หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  บทความที่ดี
  -  บารมีกับผู้นำ
  -  ผู้นำกับทีม
  -  ความรู้กับนักบริหาร
  -  น้ำเมารอบสถานศึกษา
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  องค์กรกับผู้บริหาร
  -  สื่อลามกกับวัยรุ่น
  -  เหล้ากับเทศกาลสงกรานต์
  -  ศิลปะการฟัง
  -  ทีม
  -  เตรียมพูด
  -  ปัญหาเลิกจ้างงาน
  -  บทบาทนักบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  โลกร้อน
  -  ขยะเป็นทอง
  -  ผู้นำ
  -  คอร์รัปชั่นภัยร้ายสังคมไทย
  -  หลักการนำเสนอ
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
  -  การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 ผู้บริหาร
 การบริการด้วยหัวใจ
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 รัชเขต วีสเพ็ญ
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 อาจารย์สุกิจ ศุภกิจเจริญ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ศุภกิจ รุ่งโรจน์
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 โต้วาที
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความที่ดี
บทความที่ดี

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่มักจะเป็นนักสื่อสาร ไม่ว่าจะด้วยการพูดหรือการเขียน ถามถ้าว่าระหว่างการพูดกับการเขียน อะไรยากกว่ากัน ผมเชื่อแน่ว่า คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเขียนซิยากกว่าพูด

แต่การเขียนก็เหมือนกับการพูดอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าเราอยากเป็นนักเขียน เราต้องเริ่มศึกษาหาความรู้หลักวิชาการเขียนแล้วจึงเริ่มเขียนครับ เหมือนกัน คนพูดเก่งก็มักจะมีหลักวิชาแล้วจึงพัฒนาฝึกฝนการพูดจนสามารถพูดได้ดี การเขียนก็เช่นกัน

ดังนั้นเราสามารถพัฒนาการเขียนของเราได้ถ้าเรามีความพยายามเพราะการเขียนมีความสำคัญต่อชีวิต

นักเรียน ต้องเขียน การบ้าน ข้อสอบ รายงานส่งครู , ครู อาจารย์ ต้องเขียน หนังสือ ตำรา เอกสารประกอบการสอน , นักข่าว ต้องเขียนข่าว ฯลฯ้วจึงเริ่มเขียนครับ เ


แต่ถ้าจะพูดถึงงานเขียนแล้วมีหลากหลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่างานเขียนนวนิยาย งานเขียนสารคดี งานเขียนตำรา งานเขียนเรียงความ งานเขียนบันทึก และ งานเขียนบันเทิงคดี เรื่องเล่า นิทาน เรื่องสั้น บทละครพูด ฯลฯ สำหรับบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึงงานเขียนบทความที่ดี

การเขียนบทความมีความคล้ายกับการเขียนเรียงความ คือ มีชื่อเรื่อง มีคำนำ มีเนื้อเรื่องและสรุปจบ

แต่มีความแตกต่างกันบางประการเช่น บทความมักจะต้องมีความคิดเห็นของผู้เขียนกับข้อเท็จจริงประกอบอ้างอิง

ส่วนเรียงความมักจะมุ่งเรื่องความรู้มากกว่าการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนบทความ ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ การเขียนบทความมักจะมีความทันสมัยมากกว่าการเขียนเรียงความ การเขียนเรียงความอาจเขียนเรื่องในอดีต อนาคต แต่การเขียนบทความผู้เขียนมักจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

สำหรับประเภทของบทความ มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน เช่น บทความทางวิชาการ,บทความแสดงความคิดเห็น,บทความเชิงวิจารณ์,บทความประเภทสัมภาษณ์ ฯลฯ


แต่การเขียนบทความที่ดีส่วนใหญ่มักจะแบ่งส่วนสำคัญออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนแรก คือ ชื่อเรื่อง ส่วนที่สอง คือ คำนำ ส่วนที่สาม คือ เนื้อเรื้อง ส่วนที่สี่ คือ สรุป จบ

เราลองมาดูส่วนแรกกัน คือชื่อเรื่อง ทำอย่างไรให้ผู้อ่าน เห็นแล้วเกิดอาการอยากอ่าน...อยากรู้....การตั้งชื่อเรื่องที่ดีเป็นอย่างไร...ผมอยากแนะนำให้ไปดู พาดหัวตัวใหญ่ หน้าหนึ่ง...หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น นสพ.ไทยรัฐ , นสพ.เดลินิวส์ ,นสพ.มติชน ฯลฯ เมื่อได้อ่านแล้วเกิดอาการอยากอ่านเนื้อหาต่อ

ส่วนที่สองคือ คำนำ ต้องสอดคล้องกับหัวข้อเรื่อง...บอกย่อๆว่า...เกิดอะไร...ที่ไหน...เมื่อไร.. เร้าความสนใจ...คำนำมักจะอยู่ย่อหน้าแรกของบทความ อาจขึ้นต้นด้วยคำถาม อาจขึ้นต้นด้วยการยกตัวอย่างหรือด้วยการเหตุการณ์เพื่อโยงไปถึงส่วนของเนื้อหา


ส่วนที่สาม คือ เนื้อเรื่อง ต้องสอดคล้องกับคำนำและสรุปจบ ...มีความเป็นเอกภาพ...บอกรายละเอียด...มีความกลมกลืน...อาจลำดับเวลา สถานที่ ก่อนหลัง จากอดีต มาปัจจุบัน ไปอนาคต หรือจากน้อยไปหามาก ส่วนของเนื้อเรื่องจะใช้พื้นที่มากที่สุดในการเขียนบทความ


ส่วนที่สี่ คือ สรุปจบมักจะเฉลยส่วนสำคัญของเรื่อง....มักจะอยู่ย่อหน้าสุดท้ายของบทความ อาจให้แง่คิดที่สำคัญของบทความที่เขียน มีความสั้นกระชับ มีความยาวใกล้เคียงกับคำนำ

สรุป การตั้งชื่อเรื่องต้องหยุดคนอ่านได้ เห็นชื่อเรื่องแล้วอยากรู้อยากอ่านต่อ คำนำต้องยั่วยุให้อยากอ่านเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องต้องกลมกลืน มีเอกภาพ สรุปจบต้องประทับใจผู้อ่าน

...
  
บารมีกับผู้นำ
ผู้นำจำเป็นจะต้องมีบารมี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

หลายหลายคน เมื่อถูกเชิญให้เป็นผู้นำหรือขอให้เป็นผู้นำ มักจะพูดว่า ให้คนโน้น ให้คนนี้ ดีกว่า ผมยังมีบารมีไม่พอ คำว่าบารมีคืออะไร คนจำนวนไม่น้อยมักยังไม่เข้าใจ


เนื่องจากบารมีมีความสำคัญมากต่อการเป็นผู้นำของสังคมไทย โดยเฉพาะผู้นำทางการเมือง เรามักจะได้ยินคำว่า นายพลคนนี้ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพราะเป็นคนมีบารมี


บารมี หมายถึง การดูท่าทางแล้ว สง่างาม มีราศี บุคลิกภาพดี เวลาเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนยกมือไหว้ มีอำนาจ มีตำแหน่ง


การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีบารมี แล้วถามว่าบารมีเกิดขึ้นได้อย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรถึงทำให้เกิดบารมีได้ คุณสมบัติที่ทำให้ผู้นำเกิดบารมี มีดังนี้


1.เป็นคนมีชื่อเสียง คือกล่าวแล้วคนทั่วไปรู้จักว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำงานอะไร ฉะนั้น เราจึงเห็นว่า ผู้นำส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องใช้สื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้คนทั่วไปรู้จัก เช่น มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ วารสาร และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น


2.เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถนำหรือชี้นำคนอื่นได้ มีลักษณะบุคลิกภาพที่ดี สง่า ดูแล้วประทับใจ


3.เป็นคนดี มีคุณธรรม คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต


4.มีประสบการณ์ในงานนั้นๆ มากพอ หรือมีอายุการทำงานนานพอสมควร หรือมีความอาวุโส โดยเฉพาะสังคมไทย มักให้ความสำคัญกับคนที่มีอาวุโสมากกว่าคนอายุน้อย


5.มีฐานะดี มีฐานะสังคมดี เกิดจากตระกูลดี มีการศึกษาดี


6.ถ้าทำงานควรอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ หรือตำแหน่งที่มีความสำคัญ คนเกรงกลัว


และอีกหลายคุณสมบัติ ที่ทำให้เกิดบารมี แต่การเป็นผู้นำที่มีบารมีไม่จำเป็นจะต้องมีหมดทุกข้อนะครับ แต่ขอให้มีมากที่สุด ยิ่งมีคุณสมบัติตามข้อความข้างบนยิ่งมากยิ่งดีครับ


เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีคุณสมบัติดังนี้ เป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ คือ เมื่อเป็นทหาร ก็ได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการทหารบก ถ้าได้ตำแหน่งตำรวจ ก็ได้เป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าเป็นตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้เป็น นายกรัฐมนตรี ( เราจะสังเกตว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่มีอำนาจ ตำแหน่งหนึ่ง มักจะเป็นฐาน ทำให้ได้อีกตำแหน่งหนึ่งนั่นเอง) คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคนที่มีฐานะดี


เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีฐานะดีมักจะถูกเรียกให้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ทางสังคม เพราะตำแหน่งต่างๆ ทางสังคมจำเป็นจะต้องออกเงิน ช่วยเหลือ องค์กรต่างๆ อีกทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีท่าทางเด็ดขาด สง่างาม มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจรวดเร็ว ฉับไว เป็นต้น


พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติคือ เป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นคนมียศ มีตำแหน่ง เป็นตำรวจ


เป็นนายกรัฐมนตรี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจเด็ดขาด มีประสบการณ์ในการบริหาร บุคลิกภาพดี สง่า และที่สำคัญคือ เป็นคนมีฐานะดี ร่ำรวยมากถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐี


แล้วทำอย่างไรถึงจะสร้างบารมีให้แก่ตนเองได้ เราจะเห็นผู้นำทางธุรกิจและผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน มีวิธีในการสร้างบารมีให้แก่ตนเองกล่าวคือ


พยายามทำกิจกรรมต่างๆให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่ตนเองต้องการมากที่สุด แล้วกระจายข่าวผ่านสื่อ


ต่างๆให้มากที่สุด เพื่อให้คนทั่วไปทราบหรือรู้จัก เช่น อดีตนายทหารหลายท่าน ที่มีอำนาจ มีตำแหน่งที่สำคัญๆในกองทัพ เมื่อต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ แล้วกระจายข่าวตามสื่อต่างๆเพื่อให้คนเห็นภาพหรือรู้จัก จนคนทั่วไปเห็นว่าคนนี้ เป็นคนดี เป็นคนทำงาน มีความรู้ มีความสามารถ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี


ดังนั้น บารมีจึงมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กับผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำภาคธุรกิจ หรือผู้นำทางการเมือง

...
  
ผู้นำกับทีม
ผู้นำและการนำทีม

โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้นำ หมายถึงบุคคลหรือคนที่ทำให้องค์กร หน่วยงาน ประสบความก้าวหน้าโดยใช้อิทธิพลของตนเองจูงใจให้คนอื่นปฏิบัติตาม


จากความหมายข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ผู้นำมีความสำคัญอย่างมากในการจัดการองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย อาจจะเป็นเรื่องของกำไรของบริษัท หรือความเจริญเติบโตขององค์กร

การเป็นผู้นำหรือการนำนั้นมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะคนเรา แต่รวมไปถึงสัตว์ต่างๆด้วย เช่นฝูงช้างก็ต้องมีผู้นำในการนำฝูง ฝูงหงส์เวลาบินไปไหนเรามักจะสังเกตเวลาบินไปเป็นฝูงตัวที่บินนำนั้นแหละครับคือผู้นำฝูง ฝูงสิงโต ฝูงลิง ก็มักจะมีผู้นำฝูง เป็นต้น

ดังนั้นการนำทีมหรือการนำองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่จะต้องเป็นผู้นำองค์กรดังคำพูดที่ว่า “ ผู้นำองค์กรเป็นอย่างไร องค์กรจะเป็นอย่างนั้น ” ซึ่งเป็นความจริงอยู่มากเลยทีเดียว หรือ คำพูดที่ว่าถ้าให้ท่านเลือกระหว่าง “ ฝูงลาที่มีสิงโตนำ กับ ฝูงสิงโตที่มีลานำ ” ท่านจะเลือกอะไร ถ้าท่านเลือกฝูงลาที่มีสิงโตนำ องค์กรของท่านอาจจะอยู่รอดปลอดภัย แต่ถ้าท่านเลือก ฝูงสิงโตที่มีลานำ ลาอาจจะนำสิงโตไปตายก็ได้ ดังนั้นในวันนี้เราจึงต้องมาเรียนรู้องค์ประกอบของการนำทีมว่ามีอะไรบ้าง องค์ประกอบของการนำทีมมีดังนี้ครับ

- เป้าหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดของการนำทีมงาน ผู้นำจะต้องมีเป้าหมายหรือต้องสร้างเป้าหมายร่วมกันก่อน การมีเป้าหมายร่วมกันจะทำให้ทีมงานรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตำแหน่งไหนแล้วจะเดินไปสู่ตำแหน่งไหน การกำหนดเป้าหมายจะทำให้ผู้ตามเห็นทิศทางหรือรู้ทิศทางในการเดินร่วมกัน

- รู้บทบาทของตนเอง การเป็นผู้นำจะต้องมีบทบาทที่แตกต่างจากผู้ตาม ดังนั้นการทำงาน วิธีคิดจึงไม่เหมือนผู้ตาม ผู้นำจึงต้องมีวิธีคิด บุคลิกภาพ ไหวพริบปฏิณาณที่แตกต่างจากผู้ตาม เมื่อองค์กรมีปัญหา ผู้นำจะต้องคิด แก้ปัญหาและสามารถตัดสินใจได้ การตัดสินใจนี้ถ้าผิดพลาดอาจจะทำให้องค์กรถึงขั้นล้มละลายเลยก็ได้

- ต้องสร้างกระบวนการทำงานร่วมกัน กระบวนการทำงานหรือวิธีการทำงานมีความสำคัญยิ่งเพราะเราจะเห็นว่าการบริหารการจัดการสมัยใหม่ ทำให้งานรวดเร็วกว่างานสมัยก่อน ดังนั้นถ้ากระบวนการทำงานมีความล่าช้า ไม่ทันสมัย ผู้นำจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการในการทำงานเพื่อให้ทันสมัยและพร้อมที่จะแข่งขันกับองค์กรอื่น เช่น การนำระบบสารสนเทศมาใช้ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ การนำระบบการสื่อสารมาใช้เพื่อก่อให้เกิดความรวดเร็ว เป็นต้น

- รู้จักการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้ที่จะเป็นผู้นำจะต้องสร้างความสัมพันธ์หรือมีมนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลอื่น จึงจะทำให้คนอื่นทำงานให้แก่เราด้วยความทุ่มเท การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ผู้นำต้องรู้ในเบื้องต้นก่อนว่าคนเรามีความแตกต่างกันดังคำโบราณที่มีการกล่าวไว้ว่า “ คนเรามีความแตกต่างกันเนื่องจากคนเรามีร้อยพ่อพันแม่ (ดังนั้นหนึ่งพ่อย่อมมีอยู่สิบแม่ตามสัดส่วน) ” ทำให้เราทราบว่าคนเรามีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ อายุ เพศ วัย ความเชื่อ ศาสนา นิสัยส่วนตัว ฯลฯ

ดังนั้นผู้นำองค์กรจะต้องเรียนรู้องค์ประกอบของการนำทีม การสร้างทีมงานและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรด้วย ท้ายนี้กระผมขอฝากแง่คิดเป็นบทประพันธ์ของหลวงพ่อพุทธทาส ดังนี้


เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่


เป็นประโยชน์ ต่อโลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย


จะหาคน มีดี แค่ส่วนเดียว อย่าไปเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย


เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง






...
  
ความรู้กับนักบริหาร
อาวุธอันแหลมคมของนักบริหาร คือ ความรู้
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีสติปัญญาที่แหลมคม


นักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จ ย่อมไร้ซึ่ง สติปัญญา


สาเหตุหรือเหตุผล หนึ่งของการเป็นนักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ ขาดการศึกษาหาความรู้ ขาดการอ่าน การฟัง วิชาการและการหาข้อมูลต่างๆ และขาดการฝึกอบรม


ดังนั้น นักบริหารที่มีความรู้ ย่อม ประสบความสำเร็จได้มากกว่านักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา


ถามว่าทำไมละถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ ถ้านักบริหารที่ไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล ไม่มีสติปัญญา ถ้าแก้ปัญหาต่างๆไม่เป็น แล้วจะเอาอะไรไปบริหารและแก้ปัญหาต่างๆให้ลูกน้องได้


ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า นักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา ไม่มีความรู้ จะไม่ประสบความสำเร็จในงานบริหารอย่างมั่นคงและต่อเนื่องเลย แม้แต่คนเดียว


เพราะยุคปัจจุบัน เป็นยุคข้อมูล สารสนเทศ เป็นยุคที่ต้องแข่งขัน เคลื่อนไหวตลอดเวลา ลูกน้องและ ลูกค้าไม่ใช่คนโง่ หรือไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ตรงกันข้าม ลูกน้องและลูกค้า บางคนรู้ดีกว่านักบริหารเสียอีก หมดยุคสมัยที่จะบริหารได้ เพราะโชคช่วย หมดยุคสมัยที่จะบริหารด้วยเล่ห์เพทุบาย แต่ยุคนี้เป็นยุคสมัยของนักบริหารที่


ทำจริง รู้จริง บริหารได้จริง จริงใจและซื่อสัตย์


ทำจริง คือ ต้องขยันไปพบลูกค้าและช่วยให้คำปรึกษาแก่ลูกน้องหรือไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกน้อง รู้จริง คือ ต้องรู้ข้อมูลต่างๆ รายละเอียดของบริษัท รายละเอียดของลูกค้า นิสัยของลูกน้อง รู้เทคนิคต่างๆ อ่านมาก ฟังมาก


บริหารได้จริง คือ ไม่ท้อแท้ท้อถอย ตั้งใจบริหารองค์กร ถ้าลูกน้องไม่เชื่อหรือทำตามก็อย่าท้อถอย สู้ต่อไป


จริงใจและซื่อสัตย์ คือ ต้องไม่พูดโกหกลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่หลอกลวงหรือล่อหลอกลูกน้อง


ดังนั้นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จจึงจะต้องมีความรู้ โดยการที่จะมีความรู้ได้นั้น ก็ย่อมต้องผ่านการเรียนรู้ 2 ประการ กล่าวคือ


1.เรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือจากการทำงานจริง คือ เรียนรู้จากการบริหารงานจริง เมื่อได้พบเห็นอะไรหรือมีปัญหาอะไร ก็จะได้นำมาแก้ไขปรับปรุงในการบริหารครั้งต่อไปให้มันดีขึ้น เป็นการลองผิดลองถูก จนประสบความสำเร็จ วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลานานในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านในชีวิตในการบริหาร จนนักบริหารบางรายท้อแท้ และ ลาออกจากอาชีพการเป็นนักบริหารไปในที่สุด


2.เรียนลัด คือ เรียนรู้จาก การอ่าน การฟัง การฝึกอบรม การฟังสัมมนา การสอบถามจากนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ การอ่านมากๆ จะทำให้เกิดปัญญา การอ่านดีกว่าการฟัง เพราะทำให้เราคิดได้ในขณะอ่าน โต้แย้งในเนื้อหาได้ แต่การฟัง ถ้าฟังไม่ทัน เราอาจเชื่อโดยไม่มีเวลาคิดตามเนื่องจากบางคนพูดไวจนคนฟังคิดไม่ทัน ต้องอบรม การอบรมช่วยให้ได้เทคนิคใหม่ๆ การไปฟังสัมมนาก็เช่นกันทำให้เราได้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการบริหาร จัดการในองค์กร หรือ มิเช่นนั้น การสอบถามผู้บริหารรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยให้แก่ความคิดในการบริหาร จัดการได้อีกวิธีหนึ่ง


ฉะนั้น นักบริหารที่ประสบความสำเร็จหรือต้องการความสำเร็จในการบริหาร จะต้อง ฝึกฝน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญต้องเรียนรู้จากทั้ง 2 วิธี ดังกล่าวในข้างต้น


การศึกษาหาความรู้ คือ อาวุธที่แหลมคมของนักบริหาร


































...
  
น้ำเมารอบสถานศึกษา
ปัญหาน้ำเมา โดยรอบสถานศึกษา


โดย ...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


เหล้าล้อมมหา'ลัย มอมเมานักศึกษา คลิปแฉขายให้นร.(ข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ)





จากกรณีการแฉคลิปเด็ดล่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าเหล้า เบียร์ บริเวณร้านค้าข้างรั้ว 10 มหาวิทยาลัยชื่อดัง โดยขายเหล้าเบียร์ให้เด็กนักเรียน นักศึกษา ในชุดนักเรียน นักศึกษาอย่างโจ๋งครึ่ม อีกทั้งยังมีขายตามในหอพักนักเรียน นิสิต นักศึกษา อีกด้วย


จากกรณีดังกล่าว เป็นข่าวที่น่าสนใจในสังคมไทยเรามาก ไม่ว่าจะปรากฏข่าวทางสื่อต่างๆ เช่นหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ


จากการดูคลิปทางโทรทัศน์ ดังกล่าว กระผมสังเกตว่า คลิปส่วนใหญ่เป็นภาพ เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ในชุดนักเรียน นักศึกษา ทั้ง ชายและหญิง ได้เข้าไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากร้านค้าที่ตั้งอยู่โดยรอบสถาบันการศึกษาชื่อดัง ซึ่งร้านค้าต่างๆ คนขายก็ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กที่อยู่ในชุดนักเรียนอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีกฎหมายห้ามขาย บางคลิปคนขายห่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็ก นักเรียน นักศึกษา ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ อีกด้วย


ความจริงการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่ เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้มีมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะบริเวณรอบสถานศึกษาในกรุงเทพฯ เท่านั้น ในต่างจังหวัดก็มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่ เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้นเอง


สำหรับข่าวปัญหาน้ำเมา โดยรอบสถานศึกษานี้ ถ้าไม่มีคลิปฉาวดังกล่าวออกมา ก็คงไม่มีหน่วยงานไหนอยากเข้ามายุ่งและดูแล อย่างแท้จริง เพราะปัญหาดังกล่าว แก้ไขได้ยากมาก


โดยล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขเตรียมออกกฎกระทรวงห้ามขายเหล้าใกล้สถานศึกษาให้ชัดเจนขึ้น


นพ.สมาน กล่าวว่า สำหรับโทษของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่ไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งที่อยู่ในชุดเครื่องแบบ มีความผิดตามมาตรา 29(1) พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านเหล้าปั่นที่อยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง ติดกับสถานศึกษา มีความผิดตามมาตรา 17 เรื่องใบอนุญาตจำหน่ายสุรา และกฎกระทรวงการคลัง เรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตขายสุราและการขายสุรา มีโทษปรับ หากเป็นสุราในประเทศ ปรับไม่เกิน 500 บาท สุรานำเข้า ปรับไม่เกิน 2,000 บาท.(อ้างอิงจาก สำนักข่าวไทย)


ซึ่งโดยส่วนตัวกระผมคิดว่า คงแก้ไขได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะ ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงนี้คงต้องระวังมากขึ้น แต่พอเรื่องเงียบไป ผู้ประกอบการด้านนี้ ก็คงต้องมีวิธีการขายกันต่อไป เพราะกฏกระทรวงของกระทรวงสาธารณสุขที่จะออกเป็นลักษณะการห้ามขายเหล้าใกล้สถานศึกษา แต่ไม่ได้เป็นการออกกฏกระทรวงห้ามให้ดื่มเหล้าใกล้สถานศึกษา เพราะฉะนั้น ก็คงห้ามเด็กและเยาวชน หรือ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ดื่มได้ เด็กและเยาวชน ก็คงต้องดื่มกันต่อไป


สำหรับการบังคับใช้กฎหมายคงต้องยอมรับกันว่า ในสังคมไทย การบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างมีปัญหา


ดังเช่น กฎหมายหลายตัวที่บังคับใช้ไป ผู้ใช้ก็ไม่ได้ปฏิบัติกันอย่างแท้จริง และ ผู้บังคับใช้เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดูแลก็ไม่ได้ ตรวจจับอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่ก็จะจับกุมหรือตรวจตรา เป็นช่วงๆไป โดยเฉพาะช่วงที่มีปัญหาเป็นข่าวขึ้นมาเช่น กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถ้าไม่มีคลิปฉาวนี้ออกมา คนขายก็คงขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามปกติ


ท้ายนี้อยากจะฝากรัฐบาลหรือผู้ดูแลด้านนี้ ว่า ความจริง เราไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะการขายแอลกอฮอล์ให้แก่เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในบริเวณใกล้สถานศึกษา เท่านั้น แต่ในบริเวณใกล้สถานศึกษา หลายแห่งยังมีร้านเหล้า ร้านเกมส์ ร้านคาราโอเกะ อาบอบนวด ล้อมรอบ อีกด้วย ไหนๆ ก็จะดูแลเรื่องห้ามขายแล้ว ก็ขอให้ลงมาดูแลเรื่องดังกล่าวด้วยครับ จะขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง








































...
  
ยาเสพติดประเทศไทย
ประเทศไทยจะเข้มแข็งถ้าป้องกันยาเสพติด


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)






พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


"ยาเสพติดนี่มันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งราชการ ตำรวจ โรงพยาบาล เอกชนต่าง ๆ เดือนร้อนหมดและสิ้นเปลืองคนทั่วประเทศก็สิ้นเปลือง แทนที่จะมีเงินทอง มีทุนมาสร้างบ้านเมืองให้สบาย ให้เจริญมัวแต่ต้องมาปราบปรามยาเสพติด มัวแต่ต้องมาเสียเงินค่าดูแลรักษาทั้งผู้เสพยา ผู้เป็นคนเดือดร้อนอย่างนี้ก็เสียเงิน และเสียชื่อเสียง..."


ข้อความข้างต้นก็เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใย สภาพบ้านเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ปัญหายาเสพติดในภาวะปัจจุบันเริ่มแพร่ระบาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากยุคการปราบปราม และต่อสู้กับยาเสพติดในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยุคนั้นต้องยอมรับว่า ขบวนการค้ายาได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจาก นโยบายและการปฏิบัติของรัฐบาลมีความรุนแรง

เด็ดขาดเมื่อเทียบกับรัฐบาลอื่น ดังข้อความ หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หัวต่างๆ เช่น "ทักษิณ" สั่งปราบยาเสพติดอีกระลอก ต้องหมดภายใน 4 เดือน ”

แต่การกระทำของรัฐบาล พ.ต.ท.ดรทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ถูกหลายฝ่ายโจมตีอย่างมาก ไม่ว่า จะเป็นเรื่อง ฆ่าตัดตอน ฆ่าผู้บริสุทธิ์ เห็นได้จากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น ญาติเหยื่อผลพวงปราบยาเสพติด ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกยึดทรัพย์ 20 ล้านบาท ร้อง กระทรวงยุติธรรม ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

สำหรับยุคปัจจุบัน มีข้อมูล จาก ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC ANCHOR POLL) ได้นำเสนอผลการสำรวจระหว่างวันที่ 2-7 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประมาณการจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุคต้นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)


ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุระหว่าง 12-65 ปี จาก 2,452 ครัวเรือน พบตัวเลข (ประมาณการตามหลักสถิติ)ประชาชนในกทม.กว่า 256,388 คน จาก 4,274,757 คน ใช้ยาเสพติดในช่วง 1 ปี (12 เดือน) ที่ผ่านมา


ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเลขสองแสนห้าหมื่นกว่าคนที่ว่ายังไม่น่าสนใจเท่ากับตัวเลขจำนวนผู้ที่เคยทดลองใช้สารเสพติด (โดยไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่) ที่มีทั้งหมด 593,314 คน หรือเกือบหกแสนคน และอีก 197,338 คน หรือราว 2 แสนคนที่ยังคงใช้ยาเสพติดในช่วง 30 วันที่ผ่านมานี้เอง...!!!


คนสองแสนคนที่กำลังใช้ยาเสพติดหรือเป็นคน “ติดยา” อยู่ในกทม. ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ ที่จะสามารถมองข้ามกันได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และกลุ่มวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 12-24 ปี จำนวน 84,517 หรือเกือบครึ่งของทั้งหมด ที่ยังคงใช้ยาอยู่ในช่วง 1 เดือนนี้ แบ่งเป็นผู้เสพกัญชา 23,981 คน เสพยาบ้า 22,226 คน ยาไอซ์ 18,168 คน กระท่อม 13,347 คน และสารระเหย (กาว-ทินเนอร์) 6,795 คน

จากตัวเลขดังกล่าว จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การใช้ยาเสพติดโดยมากมักแพร่ระบาดในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆมากกว่าชนบท อาจเป็นเพราะในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่มีฐานลูกค้ามากกว่า คนหมุนเวียนเข้าออกมากกว่า

ดังนั้นการแก้ไข ป้องกันเรื่องยาเสพติด กระผมจึงขอวิงวอนทุกฝ่ายร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ชุมชน ครอบครัว โรงเรียน ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง และโดยเฉพาะผู้ที่ค้ายาเสพติดทั้งหลาย ขอให้เลิก

เพื่อประเทศชาติ บ้านเมือง เพื่อเพื่อนมนุษย์ หากสามารถป้องกันยาเสพติดไม่ให้มาทำลายหรือก่อความเดือดร้อน ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ข้างต้น ก็จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง การป้องกันยาเสพติดจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ











...
  
องค์กรกับผู้บริหาร
ผู้จัดการกับองค์การ
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

เมื่อพูดถึงเรื่องของผู้จัดการที่จะเข้ามาจัดการกับองค์กร หน่วยงานหรือบริษัท ห้าง ร้าน


ผู้จัดการจะต้องมีความสามารถ หลากหลาย อาจกล่าวได้ดังนี้


1.เข้าใจพฤติกรรมของคน คนนับเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของผู้จัดการ เพราะคนเป็นผู้ควบคุมทรัพยากรอื่นที่ผู้จัดการต้องการ คือ เงิน พลังงาน วัตถุดิบ ที่ดิน เครื่องจักรและข่าวสาร คนจะเป็นผู้นำสิ่งเหล่านี้ประสานเข้าด้วยกัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้จัดการที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนจะได้เปรียบผู้จัดการที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว


2.ทักษะในการติดต่อสื่อสาร การทำงานให้เสร็จโดยผู้อื่นเป็นผู้ทำนั้นต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารที่ดีด้วยการใช้การพูดหรือการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในการสื่อข้อมูล ผู้จัดการที่ไม่รับฟังหรือไม่ได้ยินไม่ได้ฟังข่าวสารจากลูกค้า คู่แข่ง เพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการเช่นนี้ มักจะประสบความล้มเหลวในการทำงาน โดยนัยเดียวกันผู้จัดการที่ไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่กลุ่มต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็มักจะประสบความล้มเหลวในการทำงานเช่นกัน


3.การใช้อิทธิพล ภาวะผู้นำและอำนาจ การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการผู้จัดการต้องใช้อิทธิพล (influence) อิทธิพล คือ กระบวนการของการทำให้คนอื่นประพฤติปฏิบัติตามที่ตนต้องการให้เป็นเช่นนั้น ในขณะที่ภาวะผู้นำ(leadership) เป็นรูปแบบพิเศษของการใช้อิทธิพลโดยมุ่งมีอิทธิพลเหนือกลุ่มมิใช่ปัจเจกบุคคล ส่วนอำนาจ (power) เป็นสมรรถนะในการใช้อิทธิพลซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คนหนึ่งมีอิทธิพลเหนือคนอื่น


ในการทำงานทุกวัน ผู้จัดการจะใช้อิทธิพลและถูกอิทธิพลจาก ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปในแง่มุมต่างกัน เช่น กับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ กับผู้ร่วมงานให้มีการร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดและกับผู้บังคับบัญชาให้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่ตนเองเสนอเพื่อตัดสินใจ


4.การตัดสินใจ การบริหารได้รับการขนานนามว่าเป็นงานตัดสินใจ(decision-making job) ซึ่งความจริงแล้วการจัดการเป็นมากกว่านั้น ผู้จัดการเป็นผู้ใช้อิทธิพล เป็นผู้นำและผู้ใช้อำนาจ นอกจากนี้ยังเป็นผู้รวบรวมและกระจายข้อมูลข่าวสาร ตรวจตราและประเมินผลและเป็นตัวแทนของกลุ่ม หน่วยงานหรือองค์การด้วย อย่างไรก็ตามหน้าที่ด้านการบริหาร(การวางแผน การจัดองค์การ การบรรจุ และการจัดวางกำลังคน การสั่งการ การจูงใจ และการควบคุม) ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเกือบทั้งสิ้น


5.เทคนิคการบริหารการปฏิบัติงาน ความรู้เกี่ยวกับด้านเทคนิค หมายถึงความรู้เกี่ยวกับเรื่องเฉพาะอย่างที่องค์การมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ เทคนิคการบริหารการปฏิบัติงานเป็นเครื่องมือพิเศษที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาช่วยผู้จัดการรุ่นใหม่ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างกว้างขวางและแวดล้อมไปด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมากมาย เทคนิคในการบริหารการปฏิบัติงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการและศาสตร์การจัดการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และตัวแบบทางคณิตศาสตร์ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ เป็นหัวใจของเทคนิคทั้งหลาย เรื่องราวทั้งหลายที่ผู้บริหารเผชิญอยู่สามารถจะแก้ไขด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ ตั้งแต่การวางแผน การคาดการณ์ การจัดสรรทรัพยากร การจัดกำหนดระยะเวลา การต่อรองและการเจรจา


กล่าวโดยสรุป การจัดการกับองค์การเปรียบเสมือนคนละด้านของเหรียญเดียวกัน โดยการจัดการจะเป็นตัวประสานเชื่อมโยงทรัพยากรต่างๆ ที่องค์การมีอยู่ให้บังเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่องค์การกำหนดไว้ล่วงหน้า ในทุกวันนี้การจัดการยิ่งมีความสำคัญต่อองค์การอย่างมาก เพราะสภาพแวดล้อมขององค์การได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในขณะที่องค์การก็มีขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการองค์การเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าขององค์การเอง





...
  
สื่อลามกกับวัยรุ่น
ปัญหาสื่อลามกกับวัยรุ่นไทย

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
นับวันปัญหาสื่อลามกกับวัยรุ่นไทย นับวันยิ่งมีมากขึ้น รุนแรงขึ้น กว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็น หนังสือลามก ภาพยนตร์ลามก เกมส์ลามก อินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เรื่องลามก ฯลฯ


ถ้าจะให้กระผมเขียนถึงปัญหาสื่อลามกกับวัยรุ่นไทย คงต้องใช้เวลานานและไม่สามารถบรรยายได้ครอบคลุมทั้งหมด เนื่องจากปัญหาสื่อลามกกับวัยรุ่นไทย มันมีความเกี่ยวโยงกับอีกหลายปัญหาเหมือน เชือกที่มีปม หลายปม ติดกัน แก้ปมหนึ่ง ออกก็ติดอีกปมหนึ่ง


ปัญหาสื่อลามกกับวัยรุ่นไทย มันไปเกี่ยวข้องกับปัญหาต่างๆ เช่นปัญหาการเลี้ยงดู ปัญหาด้านการศึกษา ปัญหาเรื่องของบริโภคนิยม ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปัญหาเรื่องเพศ ฯลฯ


ดังจะเห็นได้จากหัวข้อข่าวต่างๆ ตามหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง และสื่อต่างๆ


-“ รวบ 3 นักศึกษาสาว ขายตัวทาง HI5 อ้างหลงผิด-ใช้เงินฟุ่มเฟือย ”


- รายการ คม ชัด ลึก ประจำวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ ตอน "ขายตัว สวิงกิ้ง-ความเหลวแหลกวัยรุ่น" ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาพูดกันในรายการ เพื่อร่วมเสนอทางออกของปัญหา


-รวบแม่เล้าสาว ม.2พาเพื่อนส่งเสี่ยขายตัว จากหนังสือพิมพ์รายวัน เชียงใหม่นิวส์


และมีอีกหลากหลายข่าวตามสื่อต่างๆ


ปัญหาเหล่านี้ มีความเกี่ยวพันกับเรื่องของปัญหาสื่อลามก และมักทำให้ผู้ปกครองของเด็กวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นตอนต้น กังวลใจไม่ใช่น้อย เรามาพูดถึงเรื่องปัญหาสื่อลามกต่อดีกว่า


เราต้องยอมรับกันว่าวัยรุ่นไทยในปัจจุบันเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ทางสื่อลามกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ทำให้กระผมอดเป็นห่วงไม่ได้เนื่องจากสื่อลามก ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดง ไม่ใช่ของจริง แต่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบ เลยทำให้เกิดการอยากลองขึ้น แล้วก่อให้เกิดการกระทำไปในทางก่อเหตุ ก่อคดีต่างๆขึ้นในสังคมไทย โดยเลียนแบบสื่อลามก เช่น สื่อหนัง x ปัจจุบัน มีประเภทข่มขืน การมีสัมพันธ์ทางเพศกันในครอบครัว การมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ ฯลฯ


จากการวิจัยของเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง “ ความคิดเห็นต่อสื่อลามก : กรณีศึกษาประชาชนอายุระหว่าง 15-60 ปี ในเขต กทม. ”เมื่อวันที่ 3-7 พค.2550 พบว่า 47.5 % ติดตามสื่อลามกเมื่ออายุ 15-17 ปี ซึ่ง 33.8 บอกว่า อยากรู้อยากลองเรื่องเพศ โดย 92 % ระบุว่าสื่อลามกทำให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และกว่า 87.6 % บอกว่าสื่อลามกส่งเสริมการคุกคามหรือล่วงเกินทางเพศ ขณะที่ 76.5 % เห็นภาพหรือการแสดงที่ไม่เหมาะสมทางเพศ โดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ส่วนอีก 72.4 % เห็นจากการดูวิดิโอ/วีซีดี นอกจากนี้ 68.2 %


ยังบอกว่าสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นสื่อทางเพศที่เป็นปัญหาต่อเยาวชนสูงที่สุด


สำหรับแนวทางในการแก้ไข คงต้องมีการร่วมมือกันหลายๆ หน่วยงาน เช่น


รัฐบาล ควรออกกฎหมายควบคุมสื่อลามก เช่น พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พระราชบัญญัติสิ่งพิมพ์


พระราชบัญญัติโทรทัศน์ ฯลฯ พร้อมทั้งมีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผู้ปกครอง ควรหาเวลาให้ลูก หากิจกรรมต่างๆ ที่มีประโยชน์ให้เด็กทำ ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวในบ้าน ตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องรับแขกไม่ไว้ในห้องนอนของเด็ก พร้อมทั้งเก็บสื่อลามกที่ผู้ปกครองบริโภคไว้ในที่มิดชิด


สถาบันการศึกษา ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา จัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็กเช่นมีสโมสร ชมรมต่างๆ มากขึ้นสื่อมวลชนและร้านค้า สื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวหรือข้อมูลในทางสร้างสรรค์ พยายามเซ็นเซอร์ภาพที่ส่อไปในทางลามก หรือไม่ลงภาพดังกล่าว ร้านค้า ไม่ขายหนังสือ vcd dvd หรือเกมส์ลามกให้แก่เด็กและเยาวชน สื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ ถ้าบริโภคสื่อเป็นประจำในด้านใดเป็นประจำ คนนั้น ก็อาจถูกล้างสมองได้


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ แนวคิด รวมถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ ดังนั้นสื่อลามก สามารถล้างสมองของวัยรุ่นไทยได้เช่นกัน

...
  
เหล้ากับเทศกาลสงกรานต์
งดขายเหล้าเทศกาลสงกรานต์


โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


การออกมาเคลื่อนไหวเรื่องของการงดขายเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นับว่าเป็นประเด็นที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย


เช่นเครือข่ายประชาคมงดเหล้าน่าน สนับสนุนห้ามขายเหล้าสงกรานต์และงานบุญ‏ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา


สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องการดื่มเหล้า สุรา แอลกอฮอล์ ในปัจจุบัน ได้ลงไปถึงเด็กและเยาวชนจำนวนมาก และในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็เกิดอุบัติเหตุมากขึ้นเช่นเดียวกัน จากข้อมูล เทศกาลสงกรานต์ ภาพรวมสถิติอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2551 (วันที่ 11-17 เมษายน 2551 รวม 7 วัน) ดังนี้ 1) จำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ มีจำนวน 4,243 ครั้ง 2) จำนวนผู้เสียชีวิต มีจำนวน 368 คน 3) จำนวนผู้บาดเจ็บ (Admit) มีจำนวน 4,803 คน


ส่วนใหญ่เกิดจากการดื่มสุรา เหล้า แอลกอฮอล์ และรถที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ รถมอเตอร์ไซค์ สำหรับจังหวัดที่เกิดอุบัติมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา


ความจริง การห้ามขายเหล้าเรามีกฎหมายใช้ คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551


ตาม มาตรา26 ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ดังต่อไปนี้ (1) วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, (2) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลและร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา, (3) สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร, (4) สโมสรเยาวชน, (5) หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก (6) สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ, (7) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือร้านค้าในบริเวณนั้นๆ, (8) สถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม


มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกวัน หรือเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
มาตรา 28 ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือบุคคลที่อาการมึนเมาจนประพฤติวุ่นวายหรือครองสติไม่ได้


แต่ก็ยังมีการแอบขายกันอยู่ สำหรับบางสถานที่ดังกล่าว หรือ นักดื่มก็อาจเลี่ยงไปซื้อตามร้านสะดวกซื้อแทน หมายถึง การย้ายไปซื้อในสถานที่ที่ควบคุมไม่ได้แทน เช่น ใกล้สถานศึกษา ใกล้หอพัก ใกล้สถานที่ราชการ ใกล้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ


ความจริงการดื่มเหล้า สุรา แอลกอฮอล์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากกว่า 60 โรค และยังอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น


แต่ก็คงยากที่จะห้ามกันได้ ถ้าคนซื้อยังอยากซื้อ และ คนขายยังอยากที่จะขาย สำหรับโครงการการงดขายเหล้าเทศกาลสงกรานต์ โดยส่วนตัวกระผมคิดว่า เป็นโครงการที่ดี แต่ในทางปฏิบัติ คงยากที่จะห้ามได้


ดังนั้น กระผมเชื่อว่า คนซื้อคงต้องซื้อกันต่อไป คนขายก็ขายกันต่อไป แต่จะทำให้อย่างไรให้ซื้อลดน้อยลง หรือ ทำอย่างไรให้ดื่มกันลดน้อยลงจะดีกว่า


เพราะ กฎหมายเป็นกฎหมายห้ามขาย ไม่ใช่กฎหมายห้ามดื่ม อย่างไรเสียจะห้ามขาย อย่างไร นักดื่มก็ขวนขวายพยายามหาดื่มจนได้ครับ

...
  
ศิลปะการฟัง
ศิลปะการรับฟัง

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

ผู้บริหารที่ดีต้องมีความรู้ ความสามารถ และทักษะต่างๆ มากมาย ทักษะหนึ่งที่ผู้บริหารควรมีในตัวเอง ก็ คือ ทักษะในการรับฟัง หรือ ศิลปะการรับฟัง ครับ ในวันนี้ เราจะมาพูดเรื่องนี้กันครับ


“ความด้อยสมรรถภาพในการสื่อความของมนุษย์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด ขาดความเชี่ยวชาญในการฟัง และไม่สามารถฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ"

เป็นคำพูดของ คาร์ล โรเจอร์ (นักจิตวิทยา)


ผู้บริหารที่มีปัญหาในเรื่องการรับฟังลูกน้อง มักจะมีคำพูดดังนี้ “ รู้แล้ว ๆๆ ” หรือ “ ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ ” คำพูดเหล่านี้มักปิดโอกาสไม่ให้ผู้บริหารได้รับรู้ถึงปัญหา หรือ ข้อมูลใหม่ที่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องการสื่อ


ความจริงแล้ว ข้อเสนอของลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา บางคนถึงแม้จะมีความรู้น้อยแต่อาจจะมีประสบการณ์มากในบางเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาไม่รู้ก็ได้ ดังนั้น ผู้บริหารที่มีทักษะหรือศิลปะการรับฟัง มักจะได้ข้อมูลดีๆ และยังเป็นที่ชื่นชมของลูกน้องอีกด้วย เนื่องจากผู้บริหารคนใด มีศิลปะการรับฟัง มักจะเป็นการให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา


สำหรับข้อมูลความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี มักเกิดขึ้นในที่ประชุม ผู้บริหารที่ดีจึงต้องเปิดโอกาส พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา แสดงความคิดเห็น พยายามจับประเด็นว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อให้เกิดความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากที่สุดในการนำไปใช้ และพยายามทำความเข้าใจว่าลูกน้องหรือผู้พูดต้องการอะไร


ไม่คาดคั้น ผู้พูด


ผู้บริหารควรต้องมีมารยาทในการรับฟัง คือ ควรจะสบสายตา หรือพยักหน้ายิ้มให้แก่ผู้เสนอความคิดเห็นอีกทั้งไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายแสดงความคิดเห็น


ผู้บริหารควรมีความอดทนในการที่จะรับฟัง เพราะผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวนมากมักแสดงความคิดเห็นหรือขาดเทคนิคในการนำเสนอ บางคนพูดวกไปเวียนมา


ผู้บริหารควรรับฟังอย่างกระตือรือร้น คือ ต้องมีสมาธิในการฟัง ไม่ใช่คิดเรื่องอื่นๆ ตลอดเวลาในการฟัง พอผู้ใต้บังคับบัญชาพูดจบ ก็ยังไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไรเลย ไม่ฟังแบบเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา แต่ต้องฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย


ผู้บริหารบางคนที่ไม่มีศิลปะการรับฟัง มักจะรู้สึกว่า “ ทุกอย่างเกิดจากความคิดของตนเองไม่มีใครช่วยคิดเลย ” นั้นแสดงว่า ตนเองไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นช่วยคิดหรือมีโอกาสในการแสดงความคิดเลย ธรรมดามนุษย์เราส่วนใหญ่มักเป็นนักคิดอยู่แล้ว บางคนคิดมาก คิดฟุ้งซ่านไปเลยก็มี


ดังนั้น ทักษะการฟังเป็นทักษะที่สำคัญของผู้บริหาร หรือ ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านใดพึ่งต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะทางด้านการพูด การอ่าน และการเขียน เพราะทักษะการฟังมักจะทำให้ผู้ฟัง ฝึกจับประเด็น ฝึกความจำ ฝึกเป็นนักคิดนักเขียนต่อไปอีกทั้งทำให้ผู้นั้นเกิดสติปัญญาความรู้เพิ่มมากขึ้นในลำดับต่อไป


ทักษะการฟังยังเป็นพื้นฐานในการเข้าสังคม และช่วยลดความขัดแย้งในสังคม ลดการเข้าใจกันผิด อีกด้วย




















...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.