หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  ขายเก่ง....รวยก่อน.....
  -  บารมีกับผู้นำ
  -  จูงใจคน
  -  ลักษณะนักพูด
  -  สั่นเพราะไมค์
  -  ผู้บริหาร มนุษย์สัมพันธ์
  -  ความรู้กับนักบริหาร
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  เด็กขายตัว
  -  อารมณ์ขันกับนักพูด
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  ฝึกพูด
  -  น้ำเมารอบสถานศึกษา
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  สื่อลามกกับวัยรุ่น
  -  คนคือทรัพย์สิน
  -  การเผาป่า
  -  มาเขียนกันเถอะ
  -  ผู้นำกับองค์กรเรียนรู้
  -  ศิลปะการฟัง
  -  เพศกับวัยรุ่น
  -  เตรียมพูด
  -  คำคม 3 ก๊ก
  -  ปัญหาเลิกจ้างงาน
  -  กล้าล้มเหลวจึงสำเร็จ
  -  เป้าหมายกับความสำเร็จ
  -  บทบาทนักบริหาร
  -  เอดส์ สังคมไทย
  -  ธรรมชาติการขาย
  -  ผู้บริหารกับประชาสัมพันธ์
  -  ลิขสิทธิ์
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  ควบคุมราคาสินค้า
  -  ปัจจัยในการบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  วาจาของนักบริหาร
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  ยาเสพติด
  -  สายสัมพันธ์กับนักบริหาร
  -  ยกระดับบริการและความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ
  -  กฏหมายควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา
  -  เด็กนอกระบบ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  มึงสู้จริงหรือเปล่า
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ขายเก่ง....รวยก่อน.....
ขายเก่ง....รวยก่อน.....


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


“ไม่มีอาชีพใดในโลกที่จะดลบันดาลรายได้ให้มากเท่ากับงานด้านการขาย”


มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการขายหมดทุกคน มีประสบการณ์ในการขายทุกคน


เช่น


ครู อาจารย์ ขาย... ความรู้


นักการเมือง ขาย.... นโยบายของตนเองของพรรคการเมือง


นักร้อง ขาย... เสียง


ดารา ขาย... หน้าตา ความสามารถ


นักเขียน ขาย.... ความคิด เรื่องราว โดยผ่านตัวหนังสือ


นักขาย ขาย.... สินค้าและบริการ


และอีกมากมาย ดังนั้น อาชีพนักขายจึงมีความสำคัญมาก ถ้าไม่มีนักขายหรือคนขาย จะเกิดอะไรขึ้น


ถ้าประเทศนั้นๆ หรือประเทศไหน หากขาดซึ่งนักขาย ประเทศนั้นจะไม่มีความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตช้ากว่าประเทศที่มีนักขายมาก นักขายที่มีความสามารถมากกว่า


ท่านผู้อ่านลองนึกดูซิว่า ถ้าบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งหากไม่มีนักขายหรือพนักงานขาย จะทำให้ขายสินค้าไม่ได้มากเท่าที่ควร แล้วกระทบกับอะไร กระทบกับโรงงานต่างๆ ที่ส่งวัตถุดิบด้วย เช่น โรงงานทำยางรถยนต์ก็จะผลิตน้อยลง โรงงานทำกระจกก็จะต้องผลิตน้อยลง โรงงานทำเหล็กก็จะผลิตเหล็กลดน้อยลงตามยอดขายของรถยนต์ในบริษัทแห่งนั้น


อาชีพการขายสร้างรายได้มากถึงขั้นร่ำรวยเลยหรือ ครับ อาชีพการขายสามารถสร้างรายได้ให้กับนักขายคนนั้นๆ ถึงขั้นเป็นเศรษฐีเลยทีเดียวครับ ยกตัวอย่างสินค้าหรือบริการ เราจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น นักขายประกันชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือขายเก่ง มีรายได้มากกว่าคนที่รับประทานเงินเดือนจำนวนมาก หลายเท่าตัว นักขายในระบบตลาดเครือข่ายหลายแห่งที่ขายเก่ง มีรถยนต์ มีบ้าน ได้ไปท่องเที่ยว ได้ไปบรรยายในสถานที่ต่างๆก็เพราะการเป็นนักขายที่เก่งและประสบความสำเร็จนั้นเอง


เพราะอาชีพการขาย สามารถแลกเปลี่ยนสินค้า โดยการขาย ออกมาเป็นเงินหรือค่านายหน้า ได้ทันทีไม่ต้องรอเหมือนเงินเดือนที่เดือนหนึ่งได้ครั้งหนึ่ง ฉะนั้น อาชีพนี้สามารถทำเงินได้ไม่จำกัด จำนวนมากเท่ากับความสามารถในการขายของนักขายคนนั้นจะทำได้ ยิ่งขายเก่ง ยิ่งรวยมาก แต่ถ้าขายไม่ค่อยเก่ง ก็รวยน้อยหน่อย


แต่การเป็นนักขายที่เก่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปสำหรับคนที่พร้อมจะเรียนรู้ ฝึกฝน


มีความมานะอดทน ไม่ยอมแพ้ก่อนเวลาอันควร(คือประสบความสำเร็จ) เพราะอาชีพการขายส่วนใหญ่มักจะมี


ผู้ซื้อ ซื้อและปฏิเสธ เสมอ ยิ่งถ้าเราไปพบลูกค้ามากเท่าไร เราก็ยิ่งถูกปฏิเสธมากขึ้นและได้รับการตอบรับในการซื้อของลูกค้ามากเช่นกัน เช่น นักขายประกันบางคนเคยทำสถิติว่า ถ้าไปพบบลูกค้า 10 คนจะมีคนซื้อสินค้าคือประกันชีวิต เพียงแค่ 3 คน ดังนั้น ถ้าอยากมีลูกค้าซื้อประกันชีวิต 30 คน นักขายคนนั้นจะต้องไปพบลูกค้าถึง 100 คนเลยทีเดียว ขณะเดียวกันหากต้องการได้ลูกค้า 300 คน นักขายคนนั้นจะต้องไปพบลูกค้าที่จะซื้อประกันชีวิตถึง 1,000 คน


ฉะนั้น เมื่อมีลูกค้าปฏิเสธมากเท่าไร ก็จะมีลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นเท่านั้นขอเพียงแต่อย่าหยุดหรือหมดกำลังใจไปเสียก่อนก็แล้วกันครับ หากหมดกำลังขอให้คิดถึงคนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหนๆ ก็ต้องเคยผ่านความล้มเหลวมากมาย แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะก้าวต่อไป เดินหน้าต่อไป จนพบกับความสำเร็จในที่สุด เช่น เรื่องราวของ เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก ได้ทำการทดลองหลอดไฟฟ้า นับพันครั้ง ผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วนกว่าจะประสบความสำเร็จ มีคนถามว่าถ้าท่านทดลองแล้วไม่ประสบความสำเร็จคือ ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ไม่ได้ท่านจะทำอย่างไร เอดิสันตอบว่า ฉันก็จะทดลองต่อไปฉันจะไม่มาเสียเวลาคุยกับคุณหรอก


ท่านผู้อ่านครับ หากว่าท่านกำลังตกงาน ว่างงาน หรือคนที่มีงานทำอยู่แล้ว ท่านสามารถหารายได้เสริมจากงานขายได้ครับ เพราะงานขาย สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างแน่นอน หากว่า ท่านขายเก่ง...ท่านสามารถ ร่ำรวยกว่า....คนที่ขายไม่เก่งแน่นอนครับ





















...
  
บารมีกับผู้นำ
ผู้นำจำเป็นจะต้องมีบารมี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

หลายหลายคน เมื่อถูกเชิญให้เป็นผู้นำหรือขอให้เป็นผู้นำ มักจะพูดว่า ให้คนโน้น ให้คนนี้ ดีกว่า ผมยังมีบารมีไม่พอ คำว่าบารมีคืออะไร คนจำนวนไม่น้อยมักยังไม่เข้าใจ


เนื่องจากบารมีมีความสำคัญมากต่อการเป็นผู้นำของสังคมไทย โดยเฉพาะผู้นำทางการเมือง เรามักจะได้ยินคำว่า นายพลคนนี้ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพราะเป็นคนมีบารมี


บารมี หมายถึง การดูท่าทางแล้ว สง่างาม มีราศี บุคลิกภาพดี เวลาเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนยกมือไหว้ มีอำนาจ มีตำแหน่ง


การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีบารมี แล้วถามว่าบารมีเกิดขึ้นได้อย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรถึงทำให้เกิดบารมีได้ คุณสมบัติที่ทำให้ผู้นำเกิดบารมี มีดังนี้


1.เป็นคนมีชื่อเสียง คือกล่าวแล้วคนทั่วไปรู้จักว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำงานอะไร ฉะนั้น เราจึงเห็นว่า ผู้นำส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องใช้สื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้คนทั่วไปรู้จัก เช่น มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ วารสาร และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น


2.เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถนำหรือชี้นำคนอื่นได้ มีลักษณะบุคลิกภาพที่ดี สง่า ดูแล้วประทับใจ


3.เป็นคนดี มีคุณธรรม คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต


4.มีประสบการณ์ในงานนั้นๆ มากพอ หรือมีอายุการทำงานนานพอสมควร หรือมีความอาวุโส โดยเฉพาะสังคมไทย มักให้ความสำคัญกับคนที่มีอาวุโสมากกว่าคนอายุน้อย


5.มีฐานะดี มีฐานะสังคมดี เกิดจากตระกูลดี มีการศึกษาดี


6.ถ้าทำงานควรอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ หรือตำแหน่งที่มีความสำคัญ คนเกรงกลัว


และอีกหลายคุณสมบัติ ที่ทำให้เกิดบารมี แต่การเป็นผู้นำที่มีบารมีไม่จำเป็นจะต้องมีหมดทุกข้อนะครับ แต่ขอให้มีมากที่สุด ยิ่งมีคุณสมบัติตามข้อความข้างบนยิ่งมากยิ่งดีครับ


เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีคุณสมบัติดังนี้ เป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ คือ เมื่อเป็นทหาร ก็ได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการทหารบก ถ้าได้ตำแหน่งตำรวจ ก็ได้เป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าเป็นตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้เป็น นายกรัฐมนตรี ( เราจะสังเกตว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่มีอำนาจ ตำแหน่งหนึ่ง มักจะเป็นฐาน ทำให้ได้อีกตำแหน่งหนึ่งนั่นเอง) คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคนที่มีฐานะดี


เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีฐานะดีมักจะถูกเรียกให้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ทางสังคม เพราะตำแหน่งต่างๆ ทางสังคมจำเป็นจะต้องออกเงิน ช่วยเหลือ องค์กรต่างๆ อีกทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีท่าทางเด็ดขาด สง่างาม มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจรวดเร็ว ฉับไว เป็นต้น


พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติคือ เป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นคนมียศ มีตำแหน่ง เป็นตำรวจ


เป็นนายกรัฐมนตรี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจเด็ดขาด มีประสบการณ์ในการบริหาร บุคลิกภาพดี สง่า และที่สำคัญคือ เป็นคนมีฐานะดี ร่ำรวยมากถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐี


แล้วทำอย่างไรถึงจะสร้างบารมีให้แก่ตนเองได้ เราจะเห็นผู้นำทางธุรกิจและผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน มีวิธีในการสร้างบารมีให้แก่ตนเองกล่าวคือ


พยายามทำกิจกรรมต่างๆให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่ตนเองต้องการมากที่สุด แล้วกระจายข่าวผ่านสื่อ


ต่างๆให้มากที่สุด เพื่อให้คนทั่วไปทราบหรือรู้จัก เช่น อดีตนายทหารหลายท่าน ที่มีอำนาจ มีตำแหน่งที่สำคัญๆในกองทัพ เมื่อต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ แล้วกระจายข่าวตามสื่อต่างๆเพื่อให้คนเห็นภาพหรือรู้จัก จนคนทั่วไปเห็นว่าคนนี้ เป็นคนดี เป็นคนทำงาน มีความรู้ มีความสามารถ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี


ดังนั้น บารมีจึงมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กับผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำภาคธุรกิจ หรือผู้นำทางการเมือง

...
  
จูงใจคน
การจูงใจคนต้องรู้พื้นฐานแห่งจิตใจคน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


การที่จะทำงานร่วมกับคน เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เรื่องความต้องการ ความชอบ หรือความไม่ชอบของคนเรา แน่นอน คนเราทุกคนมีความต้องการ ความชอบที่แตกต่างกันทุกคน แต่มีบางอย่างที่คนเราชอบหรือไม่ชอบเหมือนกัน เป็นส่วนใหญ่ เช่น


1.คนเราไม่ชอบให้ใครตำหนิ โดยส่วนมากแล้วคนเราไม่ว่าชาย หญิง เด็ก วัยรุ่น คนทำงาน คนชรา โดยมากมักไม่ชอบให้ใครตำหนิ เพราะการตำหนิ หรือการพูดสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องของคนนั้นๆ ถึงแม้จะเป็นความจริงก็ตาม คนเราก็ไม่ชอบหรือมองไม่เห็น ตรงกันข้าม การมองข้อบกพร่องผิดพลาดของคนอื่นเรากับมองชัดเจน ดังนั้น ถ้าไม่มีความจำเป็นใดๆ เราไม่ควรตำหนิ ผู้อื่น แต่ถ้าท่านทำงาน ถ้าไม่ตำหนิ ก็อาจทำให้งานเสียหายได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องตำหนิลูกน้อง เราควรเรียกมาตำหนิ เป็นรายบุคคลสองต่อสอง ไม่ควรตำหนิลูกน้องต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน หรือผู้อื่น


2.คนเราต้องการการยอมรับ ต้องการมีชื่อเสียงและ ต้องการเด่นดัง คนเราโดยมากต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะคนเราเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน


การอยู่ร่วมกันและต้องการให้คนชอบเรา เราต้องไม่พูดขัดคอเขาหรือขัดขวางความเด่นดังของเขา แต่ตรงกันข้ามเราต้องช่วยสนับสนุนให้เขาเด่นต่อไปแล้วเขาก็จะชอบเราในที่สุด


3.คนเราชอบคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่าคนหน้าตาบึ้งตึง ดังนั้น เราต้องพยายามยิ้มแย้มแจ่มใส คนจึงกล้าเข้ามาหาเรา แต่ถ้าเราทำหน้าตาบึ้งตึง คนก็ไม่กล้าถามและไม่กล้าเข้าหา การยิ้มแย้มไม่เคยเป็นอันตรายต่อผู้ยิ้มตรงกันข้ามการยิ้มแย้มสามารถเอาชนะใจผู้อื่น และไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไร เวลาที่เรายิ้มแย้ม การยิ้มของเราจะแสดงความเป็นมิตร ความบริสุทธิ์ใจ ดังนั้นจงยิ้มเข้าไว้ ถึงแม้เราจะแต่งตัวใส่เสื้อผ้าราคาแพง แต่ถ้าเราขาดการยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้คนมักจะไม่กล้าคบค้าสมาคมด้วย


4.คนเราชอบให้คนจำชื่อ การที่เราจะจูงใจคนหรือชนะใจคนได้ เราจำเป็นจะต้องจำชื่อของคนคนนั้นให้ได้ ไม่ใช่เรียกชื่อเขาผิดๆ ถูกๆ ดังนั้น เราต้องฝึกจำชื่อบุคคลให้แม่นยำด้วยและเมื่อเจอกันเราควรเข้าไปทักทายเขาก่อน


5.คนเราต้องการให้คนอื่นฟังตัวเองพูดมากกว่าที่จะตั้งใจฟังผู้อื่นพูด เราจะเห็นได้ว่า คนที่สนทนาเก่งๆ มักจะพูดน้อยกว่า แต่สามารถชนะใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ เนื่องจาก ธรรมชาติของคน โดยมากมักชอบพูดมากกว่าชอบฟัง ดังนั้น ถ้าต้องการชนะใจอีกฝ่ายเราควรสนับสนุนให้เขาพูดโดยเราเป็นฝ่ายตั้งใจฟัง เขาก็จะชื่นชอบเรา


6.คนเราต้องการเห็นการสารภาพผิด เมื่อทำผิด แน่นอน เราต้องเกิดมาทุกคน ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิดพลาด แต่ถ้าเราทำผิด เราต้องขอโทษ การขอโทษหรือสารภาพผิดจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นใจและให้ความช่วยเหลือ บางคนไม่กล้าขอโทษเนื่องจากกลัวเสียหน้า อย่าคิดอย่างนั้นครับ เพราะการที่คนทำงานย่อมต้องมีผิดพลาดอยู่บ้าง เพราะคนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย


7.คนเราเมื่อเกิดความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง ก็มักจะพยามทุกอย่างเพื่อหาสิ่งนั้น ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเขาต้องการอะไร เราก็ควรให้การสนับสนุน ไม่ควรไปขัดขวาง


ดังนั้น การที่คนเราจะจูงใจคนหรือชนะใจคนนั้น จึงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง และข้อความข้างต้นนี้ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้ท่านชนะใจคนหรือจูงใจคน เราควรฝึกฝน เรียนรู้ไป แก้ไขปรับปรุง ผมเชื่อแน่ว่าท่านสามารถจูงใจหรือชนะใจฝ่ายตรงกันข้ามของท่านได้ แม้กระทั้งศัตรู






...
  
ลักษณะนักพูด
ลักษณะของผู้ที่จะเป็นนักพูด

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การจะเป็นนักพูดสามารถฝึกฝนได้พัฒนาได้และบุคคลที่อยากจะเป็นนักพูดนั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเอง ที่ทำให้เขาได้เป็นนักพูด ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องลักษณะนิสัยดังนี้

- มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้ออกไปพูด คนที่จะเป็นนักพูดได้จะต้องเป็นนักถ่ายทอดชอบพูด ชอบสอน ชอบบรรยาย จึงไม่ต้องแปลกใจเมื่อได้รับเชิญให้ไปพูดแล้ว จึงมีความอยากไปพูด อยากไปบรรยาย ไม่ใช่ใครเชิญก็บ่น บอกกับตัวเองในลักษณะทำไมต้องเชิญเรานะ คนอื่นมีตั้งเยอะ

- เป็นนักฟังที่ดี ฟังแล้วสามารถจับประเด็นในการพูดของวิทยากร สามารถวิเคราะห์ได้ว่านักพูดหรือวิทยากรที่บรรยายอยู่นั้น มีข้อดี ข้อเด่นอะไร แล้วนำข้อดี ข้อเด่นมาปรับ มาพัฒนาเพื่อเป็นแนวทางของตน

- เป็นนักอ่าน การจะเป็นนักพูดที่ดีต้องมีข้อมูลในการพูด การอ่านหนังสือต่างๆ มากๆ จะทำให้มีข้อมูลที่หลากหลาย เมื่อถึงเวลาบรรยาย หรือต้องพูด จะสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การเตรียมการพูดเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว

- มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา การที่จะเป็นนักพูดที่ดีและยั่งยืนนั้นจะต้องมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพราะโลกของเราในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้น ผู้รักที่จะเป็นนักพูดต้องพัฒนาการพูดของตนเองอยู่เสมอ ต้องแก้ไข ปรับปรุงตนเองเสมอ อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังข่าว ดูละครเพื่อจะได้มีข้อมูลที่ทันสมัยหรือทันเหตุการณ์เพื่อนำไปบรรยายหรือใช้พูด

- มีความพยายาม อดทน เมื่ออยากจะเป็นนักพูดและยิ่งถ้าอยากที่จะเป็นนักพูดระดับประเทศก็ยิ่งต้องมีความพยายาม อดทนให้มากขึ้นไปอีก การที่จะเป็นนักพูดที่ดีหรือเก่งนั้นไม่ใช่ผ่านเวทีการพูดมาแค่หนึ่งหรือสองเวที ถึงเก่ง แต่ยิ่งผ่านเวทีการพูดมากเท่าใด ก็จะมีความเก่งหรือทักษะมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น แล้วจึงจะเก่งขึ้นในที่สุด เพราะฉะนั้น จะต้องมีความพยายาม อดทน บางเวทีอาจล้มเหลว แต่ถ้าฝันเราที่อยากจะเป็นนักพูดยังอยู่ เราก็สามารถอดทนได้มากกว่าปกติ

- ต้องมีศิลปะ การที่จะนำศาสตร์ทางการพูดมาใช้ ผู้รักจะเป็นนักพูดต้องมีศิลปะ คือต้องสร้าง ลีลา น้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกภาพให้เป็นของตนเอง มีมุขตลกในลีล่าท่าทางของตนเอง เพราะการเลียนแบบนักพูดคนอื่น เราอาจเลียนแบบได้เหมือน แต่มันไม่ใช่ตัวเรา จึงทำให้ขาดการเป็นธรรมชาติ ดังนั้น จงเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด แล้วผู้ฟังก็จะประทับใจในความเป็นตัวของตัวเรา

- ต้องเตรียมตัวทุกครั้ง นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัว เพราะการเตรียมตัวจะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้นในเวลาพูดจริง เปรียบดัง นักมวยเวลาที่ขึ้นชก เราอาจเห็นว่าใช้เวลาไม่นานในการชกแต่หารู้ไม่ว่า เขาต้องซ้อมชกมวยเป็นเวลานาน จึงจะขึ้นชกจริงได้ เหมือนกัน นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัว ยิ่งเตรียมตัวมากยิ่งจะทำให้การพูดแต่ละครั้งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

- ต้องมีหลักการหรือศาสตร์ในการพูด นักพูดที่ดีต้องมีหลักการหรือเรียนรู้ ศาสตร์หรือตำราการพูดมาบ้างแล้ว หรือเข้ารับการอบรมหลักการมาพอสมควรเมื่อรู้หลักการก็จะทำให้พูดได้ดีขึ้น การรู้หลักการเปรียบดังนักมวยที่มีการอบรมการชกมวยมาจะทำให้รู้เทคนิคในการชกไม่ได้ชกเหมือนมวยวัด

ดังนั้นผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดต้องมีนิสัยดังกล่าวจึงจะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมาย ในท้ายนี้ขอฝากแง่คิดดังนี้ “ การเป็นนักพูดที่ดีไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์แต่เกิดจากการตั้งใจและการพัฒนาฝึกฝนอย่างไม่หยุดยั้ง ”




...
  
สั่นเพราะไมค์
เห็นไมค์แล้วสั่น

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ระยะทางหมื่นลี้ ย่อมเริ่มจากก้าวแรก


อาการสั่น ไม่ว่าจะเป็นใจสั่น ปากสั่น ตัวสั่น พูดสั่น มือสั่นและอาการประหม่า มักเกิดขึ้นกับคนหลายๆคน ที่ได้มีโอกาสลุกขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน บางคนเกิดความเครียด พูดถูกๆ ผิดๆ บางคนถูกเชิญขึ้นพูด ด้วยความตื่นเต้น ก็ทักทายผู้ฟังแบบผิดๆ แทนที่จะพูดว่า “ท่านแขกผู้มีเกียรติ” ดันพูดว่า “ท่านเกียรติผู้มีแขก”


หรือ บางคนอาจไปทักชื่อหรือตำแหน่งของประธานในพิธีหรือวิทยากรผิดก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ หรือบางคนจะเชิญประธานอัญเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ดันไปเชิญประธานขึ้นสู่ยอดเสาเสียนี่


บางคนเกิดอาการประหม่าจึงได้ทำกิริยาอาการแปลกๆ เช่น บางคนรูดไมค์ขึ้น รูดไมค์ลง บางคนรูดซิบกางเกงขึ้นลง และบางคนเอามือพันสายไมค์ม้วนสายไมค์เล่น


เหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นกับคนหลายๆคน ฉะนั้นเมื่อเรารู้อย่างนี้จึงควรหาทางแก้ไขเสีย อย่าให้อาการเหล่านี้เป็นตัวทำลายเราเป็นอันขาด สำหรับวิธีการแก้ไขมีดังนี้


1. ดื่มน้ำเย็นสักเล็กน้อยก่อนขึ้นพูด ก็จะช่วยลดความประหม่าได้ส่วนหนึ่ง สักเล็กน้อยนะครับขอย้ำเพราะบางคนดื่มมากจนเกินไป ทำให้เวลาขึ้นพูดบนเวทีความประหม่าอาจลดลงแต่ผู้พูดอาจจะปวดฉี่แทน


2. พูดให้กำลังใจกับตัวเองภายในใจว่า การบรรยายในครั้งนี้ การพูดในหัวข้อนี้ ฉันรู้ดีที่สุด หรือในวันนี้ฉันสู้ตาย (พูดในใจนะครับ) จะเป็นการให้กำลังใจตนเองได้ในระดับหนึ่ง


3. เตรียมการพูดให้ดี จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง การเตรียมตัวจะช่วยให้เราเกิดความพร้อม ทำให้เราจำเนื้อเรื่องได้ และลำดับได้อย่างแม่นยำ การเตรียมตัวที่ดีต้องเตรียมสภาพจิตใจคือต้องทำจิตใจให้พร้อมสำหรับการไปพูด มีความกระตือรือร้นที่อยากจะพูด เตรียมสภาพร่างกายคือต้องมีการพักผ่อนเป็นอย่างดี ไม่ใช่จะไปพูดในวันรุ่งขึ้น ตีหนึ่ง ตีสอง ยังเที่ยวอยู่ ไม่ยอมหลับไปยอมนอน และเตรียมเรื่องที่จะพูด ว่าเราจะขึ้นต้นอย่างไร เนื้อหาอย่างไร สรุปจบอย่างไร


4. มีโอกาสต้องรีบขึ้นเวที ไม่มีใครสามารถว่ายน้ำเป็นโดยไม่ลงไปว่ายน้ำ การพูดต่อหน้าที่ชุมชนก็เช่นกัน ไม่มีใครพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้โดยไม่เคยพูดต่อหน้าที่ชุมชน ดังนั้นวิธีการแก้อาการประหม่าที่ดีที่สุดก็คือ กลัวสิ่งไหนต้องเข้าหาสิ่งนั้น เมื่อเรากลัวการขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน เราก็ต้องขึ้นไปพูดบ่อยๆ แล้วความประหม่าก็จะค่อยๆหายไปที่ละน้อย


ทั้ง 4 วิธีที่กระผมได้กล่าวไป อาจทำให้ท่านลดอาการสั่น ลดความประหม่า ลดความเครียด ลดความตื่นเต้นในการพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้บ้าง


สำหรับบางคนบอกว่าการแก้ความประหม่าที่ดีคือการดื่มแอลกอฮอลล์ เช่นดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ เพื่อย้อมใจ การแก้ความประหม่าอย่างนี้ต้องระวัง เพราะการดื่มแอลกอฮอลล์มากๆจะทำให้ขาดสติ พูดผิดๆ ถูกๆ แทนที่จะแก้อาการประหม่าได้อาจทำให้ผู้พูดเสียคนยิ่งกว่าการขึ้นไปพูดโดยไม่ดื่มแอลกอฮอลล์เสียอีก


ถ้ามีความตั้งใจ จะไปแปลกอะไรกับความสำเร็จ

...
  
ผู้บริหาร มนุษย์สัมพันธ์
ผู้บริหารกับมนุษย์สัมพันธ์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผูกสนิทชิดเชื้อนั้นเหลือยาก ถึงเหล็กฟากรัดไว้ก็ไม่มั่น


จะถูกด้วยมนต์เสกลงเลขยันต์ ไม่เหมือนพันผูกไว้ด้วยไมตรี





เป็นคำสอนของคนโบราณ การที่คนเราจะช่วยเหลือกัน ซื้อขายสินค้า ร่วมมือประสานงานกัน การมีไมตรีจิตที่ดีต่อกัน การมีมนุษย์สัมพันธ์ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


มนุษย์สัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งอาศัยอยู่ในสังคมร่วมกัน อย่างผาสุก ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจอันดีต่อกัน มุ่งให้เกิดความร่วมมือต่อกัน ดังนั้น มนุษย์สัมพันธ์ เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะในการเสริมสร้างสัมพันธ์อันดีกับบุคคลเพื่อให้ได้มา ซึ่ง ความนับถือ ความรัก ความร่วมมือ ความจงรักภักดี และความสัมพันธ์อันดีต่อกัน (ศาสตร์คือ หลักการทฤษฏี องค์ความรู้ ศิลปะคือการประยุกต์ใช้ทฤษฏี องค์ความรู้)


นักบริหารจึงจำเป็นจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน ซึ่งเทคนิคในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์มีหลาย ประการดังนี้


1. ต้องเข้าใจธรรมชาติของคนเรา เพราะมนุษย์เรามีความหลากหลาย ทั้งความคิดเห็น แง่มุม ความเชื่อ พฤติกรรม ดังคำโบราณเคยพูดไว้ว่า มนุษย์เรามีร้อยพ่อพันแม่( ถ้าเทียบตามสัดส่วน หนึ่งพ่อย่อมมีสิบแม่) เมื่อเรารู้เช่นนี้ เราจะได้หาวิธีการสร้างสัมพันธภาพได้อย่างเหมาะสม เพราะคนเรามีความชอบ มีรสนิยมแตกต่างกัน มีประวัติภูมิหลังแตกต่างกัน


2. ต้องรู้จักสร้างสัมพันธ์กับคน การที่คนเรามีมนุษย์สัมพันธ์ จะต้องมีเทคนิคและวิธีการสร้างอยู่พอสมควร เช่น เทคนิคในการพูด เทคนิคในการนำเสนอ การพูดของคนเรานี่สำคัญมาก นักบริหารที่ดีจะพูดให้คนชอบ หรือคนเกลียดก็ได้ จะพูดให้คนพอใจ หรือ พูดให้คนไม่พอใจก็ได้ ผู้บริหารที่ดีควรยิ้มแย้ม แจ่มใสซึ่งจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดียิ่งขึ้น ไม่ใช่ทำหน้าเครียดจริงจังตลอดเวลาจนลูกน้องไม่กล้าเข้าใกล้


3. ต้องสร้างลักษณะของผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เช่น การแต่งกาย บุคลิกภาพ ท่าทางที่ดี มีลักษณะการเข้ากับคน กิริยามารยาทเรียบร้อย ตลกขบขัน เบิกบาน ความกระตือรือร้น คือ มีชีวิตจิตใจ ไม่เซื่องซึม หรือมึนชา มีความเบิก-บาน แจ่มใส


4. ต้องไม่ทำตัวเด่น หรือด้อยเกินไป การทำตัวเด่นไปทำให้คนอื่นดูด้อยค่า เพราะฉะนั้น นักบริหารควรไม่ทำตัวเด่นเกินไป เพราะจะทำให้คนอื่นๆ อิจฉา ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารไม่ควรทำตัวด้อยเกินไป ด้อยจนไร้คุณค่าทำให้ลูกน้อง ขาดความเชื่อถือ ศรัทธา


5. ต้องมีอารมณ์หนักแน่น เก็บความรู้สึกได้ ธรรมชาติของคนเรา มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีรัก ซึ่งเป็นธรรมดาของความเป็นมนุษย์ แต่ นักบริหารที่เก่ง มักจะต้องเก็บอารมณ์เก่ง โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ เพราะถ้าเกิดหลุด เกิดโกรธแล้ว บางครั้งทำให้งานใหญ่เสียได้


6. ต้องให้ความช่วยเหลือ ให้เกียรติ ให้อภัย ผู้อื่น คนที่จะเป็นผู้บริหารหรือเป็นคนเหนือคน จะต้องให้ความช่วยเหลือคนอื่น เนื่องจากสังคมจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ด้วยการช่วยเหลือกันและกัน ผู้บริหารจะต้องให้เกียรติผู้อื่น ต้องให้เกียรติลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ในขณะเดียวกันต้องรู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่น คนทุกคนในโลกนี้ ไม่มีใครไม่เคยทำผิด ดังนั้น เมื่อลูกน้องทำผิด คนอื่นทำผิด ผู้บริหารจำเป็นจะต้องรู้จักให้อภัยแก่เขา
สรุปได้ว่า นักบริหาร ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องอาศัยปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี คือ การมีบุคลิกภาพทั้งภายนอกและภายในที่ดี การมีทักษะในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนทั้งทางภาษาคำพูดและภาษาท่าทาง การมีความเข้าใจธรรมชาติ ความต้องการของคนเรา การควบคุมตัวเอง มีจิตวิทยาในการบริหาร รวมถึงบทบาทหน้าที่ และลักษณะงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่


งานบริหาร จำเป็นต้องมีความอดทน


งานบริหาร ต้องอาศัยความต่อเนื่อง


นักบริหาร จำเป็นต้องมีหัวใจรักและทุ่มเทในงานบริหาร

...
  
ความรู้กับนักบริหาร
อาวุธอันแหลมคมของนักบริหาร คือ ความรู้
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีสติปัญญาที่แหลมคม


นักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จ ย่อมไร้ซึ่ง สติปัญญา


สาเหตุหรือเหตุผล หนึ่งของการเป็นนักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ ขาดการศึกษาหาความรู้ ขาดการอ่าน การฟัง วิชาการและการหาข้อมูลต่างๆ และขาดการฝึกอบรม


ดังนั้น นักบริหารที่มีความรู้ ย่อม ประสบความสำเร็จได้มากกว่านักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา


ถามว่าทำไมละถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ ถ้านักบริหารที่ไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล ไม่มีสติปัญญา ถ้าแก้ปัญหาต่างๆไม่เป็น แล้วจะเอาอะไรไปบริหารและแก้ปัญหาต่างๆให้ลูกน้องได้


ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า นักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา ไม่มีความรู้ จะไม่ประสบความสำเร็จในงานบริหารอย่างมั่นคงและต่อเนื่องเลย แม้แต่คนเดียว


เพราะยุคปัจจุบัน เป็นยุคข้อมูล สารสนเทศ เป็นยุคที่ต้องแข่งขัน เคลื่อนไหวตลอดเวลา ลูกน้องและ ลูกค้าไม่ใช่คนโง่ หรือไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ตรงกันข้าม ลูกน้องและลูกค้า บางคนรู้ดีกว่านักบริหารเสียอีก หมดยุคสมัยที่จะบริหารได้ เพราะโชคช่วย หมดยุคสมัยที่จะบริหารด้วยเล่ห์เพทุบาย แต่ยุคนี้เป็นยุคสมัยของนักบริหารที่


ทำจริง รู้จริง บริหารได้จริง จริงใจและซื่อสัตย์


ทำจริง คือ ต้องขยันไปพบลูกค้าและช่วยให้คำปรึกษาแก่ลูกน้องหรือไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกน้อง รู้จริง คือ ต้องรู้ข้อมูลต่างๆ รายละเอียดของบริษัท รายละเอียดของลูกค้า นิสัยของลูกน้อง รู้เทคนิคต่างๆ อ่านมาก ฟังมาก


บริหารได้จริง คือ ไม่ท้อแท้ท้อถอย ตั้งใจบริหารองค์กร ถ้าลูกน้องไม่เชื่อหรือทำตามก็อย่าท้อถอย สู้ต่อไป


จริงใจและซื่อสัตย์ คือ ต้องไม่พูดโกหกลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่หลอกลวงหรือล่อหลอกลูกน้อง


ดังนั้นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จจึงจะต้องมีความรู้ โดยการที่จะมีความรู้ได้นั้น ก็ย่อมต้องผ่านการเรียนรู้ 2 ประการ กล่าวคือ


1.เรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือจากการทำงานจริง คือ เรียนรู้จากการบริหารงานจริง เมื่อได้พบเห็นอะไรหรือมีปัญหาอะไร ก็จะได้นำมาแก้ไขปรับปรุงในการบริหารครั้งต่อไปให้มันดีขึ้น เป็นการลองผิดลองถูก จนประสบความสำเร็จ วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลานานในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านในชีวิตในการบริหาร จนนักบริหารบางรายท้อแท้ และ ลาออกจากอาชีพการเป็นนักบริหารไปในที่สุด


2.เรียนลัด คือ เรียนรู้จาก การอ่าน การฟัง การฝึกอบรม การฟังสัมมนา การสอบถามจากนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ การอ่านมากๆ จะทำให้เกิดปัญญา การอ่านดีกว่าการฟัง เพราะทำให้เราคิดได้ในขณะอ่าน โต้แย้งในเนื้อหาได้ แต่การฟัง ถ้าฟังไม่ทัน เราอาจเชื่อโดยไม่มีเวลาคิดตามเนื่องจากบางคนพูดไวจนคนฟังคิดไม่ทัน ต้องอบรม การอบรมช่วยให้ได้เทคนิคใหม่ๆ การไปฟังสัมมนาก็เช่นกันทำให้เราได้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการบริหาร จัดการในองค์กร หรือ มิเช่นนั้น การสอบถามผู้บริหารรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยให้แก่ความคิดในการบริหาร จัดการได้อีกวิธีหนึ่ง


ฉะนั้น นักบริหารที่ประสบความสำเร็จหรือต้องการความสำเร็จในการบริหาร จะต้อง ฝึกฝน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญต้องเรียนรู้จากทั้ง 2 วิธี ดังกล่าวในข้างต้น


การศึกษาหาความรู้ คือ อาวุธที่แหลมคมของนักบริหาร


































...
  
อาชีพ ผู้นำ องค์กร
การเลือกอาชีพ ผู้นำและองค์กร

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การเป็นผู้นำ(Leader) มีความสำคัญมากกับการอยู่รอด การเจริญก้าวหน้า การถดถอย การก้าวกระโดด ขององค์กร ถ้าองค์กรใด มีผู้นำที่เก่ง มีผู้นำที่ดี องค์กรนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี


ตรงกันข้าม ถ้าองค์กรใดมีผู้นำที่ไม่เก่ง ไร้ซึ่งความสามารถ ก็จะทำให้องค์กรนั้นเจริญก้าวหน้าไปอย่างช้าๆและบางแห่งถึงขนาดถดถอย ล้าหลังไปเลยก็มี


สำหรับทักษะหรือสิ่งที่ผู้นำควรมี ได้แก่ การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน,วิสัยทัศน์ของผู้นำ,เทคนิคในการตัดสินใจ,การสื่อสารที่ดี , คุณธรรมของผู้นำ , การทำงานด้วยความสนุก ฯลฯ


โดยเฉพาะการทำงานด้วยความสนุก บุคคลหรือผู้นำที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะเลือกงาน เลือกองค์กร ที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข มีความสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง


การเลือกอาชีพ การเลือกองค์กร ในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้นหรือผู้นำ จะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา ดังนั้น การเลือกงานหรือการเลือกองค์กรที่ตนเองชอบจึงสำคัญมากกว่าการเลือกงานหรือเลือกองค์กร เพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ หรือองค์กรนั้น


ผู้นำบางคนเลือกอาชีพ เลือกเข้าไปทำงานในองค์กรตามกระแส คนบางคนอาจจะไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้ว่าตนต้องการอะไร เหมือนกับเด็กๆ เห็น ภราดร ตีเทนนิส ประสบความสำเร็จ บางคนก็อยากให้ลูกตีเทนนิส บางคนเห็น ไทเกอร์วูล ตีกอฟล์ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ก็อยากให้ลูกเป็นนักกอฟล์บ้าง แต่หารู้ไม่ว่า คนเรามีความสามารถแตกต่างกันไป เราไม่อาจเลียนแบบคนอื่นแล้วประสบความสำเร็จตามคนๆนั้นได้ ถ้าคนเราไม่มีความชอบ มีพรสวรรค์ มีพรแสวง ก็จะทำงานหรือฝึกฝนตนเองด้วยความเบื่อหน่าย


การเลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม ผู้นำบางคนซึ่งอาจเป็นคนส่วนใหญ่ก็ว่าได้ เลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม เห็นว่างานไหน องค์กรไหน มีตำแหน่งว่างก็สมัครไปก่อน เมื่อได้ทำแล้ว ก็ทำแบบสบายๆ ไม่กระตือรือร้น ไม่มีความสนุกในงาน เกิดอาการเบื่อหน่าย ดูสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของที่ทำงานก็เกิด


อาการเซ็ง ถ้าเป็นอย่างนี้ กระผมขอแนะนำให้เปลี่ยนงานใหม่ หรือ เปลี่ยนองค์กร ที่ตรงกับความชอบ ความรัก และตรงกับความสามารถ รวมทั้งความฝันของตนเองจะเป็นการดีกว่า


แต่แท้จริงแล้ว การเลือกอาชีพ หรือ เลือกงานนั้น มีความหมายมากๆ สำหรับการดำเนินชีวิตและผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ตนเองเกิดความสนุก การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ผู้นั้นทำงานได้นานกว่าปกติ การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้น


มีความอดทนต่อความล้มเหลวได้มากกว่าคนธรรมดา การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้นอดทนต่อการถูกด่าทอ อดทนต่อการดูถูก กว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย และการทำงานที่ตนเองชอบ เราจะไม่คิดว่าเรากำลังทำงานแต่เราคิดว่าเรากำลังสนุก เรากำลังได้พักผ่อน


ผู้นำหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จ ของจะเลือกทำงานที่ตนเองรัก ไม่ใช่เลือกทำงานตามวุฒิ ตามปริญญาที่ตนเองเรียนจบมา เช่น คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ก็ไม่ได้จบทางด้านประชาสัมพันธ์มา แต่จบปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์ แต่ก็เป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของบริษัทโตโยต้า ประเทศไทย จนทำงานบริษัทโตโยต้า ประเทศไทยมียอดขายมากมาย อาจารย์จตุพล ชมพูนิช ก็จบนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพในการใช้วิชาทางด้านกฏหมายมา แต่มาเป็นนักพูด นักฝึกอบรม นักบรรยาย นักทอล์คโชว์


ดังนั้น ผู้นำหรือบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงเลือกงานที่ตนเองชอบ จงเลือกองค์กรที่ตนเองรัก แล้วเราจะมีความสุข เราจะมีความสนุก และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต

























...
  
เหล้ากับเด็ก
เด็ก กับ เหล้า

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผลวิจัยพบเด็กไทยดื่มเหล้าตั้งแต่ 7 ขวบ (จาก นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ ที่ 07 กันยายน 2552)

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษา การรับรู้ ทัศนคติ ต่อการมีส่วนร่วมของเยาวชนต่อการยับยั้งปัญหาและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในครอบครัว สำรวจเมื่อวันที่ 1-31 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2-6 จำนวน 1,583 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 43% ยอมรับว่าเคยลองดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ซึ่งน่าเป็นห่วงมากเพราะผู้ที่ให้ลองคือ บิดา หรือคนในครอบครัว สำหรับอายุเฉลี่ยที่เริ่มดื่มคือ 9 ขวบ ขณะที่อายุต่ำสุดที่เคยดื่มเพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้น และยังพบว่าเด็ก 65% เคยไปซื้อด้วยตนเอง โดยผู้ขายยอมขายทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย 55%
“ที่สำคัญพบว่าเด็ก 100% รู้จักกับสินค้าเหล้าปั่น เบียร์ เบียร์ปั่น เป็นอย่างดีสามารถแยกแยะยี่ห้อได้โดยรู้จักจาก 1.โฆษณา 2.สื่อตามร้านค้าร้านอาหาร 3.เห็นของจริง 4.เคยถูกใช้ไปซื้อ 5.เคยดื่มแล้ว โดยกลุ่มตัวอย่าง 59% บอกว่าอยากลองดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเด็กอยากลองมากที่สุด คือ 1.เบียร์ 2.เหล้าปั่น 3.เบียร์ปั่น สินค้าใหม่มีขายตามร้านขายน้ำผลไม้ปั่น และมีเด็กยอมรับว่าเคยดื่มเหล้าปั่นด้วยตัวเองโดยไม่มีผู้ใหญ่พาไป และคิดว่าเหล้าปั่นไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นความเชื่อและความคิดที่อันตรายมากเพราะร้านเหล่านี้อยู่ในชุมชนไม่ห่างจากโรงเรียน และอยู่รวมกับร้านขายน้ำหวาน น้ำผลไม้ มีแผงลอย รถเร่ ขายอยู่ทั่วไป ทำให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย”

จากข้อมูลข้างต้นมีความเป็นจริงมากทีเดียว จึงทำให้กระผมมีความเป็นห่วง เด็กและเยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสิ่งเสพติดประเภทแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ เหล้า ไวน์และที่มีส่วนประสมจากแอลกอฮอล์

2-3 เดือนก่อนมีข่าวเรื่องการแฉคลิปเด็ดล่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริเวณร้านค้าข้างรั้ว 10 มหาวิทยาลัยดัง โดย ขายเหล้าเบียร์ให้แก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ในชุดนักเรียน นักศึกษาอย่างโจ๋งครึ๋ม รวมทั้งมีการขายในหอพักนักเรียน นิสิต นักศึกษาอีกต่างหาก ซึ่งกระผมก็ได้เขียนบทความถึงด้วยความเป็นห่วง รวมทั้งให้ทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ว่า สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน รัฐบาล และผู้ปกครอง

และฝากรัฐบาลช่วยดูแลเรื่องของ ร้านเกมส์ อาบอบนวด และร้านคาราโอเกะ ใกล้สถานศึกษา


แต่เมื่อกระผมมาเจอข่าวและผลการวิจัยของ ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ กระผมยิ่งมีความหนักใจและน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น เพราะเด็กเหล่านี้ยังเล็กมาก ถ้าเราไม่แก้ไขหรือหยุดยั้ง เด็กเหล่านี้เมื่อโตขึ้นก็จะเป็นนักดื่มกันต่อไปและปัญหาต่างๆ ก็จะมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรง เรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการเมาแล้วขับ เรื่องของการเรียน เรื่องของครอบครัว เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องเพศสัมพันธ์ และต่อเนื่องไปใช้หรือเสพยาเสพติดประเภทอื่นๆ

การแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเหล้า หรือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ นับว่าเป็นปัญหาที่แก้ไขยากมากเพราะเป็นปัญหาที่มีมานานมากแล้ว ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเรา หลายประเทศก็มีปัญหาดังกล่าว แล้วจะไปห้ามไม่ให้ดื่มก็ไม่ได้ ดังนั้นจะเห็นว่ามีการ รณรงค์เรื่องของการดื่มเหล้า เช่น เมาแล้วไม่ขับ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการดื่มเหล้า ฯลฯ จากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สสส.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข และ เครือข่ายของภาครัฐและเอกชน แต่ก็ไม่สามารถหยุดหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่ก็ยังดีที่หน่วยงานต่างๆได้ช่วยกันทำ เพราะบางช่วงเวลา ช่วยลดความเสียหายบางอย่างได้ เช่น อุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ ช่วงปีใหม่ ฯลฯ

อย่างไรเสีย คงต้องขอฝากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ด้วย เพราะปัญหานี้เกี่ยวข้องกับเด็ก และเด็กก็คือกองกำลังของชาติในอนาคต ถ้ากองกำลังของชาติขาดความเข้มแข็ง ถ้ากองกำลังของชาติติดเหล้า ติดสิ่งเสพติด และมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ แล้วประเทศไทยของเราจะไปแข่งขันกับประเทศไหนได้ครับ




...
  
เด็กขายตัว
ห่วงค่านิยม “ เด็กขายตัว”


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)


ในยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับกันว่า สังคมไทยเราเข้าสู่ยุคทุนนิยม หรือ ยุคแห่งการบริโภคนิยมมากขึ้น ทำให้ผู้คนในสังคมไม่ว่าวัยต่างๆ ต่างก็ต้องหาเงินมาเพื่อบริโภคกันมากขึ้น สินค้าบางอย่างไม่มีความจำเป็นเพราะเป็นสินค้าที่ฟุ้งเฟ้อ ก็ยังซื้อบริโภคกัน มาอวดกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา


เมื่อมีความต้องการบริโภคสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมากขึ้น ไม่ว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนม สินค้าราคาแพง โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ฯลฯ จึงทำให้เงินที่ผู้ปกครองให้เพื่อมาใช้จ่ายจึงไม่พอ จึงต้องมาขายบริการทางเพศ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อสิ่งเหล่านี้ จึงมีข่าวเกี่ยวกับ “ เด็กและเยาวชน ขายตัวกันมากขึ้น ” เช่น


- เด็กขายตัว ผ่านเน็ต “มาร์ค” เร่งแก้ ( ที่มา..ASTVผู้จัดการออนไลน์)


- สลดเด็กไทยคลั่งสวิงกิ้ง-ขายตัวซื้อมือถือ ( ที่มาจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด)


- รวบ 3 นักศึกษาโฆษณาขายตัว ผ่าน HI5 (ที่มาจาก..สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น)


- ขายตัวกระหึ่มเว็บโสเภณีออนไลน์(ที่มาจาก..หนังสือพิมพ์เดลินิวส์)


จากข่าวดังกล่าวข้างต้นทำให้รู้ได้ว่า ในสังคมไทยเราปัจจุบันมีการขายตัวกันมากขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะ


เป็นเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ยันไปกระทั่งสาวที่ทำงานในออฟฟิศ และการเกิดปัญหาหนึ่ง ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ติดตามมา


ที่สถาบันราชภัฏสวนดุสิต มีการสัมมนาเรื่อง " นักเรียน/นักศึกษา ขายตัว : สัมมนาปัญหาเชิงลึก/วิเคราะห์ " จัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต เพื่อระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหา การขายตัวของนักเรียน นักศึกษา โดยเชิญผู้ขายบริการ ผู้ใช้บริการ และผู้จัดบริการ (แม่เล้า) ร่วมสัมมนา มีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้


น้องหน่อย (นามสมมุติ) นักศึกษาที่ขาย บริการทางเพศ "--สาเหตุที่มาทำอาชีพนี้เพราะต้องการนำเงินไปใช้ในการศึกษา เกี่ยวกับอุปกรณ์ ต้องส่งเสีย ครอบครัว เนื่องจากพ่อเสียชีวิต ไม่มีอาชีพอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูง ผิดหวังเรื่องแฟน ต้องการมีวัตถุนิยมตาม เพื่อนและสังคม อยากมีโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้าสวยๆ อยากมีเงินใช้จ่ายตลอด และอยากมีเงินเที่ยวสถานเริงรมย์ ส่วนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานั้น อยากให้ส่งเสริมอาชีพ ที่มีรายได้กระจายทั่วถึง ให้การศึกษา ที่เข้าใจ การดำเนินชีวิต มีความภาคภูมิใจในชีวิต จัดหางานให้เมื่อเรียนจบ และรัฐควรจัดหางานให้ ระหว่างเรียน เพื่อ เป็นรายได้เสริม ที่เข้ามาสู่อาชีพนี้เพราะได้รับการติดต่อจากเพื่อน ตอนที่เพื่อนชวนก็คิดอยู่นาน แต่เพื่อนบอก ว่า ทำแล้วจะได้เงินง่าย อย่างไรก็ตาม ไม่คิดที่จะทำอาชีพนี้ตลอดไป อนาคตคิดจะหยุด และหางานดีๆ ทำ แม้จะได้เงินน้อยกว่า—


" น้องฟิว (นามสมมุติ) นักศึกษา "--สาเหตุเข้าสู่อาชีพเสริมเพราะ ความต้องการ ทาง เศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าลงทะเบียน ค่าที่พัก และค่าเครื่องสำอาง รวมถึงได้รับการชักจูง จาก เพื่อน ในกลุ่มที่ทำอาชีพเสริมอยู่ มีเงินใช้จ่ายคล่องตัวมากขึ้น ที่สำคัญคือผู้ที่ทำอาชีพ เสริมคิดว่า พวกเขา ได้เดินมาถูกต้องแล้ว เพราะชีวิตเป็นของเขาเอง ฉะนั้นจะทำอะไรกับชีวิตของเขาก็ได้ ที่เลือกอาชีพนี้ เพราะ มีรายได้สูง ที่ผ่านมาไม่ได้ติดต่อทางบ้านเลย จึงต้องหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายเอง มีค่าใช้จ่ายประมาณ 400 บาทต่อวัน ถ้าไปทำอาชีพอื่นรายได้จะน้อย แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการ หารายได้จากการขายบริการทางเพศเลย ส่วนแนวทางป้องกันนั้น เห็นว่าต้องสร้างจิตสำนึกในการ ยอมรับ สภาพความจริง พ่อแม่ ครูอาจารย์ต้องสอดส่องใกล้ชิด สร้างความอบอุ่นในครอบครัว หาอาชีพเสริมที่สุจริต และสถานศึกษาจัดหางานพิเศษให้--
แน่นอนปัจจัยที่ทำให้เด็กขายตัว อาจจะมีหลายปัจจัย ได้แก่ ปัญหาความตกต่ำทางด้านเศรษฐกิจ เงินไม่พอใช้ ปัญหาวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป คือ นำวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้มากขึ้น ปัญหาการบริโภคนิยมหรือนิยมวัตถุ ฯลฯ


แต่ปัญหาเหล่านี้ เด็กและเยาวชน ไม่ควรแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการง่ายๆ โดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ของตน โดยการนำร่างกายมาขาย ซึ่งถ้าทำกันมากๆ แนวคิดนี้ก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมไทยในอนาคต

...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.