิน ทอง ฯลฯ
ถ้าวันหนึ่ง เราเกิดโชคดี ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล 3 ล้านบาท ท่านจะมีวิธีในการบริหารจัดการอย่างไร ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด แน่นอน แต่ละคน คงมีวิธีในการบริหารจัดการไม่เหมือนกัน บางคน เอาไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย บางคนเอาไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ บางคนเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย บางคนเอาไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ
เช่นเดียวกัน ถ้าท่านมีเวลา 3 ปี ท่านจะมีวิธีในการบริหารจัดการอย่างไร กับชีวิตของท่านให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด แต่ละคน คงให้คำตอบที่แตกต่างกัน อีกทั้งได้ผลลัพธ์จากประโยชน์ของเวลาที่แตกต่างกันออกไป
ในการจัดอบรมและสัมมนาของกระผม ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเวลา กระผมมักถามคำถาม กับผู้เข้าร่วมอบรมและสัมมนาว่า เวลา คือ อะไร ขอให้ทุกคนช่วยกันนิยามมา ก็ได้รับคำตอบต่างๆ อย่างมากมาย เช่น
- เวลา คือ ทรัพยากรที่มีค่า
- เวลา คือ สิ่งสมมุติ
- เวลา คือ การเปลี่ยนแปลง ไม่ย้อนกลับ ไม่นิ่ง
- เวลา คือ สิ่งที่ทำให้เกิด อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
- เวลา คือ องค์ประกอบหนึ่งของจักรวาล
- เวลา คือ การบริหารชีวิต

เรามีเวลา 1 วัน เท่ากับ 24 ชั่วโมง หรือ 86,400 วินาที สัปดาห์หนึ่ง เรามีเวลา 7 วันเท่ากัน 1 ปี เรามีเวลา 12 เดือนเท่ากัน
คนเรามีเวลาที่เท่าเทียมกัน แต่ แนวคิด การบริหาร การจัดการ ในเรื่องเวลามีความแตกต่างกัน เราจึงเกิดผลลัพธ์ในชีวิตที่แตกต่างกัน
การใช้เวลาอย่างมีคุณค่า จึงทำให้คนบางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว แต่ตรงกันข้าม การใช้เวลาที่ไม่มีคุณค่า ปราศจากการวางแผน การจัดการ การบริหาร ของคนส่วนใหญ่ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ ไปไม่ถึงไหน ไม่ประสบความสำเร็จ
เวลาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เราไม่สามารถเบิกเวลามาใช้ก่อนได้ เราไม่สามารถขอยืมเวลาของคนอื่นมาใช้ได้ และเราไม่สามารถสะสมเวลาในชีวิตของเราได้ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีจำกัด มีคุณค่า ในตัวของมันเอง ตรงกันข้ามกับ เงิน ทอง สิ่งของ หากว่ามันสูญเสียหรือสูญหายไป หากว่าเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็สามารถหามาทดแทนได้ในอนาคต แต่เวลา เมื่อสูญหายไป เราไม่สามารถ นำเอามาทดแทนได้
ดังนั้น เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เวลาไม่เคยย้อนกลับ จงทำทุกขณะของท่านให้มีคุณค่า จงใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ แล้วท่านจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้ไวกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารหรือจัดการในด้านการใช้เวลา
...
  
การตลาดสมัยใหม่
การตลาดสมัยใหม่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com

มีนักวิชาการได้แบ่งโลกในยุคปัจจุบันออกเป็น 2 โลก คือ
1.โลกที่เราอาศัยอยู่
2.โลกออนไลน์หรือโลกเสมือน ในอินเตอร์เน็ต
การมีโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน จึงทำให้นักการตลาดในยุคนี้ หลายบริษัท ได้ทุ่มทำการตลาดในโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำการตลาดในยุคปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตค่อนข้างมาก เนื่องจากในยุคนี้ เรามีอินเตอร์เน็ต มีเทคโนโลยี มีเครื่องมือที่ช่วยในการทำการตลาดที่ทันสมัย มีความสะดวก รวดเร็ว และราคาถูกมากกว่าในอดีต
ในยุคสมัยนี้ หลายองค์กร หลายบริษัท ได้ทุ่มงบประมาณไปกับการทำการตลาดใน Social Media หรือ สังคมออนไลน์ที่มีผู้ส่งสาร ผู้รับสาร ซึ่งมีเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ ทั้ง บทความ รูปภาพ วิดีโอ แล้วนำเอามาแบ่งปันแชร์ให้ผู้อื่นในเครือข่ายได้รับรู้ รับฟัง โดยผ่านทาง Social Network ในระบบ Internet
ซึ่ง การทำการตลาดใน Social Media สามารถทำได้ง่าย เนื่องจาก จะมีระบบต่างๆ ควบคุมอยู่ มีการประเมินจากโปรแกรมต่างๆ ซึ่งทำให้รู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าอยู่ไหน มีตัวเลขผู้ใช้หรือถูกสนใจปรากฏให้เห็น
ความจริง Social Media มีความสำคัญ แต่ในความคิดเห็นของกระผมแล้ว เราไม่ควรทำการตลาดแบบทุ่มงบประมาณมากจนเกินไปหรือทุ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ให้กับโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน แต่สิ่งที่ควรทำคือ ทำการตลาดผสมกันระหว่างการตลาดแบบเก่าและการตลาดแบบใหม่ และควรจัดสรรงบประมาณแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรทุ่มงบประมาณไปแบบสุดตัว
การจัดสรรงบประมาณแบบผสม จะทำให้เกิดการส่งต่อได้ดีกว่า เช่น การใช้กลยุทธ์แบบปากต่อปาก หรือ การบอกต่อ ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราดี ลูกค้ามักจะบอกต่อ แต่ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไม่ดี ลูกค้าก็จะบอกต่อในด้านไม่ดี แล้วเขาก็จะแชร์หรือแบ่งปันกันผ่าน Social Media
เราจะเห็นได้ว่า โลกของเรา ประเทศของเราจะมีการสื่อสารกันมากขึ้น ไม่ว่าการสื่อสารภายในประเทศหรือกับต่างประเทศ ฉะนั้น การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในอดีต อีกทั้งมีความสะดวกสบาย ทันสมัย รวดเร็ว คมชัด จึงทำให้นักการตลาดต้องคำนึงถึงคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ มากขึ้น เพราะถ้าหากบริษัทใด ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ออกสู่ตลาดแบบ ไม่มีคุณภาพหรือคุณภาพต่ำ ก็คงต้องออกจากตลาดหรือตายจากไป การตลาดในยุคปัจจุบันจึงต้องคำนึง ถึงคุณภาพเป็นหลัก บริษัทต้องมีการปรับตัว มีการพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น
สำหรับการทำการตลาดในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่ง ไร้กลยุทธ์ ไร้กระบวนท่า แต่การทำการตลาด ในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต ควรทำให้ถูกสถานการณ์ ถูกจังหวะเวลา ถูกกาลเวลา และต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ในทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ ต้องอาศัยการสังเกตลูกค้า สังเกตสิ่งแวดล้อม สังเกตการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งควรสร้างนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมาให้แก่ลูกค้าอยู่ตลอดเวลา เช่น สตีฟ จอบส์ แห่งบริษัทแอปเปิล ได้สร้างนวัตกรรมสินค้าตระกูล I ขึ้น( iPad , iPhone , iPod ,iTunes) เพราะถ้าสินค้าเหมือนๆกัน ลูกค้าสามารถซื้อสินค้ายี่ห้อใดๆ ก็ได้ แต่ถ้า สินค้าของเรามีความแตกต่างกับยี่ห้ออื่นๆ และก็มีคุณภาพที่ดีกว่า แน่นอน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยากที่จะมาทดลองซื้อ และมีการซื้อซ้ำ ฉะนั้น ความคิดที่มีความแตกต่าง ความคิดที่สร้างสรรค์ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับโลกการตลาดในยุคนี้
นวัตกรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ในทุกวงการ หากว่า ท่านมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดสมัยใหม่ เช่น การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ , การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจยานยนต์, การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจการเงินการธนาคาร , การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจด้านการเกษตรกรรม เป็นต้น
ในยุคนี้ หากต้องการความอยู่รอด และยั่งยืน สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท จะต้องมีคุณภาพอย่างแท้จริงและต้องนำเสนอ สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท ด้วยความจริงใจ ไม่หลอกลวง แต่ต้องทำทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา ด้วยความโปร่งใส และต้องคำนึงถึงตัวของลูกค้าว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร ซึ่งส่วนใหญ่หัวใจของลูกค้าก็จะมีความต้องการดังนี้
1.ลูกค้าต้องการความคุ้มค่าของสินค้าเมื่อเปรียบเทียบกับราคา
2. ลูกค้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว ทันใจ ง่าย ในการเข้าถึงตัวของสินค้าและบริการ
3.ลูกค้าต้องการสินค้าที่ “โดนใจ” หรือ สินค้าที่ “ใช่”
4.ลูกค้าต้องการที่จะติดต่อสื่อสารกับ บริษัท แบบ ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อที่จะถามคำถามต่างๆ
5.ลูกค้าต้องการให้บริษัท สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น มีการติดต่อกับลูกค้าบ้าง มีการออกโปรโมชั่นใหม่ๆ มีการบริการหลังการขาย ฯลฯ
สำหรับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในการทำการตลาดสมัยใหม่ เราควรคำนึงถึง เรื่องต่างๆดังนี้
1.การสร้างภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ ของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท
2.การบริการหรือการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่ดีกว่าคู่แข่งขัน
3.การสร้างความรวดเร็ว ความสะดวก ความง่าย ในการบริการ
4.การใช้เทคโนโลยี เข้าช่วย ซึ่งจะทำให้เกิดความทันสมัย เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เกิดความรวดเร็ว ทันใจ
5.การสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น การนำเสนอมุมมองใหม่ๆ , การนำเสนอสินค้า บริการใหม่ๆ , การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เป็นต้น
6.การดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ในตัวของสินค้าและบริการ
สรุป การตลาดสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดและการสื่อสารในโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน แต่ไม่ควรทุ่มงบประมาณหรือให้น้ำหนัก 100% แต่ควรจัดงบประมาณในการทำการตลาดในด้านอื่นๆบ้าง การตลาดสมัยใหม่ เป็นเรื่องของการเปลี่ยงแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง นักการตลาดสมัยใหม่ จึงต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในตลาด การตลาดสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาด การตลาดสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นด้านหลัก และการตลาดสมัยใหม่ ควรสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
จากข้อความข้างต้นเราจะเห็นได้ ว่า
นักการตลาดสมัยใหม่ ที่จะทำการตลาดสมัยใหม่ ต้องมีความเก่งกาจ มีความสามารถ มีความขยัน มากกว่านักการตลาดในอดีต ในด้านต่างๆ เพราะ การตลาดยุคนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต , การตลาดยุคนี้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำหรือคาดการณ์สิ่งต่างๆได้อย่างใกล้เคียงเหมือนอดีต เพราะปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดการคาดเคลื่อนได้อย่างมากมาย เช่น ปัญหาทางด้านการเมือง ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ กล่าวคือปัจจัยต่างๆ มีความแปรผันอยู่ตลอดเวลา
นักการตลาดสมัยใหม่ จึงต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เช่น ต้องฝึกภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียนได้ เพื่อที่จะติดต่อสื่อสารและรับข้อมูลต่างๆกับลูกค้าได้ทั่วโลก , การเข้าศึกษาอบรมเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ , การปรับความคิดของตนเองไม่ให้ยึดติดกับความสำเร็จเก่าๆหรือทฤษฏีเก่าๆ แต่ควรปรับเปลี่ยน หยืดหยุ่น กับสิ่งต่างๆ ได้ เป็นต้น

...
  
Marketing 3.0
Marketing 3.0
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
หากพูดถึง Marketing 3.0 แล้ว หลายคน ก็คงจะถามผมซ้ำอีกว่า แล้ว Marketing 1.0 และ Marketing 2.0 คือ อะไร
Marketing 1.0 เป็นการตลาดเพื่อการผลิต กล่าวคือเป็นยุคของการผลิตสินค้า เป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนและเพื่อที่จะได้ขายในราคาที่ถูก ในยุคนี้ทำให้นายทุนขนาดใหญ่ได้เปรียบนายทุนขนาดเล็ก อีกทั้งสินค้าในยุคนี้ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
Marketing 2.0 เป็นการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นยุคที่เน้นไปยังความต้องของผู้บริโภคหรือลูกค้าเป็นสำคัญ มีการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า มีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ มีการทำ CRM เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า มีการบริการหลังการขาย ในยุคนี้นักการตลาดคิดว่า หากว่าลูกค้าพอใจจะนำมาซึ่งผลกำไร และสร้างความยั่งยืนได้
Marketing 3.0 เป็นการตลาดเพื่อเน้นค่านิยม มีการมองลูกค้าหรือผู้บริโภค ว่า เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึก และลูกค้าหรือผู้บริโภค สามารถสื่อสารมายังผู้ผลิตได้ ในยุคนี้ นักการตลาดจะมองว่าลูกค้าต้องการหาคุณค่าในการบริโภค ดังนั้น นักการตลาดในยุคนี้ จะทำอย่างไรเพื่อที่จะส่งมอบคุณค่าและความหมายไปยังตัวผู้บริโภค
ซึ่ง Marketing 3.0 เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและปัจจัยทางด้านสังคม ด้านการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในยุคปัจจุบันเรามีอินเตอร์เน็ต เรามีการสื่อสารที่สามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็สามารถติดต่อถึงกันได้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีต เรามี social media ซึ่งทำให้เราทราบวถึงพฤติกรรมของคนทั่วทุกมุมโลก อีกทั้ง การดำรงชิวิต การทำงานในยุคปัจจุบัน คนเราจะเน้นเรื่องของคุณค่ามากยิ่งขึ้น คนจำนวนมากเริ่มทำงานในงานที่ตนเองมีคุณค่าหรือต้องการทำหรือชอบ แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อโลก
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า คนในยุคปัจจุบัน เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องเงิน ในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งโดยการเอาเปรียบผู้อื่น เอาเปรียบธรรมชาติ ลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่จะเน้นในเรื่องของการสร้างความมั่งคั่งโดยการเน้นคุณค่าของตนเองว่า ตนเองจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้มากขนาดไหน ในยุคนี้เราจะเห็นว่าคนเรามีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆมากขึ้น อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษ์โลกมากขึ้น
ซึ่งการทำการตลาดในยุค Marketing 3.0 จะต้องมีความแตกต่างจากยุค Marketing 1.0 และ Marketing 2.0 ในยุคก่อนเราสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าได้ง่ายกว่า มีการแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ เป็นวัยต่างๆ แต่ในยุคนี้ ลูกค้าไม่นิ่ง ลูกค้ามีความต้องการที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และถ้านักการตลาดคนใดจับจุดถูก คนที่จะขยายตลาดให้แก่ธุรกิจของเราก็คือตัวของลูกค้าเอง เพราะถ้าลูกค้าซื้อสินค้า เนื่องจากเห็นคุณค่า ลูกค้าก็พร้อมที่จะกระจายข่าวให้แก่เราโดยการบอกต่อผู้อื่น บอกไปยังสื่อต่างๆ
เช่นกันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หากนำแนวคิดของ Marketing 3.0 ไปใช้ก็คงต้องเน้นสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับตัวของผู้บริโภค โดยเน้นการท่องเที่ยวเพื่อให้ลูกค้าเกิดการเรียนรู้ เกิดการมีส่วนร่วม เกิดความประทับใจ เกิดการยอมรับจนกระทั่งลูกค้าเกิดการบอกต่อ เพื่อให้เพื่อนๆหรือคนรู้จักได้มามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเกิดความประทับใจที่ได้มาท่องเที่ยว
เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ ตัวสินค้า ตัวของบริการในยุคปัจจุบัน ลูกค้าในยุค Marketing 3.0 มีความต้องการที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นออกแบบ จนถึงขั้นมีส่วนร่วมในการผลิต ซึ่งแตกต่างกันอดีตที่นักการตลาด ผลิต แล้วนำสินค้ามานำเสนอขายโดยผ่านการโฆษณา สินค้าบางอย่างโฆษณาเกินจริงด้วยซ้ำไป เช่น บอกว่า ดีที่สุด ถูกที่สุด ไวที่สุด ฯลฯ ซึ่งหากมีการโฆษณาแบบนั้นในยุคนี้ อาจจะเกิดการต่อต้านจากลูกค้าในยุค Marketing 3.0 ได้
ฉะนั้น นักการตลาดในยุคปัจจุบัน จึงต้องเปิดโอกาสให้ลูกค้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เปิดประตูเทางด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้ในการสื่อสารมากยิ่งขึ้นและควรใช้เทคโนโลยี เพื่อจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอันมากและในยุคนี้ก็มีเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก ที่สามารถเป็นเครื่องมือทางด้านการตลาดเช่น
- เทคโนโลยีทาง TV เรามี Analog TV, Digital TV, Cable TV, Satellite TV, Internet TV เป็นต้น
- เทคโนโลยีทางอินเตอร์เน็ต เรามีเครื่องมือโดยผ่าน Facebook , Blog , Twitter , เว็ปไซค์ เป็นต้น
- เทคโนโลยีทางโทรศัพท์มือถือ เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานต่างๆได้ อย่างง่ายดาย และแทบไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันเรามีเลขหมายของโทรศัพท์มือถือมากถึง 75 ล้านเลขหมาย ซึ่งมากกว่าคนไทยทั้งประเทศเสียอีกเนื่องจากในยุคปัจจุบัน คนบางคนมีโทรศัพท์มากกว่า 1 เครื่อง (บางคนมี 2-3 เครื่อง จึงใช้ 2-3 หมายเลข)
ดังนั้น การตลาดในยุคนี้ Marketing 3.0 นอกจากเราจะขายของให้แก่ลูกค้ายังไม่เพียงพอ แต่เราต้องเห็นความสำคัญของความเป็นมนุษย์ของเขาหรือเห็นคุณค่าที่มีอยู่ภายในตัวของลูกค้าด้วย ซึ่งกระผมขอยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
หากเราอยู่ในธุรกิจขายนม ในยุค Marketing 1.0 เราจะต้องนำเสนอขายนมที่มีปริมาณมาก ขวดใหญ่ ขายในราคาถูก ในยุค Marketing 2.0 เราจะต้องนำเสนอขายนมโดยมีหลายรสชาติ ขวดมีหลายประเภท หลายขนาด ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และสำหรับ Marketing 3.0 เราต้องนำเสนอขายนม โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วม ในการกำหนด รสชาติ อีกหน่อยเราอาจเห็นการขายนมสด โดยให้ลูกค้าผสมรสชาติต่างๆตามใจตนเอง ชอบแบบเข้มข้น ชอบแบบหวาน จืด ลูกค้าสามารถชงเองเติมเองได้ รวมถึงกระทั่งการกำหนดสูตรรสชาติต่างๆ ด้วยตนเอง และทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดการสร้างสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ และลูกค้าจะเลือกดื่มนมจากแหล่งผลิตที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความภาคภูมิใจ แล้วบอกต่อ
สรุป ก็คือ ยุคที่ 1 จะเน้นผลิตภัณฑ์ ยุคที่ 2 จะเน้นลูกค้า และยุคที่ 3 จะเน้นการเข้าสู่จิตวิญญาณของมนุษย์
การสร้างแบรนด์ก็เช่นกัน ยุคที่ 1 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคิดถึงเรื่องของการผลิตเป็นด้านหลัก ยุคที่ 2 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และยุคที่ 3 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคำนึงถึงการส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่จิตวิญญาณของลูกค้า
ดังคำพูดของกูรูทางการตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ เคยพูดไว้ว่า ” จะขายสินค้าได้ก็ต้องชนะจิตใจผู้บริโภค แต่อนาคตเราต้องขายจิตวิญญาณ”
สำหรับบริษัทของไทยเราที่ ฟิลิป คอตเลอร์ ยกตัวอย่างและชื่มชมว่าเป็นต้นแบบของการตลาดในยุคที่ 3 หรือ Marketing 3.0 คือ บริษัท AA (บริษัท ดับเบิ้ล เอ 1991) ซึ่งผลิตกระดาษ โดยเฉพาะ A4 ที่พวกเราเห็นกันในท้องตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ ให้เหตุผลว่า บริษัท AA สามารถพึ่งพาตนเองได้ เริ่มจากการปลูกต้นกระดาษ(ยูคาลิปตัส)เอง โดยไม่ต้องไปซื้อไม้จากแหล่งอื่น เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ลูกค้าเกิดการจงรักภักดีต่อแบรด์ของ AA สูงถึง 70-90 % เลยทีเดียว
...
  
ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ถ้าพูดถึงเรื่องการบริการอย่างไรให้ประทับใจลูกค้า ผู้ให้บริการต้องสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ บุคลิกภาพ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “ บุคลิกภาพ” คือ 1.ไม่มีใครมีบุคลิกภาพที่เหมือนกันทุกประการ 2.เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงบุคคลอื่นให้เป็นดังใจเราต้องการได้ 3.คนในโลกนี้ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ 4.การพัฒนาบุคลิกภาพ ส่งผลโดยตรงต่อตนเองและต่อหน้าที่การงานที่เราทำ
ซึ่งบุคลิกภาพ เราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บุคลิกภาพภายนอกกับบุคลิกภาพภายใน
บุคลิกภาพภายนอก เช่น เรื่องของการไหว้ เรื่องของการแต่งกาย เรื่องของหน้าตา เรื่องของการพูดจา รวมไปถึงกิริยาท่าทาง
บุคลิกภาพภายใน เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกระตือรือร้น ความรับผิดชอบ เป็นต้น
สำหรับหัวใจของการบริการ ตัวผู้ให้บริการต้อง คิดและนึกอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้ให้ อีกทั้งต้องทำอย่างจริงใจ อย่างเต็มใจ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องฝึกฝนให้เป็นความเคยชิน หรือจนเป็นนิสัย แล้วจะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานทางด้านบริการ
การชนะใจลูกค้ามีอยู่หลายวิธี เช่น หากเป็นลูกค้าที่มีระดับหรือ VIP เราควรหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวของลูกค้า ว่าลูกค้าชอบอะไร ลูกค้าชอบเล่นกีฬาประเภทไหน ลูกค้าชอบสีอะไร และถ้าหากเป็นไปได้ เราควรมีการบันทึกสิ่งต่างๆที่ลูกค้าชอบ ไว้ในฐานข้อมูล เพราะหากว่าลูกค้ามาใช้บริการ ซ้ำ เราก็ไม่ต้องถามลูกค้าอีก
เมื่อรู้ถึงความต้องการของลูกค้าแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญอีกประการก็คือ ผู้ให้บริการต้องไปทำการบ้านหรือเตรียมตัวก่อน โดยไปซื้อสิ่งที่ลูกค้าชอบทาน หรือลูกค้าต้องการ เช่น โรงแรมหลายแห่งมักจะเตรียมอาหารที่ลูกค้าชอบทาน อีกทั้งรู้เวลาตื่นนอนของลูกค้า รู้แม้กระทั่งกิจกรรมต่างๆที่ลูกค้าทำในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ การออกกำลังกาย เวลาเข้าห้องอาหารเพื่อทานอาหารเช้า อาหารกลางวัน อาหารเย็น เวลาอาบน้ำ ฯลฯ
ชนะใจลูกค้าด้วยการรับโทรศัพท์ การรับโทรศัพท์ถือว่าเป็นด่านแรกก็ว่าได้ในการบริการลูกค้า เพราะลูกค้าหลายคนหรือเป็นจำนวนมาก มักจะโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลก่อนที่จะเข้าไปหาที่สำนักงานหรือเข้าพักในโรงแรม ถ้าหากพนักงานรับโทรศัพท์ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ ลูกค้าก็อาจเปลี่ยนใจที่จะใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากเรา
ชนะใจลูกค้าด้วยการทำงานเป็นทีม แน่นอนครับ องค์กร หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน โรงแรม โรงพยาบาล จะต้องมีคนทำงานในองค์กรเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น เมื่อลูกค้ามาติดต่อใช้บริการ ลูกค้าอาจจะต้องประสางานหรือพูดคุยกับ พนักงานหลายคน และ อาจจะติดต่อหลายแผนก ฉะนั้น การบริการจึงต้องมีการทำงานเป็นทีม จึงจะสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าได้ ไม่ใช่ พนักงานรับโทรศัพท์พูดจาดี ลูกค้าเกิดความประทับใจ แต่พอเข้ามาติดต่อเจอกับพนักงานแผนกต่างๆ บางคนกับพูดจาไม่ดี ลูกค้าก็อาจจะเปลี่ยนใจไปใช้บริการของคู่แข่งได้
สำหรับหน่วยงานราชการหลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านบริการ อาจจะพบกับความเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก แต่ค่าตอบแทนหรือรายได้ก็ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่น บริษัทเอกชนหรือบริษัทมหาชน เราก็ควรมองไปที่คุณค่าของงาน ว่างานที่เราทำได้สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนหรือผู้คนเป็นจำนวนมาก เป็นการสร้างคุณค่าของจิตใจของตนเอง อีกทั้งได้บุญได้กุศล อีกด้วย
สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าและเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้การทำงานด้านบริการได้ประสบความสำเร็จ
...
  
อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
มีคนกล่าวไว้ว่า การแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ใครมีเงินทุนเป็นจำนวนมาก ใครที่ทำธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็ก การทำธุรกิจจึงเปรียบเสมือน ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก แต่ในทางกลับกัน ปลาตัวเล็กก็ได้เปรียบปลาตัวใหญ่ คือ ปลาตัวเล็กว่ายน้ำได้ไวกว่า
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน หากว่าคุณเป็นปลาตัวเล็ก หรือทำธุรกิจขนาดเล็ก คุณสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน บริษัทแอปเปิ้ล ของสตีฟ จอบส์ ในอดีตเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ เมื่อเทียบกับบริษัท IBM ในอดีต แต่บริษัทเล็กๆของสตีฟ จอบส์ ก็สามารถเอาชนะ บริษัท IBM ได้ ก็เพราะการสร้างไอเดียแปลกๆใหม่ๆ เข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ วงการโทรศัพท์มือถือ ดังเราจะเห็นได้จากสินค้าตระกูล I ( Ipad Iphone Ipod Itune)
การสร้างไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ ในโลกของการแข่งขันทางการตลาดในยุคปัจจุบัน ไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ มีความสำคัญมาก เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นโลกของการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ผู้ที่สามารถนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักและไอเดียนั้นเป็นที่ยอมรับ เขาผู้นั้นมักจะเป็นผู้ที่ชนะ
เราจะสังเกตได้จากวงการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนขนาดใหญ่ อีกทั้งเป็นตัวกลางที่ใช้สื่อเพื่อนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การโฆษณาในโทรทัศน์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีโฆษณาใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน
ในอุตสหกรรมวงการโฆษณาจะเริ่มจากการซื้อโฆษณาในโทรทัศน์ เพื่อนำเสนอขายสินค้าตอนช่วงละคร ช่วงรายการเกมส์โชว์ซึ่งเป็นช่วงที่ขัดจังหวะการชมรายการนั้นๆอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว ก็จะเกิดกำไร แล้วจึงนำเงินเหล่านั้นมาซื้อโฆษณาเพิ่มอีก
เช่นกันสินค้าต่างๆประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการออกแบบตัวสินค้า ตัวบรรจุภัณฑ์ หากว่าสินค้ามีความเหมือนกัน ลูกค้าก็มักจะไม่มีความสนใจ ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราขับรถไปต่างจังหวัดเราเห็น ควายแต่ละตัว เหมือนกัน เราก็มักจะขับรถผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้าควายตัวนั้น มีสีม่วง มันก็อาจจูงใจให้เราจอดรถพักเพื่อมอง ควายสีม่วงตัวนั้น แต่ถ้าในอนาคตควายมีสีม่วงมีเป็นจำนวนมาก เราก็อาจจะเบื่อแล้วไม่สนใจมันอีกต่อไป
ตัวสินค้าก็เช่นกัน สินค้าตัวไหนมีไอเดียแปลกใหม่ เมื่อเข้าตลาดก็มักจะติดอันดับยอดขายอันดับต้นๆของวงการเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายก็จะลดลง เพราะสินค้าที่ออกใหม่ๆ จะมีความสด ความใหม่ ความทันสมัย ความเท่ห์ ซึ่งสินค้าที่ออกใหม่ส่วนใหญ่ เตะตา จนลูกค้าต้องสนใจ ลูกค้าบางคนถึงกับอุทาน “ โอ้...สินค้าแบบนี้มีด้วยหรือ”
แม้แต่การโฆษณาใน Facebook หรือใน Line ก็เช่นกันก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการโฆษณา ไม่ใช่การนำเสนอขายไปแบบตรงๆ แต่ต้องมีไอเดียในการโฆษณา เช่น รับจัดทัวร์ไปเที่ยวฮ่องกง ลูกค้าก็มักจะไม่สนใจ แต่ถ้าเราสื่อสารให้เขารู้ว่า เขาจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้าง ลูกค้าก็มักจะมีความสนใจมากกว่า ตัวอย่าง “ ช่วง กันยายนนี้ ไปทัวร์ฮ่องกงกับเราสินค้าแบรนด์เนม ลดราคาทั้งเกาะฮ่องกง” เป็นต้น
ไอเดียในการสร้างสินค้าให้ออกมาแปลกๆใหม่ๆก็มีความสำคัญ สินค้าประเภทสบู่ ถ้าเราเข้าไปซื้อสบู่ตามห้างสรรพสินค้า เราก็จะเห็นสบู่มีรูปลักษณะทั่วๆไป กลม สี่เหลี่ยม แต่ในยุคปัจจุบันถ้าเราสร้างสรรค์ไอเดียแปลกๆใหม่ๆ สบู่อาจจะเป็นรูปผลไม้ต่างๆ เช่น รูปมะม่วง รูปทุเรียน รูปมังคุด รูปแอปเปิ้ล ฯลฯ
สำหรับกระบวนการจัดการกับไอเดีย
1.ถ้าเกิดไอเดีย เราควรจดหรือร่างไอเดียนั้นๆ ลงในสมุดหรือจะวาดเป็นภาพได้ยิ่งดี
2.เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของไอเดียว่าเราสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปได้บ้าง ควรปรับไอเดียหรือแก้ไขอย่างไรให้มันดีขึ้น
3.เราต้องมีการวางแผนในการทำไอเดียของเราให้ออกมาเป็นรูปธรรม โดยมีการวางแผนเป็นขั้น เป็นตอน และวิธีการต่างๆที่จะนำไอเดียไปใช้จริงๆได้
4.เราต้องมีการนำเสนอไอเดีย ออกมาคือ นำไปใช้นั้นเอง เราต้องมีเทคนิคในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อว่า ไอเดียของเราดีจริง
5.เราต้องมีการปรับปรุงแก้ไขไอเดีย เมื่อเรานำเอาไอเดียไปใช้จริง มีการนำเสนอไอเดียแล้ว ถ้าเกิดผลออกมาไม่ดี เราก็ควรนำเอาไอเดียนั้นมา พัฒนา แก้ไข เพื่อนำเอาไปต่อยอด และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ต่อไป
สำหรับการคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก กล่าวคือ เราต้องเป็นคนที่สนใจเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องออกไปเยี่ยมชมงานโชว์งานการแสดงต่างๆในวงการที่เราสนใจ เราต้องหาหนังสือต่างๆที่เกี่ยวข้องมาอ่าน เราต้องทำความรู้จักกับคนในวงการเดียวกันเพื่อสอบถามเพื่อหาข้อมูลเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต
ดังนั้น การสร้างไอเดียใหม่ๆจึงมีความสำคัญ หลายคนได้นำเอาไอเดียของคนอื่นมาปรับเปลี่ยนเพียงแค่เล็กน้อยแล้วสร้างความแตกต่างก็สามารถสร้างเงินได้อย่างมากมายมหาศาล
ฉะนั้น ในโลกของการแข่งขันในยุคนี้ เป็นโลกทุนนิยมเสรี ใครสามารถมีและสร้างไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ใครสามารถนำเอาไอเดียไปใช้ได้ก่อนคนอื่นๆ ใครสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการตลาดอยู่ตลอดเวลา ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ขายแต่ของเก่าๆ ไม่ยอมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อย่างแน่นอน
...
  
Digitalmarketing Communication
Digitalmarketing Communication
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
Digitalmarketing Communication คือ การสื่อสารในการทำการตลาดบนโลก Online ซึ่งต้องอาศัย Internet โดยผ่านเครื่องมือหรือ Technology ที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟน และต้องอาศัยการสื่อสารผ่านช่องทาง Social Network คือ Blog หรือ บล็อก ,ไมโครบล็อก (Microblog) เป็นเว็บไซต์ขนาดเล็ก, โซเชียลเน็ตเวิร์คเว็บไซต์ (Facebook, Linkedin, Myspace, Hi5 ) , เว็บโซเชียลบุ๊คมาร์ค (Bookmark Social Site) รวมถึง Youtube , INSTAGRAM ,GOOGLE,FLICKR เป็นต้น ในการสื่อสารผ่านโลก Online ต้องอาศัยความคิดที่สร้างสรรค์ การสื่อสารที่ชักจูงหรือจูงใจให้ลูกค้ามาชอบตัวเรา ชอบบริษัทเรา ชอบสินค้าเรา ชอบบริการของเรา
จากงานวิจัยได้บ่งบอกว่า คนไทยได้ใช้ Social Network ผ่าน Facebook มากเป็นอันดับ 1 ผู้ใช้ 37 ล้านคน โดยใช้ผ่าน Smartphone ถึง 35 ล้านคน โดยค่าเฉลี่ยการใช้งาน Facebook ของคนไทยในแต่ละวัน คือ 2 ชั่วโมง 35 นาที ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านต้องการที่จะทำการสื่อสารในโลก Online ให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดี Facebook จึงเป็นคำตอบในการทำการตลาด Online ในโลกยุคปัจจุบันสำหรับสังคมไทย
ดังตัวอย่างหลายๆ ธุรกิจ เปิดเพจที่ Facebook เมื่อมีคนกด Like หรือคนติดตาม หลายล้าน หลายแสนคน จึงได้เสนอขายสินค้า ขายบริการ ขายกิจกรรมต่างๆ จนร่ำรวยไปตามๆกัน เช่นเพจ Mind English , เพจ K SME, เพจ NerKoo.com , เพจ คิดว่าดีก็ทำต่อไป ฯลฯ
ซึ่งการจะทำเพจให้น่าติดตาม ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูปที่จะใช้ลงในเพจ ต้องออกมาสวย ดูดี เพื่อสร้างความดึงดูด การออกแบบ กราฟิก ตัวหนังสือ สีที่ใช้ โลโก้ ข้อความที่จะต้องสื่อสารออกไป คลิป ช่วงเวลา การซื้อโฆษณา สิ่งเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบของความสำเร็จที่ดึงดูดคนให้มาติดตามเพจ ของเรา
เมื่อคนกด Like เยอะหรือเมื่อคนเป็นสาวกเยอะ โอกาสที่จะขายของ ขายสินค้า ขายบริการ ก็จะมีเยอะตามไปด้วย ดังจะสังเกตได้จากหลาย เพจ ที่ไม่ได้มีการขายสินค้า ขายบริการ ตั้งแต่ก่อตั้งเพจ แต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างชุมชนใน Facebook ที่มีความสนุกสนาน หรือบางเพจก็ต้องการหาเพื่อน หาเครือข่าย แต่เมื่อมีคนสนใจเยอะ มีคนกด Like หรือถูกใจ เป็นจำนวน ล้านครั้ง จึงเสนอขายสินค้า ขายบริการ หรือ จัดงานสัมมนา ผลปรากฏว่า คนที่กด Like จำนวนมากได้ ซื้อสินค้า ซื้อบริการ ซื้องานสัมมนา นี่คือพลังของการสร้างชุมชนในเพจ Facebook
แต่ทั้งนี้ หากว่าท่านต้องการทำการตลาดใน Facebookหรือ Social Network ท่านควรพิจารณาดังนี้ ท่านต้องกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน , ท่านต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของท่านคือคนกลุ่มไหน , ท่านต้องรู้ก่อนว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อสินค้า บริการของท่าน และ ต้องรู้ก่อนว่า ท่านจะนำเสนออย่างไร รวมถึงมีแผนการในการสร้างเนื้อหา(Content) อย่างไรให้ดึงดูด
การทำการตลาดใน Social Network แบบผสมผสาน จะเกิดผลกระทบหรือจะดีกว่าการเลือกทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำแบบมีการแชร์ผ่านถึงกันหรือเชื่อมโยงถึงกัน เช่น เราต้องมี เว็ปไซค์(ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าร้าน) เราต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย Facebook , Youtube , Linkedin, Myspace , Twitter , google ฯลฯ แล้วนำเครื่องมือต่างๆมาเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด จะดีมากกว่าที่เราจะใช้แต่ Facebook เพียงอย่างเดียว
Social Network สามารถวิเคราะห์ฐานลูกค้าได้ เมื่อมีคนเข้ามาเล่น Social Network กันมากๆ เราก็สามารถวิเคราะห์ลูกค้าได้โดยผ่านทาง Social Network ได้ เช่น เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าที่เข้าไปดูเว็ปไซค์ของเราได้โดยผ่าน Google Analytic หรือ เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าของเราโดยผ่าน Facebook ได้
Google Adword , Facebook Ads , Youtube Ads สามารถโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่า ใกล้เคียงกว่า การที่เราโฆษณาผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ซึ่งสื่อหลักๆ เหล่านี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่สื่อออกไปแล้วไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากนัก เพราะเป็นการสื่อสารในวงกว้างมาก
เพราะอะไรนักการตลาดหรือนักธุรกิจควรให้ความสนใจในเรื่องของ Digitalmarketing Communication ก็เนื่องมาจาก ยุคสมัยมีความเปลี่ยนแปลงไป ในสมัยอดีต ถ้าเราเดินทางไปต่างจังหวัดเราต้องการกินอาหารสักร้านที่อร่อยและมีชื่อเสียง ในอดีตเราก็ต้องถามคนในจังหวัดนั้นๆ แต่ในยุคปัจจุบัน ถ้าเราต้องการกินอาหารที่อร่อยและมีชื่อเสียงของจังหวัดนั้นๆ เรามักจะค้นหาใน Google
เช่นกันสินค้า บริการ เกือบทุกประเภท ลูกค้าหากมีความต้องการ เขาก็จะค้นหาข้อมูลต่างๆผ่านทาง Google ก่อน แล้วจึงไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ฉะนั้นเราจะเห็นว่า เมื่อลูกค้าได้รับข้อมูล ข่าวสาร ก็จะเกิดตัดสินใจซื้อ ก่อนที่จะเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ หรือบางคนอาจจะใช้วิธีการส่งสินค้าหรือบริการมาที่บ้าน หรือจ่ายเงิน Online โดยไม่เห็นสินค้าจริงๆหรือไม่ได้แตะต้องสินค้าจริงๆ เหมือนดังในอดีตที่เราจะต้องเดินทางไปดูที่หน้าร้าน แต่ในยุค Online เราสามารถสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต จ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ต และสินค้าบางอย่างก็สามารถส่งทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย ช่วย E-book สินค้าหรือข้อมูลประเภท Download
สุดท้ายนี้ อยากจะฝากแง่คิดของ ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการอันโด่งดัง เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด” ซึ่งสามารถใช้กับการทำธุรกิจและทำการตลาดได้เป็นอย่างดี
ในอดีต ไดโนเสาร์ เป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยการไม่ยอมปรับตัวหรือไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ไดโนเสาร์จึงสูญพันธ์ไป เช่นกัน สินค้าในอดีตเคยยิ่งใหญ่ บริษัทหลายบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อน แต่ปัจจุบัน ได้เลิกกิจการไปแล้ว ก็เพราะการไม่มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเลิกกิจการไปในที่สุด


...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.