หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  สู้แล้วรวย
  -  บทความที่ดี
  -  ปัญหาของเด็ก
  -  บารมีกับผู้นำ
  -  การพูดของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  ผู้นำกับทีม
  -  ผู้นำพูด
  -  พูดโอกาสต่างๆ
  -  ผู้บริหาร มนุษย์สัมพันธ์
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  สู่ผู้นำ
  -  ทำไมคนดีๆ จึงลาออก
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  ฝึกพูด
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  คนตกงานกับปัญหาสัึงคม
  -  สื่อลามกกับวัยรุ่น
  -  คนคือทรัพย์สิน
  -  เหล้ากับเทศกาลสงกรานต์
  -  มาเขียนกันเถอะ
  -  ผู้นำกับองค์กรเรียนรู้
  -  เป้าหมายกับความสำเร็จ
  -  บทบาทนักบริหาร
  -  เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
  -  ผู้บริหารกับประชาสัมพันธ์
  -  หัวใจงานบริหาร
  -  ลิขสิทธิ์
  -  กิ๊ก
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  จริยธรรมของไทย
  -  แฟชั่น นักศึกษา
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  อดทนเพื่อชนะ
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
  -  เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
  -  สื่ออนาคต
  -  ปัญหามากมายสังคมไทย
  -  ยาเสพติด
  -  สายสัมพันธ์กับนักบริหาร
  -  ผู้นำ
  -  ยกระดับบริการและความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ
  -  หลักการเขียนบทความ
  -  กฏหมายควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา
  -  เด็กนอกระบบ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  หลักการนำเสนอ
  -  ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
  -  ความคิดสร้างสรรค์
  -  มึงสู้จริงหรือเปล่า
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
  -  นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ภาษากายของผู้ฟัง
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
  -  การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
สู้แล้วรวย
สู้แล้วรวย

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ชีวิตของมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะมาด้วยตนเอง โดยไม่ได้รับทรัพย์สมบัติจากครอบครัว...ส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย ไม่มีคนนั้นเลยที่ไม่เคยลำบาก ล้มลุกคลุกคลาน

และมีจำนวนไม่น้อยต้องล้มลุกคลุกคลานไม่น้อยกว่า 7-10 ครั้ง เช่น พตท.ดร.ทักษัณ ชินวัตร กว่าจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีต้องเป็นหนี้เป็นสิน ทำธุรกิจล้มเหลวหลายธุรกิจแล้วจึงมาประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจในช่วงหลังๆ


ถามว่า ทำไมคนจนถึงไม่รวย คำตอบคือ คนจนส่วนใหญ่ไม่ใช้ความคิด คนร่ำรวยส่วนใหญ่ใช้ความคิด คนคิดเป็น...ย่อมร่ำรวยก่อนคนไม่ใช้ความคิด...

คนจนหลายพันล้านคนในโลกนี้ ทำงานหากินด้วยการใช้แรงกายด้วยความยากลำบาก ได้รับเงินเดือนต่ำๆ ไม่คุ้มค่า เพราะคนจนเหล่านั้นใช้สมองน้อยมาก ตรงกันข้ามกับคนร่ำรวย เขาจะใช้แรงกายน้อยแต่จะใช้สมองมาก รายได้สูง..คุ้มค่าเหนื่อย

ดังนั้น ความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็จะทำไม่ได้ จงคิดอย่างผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ควรคิดอย่างขอทานหรือคิดเล็กๆ

เราลองมาพูดถึงความคิดกันอีกสักหน่อย.... คนที่ร่ำรวยมักจะคิดแตกต่าง กว่าคนทั่วไป คนรวยมักจะมีความคิดที่สร้างสรรค์มากกว่าคนทั่วไป ฉะนั้นถ้าพวกเรารู้จักคิดให้แตกต่างจากคนทั่วไป ผลที่ได้รับคือคุณจะร่ำรวยกว่าคนทั่วไปเช่นกัน

อยากรวยต้อง พลิกวิกฤติ...ให้เป็นโอกาส... ถ้าอยากร่ำรวย ต้องหาโอกาสในวิกฤติ เช่น ถ้าคนอื่นมีวิกฤติ เราต้องหาโอกาสในวิกฤตนั้นแล้วเราจะร่ำรวย หลายพื้นที่ในโลก รวมทั้งประเทศไทย ขาดน้ำดื่ม น้ำใช้ สิ่งเหล่านี้คือ วิกฤตของเขา ถ้าเราหาน้ำดื่ม น้ำใช้ ไปขายได้ เราก็จะได้เงินจำนวนมหาศาล

อยากรวย...ต้องขยัน... คนร่ำรวยส่วนใหญ่เป็นนักคิด คิดต่าง คิดสร้างสรรค์ แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีแต่ความคิดแล้วไม่ลงมือทำหรือไม่ขยันทำ ดังนั้น เมื่อมีปัญญา...แต่ขี้เกียจ....ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันรวย

เงินมีอยู่รอบตัวเรา ถ้าเรารู้จักหา รู้จักคิด มันก็จะเข้าสู่กระเป๋าของเรา แม้แต่ดินก็มีเงิน....งอกออกมาได้

ถ้าเรามีที่ดินเราสามารถปลูกกล้วยขายได้ ถ้าเรามีที่ดินเราสามารถปลูกมะละกอขายได้ ถ้าเรามีที่ดินเราก็สามารถปลูกผักขายได้


เงินมีอยู่รอบตัวเรา แม้แต่ขยะก็สามารถสร้างเงินได้ เราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสิ่งที่คนอื่นเขาทิ้งได้ เช่น เศษเหล็กต่างๆ เราก็สามารถนำมาสร้างเป็นหุ่นยนต์ขายได้ , เศษผ้าที่ไม่มีใครต้องการเราก็สามารถนำมาทำพรมเช็ดเท้า...ได้ และขยะอีกหลายตัวเราสามารถนำมาใช้ใหม่ได้

จบป.5...ก็เป็นเศรษฐีได้...หลายคนมีความคิดว่าต้องเรียนสูงๆ ถึงจะสามารถเป็นเศรษฐีได้ แต่ความจริงไม่ใช่เลย การศึกษาไม่ได้ทำให้คนเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี บางคนจบแค่ป.5...แต่คิดเป็น ขยัน...ก็สามารถร่ำรวยได้...มีธุรกิจเป็นหลายร้อยล้าน มีลูกน้องเรียนจบดอกเตอร์หรือปริญญาเอกอีกต่างหาก ดังนั้น การศึกษาไม่ได้เป็นตัวชี้วัดถึงความร่ำรวย


อยากรวย..ต้องไม่คอยวาสนา...คนร่ำรวยจะไม่เพ้อฝันถึงเรื่องโชคชะตา ดวง การพนัน การถูกหวย การชิงโชคต่างๆ ตรงกันข้าม คนจนเสียอีกที่มักคิดถึงแต่เรื่อง การถูกหวย การพนัน โชคชะตา วาสนา

คิดใหม่...ทำใหม่...ดังนั้น ถ้าเรามีความคิดข้างต้นก็ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ ถ้าเราคิดแบบเก่าๆ ผลออกมาก็จะได้แบบเดิม แต่ถ้าเราคิดใหม่...ทำใหม่...ผลที่ได้รับก็จะแตกต่างจากเดิม







...
  
บทความที่ดี
บทความที่ดี

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่มักจะเป็นนักสื่อสาร ไม่ว่าจะด้วยการพูดหรือการเขียน ถามถ้าว่าระหว่างการพูดกับการเขียน อะไรยากกว่ากัน ผมเชื่อแน่ว่า คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเขียนซิยากกว่าพูด

แต่การเขียนก็เหมือนกับการพูดอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าเราอยากเป็นนักเขียน เราต้องเริ่มศึกษาหาความรู้หลักวิชาการเขียนแล้วจึงเริ่มเขียนครับ เหมือนกัน คนพูดเก่งก็มักจะมีหลักวิชาแล้วจึงพัฒนาฝึกฝนการพูดจนสามารถพูดได้ดี การเขียนก็เช่นกัน

ดังนั้นเราสามารถพัฒนาการเขียนของเราได้ถ้าเรามีความพยายามเพราะการเขียนมีความสำคัญต่อชีวิต

นักเรียน ต้องเขียน การบ้าน ข้อสอบ รายงานส่งครู , ครู อาจารย์ ต้องเขียน หนังสือ ตำรา เอกสารประกอบการสอน , นักข่าว ต้องเขียนข่าว ฯลฯ้วจึงเริ่มเขียนครับ เ


แต่ถ้าจะพูดถึงงานเขียนแล้วมีหลากหลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่างานเขียนนวนิยาย งานเขียนสารคดี งานเขียนตำรา งานเขียนเรียงความ งานเขียนบันทึก และ งานเขียนบันเทิงคดี เรื่องเล่า นิทาน เรื่องสั้น บทละครพูด ฯลฯ สำหรับบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึงงานเขียนบทความที่ดี

การเขียนบทความมีความคล้ายกับการเขียนเรียงความ คือ มีชื่อเรื่อง มีคำนำ มีเนื้อเรื่องและสรุปจบ

แต่มีความแตกต่างกันบางประการเช่น บทความมักจะต้องมีความคิดเห็นของผู้เขียนกับข้อเท็จจริงประกอบอ้างอิง

ส่วนเรียงความมักจะมุ่งเรื่องความรู้มากกว่าการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนบทความ ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ การเขียนบทความมักจะมีความทันสมัยมากกว่าการเขียนเรียงความ การเขียนเรียงความอาจเขียนเรื่องในอดีต อนาคต แต่การเขียนบทความผู้เขียนมักจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

สำหรับประเภทของบทความ มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน เช่น บทความทางวิชาการ,บทความแสดงความคิดเห็น,บทความเชิงวิจารณ์,บทความประเภทสัมภาษณ์ ฯลฯ


แต่การเขียนบทความที่ดีส่วนใหญ่มักจะแบ่งส่วนสำคัญออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนแรก คือ ชื่อเรื่อง ส่วนที่สอง คือ คำนำ ส่วนที่สาม คือ เนื้อเรื้อง ส่วนที่สี่ คือ สรุป จบ

เราลองมาดูส่วนแรกกัน คือชื่อเรื่อง ทำอย่างไรให้ผู้อ่าน เห็นแล้วเกิดอาการอยากอ่าน...อยากรู้....การตั้งชื่อเรื่องที่ดีเป็นอย่างไร...ผมอยากแนะนำให้ไปดู พาดหัวตัวใหญ่ หน้าหนึ่ง...หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น นสพ.ไทยรัฐ , นสพ.เดลินิวส์ ,นสพ.มติชน ฯลฯ เมื่อได้อ่านแล้วเกิดอาการอยากอ่านเนื้อหาต่อ

ส่วนที่สองคือ คำนำ ต้องสอดคล้องกับหัวข้อเรื่อง...บอกย่อๆว่า...เกิดอะไร...ที่ไหน...เมื่อไร.. เร้าความสนใจ...คำนำมักจะอยู่ย่อหน้าแรกของบทความ อาจขึ้นต้นด้วยคำถาม อาจขึ้นต้นด้วยการยกตัวอย่างหรือด้วยการเหตุการณ์เพื่อโยงไปถึงส่วนของเนื้อหา


ส่วนที่สาม คือ เนื้อเรื่อง ต้องสอดคล้องกับคำนำและสรุปจบ ...มีความเป็นเอกภาพ...บอกรายละเอียด...มีความกลมกลืน...อาจลำดับเวลา สถานที่ ก่อนหลัง จากอดีต มาปัจจุบัน ไปอนาคต หรือจากน้อยไปหามาก ส่วนของเนื้อเรื่องจะใช้พื้นที่มากที่สุดในการเขียนบทความ


ส่วนที่สี่ คือ สรุปจบมักจะเฉลยส่วนสำคัญของเรื่อง....มักจะอยู่ย่อหน้าสุดท้ายของบทความ อาจให้แง่คิดที่สำคัญของบทความที่เขียน มีความสั้นกระชับ มีความยาวใกล้เคียงกับคำนำ

สรุป การตั้งชื่อเรื่องต้องหยุดคนอ่านได้ เห็นชื่อเรื่องแล้วอยากรู้อยากอ่านต่อ คำนำต้องยั่วยุให้อยากอ่านเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องต้องกลมกลืน มีเอกภาพ สรุปจบต้องประทับใจผู้อ่าน

...
  
ปัญหาของเด็ก
ปัญหาหลากหลาย ของเด็กและเยาวชนไทย


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก ปัญหาเด็กดื่มเหล้า ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ปัญหาเด็กติดเกมส์ และอีกหลากหลายปัญหา ของเด็กและเยาวชนไทย ปัญหาต่างๆเหล่านี้มีความซับซ้อนกว่าในอดีต เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ทำให้ปัญหาเด็ก เยาวชนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก ซึ่งการเกิดปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัย เช่น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การเมืองเปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ เช่น


ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก เรามักจะเห็นในข่าวหน้าหนึ่งทางหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ


- “ รวบ 3 นักศึกษาสาว ขายตัวทาง HI5 อ้างหลงผิด-ใช้เงินฟุ่มเฟือย ”

- รายการ คม ชัด ลึก ประจำวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ตอน "ขายตัว สวิงกิ้ง-ความเหลวแหลกวัยรุ่น" ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาพูดกันในรายการ เพื่อร่วมเสนอทางออกของปัญหา

- รวบแม่เล้าสาว ม.2พาเพื่อนส่งเสี่ยขายตัว จากหนังสือพิมพ์รายวัน เชียงใหม่นิวส์

- และมีอีกหลากหลายข่าวตามสื่อต่างๆ


ปัญหาเรื่องเด็กดื่มเหล้า เบียร์ เป็นปัญหาที่พูดกันมายาวนานแล้ว ไม่ใช่แค่เด็กแต่ว่ามีปัญหากับประชาชนหรือพลเมืองของชาติด้วย แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล้า เบียร์ เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้นสำหรับเด็ก และเยาวชน ดังจะเห็นได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ หรือสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เช่น ภาพอุบัติเหตุ ภาพทำร้ายร่างกายกัน ภาพทะเลาะเบาะแว้งกันของเด็ก เยาวชน ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดขึ้นมาจากการดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ , สงกรานต์ , ลอยกระทง ฯลฯ การดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ยิ่งมีมาก ปัญหาต่างๆ ( อุบัติเหตุ ,ทำร้ายร่างกายกัน,ทะเลาะเบาะแว้งกัน) ก็มากตามด้วย


และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เคยวิเคราะห์อย่างน่าฟังว่า หากสามารถลดอุบัติเหตุจากคนเมาได้ร้อยละ 50 จะลดการเสียชีวิตปีละ 2,900 ราย ลดการบาดเจ็บปีละ 29,625 ราย และ ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อีกประมาณ 13,975 ล้านบาทเลยทีเดียว


ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ในยุคปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งต้องขอฝากรัฐบาลช่วยแก้ ช่วยปราบปรามไว้ด้วย เนื่องจากปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน ได้ลงมายังเด็กและเยาวชน เพิ่มมากขึ้น ยาเสพติดหาซื้อได้ง่ายและมีรูปแบบใหม่ๆเพื่อตอบสนองเด็กและเยาวชนของชาติ


ปัญหาเด็กติดเกมส์ เด็กติดเกมส์ในยุคปัจจุบันมีมากขึ้น การติดเกมส์ สำหรับเด็กบางคนไม่ต้องไปไหน เด็ก เยาวชน สามารถเล่นได้ภายในบ้าน


ปัญหา เหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ สำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ มีความยากลำบากมาก เพราะ การแก้ปัญหาหนึ่งมันจะไปกระทบกับอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อแก้เรื่องนี้ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น เปรียบเหมือนกับที่เราแก้เชือกที่มี หลายปม เมื่อแก้ ปมนี้ เสร็จ ก็ยังต้องมีอีก หลายปมให้ต้องแก้ เช่น การแก้ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก เรามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องของสื่อลามก เนื่องจากเราต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน ปัญหาสื่อลามกมีมากกว่าในอดีตเป็นอย่างยิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในอินเตอร์เน็ต ก็สามารถ หาดูได้ทันที การแก้ไขปัญหาเรื่องเพศของเด็ก อาจจะต้องมีการออกกฎหมายใหม่ๆ มาเพื่อใช้บังคับและลงโทษผู้กระทำผิดให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป



























...
  
บารมีกับผู้นำ
ผู้นำจำเป็นจะต้องมีบารมี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

หลายหลายคน เมื่อถูกเชิญให้เป็นผู้นำหรือขอให้เป็นผู้นำ มักจะพูดว่า ให้คนโน้น ให้คนนี้ ดีกว่า ผมยังมีบารมีไม่พอ คำว่าบารมีคืออะไร คนจำนวนไม่น้อยมักยังไม่เข้าใจ


เนื่องจากบารมีมีความสำคัญมากต่อการเป็นผู้นำของสังคมไทย โดยเฉพาะผู้นำทางการเมือง เรามักจะได้ยินคำว่า นายพลคนนี้ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพราะเป็นคนมีบารมี


บารมี หมายถึง การดูท่าทางแล้ว สง่างาม มีราศี บุคลิกภาพดี เวลาเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนยกมือไหว้ มีอำนาจ มีตำแหน่ง


การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีบารมี แล้วถามว่าบารมีเกิดขึ้นได้อย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรถึงทำให้เกิดบารมีได้ คุณสมบัติที่ทำให้ผู้นำเกิดบารมี มีดังนี้


1.เป็นคนมีชื่อเสียง คือกล่าวแล้วคนทั่วไปรู้จักว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำงานอะไร ฉะนั้น เราจึงเห็นว่า ผู้นำส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องใช้สื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้คนทั่วไปรู้จัก เช่น มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ วารสาร และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น


2.เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถนำหรือชี้นำคนอื่นได้ มีลักษณะบุคลิกภาพที่ดี สง่า ดูแล้วประทับใจ


3.เป็นคนดี มีคุณธรรม คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต


4.มีประสบการณ์ในงานนั้นๆ มากพอ หรือมีอายุการทำงานนานพอสมควร หรือมีความอาวุโส โดยเฉพาะสังคมไทย มักให้ความสำคัญกับคนที่มีอาวุโสมากกว่าคนอายุน้อย


5.มีฐานะดี มีฐานะสังคมดี เกิดจากตระกูลดี มีการศึกษาดี


6.ถ้าทำงานควรอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ หรือตำแหน่งที่มีความสำคัญ คนเกรงกลัว


และอีกหลายคุณสมบัติ ที่ทำให้เกิดบารมี แต่การเป็นผู้นำที่มีบารมีไม่จำเป็นจะต้องมีหมดทุกข้อนะครับ แต่ขอให้มีมากที่สุด ยิ่งมีคุณสมบัติตามข้อความข้างบนยิ่งมากยิ่งดีครับ


เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีคุณสมบัติดังนี้ เป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ คือ เมื่อเป็นทหาร ก็ได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการทหารบก ถ้าได้ตำแหน่งตำรวจ ก็ได้เป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าเป็นตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้เป็น นายกรัฐมนตรี ( เราจะสังเกตว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่มีอำนาจ ตำแหน่งหนึ่ง มักจะเป็นฐาน ทำให้ได้อีกตำแหน่งหนึ่งนั่นเอง) คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคนที่มีฐานะดี


เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีฐานะดีมักจะถูกเรียกให้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ทางสังคม เพราะตำแหน่งต่างๆ ทางสังคมจำเป็นจะต้องออกเงิน ช่วยเหลือ องค์กรต่างๆ อีกทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีท่าทางเด็ดขาด สง่างาม มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจรวดเร็ว ฉับไว เป็นต้น


พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติคือ เป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นคนมียศ มีตำแหน่ง เป็นตำรวจ


เป็นนายกรัฐมนตรี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจเด็ดขาด มีประสบการณ์ในการบริหาร บุคลิกภาพดี สง่า และที่สำคัญคือ เป็นคนมีฐานะดี ร่ำรวยมากถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐี


แล้วทำอย่างไรถึงจะสร้างบารมีให้แก่ตนเองได้ เราจะเห็นผู้นำทางธุรกิจและผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน มีวิธีในการสร้างบารมีให้แก่ตนเองกล่าวคือ


พยายามทำกิจกรรมต่างๆให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่ตนเองต้องการมากที่สุด แล้วกระจายข่าวผ่านสื่อ


ต่างๆให้มากที่สุด เพื่อให้คนทั่วไปทราบหรือรู้จัก เช่น อดีตนายทหารหลายท่าน ที่มีอำนาจ มีตำแหน่งที่สำคัญๆในกองทัพ เมื่อต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ แล้วกระจายข่าวตามสื่อต่างๆเพื่อให้คนเห็นภาพหรือรู้จัก จนคนทั่วไปเห็นว่าคนนี้ เป็นคนดี เป็นคนทำงาน มีความรู้ มีความสามารถ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี


ดังนั้น บารมีจึงมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กับผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำภาคธุรกิจ หรือผู้นำทางการเมือง

...
  
การพูดของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
เทคนิคการพูดจากอาจารย์จตุพล ชมภูนิช


จากหนังสือเรื่อง บุคลิกภาพคนรุ่นใหม่





นักพูดที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ และชื่อของนักพูดท่านนี้คงครองใจของใครหลายคนเหมือนกัน หนังสือที่ดิฉันอ่านเป็นของนักพูดท่านนี้เช่นกัน ท่านอาจารย์จตุพล ชมภูนิช หนังสือที่ท่านเขียนเล่มนี้เป็นการพูดถึงบุคลิกภาพที่ดีของคนรุ่นใหม่ ซึ่งดิฉันติดใจและสะดุดตาตั้งแต่เห็นชื่อเรื่อง " บุคลิกภาพคนรุ่นใหม่ " ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าเป็นของใคร แต่พอเหลือบดูภาพบนหน้าปกก็ถึงบางอ้อทันทีและไม่คิดลังเลที่จะหยิบไปให้บรรณารักษ์บันทึกลงคอมพิวเตอร์ว่าดิฉันตัดสินใจเลือกยืมหนังสือเล่มนี้


เราจะมาตะลุยดูเลยว่าเวลาที่อาจารย์เขียนหนังสือนั้นจะเหมือนกับตอนที่พูดมากน้อยแค่ไหน จะใช้เทคนิคเดียวกันหรือไม่ อาจารย์จะใช้เทคนิคการพูดอย่างไรที่ทำให้สามารถครองใจคนทุกวัยได้ หนังสือเรื่องนี้ดูจากชื่อเรื่องก็รู้ได้เลยว่าอาจารย์จตุพลต้องพูดถึงเรื่องบุคลิกภาพอย่างแน่นอน ด้วยความที่ดิฉันเองก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งทางด้านความคิดและบุคลิกภายนอก จะได้ช่วยส่งเสริมให้ตัวเราเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง


ก่อนอื่นเราจะมาดูก่อนว่าเนื้อหาสำคัญที่อาจารย์จตุพลได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้าง ในโลกธุกิจการสร้างภาพลักษณ์หรือบุคลิกภาพให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือนับเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยิ่งต้องใส่ใจและให้ความสำคัญมากขึ้น การมีบุคลิกภาพที่ดีถือเป็นบันไดก้าวแรกที่เราจะไต่ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ด้วยเหตุนี้บุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือจึงเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธในความจริงข้อนี้ ทุกคนยิอมปรารถนาที่จะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี มีบุคลิกภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมและคนรอบข้าง


หนังสือบุคลิกภาพของคนรุ่นใหม่ ของอาจารย์จตุพลนี้ได้แดงให้เห็นถึงทุกองค์ประกอบ ทุกมุมมองและทุกขั้นตอนปฏิบัติของการนำไปสู่บุคลิกภาพตามแบบมาตรฐานสากลของคนรุ่นใหม่ เนื้อหาที่อาจารย์จตุพลเสนอได้แบ่งออกเป็นตอนๆ เป็นเรื่องๆไป พูดจบเรื่องนี้ให้ชัดเจนและเข้าใจแล้วก็พูดหัวข้อต่อไปอีกโดยมีลักษณะเป็นเอกภาพตรงที่จะมีวิธีการจัดการกับตัวเองอย่างไรบ้างให้ได้เป็นคนมีบุคลิกภาพที่ดี


ที่อาจารย์จตุพลพูดไว้ในหนังสือเล่มนี้ มีหลายตอนที่ดิฉันชอบและได้บันทึกไว้ในสมุดเพื่อไว้อ่านเป็นอาหารสมองให้กับตัวเอง อาจจะเก็บไว้สอนลูกสอนหลาน แนะนำเพื่อนที่เขายังไม่รู้ต่อไป คิดว่าต้องเป็นประโยชน์แน่ บันทึกไว้ไม่เสียหายอะไร


หนึ่งในตอนที่ดิฉันบันทึกไว้ก็คือตอน It's your style : ยังไงก็เป็นคุณ อาจารย์จตุพลกล่าวว่า เราอาจจะประทับใจใครก็ได้ เราอาจจะเรียนรู้จากใครก็ได้ เราอยากเก่งเหมือนใครก็ได้ เราจะเอาใครเป็นแบบอย่างเราก็ได้ แต่สุดท้าย เราต้องเป็นตัวของเราเอง บุคลิกภาพที่ดีที่สุดนั้นได้แก่บุคลิกภาพที่แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่เป็นผู้นำ คนที่มีความเชื่อมั่น คนเหล่านี้มักมีบุคลิกภาพเป็นของตัวเอง ซึ่งการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก การสร้างสไตล์เฉพาะตัวนั้นสร้างได้หลายทาง เริ่มจากการแต่งกาย การไว้ทรงผม อาหารการกิน รสนิยมการใช้ชีวิตในการพักผ่อน อุปกรณ์ของใช้ การทำงาน การมีรูปแบบการใช้ชีวิตและบุคลิกภาพเฉพาะคนเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา เราจึงจะทราบว่าเราเป็นคนแบบไหน มีเอกลักษณ์อะไรที่เหมาะสมกับตัวเอง เราต้องพยายามค้นหาและพิจารณาให้ได้แล้วเราจะเป็นคนหนึ่งที่ที่ใครเห็นก็ทึ่ง ชวนสะดุดตาพาสะดุดใจ เพราะเราไม่ใช่มนุษย์โหลที่หาได้ทั่วไปตามศูนย์การค้า เราต้องไม่ตามกระแส (แฟชั่น) เสียจนไร้ความภูมิใจและในขณะเดียวกันเราก็ไม่ทวนกระแสเสียจนใครไม่กล้าคบหาสมาคม


ในเรื่องการแต่งกายต้องระลึกไว้เสมอด้วยว่า เราแต่งให้ผู้อื่นดูด้วยไม่ใช่แต่งแล้วดูคนเดียว การแต่งกายที่ดี ต้องให้เหมาะสมกับกาลเทศะ มิใช่พยายามนุ่งกระโปรงยาวแต่ในชีวิตประจำวันการเดินทางต้องขึ้นรถลงเรือ ซ้อนมอเตอร์ไซค์หลายต่อ จะขึ้นลงทีต้องคอยถลกกระโปรง ดีไม่ดีอาจเกิดอุบัติเหตุได้ แบบนี้ต้องปรับตัวเองด้วย


การเสริมเติมแต่ง ทำให้คนเราดูดีขึ้นก็จริงแต่ต้องขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ มิเช่นนั้น การแต่งที่จะทำให้เกิดความสวยความงามเห็นแล้วคงจะคิดตามนั้นไม่ออก อาจารย์จตุพลได้แนะนำหลักการง่ายๆ ที่ใช้ในการแต่งตัวว่า ไม่ควรแต่งกายหรือเสริมความงามในที่สาธารณะชน เพราะการให้คนอื่นรู้เห็นในวิธีทำให้ตัวเองงดงามนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าดูน่าชม


อาจารย์จตุพลได้แนะนำทุกเรื่องราวตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งเรื่องของหญิงและชาย มีตั้งแต่รูปร่างแบบไหนนิสัยอย่างนั้น การแต่งตัว การใส่สูท ทรงผม เครื่องสำอาง รองเท้า นาฬิกา องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้เป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมหรือถดถอยบุคลิกภาพของเราได้ทั้งสิ้น เราจึงไม่ควรละเลย จะใส่อะไรจะทำอะไรก็ให้คำนึงถึงกาลเทศะ ความเหมาะสม ดูให้เหมาะสมกับรูปร่าง เหมาะสมกับโอกาสและที่สำคัญให้เหมาะกับฐานะ


อาจารย์จตุพลยังบอกอีกว่า บุคลิกของทั้งบุรุษและสตรีวัยทำงาน เสื้อผ้าที่ใส่แล้วต้องไม่ล้ำสมัย เก๋ไก๋ สไตล์ล้ำอย่างเดียวแต่ควรจะให้ดูดี มีศรัทธา น่าเชื่อถือ สินค้าที่ดีก็ต้องมีหีบห่อที่ดีฉันใด คนที่ดีก็ต้องมี PACKAGE ที่ดีไปด้วยฉันนั้น สินค้าดีเพียงใดแต่ไม่ใส่ใจในหีบห่อ ก็ไม่มีใครสนใจซื้อ คนทำงานที่ดี ก็ต้องมีที่หุ้มห่อให้ดีจะได้มีคนซื้อ เราควรใส่ใจกับเรื่องการแต่งกายสักนิด แล้วเราจะสามารถพิชิตความสำเร็จในโลกของมนุษยสัมพันธ์และการทำงานได้อย่างไม่ยากเย็น


ดิฉันเห็นด้วยกับที่อาจารย์จตุพลพูด และเป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดออกมานั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของอาจารย์และอาจารย์ได้บันทึกลงโปรแกรมประสบการณ์ไว้อย่างดี เมื่ออาจารย์พบเห็นสิ่งใดมาก็จะมีมุมมองแนวคิดที่บางทีใครก็มองข้าม พอนำมาถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง ก็เป็นที่น่าสนใจ และจะเห็นด้วยว่าทำไมที่ผ่านมาเราถึงได้ไม่มองอย่างนั้นบ้าง และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักพูดที่ดี ต้องรู้จักสังเกตและมีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร


เมื่อดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงนอกจากจะได้ความรู้เคล็ดลับของการมีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ก็ขอมองถึงวิธีการและเทคนิคการพูดของอาจารย์จตุพลดูบ้าง ว่าอาจารย์ท่านมีเทคนิคการพูดอย่างไรให้ติดอกติดใจผู้ฟังได้ขนาดนี้โดยดูจากตัวอย่างของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเท่าที่ดูก็ขอสรุปไว้ดังนี้


1. การพูดของอาจารย์มีลักษณะเป็นเอกภาพ เวลาอาจารย์จะพูดหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ท่านก็จะตั้งหัวข้อไว้ แล้วพาผู้ฟังไปสู่เป้าหมายของการพูดโดยการยกตัวอย่างไปเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ยกมานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นองค์ประกอบของเรื่องที่พูด ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจและมองเห็นภาพที่อาจารย์สื่อชัดยิ่งขึ้น


2. เรื่องที่พูดใกล้ตัว สังเกตดูแล้วดิฉันพบว่าแต่ละเรื่องที่อาจารย์จตุพลพูดล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใกล้ตัว บางทีเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา เป็นเรื่องที่ใครๆละเลย มองไม่เห็น แต่อาจารย์มองเห็น แสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่าการที่จะเป็นนักพูดที่ดีนั้น ต้องเป็นคนช่างสังเกต มีมุมมองที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร หรือถึงแม้ซ้ำก็มีความคิดสร้างสรรค์ทำให้เรื่องที่ซ้ำนั้นดูน่าสนใจและแปลกใหม่ขึ้นมา คนที่มีอะไรแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ย่อมเป็นที่น่าสนใจเสมอ


3. คนที่จะเป็นนักพูดที่ดีต้องมีประสบการณ์มาก ประสบการณ์ในที่นี้คือมีเรื่องราวผ่านเข้ามาในชีวิตมากๆ ยิ่งมีประสบการณ์มาก ยิ่งทำให้คนพูดมีข้อมูลมากตามไปด้วย อาจจะนำข้อมูลอันเก่านั้นมาพลิกแพลงให้เข้ากับยุคสมัยให้ทันปัจจุบันมากขึ้น เพราะคนฟังก็ย่อมมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปตามวิถีสังคม อย่างอาจารย์จตุพลท่านก็เป็นผู้มีประสบการณ์มาก อายุปูนนี้แล้วยังไม่แต่งงาน แล้วทำไมท่านถึงรู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตคู่ หรือทำไมท่านถึงเข้าใจผู้หญิง เข้าใจทุกเพศทุกวัยได้ดีเสียเหลือเกิน ตรงนี้ให้สังเกตนิดนึงค่ะว่า ที่ท่านมีประสบการณ์เหล่านี้อาจจะไม่ใช่เพราะท่านได้รับประสบการณ์มาโดยตรง ท่านอาจจะได้รับประสบการณ์เหล่านี้จากคนรอบข้าง จากหนังสือ ซึ่งถ้าอยากเป็นนักพูดที่ดี เราก็ควรทำให้ได้อย่างนี้ด้วย


4. นักพูดที่ดีต้องทันยุค ทันสมัย ทันใจ รู้ใจคนฟัง รู้ว่าในขณะนั้นผู้ฟังคิดอะไร อย่างไร มีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร ให้ทันตามทุกกลุ่มอายุคน อย่างอาจารย์จตุพล ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านถึงเป็นขวัญใจของคนทุกวัยได้ ท่านเหมือนรู้ใจคนทุกกลุ่ม รู้ว่าคนกลุ่มไหนกำลังคิดอะไรยังไง มีกระแสอะไรที่กระทบหรือส่งผลต่อคนเหล่านั้น ท่านสังเกต และมอง ท่านทำเหมือนกับท่านเป็นคนเหล่านั้นเสียเอง ตรงนี้แหละค่ะที่ดิฉันคิดว่าผู้ฟังชอบ


5. คนที่จะเป็นนักพูดที่ดี ต้องไม่ลืมอารมณ์ขัน อาจารย์จตุพลนี่พูดเมื่อไหร่ พูดเรื่องอะไรก็ขำได้ แม้แต่เรื่องเครียดๆก็ทำให้ผู้ฟังไม่เครียด ทำให้คนหัวเราะได้ นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเป็นนักพูดที่ดี เพราะทุกครั้งที่อาจารย์พูดเหมือนกับอาจารย์เป็นเทวดาที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ฟังได้ตลอด คนฟังก็มีความสุข หนังสือที่อาจารย์จตุพลเขียนนี้แม้จะเป็นเรื่องหลักการแต่อ่านแล้วเราไม่เครียดเลย มีทั้งมุขตลก ล้อเลียน สร้างอารมณ์ขันได้ตลอด


6. นักพูดที่ดีต้องเป็นนักยกตัวอย่างที่ดี เมื่อมีประสบการณ์เยอะ มีข้อมูลเยอะ ก็ทำให้สามารถยกตัวอย่างได้ดีทันใจ หยิบยกโยงใยเรื่องโน้นมาเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม คนฟังจะได้ไม่ถูกจำกัดกรอบเพียงเรื่องเดียว มาฟังเรื่องหนึ่งก็อาจจะได้ความรู้จากอีกเรื่องหนึ่งแถมไปด้วย เหมือนเป็นการแถมของขวัญให้กับผู้ฟัง


7. จะเป็นนักพูดที่ดี ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ต้องมีบุคลิกที่ดีด้วย เหมือนชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้เลย ตรงนี้เราก็เห็นได้อีกแล้วว่า อาจารย์จตุพลเนี่ยเป็นคนที่มีบุคลิกดี เราไม่ขอพูดถึงเรื่องหน้าตา เพราะเรื่องบุคลิกภาพที่ดีเป็นสิ่งที่สร้างได้ อาจารย์จะดูโก้และเหมือนเป็นเทพบุตรเสมอเวลาพูด ดูตั้งแต่แต่งตัวดี เนี๊ยบแบบน่าเชื่อถือ สะอาด ยิ่งพูดน่าสนใจคนก็จะยิ่งไม่ละสายตาจากคนพูดเลย


8. อาจารย์จตุพลมักใช้วิธีการเปรียบเทียบ เห็นนักพูดนักเขียนหลายท่านชอบใช้อยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าการรู้จักเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งนั้นนอกจากจะเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ฟังแล้วยังทำให้การพูดเป็นไปอย่างมีลีลา แสดงให้เห็นว่าผู้พูดมีความสามารถ ผู้ฟังก็จะได้มีจินตนาการร่วมไปด้วย





เทคนิคและวิธีการพูดที่ดิฉันได้จากท่านอาจารย์จตุพลนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อพวกเรา เพราะในเมื่อเราชอบและชื่นชมในตัวท่านอาจารย์ อาจารย์เป็นนักพูดที่มีชื่อเสียง ใครอยากเป็นนักพูดที่ดีเหมือนอาจารย์ก็สามารถเรียนรู้เทคนิควิธีการพูดเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง จำได้ไหมในหนังสือเล่มนี้ที่อาจารย์บอกไว้ว่า เราจะประทับใจใครก็ได้ เราอยากเก่งเหมือนใครก็ได้ เราจะเอาใครเป็นแบบอย่างเราก็ได้ เราอยากเก่งเหมือนใครก็ได้ แต่เราต้องเป็นตัวของเราเอง เมื่อเรียนรู้วิธีการพูดเหล่านี้จากอาจารย์จตุพลไปแล้ว ก็ควรเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้เกิดขึ้น เหมือนอย่างที่อาจารย์จตุพลทำสำเร็จอยู่ในขณะนี้


โดย.. อุษณีย์ เทพมณี





...
  
พูดดี ต้องประเมิน
จะรู้ว่าพูดดี ต้องมีคนประเมิน
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ความผิดพลาดของตนเอง เป็นบทเรียนที่นำตนไปสู่ความสำเร็จ


ปัจจุบันนี้กระผมมีงานอดิเรกคือ ไปบรรยายในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ราชการ บางทีก็ไป “ทอล์กโชว์” ตามโรงเรียนต่างๆ บ้าง ไปๆ มาๆ รายได้จะดีกว่างานหลักเสียอีก


จากการบรรยายในสถานที่ต่างๆ มักมีคนถามกระผมว่า “ทำอย่างไรจึงจะบรรยายเก่ง” กระผมก็ได้อธิบายว่า อันนี้ไม่ใช่พรสวรรค์นะ มันเป็นพรแสวงต่างหาก เพราะความจริงกระผมไม่สามารถบรรยายได้ตั้งแต่เกิด กระผมมาฝึกฝนเอาทีหลังนี่เอง กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ กระผมเองก็เคยเป็นนักพูดประเภท สลายม็อบ อยู่นานทีเดียว คือ พูดไปคนค่อยทยอยออกทีละคนสองคน


จุดสำคัญคือ เราต้องพยายามปรับปรุงตัวเอง และมีคนถามต่อว่าจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร คำตอบคือ การพูดแต่ละครั้งเราควรหาคนที่รู้จัก แล้วให้เขาวิจารณ์การพูดของเรา หรือให้ผู้เข้ารับการอบรม ประเมินเราเวลาเราพูดเสร็จ เมื่อเราได้ข้อมูลหรือข้อบกพร่อง เราก็สามารถนำมมาปรับปรุง หรือแก้ไขในการพูดครั้งต่อไป

ฉะนั้น การประเมินการพูด หมายถึง การวิเคราะห์ว่าที่เราพูดหรือปาฐกถาไปนั้น ต้องแก้ไขอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ควรหาเทปไปอัด คำบรรยายของเรา ในปัจจุบันนี้มีเครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว ถ้าเรานำไปถ่ายภาพการบรรยายของเราได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เรารู้ว่า ท่าทาง กริยา อาการ ของเราเวลาเราพูดเป็นอย่างไร พูดดีหรือไม่ ท่าทางดีหรือเปล่า น้ำเสียง จังหวะในการพูด เหมาะสมหรือเปล่า


การประเมินการพูด เปรียบเทียบก็คล้ายกับเรามีกระจกเงา ส่องดูการแต่งกายส่องบุคลิกท่าทางของเรา และถ้าไม่สวย ไม่ดี ก็มาแก้ไข มาเปลี่ยนแปลงให้ดีเสีย


เพราะฉะนั้น รักจะพูดให้คนพอใจ อยากจะเป็นนักพูดประเภทพูดแล้วคนชื่นชอบ คนชอบฟัง เมื่อพูดเสร็จแต่ละครั้งอย่าถอนหายใจโล่งอกเป็นอันขาดว่า หมดทุกข์หมดโศกแล้ว ขอให้เก็บความทรงจำนั้นไว้แล้วมานั่งคิดว่า ถ้าจะให้ดีกว่าที่ได้พูดไปเราควรทำอย่างไร เราต้องแก้ไขตรงไหน เขามีความคิดความเห็นเกี่ยวกับการพูดของเราอย่างไร อย่าปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ถ้าเราใฝ่ใจอยากจะเป็นนักพูดที่มีอนาคต

ท่านถูกติ ต้องตรอง มองที่ติ


แล้วเริ่มริ ลงรอย คอยแก้ไข


ติเพื่อก่อ ต่อสติ ติเข้าไป


เป็นบันได ไต่เต้า ให้เราดี

...
  
ผู้นำกับทีม
ผู้นำและการนำทีม

โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้นำ หมายถึงบุคคลหรือคนที่ทำให้องค์กร หน่วยงาน ประสบความก้าวหน้าโดยใช้อิทธิพลของตนเองจูงใจให้คนอื่นปฏิบัติตาม


จากความหมายข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ผู้นำมีความสำคัญอย่างมากในการจัดการองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย อาจจะเป็นเรื่องของกำไรของบริษัท หรือความเจริญเติบโตขององค์กร

การเป็นผู้นำหรือการนำนั้นมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะคนเรา แต่รวมไปถึงสัตว์ต่างๆด้วย เช่นฝูงช้างก็ต้องมีผู้นำในการนำฝูง ฝูงหงส์เวลาบินไปไหนเรามักจะสังเกตเวลาบินไปเป็นฝูงตัวที่บินนำนั้นแหละครับคือผู้นำฝูง ฝูงสิงโต ฝูงลิง ก็มักจะมีผู้นำฝูง เป็นต้น

ดังนั้นการนำทีมหรือการนำองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่จะต้องเป็นผู้นำองค์กรดังคำพูดที่ว่า “ ผู้นำองค์กรเป็นอย่างไร องค์กรจะเป็นอย่างนั้น ” ซึ่งเป็นความจริงอยู่มากเลยทีเดียว หรือ คำพูดที่ว่าถ้าให้ท่านเลือกระหว่าง “ ฝูงลาที่มีสิงโตนำ กับ ฝูงสิงโตที่มีลานำ ” ท่านจะเลือกอะไร ถ้าท่านเลือกฝูงลาที่มีสิงโตนำ องค์กรของท่านอาจจะอยู่รอดปลอดภัย แต่ถ้าท่านเลือก ฝูงสิงโตที่มีลานำ ลาอาจจะนำสิงโตไปตายก็ได้ ดังนั้นในวันนี้เราจึงต้องมาเรียนรู้องค์ประกอบของการนำทีมว่ามีอะไรบ้าง องค์ประกอบของการนำทีมมีดังนี้ครับ

- เป้าหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดของการนำทีมงาน ผู้นำจะต้องมีเป้าหมายหรือต้องสร้างเป้าหมายร่วมกันก่อน การมีเป้าหมายร่วมกันจะทำให้ทีมงานรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตำแหน่งไหนแล้วจะเดินไปสู่ตำแหน่งไหน การกำหนดเป้าหมายจะทำให้ผู้ตามเห็นทิศทางหรือรู้ทิศทางในการเดินร่วมกัน

- รู้บทบาทของตนเอง การเป็นผู้นำจะต้องมีบทบาทที่แตกต่างจากผู้ตาม ดังนั้นการทำงาน วิธีคิดจึงไม่เหมือนผู้ตาม ผู้นำจึงต้องมีวิธีคิด บุคลิกภาพ ไหวพริบปฏิณาณที่แตกต่างจากผู้ตาม เมื่อองค์กรมีปัญหา ผู้นำจะต้องคิด แก้ปัญหาและสามารถตัดสินใจได้ การตัดสินใจนี้ถ้าผิดพลาดอาจจะทำให้องค์กรถึงขั้นล้มละลายเลยก็ได้

- ต้องสร้างกระบวนการทำงานร่วมกัน กระบวนการทำงานหรือวิธีการทำงานมีความสำคัญยิ่งเพราะเราจะเห็นว่าการบริหารการจัดการสมัยใหม่ ทำให้งานรวดเร็วกว่างานสมัยก่อน ดังนั้นถ้ากระบวนการทำงานมีความล่าช้า ไม่ทันสมัย ผู้นำจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการในการทำงานเพื่อให้ทันสมัยและพร้อมที่จะแข่งขันกับองค์กรอื่น เช่น การนำระบบสารสนเทศมาใช้ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ การนำระบบการสื่อสารมาใช้เพื่อก่อให้เกิดความรวดเร็ว เป็นต้น

- รู้จักการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้ที่จะเป็นผู้นำจะต้องสร้างความสัมพันธ์หรือมีมนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลอื่น จึงจะทำให้คนอื่นทำงานให้แก่เราด้วยความทุ่มเท การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ผู้นำต้องรู้ในเบื้องต้นก่อนว่าคนเรามีความแตกต่างกันดังคำโบราณที่มีการกล่าวไว้ว่า “ คนเรามีความแตกต่างกันเนื่องจากคนเรามีร้อยพ่อพันแม่ (ดังนั้นหนึ่งพ่อย่อมมีอยู่สิบแม่ตามสัดส่วน) ” ทำให้เราทราบว่าคนเรามีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ อายุ เพศ วัย ความเชื่อ ศาสนา นิสัยส่วนตัว ฯลฯ

ดังนั้นผู้นำองค์กรจะต้องเรียนรู้องค์ประกอบของการนำทีม การสร้างทีมงานและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรด้วย ท้ายนี้กระผมขอฝากแง่คิดเป็นบทประพันธ์ของหลวงพ่อพุทธทาส ดังนี้


เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่


เป็นประโยชน์ ต่อโลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย


จะหาคน มีดี แค่ส่วนเดียว อย่าไปเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย


เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง






...
  
ผู้นำพูด
การพูดแบบผู้นำ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


บทความในวันนี้กระผมขอพูดถึงเรื่องของการพูดแบบผู้นำ ซึ่งการพูดแบบผู้นำนี้จะพูดธรรมดาเหมือนผู้ตาม หรือคนทั่วไปไม่ได้ เพราะมันจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ตามดังนั้นคนที่ต้องการเป็นผู้นำหรือเป็นผู้นำอยู่แล้ว จึงต้องเรียนรู้หลักการวิธีการเพื่อนำไปใช้ในการพูดในแต่ละครั้ง ผมเชื่อว่าพวกเราคงเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับประโยคคำคมของผู้นำภายในประเทศและในต่างประเทศมาบ้างแล้ว คำคมเหล่านี้ทำให้เป็นที่จดจำและนำไปคิดเพิ่มแล้วก่อให้เกิดปัญญาขึ้นเช่น


“ จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรแก่ประเทศบ้าง ”

เป็นคำพูดสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคนาดี้

“ ถ้าท่านไม่สามารถลุกขึ้นพูดต่อหน้าฝูงชนได้ ก็อย่าปราถนาเป็นผู้นำ"


เป็นคำพูดของหลวงวิจิตร

หรือ “ ระบบประชาธิปไตยคือระบบที่ปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

เป็นคำพูดสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดี ลินคอล์น

ดังนั้นในวันนี้เราจะมาพูดเรื่องเทคนิคการพูดแบบผู้นำ ดังนี้

- ผู้นำจะต้องพูดด้วยความมั่นใจ พูดชัด ไม่ติดติดขัดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาก็ต้องพูดชัดไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่พูดภาษาอังกฤษหรือพูดภาษาไทย ผู้นำจะต้องรู้จักการใช้ภาษานั้นได้เป็นอย่างดี และมีการใช้คำได้หลากหลายมากกว่าผู้ตาม การพูดการใช้ภาษาของผู้นำจะทำให้ผู้ตามทราบว่าผู้นำมีการศึกษาดีมากน้อยแค่ไหนดังคำโบราณได้พูดไว้ว่า “ สำเนียงบอกภาษา กริยาบอกสกุล ” การพูดด้วยความมั่นใจจะทำให้ผู้ตามเกิดความมั่นใจตามด้วย

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีคำคมอยู่บ้าง เพราะการพูดที่ไม่มีคำคมอยู่เลยจะทำให้ผู้ฟังจำเนื้อหาไม่ได้ทั้งหมดแต่ผู้นำคนใดมีคำคมอยู่บ้าง ก็จะเป็นที่น่าสนใจและเป็นที่จดจำของผู้ฟังดังคำคมประโยคข้างต้นที่กระผมได้กล่าวถึง เนื่องจากคำคมเป็นคำสั้นๆหรือประโยคสั้นๆ แต่กินใจความและสามารถขยายความได้มากขึ้น คำคมบางคำทำให้คนฟังคิดตามแล้วเกิดปัญญาขึ้นตามมาด้วย

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีอารมณ์ขันบ้าง เพราะการพูดจริงจังตลอดเวลาจะทำให้ผู้ฟังเครียด แต่ถ้าผู้นำคนใดนำอารมณ์ขันมาใช้ คนฟังมักจะชอบโดยเฉพาะสังคมไทย ผู้ฟังมักชอบฟังอะไรที่ตลก ขบขัน มากกว่าฟังอะไรที่เครียด ดูจริงจัง

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีไหวพริบปฏิภาณในการพูด เนื่องจากการพูด การปราศรัย บางแห่งจะมีผู้ฟังถามลองของหรือถามลองภูมิผู้พูด ดังนั้น ผู้เป็นผู้นำจะต้องตอบให้ได้หรือให้ทันเหตุการณ์ผู้นำจะต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการพูดตอบโต้

- ผู้นำจะต้องพูดด้วยอารมณ์ กระผมไม่ได้หมายถึงใช้อารมณ์ในการพูดนะครับ ไม่ใช่ไปด่าผู้ฟังอะไรทำนองนั้น แต่ผู้นำจะต้องใส่อารมณ์ในการพูด เช่นพูดเรื่องเศร้าก็ต้องใช้น้ำเสียงและสีหน้า ท่าท่างอย่างหนึ่ง พูดเรื่องตลก ก็ต้องทำสีหน้า น้ำเสียงอีกอย่างหนึ่ง พูดจูงใจ ก็ต้องใช้น้ำเสียงจริงจัง ท่าทางจริงจัง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อมั่น

และยังมีอีกหลายทักษะ ที่ผู้นำจะต้องเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพราะการพูดแบบผู้นำเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ก็คือสามารถเรียนรู้ได้ จากหนังสือ ตำรา ทฤษฏีต่างๆ ศิลป์คือการประยุกต์ใช้เพื่อนำศาสตร์ไปปฏิบัติ ท้ายนี้อยากฝากบทกลอนของผู้แต่งที่มีคนแต่งเอาไว้กระผมเคยเห็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“ วาทะการนั้นเป็นเช่นของสูง เป็นเครื่องจูงใจคนดั่งมนต์ขลัง

เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ทรงพลัง และเป็นทั้งศาสตราเป็นอาภรณ์

เราจะใช้วิชาล้ำค่านี้ เพื่อสร้างสรรค์ สิ่งดีเป็นนุสรณ์

เพื่อเทิดธรรมพัฒนาประชากร เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนแผ่นดินไทย”




...
  
พูดโอกาสต่างๆ
การพูดในโอกาสต่างๆ


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


เมื่อวันที่ 26-27 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมากระผมได้มีโอกาสเป็นวิทยากรให้แก่ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลดงเจน จังหวัดพะเยา ในหัวข้อ “ การพัฒนาบุคลิกภาพและการพูดต่อหน้าที่ชุมชน” ณ โรงเรียนดงเจนวิทยาคม จังหวัดพะเยา ในวันที่สองของการฝึกอบรมกระผมได้บรรยายในหัวข้อการพูดโอกาสต่างๆ เนื่องจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นผู้นำท้องถิ่น จึงมีโอกาสในการขึ้นพูดในโอกาสต่างๆมาก เช่น การพูดในงานมงคลสมรส การพูดในงานขึ้นบ้านใหม่ การพูดในงานคล้ายวันเกิด การพูดในงานศพ การพูดในงานต้อนรับสมาชิกใหม่และการพูดกล่าวแสดงความยินดี ฯลฯ


สิ่งสำคัญในการพูดในโอกาสต่างๆ มีดังนี้ครับ


- ผู้พูดจะต้องรู้สถานการณ์และผู้ฟัง เช่น ถ้างานนั้นดำเนินไปด้วยความล่าช้า เราจำเป็นจะต้องพูดให้น้อยลง ทั้งๆที่เรามีอะไรต่างๆจะพูดมากมายก็ตาม โดยเฉพาะเลยเวลารับประทานอาหารไปนานแล้ว เพราะขนาด ก่องข้าวน้อยยังฆ่าแม่ได้เลย นับประสาอะไรกับผู้พูดที่ไม่ใช่ญาติมิตรกัน


- ต้องรู้ลำดับรายการผู้จะขึ้นพูดในโอกาสต่างๆ ต้องรู้ว่าลำดับของรายการต่างๆเป็นไปอย่างไรจะได้เตรียมตัวถูก ต้องรู้ว่ารายการอะไรก่อน รายการอะไรหลัง


- ต้องรู้จุดมุ่งหมายของงานนั้นๆ ว่าลักษณะของงานเป็นลักษณะงานที่บันเทิงสนุกครึกครื้น


เฮฮา หรือ เป็นงานที่เศร้าโศกสลด เราจะได้พูดให้ถูกกาลเทศะ


สำหรับโอกาสในการพูดในโอกาสต่างๆ มีดังนี้


1.การกล่าวแนะนำ โดยมากเป็นการกล่าวแนะนำ ผู้ที่อภิปราย วิทยากร ผู้โต้วาที หรือผู้เข้าร่วมอบรมหรือประชุม สัมมนาในงานนั้นๆ เป็นการกล่าวแนะนำก็เพื่อให้ผู้ฟังรู้จักและสนใจ “ตัวผู้พูด” และ “เรื่องที่จะพูด”


2.การกล่าวต้อนรับ เป็นการกล่าวต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนหรือกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่


3.การกล่าวอวยพร ส่วนใหญ่เป็นการกล่าวในโอกาสที่เป็นงานมงคล เช่น งานมงคลสมรสหรืองานแต่งงาน งานวันคล้ายวันเกิด(ไม่ใช่งานวันเกิด เพราะวันเกิดมีวันเดียว) งานขึ้นปีใหม่ งานฉลองการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ฯลฯ


4.การกล่าวไว้อาลัย โดยมากเรามักคิดถึงแต่งานศพ แต่จริงๆแล้วการกล่าวไว้อาลัยมีหลายอย่าง เช่น ไว้อาลัยผู้ตาย ไว้อาลัยผู้ที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ หรือที่ทำงานใหม่และไว้อาลัยในงานโอกาสไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เป็นต้น


สำหรับท้ายนี้กระผมมีตัวอย่างการกล่าวอวยพรในงานมงคลสมรส โดยผู้กล่าวเป็นแม่ของเจ้าบ่าวดังนี้


สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ชีวิตของความเป็นผู้หญิงทุกคนคงไม่แตกต่างจากดิฉัน คืออยากให้คนที่เรารักหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเราได้มีความสุขและดิฉันก็ได้ปฏิบัติต่อครอบครัวของดิฉันเสมอมา ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปดิฉันก็เชื่อว่าสุภาพสตรีที่นิสัยดีและน่ารักคนนี้ คือสะใภ้ของดิฉันจะทำหน้าที่ภรรยาที่ดีและรักลูกชายของดิฉันได้นานแสนนานตลอดไป ขอบคุณค่ะ

หรือ พ่อของเจ้าบ่าวกล่าวดังนี้

สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมขอเปรียบชีวิตของคนเราเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีความจริงใจเป็นรากแก้ว


มีความอดทนคือลำต้น มีความร่มเย็นคือร่มใบพร้อมทั้งความดีงามคือดอกผล จึงได้ชื่อว่า ต้นไม้แห่งความรัก


ความผูกพันและกระผมเชื่อว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวทั้งสองจะหมั่นดูแลรับผิดชอบซึ่งกันและกัน เหมือนต้นไม้ดังกล่าวมา ส่วนครอบครัวของทั้งสองฝ่ายนั้นจะเป็นเม็ดฝนชโลมความชุ่มชื่นแด่เจ้าบ่าวเจ้าสาวตลอดไป


ท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานแต่งงานในวันนี้(โดย อ.ภูวดล ภูภัทรโยธิน )






































...
  
ผู้บริหาร มนุษย์สัมพันธ์
ผู้บริหารกับมนุษย์สัมพันธ์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผูกสนิทชิดเชื้อนั้นเหลือยาก ถึงเหล็กฟากรัดไว้ก็ไม่มั่น


จะถูกด้วยมนต์เสกลงเลขยันต์ ไม่เหมือนพันผูกไว้ด้วยไมตรี





เป็นคำสอนของคนโบราณ การที่คนเราจะช่วยเหลือกัน ซื้อขายสินค้า ร่วมมือประสานงานกัน การมีไมตรีจิตที่ดีต่อกัน การมีมนุษย์สัมพันธ์ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


มนุษย์สัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งอาศัยอยู่ในสังคมร่วมกัน อย่างผาสุก ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจอันดีต่อกัน มุ่งให้เกิดความร่วมมือต่อกัน ดังนั้น มนุษย์สัมพันธ์ เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะในการเสริมสร้างสัมพันธ์อันดีกับบุคคลเพื่อให้ได้มา ซึ่ง ความนับถือ ความรัก ความร่วมมือ ความจงรักภักดี และความสัมพันธ์อันดีต่อกัน (ศาสตร์คือ หลักการทฤษฏี องค์ความรู้ ศิลปะคือการประยุกต์ใช้ทฤษฏี องค์ความรู้)


นักบริหารจึงจำเป็นจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน ซึ่งเทคนิคในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์มีหลาย ประการดังนี้


1. ต้องเข้าใจธรรมชาติของคนเรา เพราะมนุษย์เรามีความหลากหลาย ทั้งความคิดเห็น แง่มุม ความเชื่อ พฤติกรรม ดังคำโบราณเคยพูดไว้ว่า มนุษย์เรามีร้อยพ่อพันแม่( ถ้าเทียบตามสัดส่วน หนึ่งพ่อย่อมมีสิบแม่) เมื่อเรารู้เช่นนี้ เราจะได้หาวิธีการสร้างสัมพันธภาพได้อย่างเหมาะสม เพราะคนเรามีความชอบ มีรสนิยมแตกต่างกัน มีประวัติภูมิหลังแตกต่างกัน


2. ต้องรู้จักสร้างสัมพันธ์กับคน การที่คนเรามีมนุษย์สัมพันธ์ จะต้องมีเทคนิคและวิธีการสร้างอยู่พอสมควร เช่น เทคนิคในการพูด เทคนิคในการนำเสนอ การพูดของคนเรานี่สำคัญมาก นักบริหารที่ดีจะพูดให้คนชอบ หรือคนเกลียดก็ได้ จะพูดให้คนพอใจ หรือ พูดให้คนไม่พอใจก็ได้ ผู้บริหารที่ดีควรยิ้มแย้ม แจ่มใสซึ่งจะทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดียิ่งขึ้น ไม่ใช่ทำหน้าเครียดจริงจังตลอดเวลาจนลูกน้องไม่กล้าเข้าใกล้


3. ต้องสร้างลักษณะของผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เช่น การแต่งกาย บุคลิกภาพ ท่าทางที่ดี มีลักษณะการเข้ากับคน กิริยามารยาทเรียบร้อย ตลกขบขัน เบิกบาน ความกระตือรือร้น คือ มีชีวิตจิตใจ ไม่เซื่องซึม หรือมึนชา มีความเบิก-บาน แจ่มใส


4. ต้องไม่ทำตัวเด่น หรือด้อยเกินไป การทำตัวเด่นไปทำให้คนอื่นดูด้อยค่า เพราะฉะนั้น นักบริหารควรไม่ทำตัวเด่นเกินไป เพราะจะทำให้คนอื่นๆ อิจฉา ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารไม่ควรทำตัวด้อยเกินไป ด้อยจนไร้คุณค่าทำให้ลูกน้อง ขาดความเชื่อถือ ศรัทธา


5. ต้องมีอารมณ์หนักแน่น เก็บความรู้สึกได้ ธรรมชาติของคนเรา มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีรัก ซึ่งเป็นธรรมดาของความเป็นมนุษย์ แต่ นักบริหารที่เก่ง มักจะต้องเก็บอารมณ์เก่ง โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ เพราะถ้าเกิดหลุด เกิดโกรธแล้ว บางครั้งทำให้งานใหญ่เสียได้


6. ต้องให้ความช่วยเหลือ ให้เกียรติ ให้อภัย ผู้อื่น คนที่จะเป็นผู้บริหารหรือเป็นคนเหนือคน จะต้องให้ความช่วยเหลือคนอื่น เนื่องจากสังคมจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ด้วยการช่วยเหลือกันและกัน ผู้บริหารจะต้องให้เกียรติผู้อื่น ต้องให้เกียรติลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ในขณะเดียวกันต้องรู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่น คนทุกคนในโลกนี้ ไม่มีใครไม่เคยทำผิด ดังนั้น เมื่อลูกน้องทำผิด คนอื่นทำผิด ผู้บริหารจำเป็นจะต้องรู้จักให้อภัยแก่เขา
สรุปได้ว่า นักบริหาร ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องอาศัยปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี คือ การมีบุคลิกภาพทั้งภายนอกและภายในที่ดี การมีทักษะในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนทั้งทางภาษาคำพูดและภาษาท่าทาง การมีความเข้าใจธรรมชาติ ความต้องการของคนเรา การควบคุมตัวเอง มีจิตวิทยาในการบริหาร รวมถึงบทบาทหน้าที่ และลักษณะงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่


งานบริหาร จำเป็นต้องมีความอดทน


งานบริหาร ต้องอาศัยความต่อเนื่อง


นักบริหาร จำเป็นต้องมีหัวใจรักและทุ่มเทในงานบริหาร

...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.