หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  ธรรมาภิบาล
  -  ขายเก่ง....รวยก่อน.....
  -  เทคนิคการประชุม
  -  ปัญหาของเด็ก
  -  การพูดของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  ลักษณะนักพูด
  -  สั่นเพราะไมค์
  -  ความรู้กับนักบริหาร
  -  IMC ของไทยรักไทย
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  นักเขียน
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  สู่ผู้นำ
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  องค์กรกับผู้บริหาร
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  คนตกงานกับปัญหาสัึงคม
  -  สื่อลามกกับวัยรุ่น
  -  คนคือทรัพย์สิน
  -  เหล้ากับเทศกาลสงกรานต์
  -  การเผาป่า
  -  ผู้บริหารกับการตลาด
  -  ศิลปะการฟัง
  -  เพศกับวัยรุ่น
  -  ทีม
  -  คำคม 3 ก๊ก
  -  ปัญหาเลิกจ้างงาน
  -  กล้าล้มเหลวจึงสำเร็จ
  -  บทบาทนักบริหาร
  -  เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
  -  ผู้บริหารกับประชาสัมพันธ์
  -  ลิขสิทธิ์
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  แฟชั่น นักศึกษา
  -  ควบคุมราคาสินค้า
  -  ปัจจัยในการบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  ปัญหาเยาวชน
  -  อดทนเพื่อชนะ
  -  วาจาของนักบริหาร
  -  น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
  -  เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
  -  พ่อแม่
  -  ปัญหามากมายสังคมไทย
  -  ยาเสพติด
  -  สายสัมพันธ์กับนักบริหาร
  -  ยกระดับบริการและความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ
  -  พ่อแม่ รังแกฉัน
  -  กฏหมายควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา
  -  เด็กนอกระบบ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  หลักการนำเสนอ
  -  ความคิดสร้างสรรค์
  -  U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
  -  นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ภาษากายของผู้ฟัง
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ธรรมาภิบาล
ธรรมาภิบาล
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


คำว่าธรรมภิบาลมีความสำคัญมากๆ สำหรับองค์กร หน่วยงาน หรือ ประเทศ เพราะหน่วยงานไหนไม่มีธรรมาภิบาล องค์กรนั้น หน่วยงานนั้น หรือ ประเทศนั้น มักจะขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น มีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น เกิดการเล่นพรรคเล่นพวกกัน จนทำให้เกิดการแตกแยก ไม่มีความสามัคคีกัน ในวันนี้เราจะว่าพูดกันในหัวข้อนี้ หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล ต้องมีองค์ประกอบดังนี้


1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
หลักนิติธรรม หมายถึง หลักของกฎหมาย องค์กรใดมีหลักนิติธรรมจะต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ปกครองแบบตามอำเภอใจ หรืออำนาจของตัวบุคคล จะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและความยุติธรรม ในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก อีกทั้งต้องมีความรัดกุมและรวดเร็วในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

2. หลักคุณธรรม (Morality) ไม่ใช่(หลักคุณนะทำ)
หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม อีกทั้งต้องส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้บุคลากรมีความซื่อสัตย์ สุจริตในหน้าที่การงาน มีความจริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย เป็นนิสัยประจำองค์กร ประจำหน่วยงาน และประจำชาติ

3. หลักความโปร่งใส (Accountability)
หลักความโปร่งใส มีความหมายไปในทางตรงข้ามกับคำว่าการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยที่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น มีความหมายในเชิงลบ และมีความน่ากลัวแฝงอยู่ ความโปร่งใสกับมีความหมายในทางบวก หากองค์กรใดไม่มีความโปร่งใส มีผลประโยชน์แอบแฝงก็จะทำให้ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ขององค์กรนั้นเสียหายได้ ซึ่งเมืองไทยมีความน่าห่วงมากเนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ไม่มีความโปร่งใส เนื่องจากผู้มีอำนาจ ได้รับผลประโยชน์และรู้จักประสานประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งผู้น้อยก็ไม่กล้าที่จะร้องเรียนหรือตรวจสอบ เพราะกลัวอิทธิพล

4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
หลักการมีส่วนร่วม คือการเปิดโอกาสให้คนในหน่วยงานมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการ หรือร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ต่างๆ ได้ รวมทั้งมีส่วนวางแผน นโยบาย สามารถแสดงความคิดเห็นต่างๆได้ โดยที่ผู้ใหญ่ในองค์กรต้องยอมรับฟังบ้าง

5. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)
หลักความคุ้มค่า หมายถึง การจัดการ การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ให้ก่อประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร หน่วยงาน คุ้มค่า ประหยัด ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ

ความจริงเรื่องของธรรมาภิบาลพูดกันมามาก พูดกันมานาน แต่กระผมยังเห็นว่าประเทศของเราส่วนใหญ่ได้แต่พูดแต่ไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดการทุจริต โกงกิน ขึ้นในหน่วยงาน องค์กร หรือแม้แต่องค์กรระดับใหญ่ของประเทศก็มีการโกงกินกัน ดังจะเห็นได้จากข่าวว่า กระทรวงนั้นมีปัญหาเรื่องการทุจริต กระทรวงนี้มีปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งกัน

ดังนั้นกระผมมีความเชื่อว่า หากเรานำหลักการธรรมาภิบาล มาใช้อย่างจริงจังจะทำให้องค์กร หน่วยงาน และประเทศชาติ เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คนในองค์กรมีกำลังใจทำงานมากขึ้น อีกทั้งองค์กรนั้นๆ จะมีภาพลักษณ์ที่ดี จะทำอะไรก็จะได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย

...
  
ขายเก่ง....รวยก่อน.....
ขายเก่ง....รวยก่อน.....


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


“ไม่มีอาชีพใดในโลกที่จะดลบันดาลรายได้ให้มากเท่ากับงานด้านการขาย”


มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการขายหมดทุกคน มีประสบการณ์ในการขายทุกคน


เช่น


ครู อาจารย์ ขาย... ความรู้


นักการเมือง ขาย.... นโยบายของตนเองของพรรคการเมือง


นักร้อง ขาย... เสียง


ดารา ขาย... หน้าตา ความสามารถ


นักเขียน ขาย.... ความคิด เรื่องราว โดยผ่านตัวหนังสือ


นักขาย ขาย.... สินค้าและบริการ


และอีกมากมาย ดังนั้น อาชีพนักขายจึงมีความสำคัญมาก ถ้าไม่มีนักขายหรือคนขาย จะเกิดอะไรขึ้น


ถ้าประเทศนั้นๆ หรือประเทศไหน หากขาดซึ่งนักขาย ประเทศนั้นจะไม่มีความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตช้ากว่าประเทศที่มีนักขายมาก นักขายที่มีความสามารถมากกว่า


ท่านผู้อ่านลองนึกดูซิว่า ถ้าบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งหากไม่มีนักขายหรือพนักงานขาย จะทำให้ขายสินค้าไม่ได้มากเท่าที่ควร แล้วกระทบกับอะไร กระทบกับโรงงานต่างๆ ที่ส่งวัตถุดิบด้วย เช่น โรงงานทำยางรถยนต์ก็จะผลิตน้อยลง โรงงานทำกระจกก็จะต้องผลิตน้อยลง โรงงานทำเหล็กก็จะผลิตเหล็กลดน้อยลงตามยอดขายของรถยนต์ในบริษัทแห่งนั้น


อาชีพการขายสร้างรายได้มากถึงขั้นร่ำรวยเลยหรือ ครับ อาชีพการขายสามารถสร้างรายได้ให้กับนักขายคนนั้นๆ ถึงขั้นเป็นเศรษฐีเลยทีเดียวครับ ยกตัวอย่างสินค้าหรือบริการ เราจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น นักขายประกันชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือขายเก่ง มีรายได้มากกว่าคนที่รับประทานเงินเดือนจำนวนมาก หลายเท่าตัว นักขายในระบบตลาดเครือข่ายหลายแห่งที่ขายเก่ง มีรถยนต์ มีบ้าน ได้ไปท่องเที่ยว ได้ไปบรรยายในสถานที่ต่างๆก็เพราะการเป็นนักขายที่เก่งและประสบความสำเร็จนั้นเอง


เพราะอาชีพการขาย สามารถแลกเปลี่ยนสินค้า โดยการขาย ออกมาเป็นเงินหรือค่านายหน้า ได้ทันทีไม่ต้องรอเหมือนเงินเดือนที่เดือนหนึ่งได้ครั้งหนึ่ง ฉะนั้น อาชีพนี้สามารถทำเงินได้ไม่จำกัด จำนวนมากเท่ากับความสามารถในการขายของนักขายคนนั้นจะทำได้ ยิ่งขายเก่ง ยิ่งรวยมาก แต่ถ้าขายไม่ค่อยเก่ง ก็รวยน้อยหน่อย


แต่การเป็นนักขายที่เก่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปสำหรับคนที่พร้อมจะเรียนรู้ ฝึกฝน


มีความมานะอดทน ไม่ยอมแพ้ก่อนเวลาอันควร(คือประสบความสำเร็จ) เพราะอาชีพการขายส่วนใหญ่มักจะมี


ผู้ซื้อ ซื้อและปฏิเสธ เสมอ ยิ่งถ้าเราไปพบลูกค้ามากเท่าไร เราก็ยิ่งถูกปฏิเสธมากขึ้นและได้รับการตอบรับในการซื้อของลูกค้ามากเช่นกัน เช่น นักขายประกันบางคนเคยทำสถิติว่า ถ้าไปพบบลูกค้า 10 คนจะมีคนซื้อสินค้าคือประกันชีวิต เพียงแค่ 3 คน ดังนั้น ถ้าอยากมีลูกค้าซื้อประกันชีวิต 30 คน นักขายคนนั้นจะต้องไปพบลูกค้าถึง 100 คนเลยทีเดียว ขณะเดียวกันหากต้องการได้ลูกค้า 300 คน นักขายคนนั้นจะต้องไปพบลูกค้าที่จะซื้อประกันชีวิตถึง 1,000 คน


ฉะนั้น เมื่อมีลูกค้าปฏิเสธมากเท่าไร ก็จะมีลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นเท่านั้นขอเพียงแต่อย่าหยุดหรือหมดกำลังใจไปเสียก่อนก็แล้วกันครับ หากหมดกำลังขอให้คิดถึงคนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหนๆ ก็ต้องเคยผ่านความล้มเหลวมากมาย แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะก้าวต่อไป เดินหน้าต่อไป จนพบกับความสำเร็จในที่สุด เช่น เรื่องราวของ เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก ได้ทำการทดลองหลอดไฟฟ้า นับพันครั้ง ผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วนกว่าจะประสบความสำเร็จ มีคนถามว่าถ้าท่านทดลองแล้วไม่ประสบความสำเร็จคือ ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ไม่ได้ท่านจะทำอย่างไร เอดิสันตอบว่า ฉันก็จะทดลองต่อไปฉันจะไม่มาเสียเวลาคุยกับคุณหรอก


ท่านผู้อ่านครับ หากว่าท่านกำลังตกงาน ว่างงาน หรือคนที่มีงานทำอยู่แล้ว ท่านสามารถหารายได้เสริมจากงานขายได้ครับ เพราะงานขาย สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างแน่นอน หากว่า ท่านขายเก่ง...ท่านสามารถ ร่ำรวยกว่า....คนที่ขายไม่เก่งแน่นอนครับ





















...
  
เทคนิคการประชุม
เทคนิคการประชุม


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


การประชุมมีความสำคัญมากสำหรับ หน่วยงาน องค์กร สถาบันต่างๆ ไม่ว่าระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับสากล เพราะการประชุมจะทำให้ทราบข้อมูลข่าวสาร การประชุมจะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาและการประชุมจะทำให้เกิดการตัดสินใจร่วมกัน


การประชุมแต่ละครั้งจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด มักขึ้นอยู่กับ


3 ปัจจัยด้วยกัน คือ ตัวประธาน ตัวของบุคลลที่เข้าร่วมประชุม และเทคนิคต่างๆที่นำมาใช้


ปัจจัยแรก ตัวประธาน ประธานมีความสำคัญมากๆ เพราะประธานเป็นผู้นำในการประชุม ถ้าประธานมีทักษะหรือประสบการณ์ในการนำประชุม มักจะทำให้การประชุมประสบความสำเร็จ ตัวประธานจะต้องเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง มีความยุติธรรม ประธานที่ดีต้องเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นอย่างเสมอภาค ต้องมีทักษะในการสื่อสาร การวิเคราะห์ และมีอารมณ์หนักแน่น ไม่หวั่นไหวง่ายคือสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้


ปัจจัยที่สอง คือ ตัวของบุคคลที่เข้าร่วมประชุม ต้องรู้จักแสดงความคิดเห็นไม่ใช่นั่งนิ่ง ฟังอย่างเดียว หรือ บางคนชอบพูดก็มักจะผูกขาดการพูด ควรรู้จักเปิดโอกาสให้ผู้อื่นแสดงความคิดเห็นบ้าง สิ่งที่ควรรู้และศึกษาสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ต้องรู้จักศึกษารายละเอียดของกฎระเบียบในการประชุม ไม่ควรสูบบุหรี่ในห้องประชุม ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่ควรคล้อยตามผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ควรมีความคิดที่ดีๆเสนอต่อที่ประชุมบ้าง และควรปฏิบัติตามมติที่ประชุม ถ้าที่ประชุมมอบหมายงานให้ก็ควรปฏิบัติตาม


ปัจจัยที่สาม คือ เทคนิคต่างๆที่นำมาใช้ เช่น การเปิดประชุมควรให้ตรงเวลา สำหรับประเทศไทยเรามักมีปัญหาเรื่องการเปิดประชุมไม่ตรงเวลาอยู่บ่อยๆ เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมมาสาย มาไม่ครบองค์ประชุม ประธานควรกล่าวเปิดประชุมโดยสร้างบรรยายกาศในห้องประชุม ควรเตรียมการประชุมให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องเสียง ความสะอาด โต๊ะ เก้าอี้ ควรเตรียมวาระการประชุมให้พร้อมโดยมีการตรวจสอบวาระการประชุมให้ดี เวลาประชุมควรตัดบทบ้างสำหรับการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมที่ยาว เยิ่นเย้อ แต่ควรทำด้วยความระมัดระวัง นุ่มนวลเพื่อไม่ให้เกิดอาการ “ เสียหาย ” ต้องรู้จักควบคุมเวลาในการประชุม


สำหรับคำศัพท์ที่มักได้ยินในที่ประชุมอยู่บ่อยๆ เช่น


- ประธานในที่ประชุม คือ ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่ในการควบคุมการประชุมทั้งหมด เช่น เป็นผู้กล่าวเปิด การควบคุมเวลา


- ผู้เข้าร่วมประชุม คือ คนที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม


- เลขานุการ คือ คนที่ออกจดหมายเชิญประชุม จัดเตรียมเอกสารต่างๆ วาระต่างๆในการประชุม บันทึกการประชุม อำนวยความสะดวกต่างๆ แก้ปัญหาต่างๆในการประชุม


- เหรัญญิก คือ คนที่ดูแลเรื่องการเงิน รับผิดชอบเรื่องการเงิน


- องค์ประชุม คือ ข้อบังคับว่าการประชุมในแต่ละครั้งต้องมี สมาชิกจำนวนเท่าไรจึงจะสามารถเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมได้


- มติในที่ประชุม คือ ข้อตกลงกันในที่ประชุม


เราจะเห็นได้ว่า การประชุมมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริหาร มักจะต้องเป็นประธาน เป็นผู้เข้าร่วมประชุมอยู่บ่อยๆ ดังนั้นการประชุมที่ดี ที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะได้ความคิดที่ดี เรามักจะได้ความรักความสามัคคี ความสนิทสนม ความเป็นมิตร แต่ถ้าการประชุมที่ล้มเหลว มักจะทำให้เกิดความแตกแยก สิ้นเปลื้องเวลา จนบางคนเคยกล่าวว่า “ ประชุมมากจนไม่มีเวลาทำงาน ”

...
  
ปัญหาของเด็ก
ปัญหาหลากหลาย ของเด็กและเยาวชนไทย


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก ปัญหาเด็กดื่มเหล้า ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ปัญหาเด็กติดเกมส์ และอีกหลากหลายปัญหา ของเด็กและเยาวชนไทย ปัญหาต่างๆเหล่านี้มีความซับซ้อนกว่าในอดีต เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ทำให้ปัญหาเด็ก เยาวชนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก ซึ่งการเกิดปัญหาต่างๆ มีหลายปัจจัย เช่น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การเมืองเปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ เช่น


ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก เรามักจะเห็นในข่าวหน้าหนึ่งทางหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ


- “ รวบ 3 นักศึกษาสาว ขายตัวทาง HI5 อ้างหลงผิด-ใช้เงินฟุ่มเฟือย ”

- รายการ คม ชัด ลึก ประจำวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ตอน "ขายตัว สวิงกิ้ง-ความเหลวแหลกวัยรุ่น" ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาพูดกันในรายการ เพื่อร่วมเสนอทางออกของปัญหา

- รวบแม่เล้าสาว ม.2พาเพื่อนส่งเสี่ยขายตัว จากหนังสือพิมพ์รายวัน เชียงใหม่นิวส์

- และมีอีกหลากหลายข่าวตามสื่อต่างๆ


ปัญหาเรื่องเด็กดื่มเหล้า เบียร์ เป็นปัญหาที่พูดกันมายาวนานแล้ว ไม่ใช่แค่เด็กแต่ว่ามีปัญหากับประชาชนหรือพลเมืองของชาติด้วย แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล้า เบียร์ เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้นสำหรับเด็ก และเยาวชน ดังจะเห็นได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ หรือสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เช่น ภาพอุบัติเหตุ ภาพทำร้ายร่างกายกัน ภาพทะเลาะเบาะแว้งกันของเด็ก เยาวชน ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดขึ้นมาจากการดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ , สงกรานต์ , ลอยกระทง ฯลฯ การดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ยิ่งมีมาก ปัญหาต่างๆ ( อุบัติเหตุ ,ทำร้ายร่างกายกัน,ทะเลาะเบาะแว้งกัน) ก็มากตามด้วย


และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เคยวิเคราะห์อย่างน่าฟังว่า หากสามารถลดอุบัติเหตุจากคนเมาได้ร้อยละ 50 จะลดการเสียชีวิตปีละ 2,900 ราย ลดการบาดเจ็บปีละ 29,625 ราย และ ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อีกประมาณ 13,975 ล้านบาทเลยทีเดียว


ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ในยุคปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งต้องขอฝากรัฐบาลช่วยแก้ ช่วยปราบปรามไว้ด้วย เนื่องจากปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน ได้ลงมายังเด็กและเยาวชน เพิ่มมากขึ้น ยาเสพติดหาซื้อได้ง่ายและมีรูปแบบใหม่ๆเพื่อตอบสนองเด็กและเยาวชนของชาติ


ปัญหาเด็กติดเกมส์ เด็กติดเกมส์ในยุคปัจจุบันมีมากขึ้น การติดเกมส์ สำหรับเด็กบางคนไม่ต้องไปไหน เด็ก เยาวชน สามารถเล่นได้ภายในบ้าน


ปัญหา เหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ สำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ มีความยากลำบากมาก เพราะ การแก้ปัญหาหนึ่งมันจะไปกระทบกับอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อแก้เรื่องนี้ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้น เปรียบเหมือนกับที่เราแก้เชือกที่มี หลายปม เมื่อแก้ ปมนี้ เสร็จ ก็ยังต้องมีอีก หลายปมให้ต้องแก้ เช่น การแก้ปัญหาเรื่องเพศของเด็ก เรามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องของสื่อลามก เนื่องจากเราต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน ปัญหาสื่อลามกมีมากกว่าในอดีตเป็นอย่างยิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในอินเตอร์เน็ต ก็สามารถ หาดูได้ทันที การแก้ไขปัญหาเรื่องเพศของเด็ก อาจจะต้องมีการออกกฎหมายใหม่ๆ มาเพื่อใช้บังคับและลงโทษผู้กระทำผิดให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป



























...
  
การพูดของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
เทคนิคการพูดจากอาจารย์จตุพล ชมภูนิช


จากหนังสือเรื่อง บุคลิกภาพคนรุ่นใหม่





นักพูดที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ และชื่อของนักพูดท่านนี้คงครองใจของใครหลายคนเหมือนกัน หนังสือที่ดิฉันอ่านเป็นของนักพูดท่านนี้เช่นกัน ท่านอาจารย์จตุพล ชมภูนิช หนังสือที่ท่านเขียนเล่มนี้เป็นการพูดถึงบุคลิกภาพที่ดีของคนรุ่นใหม่ ซึ่งดิฉันติดใจและสะดุดตาตั้งแต่เห็นชื่อเรื่อง " บุคลิกภาพคนรุ่นใหม่ " ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าเป็นของใคร แต่พอเหลือบดูภาพบนหน้าปกก็ถึงบางอ้อทันทีและไม่คิดลังเลที่จะหยิบไปให้บรรณารักษ์บันทึกลงคอมพิวเตอร์ว่าดิฉันตัดสินใจเลือกยืมหนังสือเล่มนี้


เราจะมาตะลุยดูเลยว่าเวลาที่อาจารย์เขียนหนังสือนั้นจะเหมือนกับตอนที่พูดมากน้อยแค่ไหน จะใช้เทคนิคเดียวกันหรือไม่ อาจารย์จะใช้เทคนิคการพูดอย่างไรที่ทำให้สามารถครองใจคนทุกวัยได้ หนังสือเรื่องนี้ดูจากชื่อเรื่องก็รู้ได้เลยว่าอาจารย์จตุพลต้องพูดถึงเรื่องบุคลิกภาพอย่างแน่นอน ด้วยความที่ดิฉันเองก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งทางด้านความคิดและบุคลิกภายนอก จะได้ช่วยส่งเสริมให้ตัวเราเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง


ก่อนอื่นเราจะมาดูก่อนว่าเนื้อหาสำคัญที่อาจารย์จตุพลได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้าง ในโลกธุกิจการสร้างภาพลักษณ์หรือบุคลิกภาพให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือนับเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยิ่งต้องใส่ใจและให้ความสำคัญมากขึ้น การมีบุคลิกภาพที่ดีถือเป็นบันไดก้าวแรกที่เราจะไต่ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ด้วยเหตุนี้บุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือจึงเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธในความจริงข้อนี้ ทุกคนยิอมปรารถนาที่จะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี มีบุคลิกภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมและคนรอบข้าง


หนังสือบุคลิกภาพของคนรุ่นใหม่ ของอาจารย์จตุพลนี้ได้แดงให้เห็นถึงทุกองค์ประกอบ ทุกมุมมองและทุกขั้นตอนปฏิบัติของการนำไปสู่บุคลิกภาพตามแบบมาตรฐานสากลของคนรุ่นใหม่ เนื้อหาที่อาจารย์จตุพลเสนอได้แบ่งออกเป็นตอนๆ เป็นเรื่องๆไป พูดจบเรื่องนี้ให้ชัดเจนและเข้าใจแล้วก็พูดหัวข้อต่อไปอีกโดยมีลักษณะเป็นเอกภาพตรงที่จะมีวิธีการจัดการกับตัวเองอย่างไรบ้างให้ได้เป็นคนมีบุคลิกภาพที่ดี


ที่อาจารย์จตุพลพูดไว้ในหนังสือเล่มนี้ มีหลายตอนที่ดิฉันชอบและได้บันทึกไว้ในสมุดเพื่อไว้อ่านเป็นอาหารสมองให้กับตัวเอง อาจจะเก็บไว้สอนลูกสอนหลาน แนะนำเพื่อนที่เขายังไม่รู้ต่อไป คิดว่าต้องเป็นประโยชน์แน่ บันทึกไว้ไม่เสียหายอะไร


หนึ่งในตอนที่ดิฉันบันทึกไว้ก็คือตอน It's your style : ยังไงก็เป็นคุณ อาจารย์จตุพลกล่าวว่า เราอาจจะประทับใจใครก็ได้ เราอาจจะเรียนรู้จากใครก็ได้ เราอยากเก่งเหมือนใครก็ได้ เราจะเอาใครเป็นแบบอย่างเราก็ได้ แต่สุดท้าย เราต้องเป็นตัวของเราเอง บุคลิกภาพที่ดีที่สุดนั้นได้แก่บุคลิกภาพที่แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่เป็นผู้นำ คนที่มีความเชื่อมั่น คนเหล่านี้มักมีบุคลิกภาพเป็นของตัวเอง ซึ่งการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก การสร้างสไตล์เฉพาะตัวนั้นสร้างได้หลายทาง เริ่มจากการแต่งกาย การไว้ทรงผม อาหารการกิน รสนิยมการใช้ชีวิตในการพักผ่อน อุปกรณ์ของใช้ การทำงาน การมีรูปแบบการใช้ชีวิตและบุคลิกภาพเฉพาะคนเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา เราจึงจะทราบว่าเราเป็นคนแบบไหน มีเอกลักษณ์อะไรที่เหมาะสมกับตัวเอง เราต้องพยายามค้นหาและพิจารณาให้ได้แล้วเราจะเป็นคนหนึ่งที่ที่ใครเห็นก็ทึ่ง ชวนสะดุดตาพาสะดุดใจ เพราะเราไม่ใช่มนุษย์โหลที่หาได้ทั่วไปตามศูนย์การค้า เราต้องไม่ตามกระแส (แฟชั่น) เสียจนไร้ความภูมิใจและในขณะเดียวกันเราก็ไม่ทวนกระแสเสียจนใครไม่กล้าคบหาสมาคม


ในเรื่องการแต่งกายต้องระลึกไว้เสมอด้วยว่า เราแต่งให้ผู้อื่นดูด้วยไม่ใช่แต่งแล้วดูคนเดียว การแต่งกายที่ดี ต้องให้เหมาะสมกับกาลเทศะ มิใช่พยายามนุ่งกระโปรงยาวแต่ในชีวิตประจำวันการเดินทางต้องขึ้นรถลงเรือ ซ้อนมอเตอร์ไซค์หลายต่อ จะขึ้นลงทีต้องคอยถลกกระโปรง ดีไม่ดีอาจเกิดอุบัติเหตุได้ แบบนี้ต้องปรับตัวเองด้วย


การเสริมเติมแต่ง ทำให้คนเราดูดีขึ้นก็จริงแต่ต้องขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ มิเช่นนั้น การแต่งที่จะทำให้เกิดความสวยความงามเห็นแล้วคงจะคิดตามนั้นไม่ออก อาจารย์จตุพลได้แนะนำหลักการง่ายๆ ที่ใช้ในการแต่งตัวว่า ไม่ควรแต่งกายหรือเสริมความงามในที่สาธารณะชน เพราะการให้คนอื่นรู้เห็นในวิธีทำให้ตัวเองงดงามนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าดูน่าชม


อาจารย์จตุพลได้แนะนำทุกเรื่องราวตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งเรื่องของหญิงและชาย มีตั้งแต่รูปร่างแบบไหนนิสัยอย่างนั้น การแต่งตัว การใส่สูท ทรงผม เครื่องสำอาง รองเท้า นาฬิกา องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้เป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมหรือถดถอยบุคลิกภาพของเราได้ทั้งสิ้น เราจึงไม่ควรละเลย จะใส่อะไรจะทำอะไรก็ให้คำนึงถึงกาลเทศะ ความเหมาะสม ดูให้เหมาะสมกับรูปร่าง เหมาะสมกับโอกาสและที่สำคัญให้เหมาะกับฐานะ


อาจารย์จตุพลยังบอกอีกว่า บุคลิกของทั้งบุรุษและสตรีวัยทำงาน เสื้อผ้าที่ใส่แล้วต้องไม่ล้ำสมัย เก๋ไก๋ สไตล์ล้ำอย่างเดียวแต่ควรจะให้ดูดี มีศรัทธา น่าเชื่อถือ สินค้าที่ดีก็ต้องมีหีบห่อที่ดีฉันใด คนที่ดีก็ต้องมี PACKAGE ที่ดีไปด้วยฉันนั้น สินค้าดีเพียงใดแต่ไม่ใส่ใจในหีบห่อ ก็ไม่มีใครสนใจซื้อ คนทำงานที่ดี ก็ต้องมีที่หุ้มห่อให้ดีจะได้มีคนซื้อ เราควรใส่ใจกับเรื่องการแต่งกายสักนิด แล้วเราจะสามารถพิชิตความสำเร็จในโลกของมนุษยสัมพันธ์และการทำงานได้อย่างไม่ยากเย็น


ดิฉันเห็นด้วยกับที่อาจารย์จตุพลพูด และเป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดออกมานั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของอาจารย์และอาจารย์ได้บันทึกลงโปรแกรมประสบการณ์ไว้อย่างดี เมื่ออาจารย์พบเห็นสิ่งใดมาก็จะมีมุมมองแนวคิดที่บางทีใครก็มองข้าม พอนำมาถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง ก็เป็นที่น่าสนใจ และจะเห็นด้วยว่าทำไมที่ผ่านมาเราถึงได้ไม่มองอย่างนั้นบ้าง และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักพูดที่ดี ต้องรู้จักสังเกตและมีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร


เมื่อดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงนอกจากจะได้ความรู้เคล็ดลับของการมีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ก็ขอมองถึงวิธีการและเทคนิคการพูดของอาจารย์จตุพลดูบ้าง ว่าอาจารย์ท่านมีเทคนิคการพูดอย่างไรให้ติดอกติดใจผู้ฟังได้ขนาดนี้โดยดูจากตัวอย่างของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเท่าที่ดูก็ขอสรุปไว้ดังนี้


1. การพูดของอาจารย์มีลักษณะเป็นเอกภาพ เวลาอาจารย์จะพูดหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ท่านก็จะตั้งหัวข้อไว้ แล้วพาผู้ฟังไปสู่เป้าหมายของการพูดโดยการยกตัวอย่างไปเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ยกมานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นองค์ประกอบของเรื่องที่พูด ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจและมองเห็นภาพที่อาจารย์สื่อชัดยิ่งขึ้น


2. เรื่องที่พูดใกล้ตัว สังเกตดูแล้วดิฉันพบว่าแต่ละเรื่องที่อาจารย์จตุพลพูดล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใกล้ตัว บางทีเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา เป็นเรื่องที่ใครๆละเลย มองไม่เห็น แต่อาจารย์มองเห็น แสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่าการที่จะเป็นนักพูดที่ดีนั้น ต้องเป็นคนช่างสังเกต มีมุมมองที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร หรือถึงแม้ซ้ำก็มีความคิดสร้างสรรค์ทำให้เรื่องที่ซ้ำนั้นดูน่าสนใจและแปลกใหม่ขึ้นมา คนที่มีอะไรแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ย่อมเป็นที่น่าสนใจเสมอ


3. คนที่จะเป็นนักพูดที่ดีต้องมีประสบการณ์มาก ประสบการณ์ในที่นี้คือมีเรื่องราวผ่านเข้ามาในชีวิตมากๆ ยิ่งมีประสบการณ์มาก ยิ่งทำให้คนพูดมีข้อมูลมากตามไปด้วย อาจจะนำข้อมูลอันเก่านั้นมาพลิกแพลงให้เข้ากับยุคสมัยให้ทันปัจจุบันมากขึ้น เพราะคนฟังก็ย่อมมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปตามวิถีสังคม อย่างอาจารย์จตุพลท่านก็เป็นผู้มีประสบการณ์มาก อายุปูนนี้แล้วยังไม่แต่งงาน แล้วทำไมท่านถึงรู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตคู่ หรือทำไมท่านถึงเข้าใจผู้หญิง เข้าใจทุกเพศทุกวัยได้ดีเสียเหลือเกิน ตรงนี้ให้สังเกตนิดนึงค่ะว่า ที่ท่านมีประสบการณ์เหล่านี้อาจจะไม่ใช่เพราะท่านได้รับประสบการณ์มาโดยตรง ท่านอาจจะได้รับประสบการณ์เหล่านี้จากคนรอบข้าง จากหนังสือ ซึ่งถ้าอยากเป็นนักพูดที่ดี เราก็ควรทำให้ได้อย่างนี้ด้วย


4. นักพูดที่ดีต้องทันยุค ทันสมัย ทันใจ รู้ใจคนฟัง รู้ว่าในขณะนั้นผู้ฟังคิดอะไร อย่างไร มีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร ให้ทันตามทุกกลุ่มอายุคน อย่างอาจารย์จตุพล ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านถึงเป็นขวัญใจของคนทุกวัยได้ ท่านเหมือนรู้ใจคนทุกกลุ่ม รู้ว่าคนกลุ่มไหนกำลังคิดอะไรยังไง มีกระแสอะไรที่กระทบหรือส่งผลต่อคนเหล่านั้น ท่านสังเกต และมอง ท่านทำเหมือนกับท่านเป็นคนเหล่านั้นเสียเอง ตรงนี้แหละค่ะที่ดิฉันคิดว่าผู้ฟังชอบ


5. คนที่จะเป็นนักพูดที่ดี ต้องไม่ลืมอารมณ์ขัน อาจารย์จตุพลนี่พูดเมื่อไหร่ พูดเรื่องอะไรก็ขำได้ แม้แต่เรื่องเครียดๆก็ทำให้ผู้ฟังไม่เครียด ทำให้คนหัวเราะได้ นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเป็นนักพูดที่ดี เพราะทุกครั้งที่อาจารย์พูดเหมือนกับอาจารย์เป็นเทวดาที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ฟังได้ตลอด คนฟังก็มีความสุข หนังสือที่อาจารย์จตุพลเขียนนี้แม้จะเป็นเรื่องหลักการแต่อ่านแล้วเราไม่เครียดเลย มีทั้งมุขตลก ล้อเลียน สร้างอารมณ์ขันได้ตลอด


6. นักพูดที่ดีต้องเป็นนักยกตัวอย่างที่ดี เมื่อมีประสบการณ์เยอะ มีข้อมูลเยอะ ก็ทำให้สามารถยกตัวอย่างได้ดีทันใจ หยิบยกโยงใยเรื่องโน้นมาเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม คนฟังจะได้ไม่ถูกจำกัดกรอบเพียงเรื่องเดียว มาฟังเรื่องหนึ่งก็อาจจะได้ความรู้จากอีกเรื่องหนึ่งแถมไปด้วย เหมือนเป็นการแถมของขวัญให้กับผู้ฟัง


7. จะเป็นนักพูดที่ดี ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ต้องมีบุคลิกที่ดีด้วย เหมือนชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้เลย ตรงนี้เราก็เห็นได้อีกแล้วว่า อาจารย์จตุพลเนี่ยเป็นคนที่มีบุคลิกดี เราไม่ขอพูดถึงเรื่องหน้าตา เพราะเรื่องบุคลิกภาพที่ดีเป็นสิ่งที่สร้างได้ อาจารย์จะดูโก้และเหมือนเป็นเทพบุตรเสมอเวลาพูด ดูตั้งแต่แต่งตัวดี เนี๊ยบแบบน่าเชื่อถือ สะอาด ยิ่งพูดน่าสนใจคนก็จะยิ่งไม่ละสายตาจากคนพูดเลย


8. อาจารย์จตุพลมักใช้วิธีการเปรียบเทียบ เห็นนักพูดนักเขียนหลายท่านชอบใช้อยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าการรู้จักเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งนั้นนอกจากจะเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ฟังแล้วยังทำให้การพูดเป็นไปอย่างมีลีลา แสดงให้เห็นว่าผู้พูดมีความสามารถ ผู้ฟังก็จะได้มีจินตนาการร่วมไปด้วย





เทคนิคและวิธีการพูดที่ดิฉันได้จากท่านอาจารย์จตุพลนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อพวกเรา เพราะในเมื่อเราชอบและชื่นชมในตัวท่านอาจารย์ อาจารย์เป็นนักพูดที่มีชื่อเสียง ใครอยากเป็นนักพูดที่ดีเหมือนอาจารย์ก็สามารถเรียนรู้เทคนิควิธีการพูดเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง จำได้ไหมในหนังสือเล่มนี้ที่อาจารย์บอกไว้ว่า เราจะประทับใจใครก็ได้ เราอยากเก่งเหมือนใครก็ได้ เราจะเอาใครเป็นแบบอย่างเราก็ได้ เราอยากเก่งเหมือนใครก็ได้ แต่เราต้องเป็นตัวของเราเอง เมื่อเรียนรู้วิธีการพูดเหล่านี้จากอาจารย์จตุพลไปแล้ว ก็ควรเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้เกิดขึ้น เหมือนอย่างที่อาจารย์จตุพลทำสำเร็จอยู่ในขณะนี้


โดย.. อุษณีย์ เทพมณี





...
  
พูดดี ต้องประเมิน
จะรู้ว่าพูดดี ต้องมีคนประเมิน
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ความผิดพลาดของตนเอง เป็นบทเรียนที่นำตนไปสู่ความสำเร็จ


ปัจจุบันนี้กระผมมีงานอดิเรกคือ ไปบรรยายในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ราชการ บางทีก็ไป “ทอล์กโชว์” ตามโรงเรียนต่างๆ บ้าง ไปๆ มาๆ รายได้จะดีกว่างานหลักเสียอีก


จากการบรรยายในสถานที่ต่างๆ มักมีคนถามกระผมว่า “ทำอย่างไรจึงจะบรรยายเก่ง” กระผมก็ได้อธิบายว่า อันนี้ไม่ใช่พรสวรรค์นะ มันเป็นพรแสวงต่างหาก เพราะความจริงกระผมไม่สามารถบรรยายได้ตั้งแต่เกิด กระผมมาฝึกฝนเอาทีหลังนี่เอง กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ กระผมเองก็เคยเป็นนักพูดประเภท สลายม็อบ อยู่นานทีเดียว คือ พูดไปคนค่อยทยอยออกทีละคนสองคน


จุดสำคัญคือ เราต้องพยายามปรับปรุงตัวเอง และมีคนถามต่อว่าจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร คำตอบคือ การพูดแต่ละครั้งเราควรหาคนที่รู้จัก แล้วให้เขาวิจารณ์การพูดของเรา หรือให้ผู้เข้ารับการอบรม ประเมินเราเวลาเราพูดเสร็จ เมื่อเราได้ข้อมูลหรือข้อบกพร่อง เราก็สามารถนำมมาปรับปรุง หรือแก้ไขในการพูดครั้งต่อไป

ฉะนั้น การประเมินการพูด หมายถึง การวิเคราะห์ว่าที่เราพูดหรือปาฐกถาไปนั้น ต้องแก้ไขอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ควรหาเทปไปอัด คำบรรยายของเรา ในปัจจุบันนี้มีเครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว ถ้าเรานำไปถ่ายภาพการบรรยายของเราได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เรารู้ว่า ท่าทาง กริยา อาการ ของเราเวลาเราพูดเป็นอย่างไร พูดดีหรือไม่ ท่าทางดีหรือเปล่า น้ำเสียง จังหวะในการพูด เหมาะสมหรือเปล่า


การประเมินการพูด เปรียบเทียบก็คล้ายกับเรามีกระจกเงา ส่องดูการแต่งกายส่องบุคลิกท่าทางของเรา และถ้าไม่สวย ไม่ดี ก็มาแก้ไข มาเปลี่ยนแปลงให้ดีเสีย


เพราะฉะนั้น รักจะพูดให้คนพอใจ อยากจะเป็นนักพูดประเภทพูดแล้วคนชื่นชอบ คนชอบฟัง เมื่อพูดเสร็จแต่ละครั้งอย่าถอนหายใจโล่งอกเป็นอันขาดว่า หมดทุกข์หมดโศกแล้ว ขอให้เก็บความทรงจำนั้นไว้แล้วมานั่งคิดว่า ถ้าจะให้ดีกว่าที่ได้พูดไปเราควรทำอย่างไร เราต้องแก้ไขตรงไหน เขามีความคิดความเห็นเกี่ยวกับการพูดของเราอย่างไร อย่าปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ถ้าเราใฝ่ใจอยากจะเป็นนักพูดที่มีอนาคต

ท่านถูกติ ต้องตรอง มองที่ติ


แล้วเริ่มริ ลงรอย คอยแก้ไข


ติเพื่อก่อ ต่อสติ ติเข้าไป


เป็นบันได ไต่เต้า ให้เราดี

...
  
ลักษณะนักพูด
ลักษณะของผู้ที่จะเป็นนักพูด

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การจะเป็นนักพูดสามารถฝึกฝนได้พัฒนาได้และบุคคลที่อยากจะเป็นนักพูดนั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเอง ที่ทำให้เขาได้เป็นนักพูด ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องลักษณะนิสัยดังนี้

- มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้ออกไปพูด คนที่จะเป็นนักพูดได้จะต้องเป็นนักถ่ายทอดชอบพูด ชอบสอน ชอบบรรยาย จึงไม่ต้องแปลกใจเมื่อได้รับเชิญให้ไปพูดแล้ว จึงมีความอยากไปพูด อยากไปบรรยาย ไม่ใช่ใครเชิญก็บ่น บอกกับตัวเองในลักษณะทำไมต้องเชิญเรานะ คนอื่นมีตั้งเยอะ

- เป็นนักฟังที่ดี ฟังแล้วสามารถจับประเด็นในการพูดของวิทยากร สามารถวิเคราะห์ได้ว่านักพูดหรือวิทยากรที่บรรยายอยู่นั้น มีข้อดี ข้อเด่นอะไร แล้วนำข้อดี ข้อเด่นมาปรับ มาพัฒนาเพื่อเป็นแนวทางของตน

- เป็นนักอ่าน การจะเป็นนักพูดที่ดีต้องมีข้อมูลในการพูด การอ่านหนังสือต่างๆ มากๆ จะทำให้มีข้อมูลที่หลากหลาย เมื่อถึงเวลาบรรยาย หรือต้องพูด จะสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การเตรียมการพูดเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว

- มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา การที่จะเป็นนักพูดที่ดีและยั่งยืนนั้นจะต้องมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพราะโลกของเราในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้น ผู้รักที่จะเป็นนักพูดต้องพัฒนาการพูดของตนเองอยู่เสมอ ต้องแก้ไข ปรับปรุงตนเองเสมอ อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังข่าว ดูละครเพื่อจะได้มีข้อมูลที่ทันสมัยหรือทันเหตุการณ์เพื่อนำไปบรรยายหรือใช้พูด

- มีความพยายาม อดทน เมื่ออยากจะเป็นนักพูดและยิ่งถ้าอยากที่จะเป็นนักพูดระดับประเทศก็ยิ่งต้องมีความพยายาม อดทนให้มากขึ้นไปอีก การที่จะเป็นนักพูดที่ดีหรือเก่งนั้นไม่ใช่ผ่านเวทีการพูดมาแค่หนึ่งหรือสองเวที ถึงเก่ง แต่ยิ่งผ่านเวทีการพูดมากเท่าใด ก็จะมีความเก่งหรือทักษะมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น แล้วจึงจะเก่งขึ้นในที่สุด เพราะฉะนั้น จะต้องมีความพยายาม อดทน บางเวทีอาจล้มเหลว แต่ถ้าฝันเราที่อยากจะเป็นนักพูดยังอยู่ เราก็สามารถอดทนได้มากกว่าปกติ

- ต้องมีศิลปะ การที่จะนำศาสตร์ทางการพูดมาใช้ ผู้รักจะเป็นนักพูดต้องมีศิลปะ คือต้องสร้าง ลีลา น้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกภาพให้เป็นของตนเอง มีมุขตลกในลีล่าท่าทางของตนเอง เพราะการเลียนแบบนักพูดคนอื่น เราอาจเลียนแบบได้เหมือน แต่มันไม่ใช่ตัวเรา จึงทำให้ขาดการเป็นธรรมชาติ ดังนั้น จงเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด แล้วผู้ฟังก็จะประทับใจในความเป็นตัวของตัวเรา

- ต้องเตรียมตัวทุกครั้ง นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัว เพราะการเตรียมตัวจะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้นในเวลาพูดจริง เปรียบดัง นักมวยเวลาที่ขึ้นชก เราอาจเห็นว่าใช้เวลาไม่นานในการชกแต่หารู้ไม่ว่า เขาต้องซ้อมชกมวยเป็นเวลานาน จึงจะขึ้นชกจริงได้ เหมือนกัน นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัว ยิ่งเตรียมตัวมากยิ่งจะทำให้การพูดแต่ละครั้งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

- ต้องมีหลักการหรือศาสตร์ในการพูด นักพูดที่ดีต้องมีหลักการหรือเรียนรู้ ศาสตร์หรือตำราการพูดมาบ้างแล้ว หรือเข้ารับการอบรมหลักการมาพอสมควรเมื่อรู้หลักการก็จะทำให้พูดได้ดีขึ้น การรู้หลักการเปรียบดังนักมวยที่มีการอบรมการชกมวยมาจะทำให้รู้เทคนิคในการชกไม่ได้ชกเหมือนมวยวัด

ดังนั้นผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดต้องมีนิสัยดังกล่าวจึงจะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมาย ในท้ายนี้ขอฝากแง่คิดดังนี้ “ การเป็นนักพูดที่ดีไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์แต่เกิดจากการตั้งใจและการพัฒนาฝึกฝนอย่างไม่หยุดยั้ง ”




...
  
สั่นเพราะไมค์
เห็นไมค์แล้วสั่น

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ระยะทางหมื่นลี้ ย่อมเริ่มจากก้าวแรก


อาการสั่น ไม่ว่าจะเป็นใจสั่น ปากสั่น ตัวสั่น พูดสั่น มือสั่นและอาการประหม่า มักเกิดขึ้นกับคนหลายๆคน ที่ได้มีโอกาสลุกขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน บางคนเกิดความเครียด พูดถูกๆ ผิดๆ บางคนถูกเชิญขึ้นพูด ด้วยความตื่นเต้น ก็ทักทายผู้ฟังแบบผิดๆ แทนที่จะพูดว่า “ท่านแขกผู้มีเกียรติ” ดันพูดว่า “ท่านเกียรติผู้มีแขก”


หรือ บางคนอาจไปทักชื่อหรือตำแหน่งของประธานในพิธีหรือวิทยากรผิดก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ หรือบางคนจะเชิญประธานอัญเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ดันไปเชิญประธานขึ้นสู่ยอดเสาเสียนี่


บางคนเกิดอาการประหม่าจึงได้ทำกิริยาอาการแปลกๆ เช่น บางคนรูดไมค์ขึ้น รูดไมค์ลง บางคนรูดซิบกางเกงขึ้นลง และบางคนเอามือพันสายไมค์ม้วนสายไมค์เล่น


เหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นกับคนหลายๆคน ฉะนั้นเมื่อเรารู้อย่างนี้จึงควรหาทางแก้ไขเสีย อย่าให้อาการเหล่านี้เป็นตัวทำลายเราเป็นอันขาด สำหรับวิธีการแก้ไขมีดังนี้


1. ดื่มน้ำเย็นสักเล็กน้อยก่อนขึ้นพูด ก็จะช่วยลดความประหม่าได้ส่วนหนึ่ง สักเล็กน้อยนะครับขอย้ำเพราะบางคนดื่มมากจนเกินไป ทำให้เวลาขึ้นพูดบนเวทีความประหม่าอาจลดลงแต่ผู้พูดอาจจะปวดฉี่แทน


2. พูดให้กำลังใจกับตัวเองภายในใจว่า การบรรยายในครั้งนี้ การพูดในหัวข้อนี้ ฉันรู้ดีที่สุด หรือในวันนี้ฉันสู้ตาย (พูดในใจนะครับ) จะเป็นการให้กำลังใจตนเองได้ในระดับหนึ่ง


3. เตรียมการพูดให้ดี จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง การเตรียมตัวจะช่วยให้เราเกิดความพร้อม ทำให้เราจำเนื้อเรื่องได้ และลำดับได้อย่างแม่นยำ การเตรียมตัวที่ดีต้องเตรียมสภาพจิตใจคือต้องทำจิตใจให้พร้อมสำหรับการไปพูด มีความกระตือรือร้นที่อยากจะพูด เตรียมสภาพร่างกายคือต้องมีการพักผ่อนเป็นอย่างดี ไม่ใช่จะไปพูดในวันรุ่งขึ้น ตีหนึ่ง ตีสอง ยังเที่ยวอยู่ ไม่ยอมหลับไปยอมนอน และเตรียมเรื่องที่จะพูด ว่าเราจะขึ้นต้นอย่างไร เนื้อหาอย่างไร สรุปจบอย่างไร


4. มีโอกาสต้องรีบขึ้นเวที ไม่มีใครสามารถว่ายน้ำเป็นโดยไม่ลงไปว่ายน้ำ การพูดต่อหน้าที่ชุมชนก็เช่นกัน ไม่มีใครพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้โดยไม่เคยพูดต่อหน้าที่ชุมชน ดังนั้นวิธีการแก้อาการประหม่าที่ดีที่สุดก็คือ กลัวสิ่งไหนต้องเข้าหาสิ่งนั้น เมื่อเรากลัวการขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชน เราก็ต้องขึ้นไปพูดบ่อยๆ แล้วความประหม่าก็จะค่อยๆหายไปที่ละน้อย


ทั้ง 4 วิธีที่กระผมได้กล่าวไป อาจทำให้ท่านลดอาการสั่น ลดความประหม่า ลดความเครียด ลดความตื่นเต้นในการพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้บ้าง


สำหรับบางคนบอกว่าการแก้ความประหม่าที่ดีคือการดื่มแอลกอฮอลล์ เช่นดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ เพื่อย้อมใจ การแก้ความประหม่าอย่างนี้ต้องระวัง เพราะการดื่มแอลกอฮอลล์มากๆจะทำให้ขาดสติ พูดผิดๆ ถูกๆ แทนที่จะแก้อาการประหม่าได้อาจทำให้ผู้พูดเสียคนยิ่งกว่าการขึ้นไปพูดโดยไม่ดื่มแอลกอฮอลล์เสียอีก


ถ้ามีความตั้งใจ จะไปแปลกอะไรกับความสำเร็จ

...
  
ความรู้กับนักบริหาร
อาวุธอันแหลมคมของนักบริหาร คือ ความรู้
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีสติปัญญาที่แหลมคม


นักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จ ย่อมไร้ซึ่ง สติปัญญา


สาเหตุหรือเหตุผล หนึ่งของการเป็นนักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ ขาดการศึกษาหาความรู้ ขาดการอ่าน การฟัง วิชาการและการหาข้อมูลต่างๆ และขาดการฝึกอบรม


ดังนั้น นักบริหารที่มีความรู้ ย่อม ประสบความสำเร็จได้มากกว่านักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา


ถามว่าทำไมละถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ ถ้านักบริหารที่ไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล ไม่มีสติปัญญา ถ้าแก้ปัญหาต่างๆไม่เป็น แล้วจะเอาอะไรไปบริหารและแก้ปัญหาต่างๆให้ลูกน้องได้


ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า นักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา ไม่มีความรู้ จะไม่ประสบความสำเร็จในงานบริหารอย่างมั่นคงและต่อเนื่องเลย แม้แต่คนเดียว


เพราะยุคปัจจุบัน เป็นยุคข้อมูล สารสนเทศ เป็นยุคที่ต้องแข่งขัน เคลื่อนไหวตลอดเวลา ลูกน้องและ ลูกค้าไม่ใช่คนโง่ หรือไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ตรงกันข้าม ลูกน้องและลูกค้า บางคนรู้ดีกว่านักบริหารเสียอีก หมดยุคสมัยที่จะบริหารได้ เพราะโชคช่วย หมดยุคสมัยที่จะบริหารด้วยเล่ห์เพทุบาย แต่ยุคนี้เป็นยุคสมัยของนักบริหารที่


ทำจริง รู้จริง บริหารได้จริง จริงใจและซื่อสัตย์


ทำจริง คือ ต้องขยันไปพบลูกค้าและช่วยให้คำปรึกษาแก่ลูกน้องหรือไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกน้อง รู้จริง คือ ต้องรู้ข้อมูลต่างๆ รายละเอียดของบริษัท รายละเอียดของลูกค้า นิสัยของลูกน้อง รู้เทคนิคต่างๆ อ่านมาก ฟังมาก


บริหารได้จริง คือ ไม่ท้อแท้ท้อถอย ตั้งใจบริหารองค์กร ถ้าลูกน้องไม่เชื่อหรือทำตามก็อย่าท้อถอย สู้ต่อไป


จริงใจและซื่อสัตย์ คือ ต้องไม่พูดโกหกลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่หลอกลวงหรือล่อหลอกลูกน้อง


ดังนั้นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จจึงจะต้องมีความรู้ โดยการที่จะมีความรู้ได้นั้น ก็ย่อมต้องผ่านการเรียนรู้ 2 ประการ กล่าวคือ


1.เรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือจากการทำงานจริง คือ เรียนรู้จากการบริหารงานจริง เมื่อได้พบเห็นอะไรหรือมีปัญหาอะไร ก็จะได้นำมาแก้ไขปรับปรุงในการบริหารครั้งต่อไปให้มันดีขึ้น เป็นการลองผิดลองถูก จนประสบความสำเร็จ วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลานานในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านในชีวิตในการบริหาร จนนักบริหารบางรายท้อแท้ และ ลาออกจากอาชีพการเป็นนักบริหารไปในที่สุด


2.เรียนลัด คือ เรียนรู้จาก การอ่าน การฟัง การฝึกอบรม การฟังสัมมนา การสอบถามจากนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ การอ่านมากๆ จะทำให้เกิดปัญญา การอ่านดีกว่าการฟัง เพราะทำให้เราคิดได้ในขณะอ่าน โต้แย้งในเนื้อหาได้ แต่การฟัง ถ้าฟังไม่ทัน เราอาจเชื่อโดยไม่มีเวลาคิดตามเนื่องจากบางคนพูดไวจนคนฟังคิดไม่ทัน ต้องอบรม การอบรมช่วยให้ได้เทคนิคใหม่ๆ การไปฟังสัมมนาก็เช่นกันทำให้เราได้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการบริหาร จัดการในองค์กร หรือ มิเช่นนั้น การสอบถามผู้บริหารรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยให้แก่ความคิดในการบริหาร จัดการได้อีกวิธีหนึ่ง


ฉะนั้น นักบริหารที่ประสบความสำเร็จหรือต้องการความสำเร็จในการบริหาร จะต้อง ฝึกฝน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญต้องเรียนรู้จากทั้ง 2 วิธี ดังกล่าวในข้างต้น


การศึกษาหาความรู้ คือ อาวุธที่แหลมคมของนักบริหาร


































...
  
IMC ของไทยรักไทย
IMC ไทยรักไทย

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองที่มีอายุไม่ถึง 5 ปี แต่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองได้ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีใครทำมาก่อน เครื่องมือหนึ่งที่ทางพรรคไทยรักไทยนำมาใช้คือ


IMC (Integrated Marketing Comunication) หรือเรียกว่า การสื่อสารการตลาด หมายถึง กระบวนการของการพัฒนาแผนงานการสื่อสารการตลาดที่ต้องใช้การสื่อสารเพื่อการจูงใจหลายรูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของ IMC คือการที่จะมุ่งสร้างพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของการตลาด โดยการพิจารณาวิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand Contacts) เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะได้รู้จักสินค้า ที่จะนำไปสู่ความรู้ ความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นในสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง(เสรี วงษ์มณฑา)


ดังนั้น IMC จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเชิงธุรกิจ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยนำมาใช้แล้วพัฒนาอย่างจริงจัง จึงได้สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองขึ้น ด้วยการคว้าคะแนนเสียงกว่า 250 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง(ส.ส.)ซึ่งถือได้ว่าไม่ธรรมดา


ถ้าวิเคราะห์ดูจะเห็นได้ว่าเครื่องมือ IMC ที่พรรคไทยรักไทยใช้จะมุ่งเน้นที่การสร้างตราสินค้า(Brand Name) คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนมีส่วนตั้งชื่อพรรค เพื่อสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของ


มีการเลือกวิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand contact point) เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การขายโดยใช้พนักงานขาย การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ยานพาหนะเคลื่อนที่ การตลาดเจาะตรง แผ่นพับ ฯลฯ จึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคไทยรักไทยในสมัยนั้นใช้งบประมาณมากมายมหาศาล


สำหรับคำขวัญของพรรคไทยรักไทยในสมัยนั้นคือ “ คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน ” เป็นการแต่งขึ้นเพื่อสร้างความหวังให้แก่ประชาชนคนไทยในสมัยนั้น เพราะประชาชนเบื่อการบริหารการจัดการในลักษณะเดิมๆ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมีภาพลักษณ์ที่เชื่องช้าและตัดสินใจไม่เด็ดขาดรวดเร็ว


ด้านการกำหนดบุคลิกภาพของตราสินค้า(Brand personality) เป็นการกำหนดว่าพรรคการเมืองมีบุคลิกภาพอย่างไร นับตั้งแต่หัวหน้าพรรคและส.ส.ในพรรค เมื่อพิจารณาภาพลักษณ์บุคลิกภาพของหัวหน้าพรรค พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจด้านธุรกิจโทรคมนาคมที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ด้านการบริหารการจัดการ กล้าตัดสินใจ กล้าคิด กล้าทำ สำหรับบุคลิกภาพ ส.ส.ในพรรค เป็นกลุ่มนักธุรกิจ เป็นกลุ่มนักบริหาร เป็นกลุ่มนักการเมืองมืออาชีพ เป็นกลุ่มนักวิชาการ ฯลฯ


เราต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความสำเร็จคือคณะทำงานการวางแผน IMC ของพรรคไทยรักไทย มีความสำคัญ มีการสื่อสารได้อย่างมีเอกภาพและได้ผล ยกตัวอย่างเช่น ป้ายหาเสียงของผู้สมัครในช่วงรณรงค์หาเสียงถ้าพวกเราจำได้ ป้ายหาเสียงของผู้สมัครมีมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสีของป้าย ขนาดของป้าย สามารถสร้างความจดจำให้แก่ตราสินค้าและประชาชนได้ จนทำให้พรรคการเมืองหลายพรรค เลียนแบบในเวลาต่อมา


จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าทฤษฏีและแนวคิด IMC (Integrated Marketing Comunication) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางการเมืองได้ แต่ต้องอาศัยศิลปะในการประยุกต์ด้วย


โดยดูสถานการณ์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมของการเมืองในสมัยนั้นๆ เพราะการเมืองเป็นพลวัต มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่นิ่ง




...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.