หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
  -  คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร)
  -  สุนทรพจน์ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ
  -  อภิสิทธิ์
  -  สุนทรพจน์ ชวน หลีกภัย
  -  วิเคราะห์คำพูดของ นายกฯ สมัคร คำต่อคำ(โดย มะอึก)
  -  คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
  -  คำบรรยายพิเศษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
  -  คำกล่าว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
  -  ปาฐกถาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
  -  ปาฐกถาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
  -  สุนทรพจน์ นายอานันท์ ปันยารชุน
  -  ชวน หลีกภัย
  -  ยิ่งอ่านมาก..ยิ่งสำเร็จ..
  -  สูตรความสำเร็จของนักขาย
  -  ใครบ้างที่สมัครเป็นนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 ผู้บริหาร
 การบริการด้วยหัวใจ
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 รัชเขต วีสเพ็ญ
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 อาจารย์สุกิจ ศุภกิจเจริญ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ศุภกิจ รุ่งโรจน์
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 โต้วาที
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : สุนทรพจน์ของนักการเมือง
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร)
(กล่าว ขอบคุณประชาชนและ ส.ส. หลังจากรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ในการรับตำแหน่งนายกสมัยแรก)


เพื่อน ร่วมชาติที่เคารพรัก ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระ ราชหฤทัย แต่งตั้งให้กระผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมขอขอบคุณพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับผม ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้กรุณาลงมติไว้วางใจผม ทำให้ผมได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณแผ่นดิน และมีโอกาสที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ที่สะสมมาทั้งชีวิต นำความผาสุกสู่คนไทยทั้งประเทศ ผมขอย้ำว่านโยบายทุกนโยบายที่ได้ประกาศไว้แก่พี่น้องประชาชน จะนำมาปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ประหยัด รวดเร็ว และรัดกุม

พี่น้อง ที่เคารพครับ การตัดสินใจทุก ๆ เรื่องที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลผม ถึงแม้ว่าผมไม่สามารถตัดสินใจให้เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้ง 61 ล้านคนพร้อม ๆ กันในทุกเรื่อง แต่ทุกเรื่องจะตัดสินใจบนพื้นฐาน เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และทุกเรื่องจะถูกตัดสินใจบนพื้นฐาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมากกว่าเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง 4 ปีข้างหน้าจะเป็น ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปทุกรูปแบบเพื่อนำประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤติ และวาง รากฐานสำหรับอนาคตของลูกหลานเรา ผมจะไม่ยอมทำหน้าที่เป็นเพียงผู้นำตามกฎหมายเท่านั้น ผมจะขอเป็นผู้นำที่นำแห่งการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น พี่น้องที่เคารพครับ ผมจะขอทำหน้าที่เป็นรัฐบาลที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเททำด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต

ผมคนเดียวและ ลำพังแค่รัฐบาลคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ พี่น้องครับ เราโชคดีครับ คนไทยทั้งชาติมีศูนย์รวมใจอยู่ที่พ่อหลวงของเรา ซึ่งมีพระนามว่า "ภูมิพล" ซึ่งหมายถึงพลังแผ่นดิน คงไม่มีพลังอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำให้คนไทยและประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติ ครั้งนี้ และปูรากฐานไว้สำหรับลูกหลานในอนาคตได้ดีเท่ากับการใช้พลังแผ่นดิน ผมขอนำความสามัคคีกลับสู่คน ในชาติ เราคนไทยด้วยกัน เราจะไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนขาดความสามัคคี ขาดพลังในการที่จะฟื้นฟูชาติของเรา พี่น้องที่เคารพครับ ผมขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่จะนำรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทำงานหนักสำหรับความผาสุกของพี่น้องประชาชนคนไทย และผมจะทำหน้าที่ทุกวิถีทางเพื่อรักษาไว้เพื่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นไทยตลอด ไป ขอขอบคุณครับ
.......................................
...
  
สุนทรพจน์ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ
พุธที่ 17 ธันวาคม 2551 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังได้น้องรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 โดยกล่าวว่า รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมสำนึกเสมอว่าผมเกิดมาเป็นข้าของแผ่นดิน ต้องสนองคุณแผ่นดิน และผมสำนึกมาตลอดว่าแผ่นดินไทยของเรานั้นร่มเย็นเป็นสุขตลอดมาก็ด้วยพระบารมี

วันนี้ผมยืนตรงนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำนั้นจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะเทิดทูนสถาบันนี้มิให้ผู้ใดทำให้สถาบันนี้ไม่อยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมืองด้วยประการทั้งปวง ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพี่น้องประชาชนทุกท่านทุกคนที่ได้ให้การสนับสนุน และให้กำลังใจ ให้ผมมายืนอยู่ตรงนี้ ผมทราบดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ปกติ เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตและพี่น้องประชาชนคนไทยมีความทุกข์ และผมถือว่าผมเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยผมเป็นอาสาสมัครและผมไม่มีสิทธิที่จะหนีปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเสียงข้างมากซึ่งเป็นเสียงข้างมากเดิมในสภามีปัญหา ส.ส.ส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจสนับสนุนผมขึ้นมาตามวิถีทางของประชาธิปไตย และตามวิถีทางของกระบวนการรัฐสภา หน้าที่เบื้องต้นของผมคือการยุติการเมืองที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสี ที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศของเราขณะนี้ ผมจะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไป และจะนำความสมัครสมานสามัคคีกลับคืนมาโดยอาศัยความยุติธรรมเป็นกระบวนการนำหน้ารัฐบาลภายใต้การนำของผมจะยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และจะเคารพกระบวนการและเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ประเทศของเราต้องมีความสามัคคี ผมขอยืนยันว่าผมจะทำงานให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกผม หรือไม่เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนผม หรือแม้แต่ต่อต้านผม ท่านจะเป็นใครก็ตามหากท่านไม่คิดร้ายกับบ้านเมืองท่านไม่ใช่ศัตรูของผม และท่านเป็นคนหนึ่งที่ผมจะต้องรับใช้อย่างเต็มความสามารถ งานใดที่เป็นประโยชน์แม้จะเป็นของรัฐบาลก่อน ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทิ้ง จะสานต่อ จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการรักษาฟรี โครงการกองทุนทั้งหลายที่ลงไปอยู่ในชุมชนต่างๆ ผมทราบดีว่าปัญหาเร่งด่วนที่สุดในใจของพี่น้องประชาชนในขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นงานสำคัญอันดับแรกสำหรับรัฐบาลที่ต้องดำเนินการต่อไป ผมมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะดูแลให้พี่น้องเกษตรกรของเราเมื่อได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม ผมจะดูแลให้พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกภาคเกษตรยังคงมีงานทำ มีรายได้ มีโอกาส และผมจะทำทุกวิถีทางจะลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนตามแนวทางวาระประชาชน และแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันทำได้จริง ทันทีที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผมจะได้นำเสนอแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ตั้งแต่อุตสาหกรรม การบริการ การท่องเที่ยว หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ขณะเดียวกันแม้ว่าบ้านเมือง และเศรษฐกิจจะมีวิกฤตอย่างไร ผมยืนยันว่าเราจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วย ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาที่หมักหมม สะสมมานาน เป็นปัญหาที่เรื้อรัง ค้างคา และเป็นปัญหากับการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมยืนยันว่างานทางด้านการศึกษายังเป็นงานที่เป็นการลงทุน คุ้มค่าที่สุดของประเทศและผมจะดำเนินการให้การเรียนฟรีมีคุณภาพเกิดขึ้น นอกจากนั้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ ถนนหนทาง การคมนาคม การสื่อสาร อินเตอณ์เน็ต รวมไปถึงการสนับสนุน พลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืนในการพัฒนาของประเทศของเรา ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่จะต้องเริ่มและผลักดันอย่างรวดเร็ว เพราะผมไม่เพียงต้องการที่จะให้เราผ่านวิกฤตไปในครั้งนี้ หรือยืนอยู่ในฐานะที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆเท่านั้น ผมต้องการเห็นประเทศไทย เป็นต้นแบบของการพัฒนาตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่มีคุณภาพ ที่มีความยั่งยืน นอกเหนือจากการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในประเทศแล้ว ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมกำลังจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ผมตั้งใจจะให้เพื่อนสมาชิกในอาเซียนมีความมั่นใจในการนำของเรา ในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดที่จะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดต่อไป และผมจะขออนุญาตว่า หลักจากที่ผมสื่อสารกับพี่น้องภาษาไทยแล้ว ที่จะสื่อสารบางประการถึงสื่อและพี่น้องประชาชนในต่างประเทศอีกด้วย พี่น้องประชาชนที่เคารพ ในฐานะนักการเมืองอาชีพ ผมถือว่าวันนี้ผมได้รับโอกาสสูงสุดจากพี่น้องประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย ผมอยู่ในการเมือง 16 ปี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนมา 7 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง บรรดาประสบการณ์ความรู้ทั้งหมด ผมจะนำมาใช้บนพื้นฐานความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ส่วรนรวมเท่านั้น และผมยืนยันกับพี่นองประชาชน ที่ได้สนับสนุนผมมาตลอดว่า จะไม่ละทิ้งอุดมการณ์ แนวทางการทำงานของผม และปล่อยสิ่งเหล่านี้ให้สูญหายไปกับการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือปล่อยปละละเลย ให้เกิดความไม่ถูกต้องขึ้นในบ้านเมืองแห่งนี้ ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องสุดท้ายว่า คุณค่าในแง่ของประสบการณ์ของนักการเมืองอาชีพที่สำคัญที่สุด ก็คือความผูกพันกับพี่น้องประชาชน ผมเคยเป็นผู้แทนราษฎรของชาวกรุงเทพฯ 4 สมัย วันที่ผมก้าวเข้ามาสู้การเมืองและต้องขอคะแนนเสียงพี่นองประชาชน ผมได้สัมผัสชัดเจน กับพี่น้องจำนวนมากที่เป็นคนจนเมือง ที่อยู่บนความยากลำบาก ที่อาจจะกล่าวได้ว่า คุณภาพชีวิตอาจจะต่ำที่สุด ผมไม่ลืมความทุกข์ยากเหล่านั้น และรู้ว่าผมจะต้องแก้ไข โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา ผมไม่ลืมพี่น้องที่อยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก ที่ผมได้ใช้เวลาหลายต่อหลายครั้งไปเยี่ยม รวมทั้งจัดทำวาระประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรืออื่นๆ ผมไม่ลืมพี่น้องชาวใต้ซึ่งยืนเคียงข้างกับผมในทางการเมืองโดยตลอด และผมทราบว่า พี่น้องประชาชนชาวใต้ ใฝ่ฝันที่จะเห็นที่สุดคือ เรื่องของความเป็นธรรม และแน่นอน สำหรับพี่น้องในสามจังหวัดผมไม่ลืมครับว่า ความใฝ่ฝันสูงสุดของท่าน ก็คือความสันติสุขความสงบสุข ที่ท่านรอคอยให้เกิดขึ้นในพื้นที่ขอท่าน ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือ ที่ผมมีโอกาสไปเยือนหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในยามที่ท่านมีความสุข และในยามที่ท่านมีความทุกข์ เช่น ช่วงที่ท่านประสบภัยพิบัติ หรือ ภัยธรรมชาติ และผมยังจำได้ว่าในการหาเสียงครั้งที่ผ่านมาในภาคเหนือ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง วิ่งตามรถแห่หาเสียง และตะโกนกับผมว่าอยากจะฝากบ้านเมืองไว้กับผม และสำหรับพี่น้องชาวอีสาน 16-17 ปี บนถนนการเมืองผมไปเยี่ยมเยือนท่านหลายครั้งได้รับรู้ปัญหาความทุกข์ความยากจนของทุกๆ ท่านและไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ร่วมปั้นข้าวเหนียวข้างเถียงนา ที่สนทนากันที่ทราบดีครับว่า คนหนึ่งคนไม่สามารถที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างหรือแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ และผมรู้ว่าจากนี้ไป ผมคงไม่สามารถทำให้คนทุกคนรักผม เห็นด้วยกับผม หรือแม้แต่สนับสนุนผม

ผมยืนยันว่าผมจะฟังเสียงทุกคนและทำงานให้ทุกคน และผมจะใช้การทำงานของผมในการพิสูจน์ความตั้งใจไร่มันสำปะหลัง ผมไม่ลืมและที่ผมอดจะเอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ คุณยายเนียน ที่อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ครั้งล่าสุดที่ผมได้ไปรณรงค์หาเสียงนั้น ท่านได้มอบแหวนวงนี้ให้กับผม (เมื่อถึงตอนนี้นายอภิสิทธิ์เสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอ) ยายหมั่นคุณอภิสิทธิ์ให้กับคนอีสานแล้ว ผมไม่ทราบว่าคุณยายเนียนกำลังดูหรือฟังสิ่งที่ผมพูดอยู่หรือไม่ แต่อยากจะบอกกับคุณยายว่าวันนี้ คนที่รับแหวนจากท่าน จะทำงานให้ท่าน ทำงานให้กับญาติพี่น้องของท่าน ทำงานให้กับชาวอีสานของท่าน และคนไทยร่วมชาติ กับท่านอย่างเสมอภาค ด้วยความทุ่มเท ซื่อสัตย์สุจริต ผมในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน และใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง ผมพูดมาตลอดว่าแม้ว่าในชีวิตของผมไปใช้อยู่ในต่างแดนเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมไม่เคยมีความรู้สึกว่ามีที่ไหนที่น่าอยู่เท่ากับประเทศไทย ผมเชื่อมั่นในประเทศไทย ผมเชื่อมั่นในคนไทยไม่ว่าเราจะเจอปัญหา อุปสรรคหนักหนาสาหัสอย่างไร ผมยังเชื่อในคนไทยและประเทศไทย และผมเชื่อว่าถ้าผมได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ พลังของพวกเราจะทำให้ประเทศของเรานั้นผ่านพ้นวิกฤตไปในครั้งนี้ และเราจะร่วมสร้างอนาคตที่ดี ให้กับลูกหลานของคนไทยทุกคน ผมมั่นใจว่าเราทำได้ ขอขอบพระคุณครับ
...
  
อภิสิทธิ์
2
...
  
สุนทรพจน์ ชวน หลีกภัย
คำกล่าว
ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
ในพิธีเปิดการสัมมนา "มิติใหม่ของการให้ข้อมูลข่าวสาร"
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2542 เวลา 09.00 น.



--------------------------------------------------------------------------------

ท่านรัฐมนตรี
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
โฆษกประจำกระทรวง
พี่น้องสื่อมวลชน ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย


ผมยินดีที่มาพบท่านทั้งหลายในพิธีเปิดการสัมมนา "มิติใหม่ของการให้ข้อมูลข่าวสาร" ในวันนี้


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสพบกับโฆษกกระทรวง ซึ่งจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารของส่วนราชการ บางกระทรวงถือว่าเป็นงานใหม่ แต่ว่าบางกระทรวงก็เคยมีโฆษกกระทรวงอยู่แล้ว จะเรียกอย่างไรก็ตาม เช่น กระทรวงต่างประเทศก็จะมีอธิบดีกรมสารนิเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกเป็นกิจลักษณะอยู่ แต่ว่าโดยทั่วไปแล้วราชการของเราไม่ค่อยจะมีคนที่ทำหน้าที่คอยชี้แจงหรือให้ข้อมูลข่าวสารเป็นกิจลักษณะมาก่อน ก็มีผลส่วนหนึ่งก็คือทำให้ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในบางเรื่องออกมาไม่ว่าจริงหรือไม่จริงก็ตาม อาจจะเป็นความเคยชินที่ทุกคนถือว่าเดี๋ยวก็ลืมไป เพราะเวลามีเรื่อง ผมเองเคยเจอด้วยตัวเอง เคยเตือนบ่อยว่า อันนี้ต้องชี้แจงเพราะข้อเท็จจริงที่สื่อออกมานั้นคลาดเคลื่อนต้องชี้แจงให้เข้าใจ มิฉะนั้น ประชาชนที่อยู่ข้างนอกจะไม่เข้าใจ หรือประชาชนจะไม่รู้จริง ๆ ข่าวที่ออกมาประชาชนก็จะเชื่อไว้ก่อน ถ้าไม่มีคนอธิบายชี้แจงก็จะเป็นปัญหากับกระทรวงนั้นเอง เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนั้นต่อไปไม่ได้ ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ที่ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และเราสามารถที่จะติดตามโลกอีกด้านหนึ่งได้ พร้อม ๆ กับคนโลกอีกทางหนึ่ง ความจำเป็นที่ต้องให้ข้อมูลอย่างแท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้มีการตั้งโฆษกกระทรวงขึ้น โฆษกกระทรวงก็จะต้องทำหน้าที่ที่เป็นผู้ประสานงานด้านข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่ว่าเป็นผู้แถลงทุกเรื่อง แล้วการแถลงนั้นก็ไม่ใช่แก้ตัวในสิ่งที่มันเป็นความจริง คณะรัฐมนตรีได้ย้ำไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เองว่า ภารกิจของโฆษกกระทรวงนั้นคือ ผู้ประสานให้ข้อมูลข่าวสารจริง ๆ เพราะในยุคอย่างนี้ไม่ใช่ยุคที่ประชาชนจะได้วินิจฉัยแต่ละเรื่องด้วยตัวเขาเองได้ โดยไม่เอนเอียงหวั่นไหวไปตามกระแส จะเป็นปัญหาติดตามมา อย่างไรก็ตาม งานใหม่ดังกล่าวนี้ ก็จำเป็นจะต้องมีผู้ชี้นำ มีผู้แนะนำ เพราะว่าหลายกระทรวงมีความตั้งใจจะทำหน้าที่ แต่ว่าไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการว่าทำอ่างไร ก็มาบ่อนกับผมเหมือนกันว่า แถลงข่าวไปเยอะไม่มีออกเลย แต่ว่าที่เขามาคุยส่วนตัวออกหมด ก็เลยต้องบอกท่านว่า ยังไงต้องเรียนจากคนที่เขามีประสบการณ์ ความจำเป็นยิ่งมากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นเมืองเปิด สื่อมาประจำที่นี่มากขึ้น เมื่อวานนี้ผมไปเป็นประธานเปิดอาคารใหม่ ที่ทำงานใหม่ แล้วก็เฉลิมฉลอง 100 ปีของสำนักข่าวรอยด์เตอร์ 100 ปีที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เขาเปิดมาก่อนนั้น แต่ 100 ปีที่เข้ามาร่วมกับประเทศไทย เขาก็คุยว่าเขาเป็นบริษัทแรกที่เขารายงานข่าวเรื่องลดค่าเงินบาทก่อนคนอื่น 40 นาที เพราะฉะนั้น เขารวดเร็วมาก หรือใครที่ไปตัดใจกับนิวส์วีคเมื่อ 2 วันนี้ อันนี้ก็ต้องชี้แจง จะปล่อยให้ความเป็นประเทศเสรี ใครว่าอะไรก็ได้ เราไม่มีสิทธิที่จะไปห้ามใครเขาว่าเรา ถ้าเขาพูดของจริงยิ่งควรฟัง แต่เมื่อไทยมีของดีเยอะ ไม่ดีเฉพาะเรื่องเซ็กส์กับเรื่องสนามกอฟล์ แต่ต้องเห็นใจ เพราะว่าถ้าเขามั่วอยู่ในสำนักโสเภณีเขาก็เห็นเซ็กส์อย่างเดียว ถ้าเขามั่วอยู่ในสนามกอฟล์เขาก็เห็นแต่สนามกอฟล์อย่างเดียว อันนี้ต้องชี้แจง ต้องพาเขาออกมาดู กินอาหารไทยบ้าง แล้วก็รู้อาหารไทยเป็นอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไม่มีชาติไหนในโลกที่ขายอาหารของตัวเองทั่วโลกได้ มีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ไม่เกิน 10 ประเทศ ที่อาหารชาติตัวเองขายได้ในประเทศต่าง ๆ ในสหรัฐมีตั้งกี่พันร้าน ร้านอาหารไทยมีมากกว่าร้านอาหารสหรัฐในประเทศไทย ต้องพาเขาไปกิจข้าวหอมมะลิ เขาจะได้รู้ว่าข้าวที่ส่งออกเป็นที่ 1 ในโลก คือ ข้าวไทยดีอย่างไร ต้องพาเขาไปเที่ยวทะเล และจะได้เห็นว่าทะเลประเทศไทยสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ถ้าเขาจมอยู่ใน สำนักโสเภณีเขาก็เห็นแต่เซ็กส์ ถ้าจมอยู่สนามกอฟล์เขาก็เห็นสนามกอฟล์ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจชี้แจง เพราะเป็นหน้าที่ของโฆษกที่จะต้องชี้แจง และผมคิดว่าในความจำเป็นที่เรามีกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นประเทศแรก ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีกฎหมายอย่างนี้ แน่นอนก็มีปัญหาอื่นตามมา แต่ว่าในระยะยาว ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องปรับตัว จะไปแอบทำอะไรคิดว่าไม่มีใครรู้ไม่ด้อีกแล้ว ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหลักที่ถูกต้อง แต่ข้อบกพร่องแน่นอนก็ต้องมาทบทวนแก้ไขว่า ความคิดที่จะใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารเปิดเผยทุกเรื่อง รวมไปถึงเปิดเผยชื่อคนให้ข้อมูลข่าวสาร สำนวนสอบสวนคดีเปิดเผยชื่อตำแหน่งคนเหล่านี้ จะเป็นอุปสรรคกับความร่วมมือของคนที่จะมาให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริงในอนคตอย่างนี้ก็ต้องหาทางป้องกัน ป.ป.ป.ก็มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ววิตกห่วงใยเรื่องนี้มาก ก็แนะนำให้ประสานกับกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพราะว่า กรรมการอาจจะไม่ใช่ผู้ที่บริหารงาน อาจจะนึกไม่ออกว่าผลที่ตามมาคืออะไร อย่างนี้ก็ต้องประสานกัน ผมคิดว่าการเปิดเผยอะไรนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นสิ่งที่ ผู้บริหารทุกระดับต่อไปหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องมีความตรงไปตรงมา การตัดสินใจอะไรก็ต้องมีเหตุมีผล เพราะสิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นจะมีผลให้คนอื่นตรวจสอบติดตามต่อไป เพราะฉะนั้น บทบาทของโฆษกกระทรวงจะมีความหมายมาก ลองสอบถามดูในช่วงระยะ 1 ปีเศษ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการปี พ.ศ.2540 ว่าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เบื้องต้นก็มีคนให้ความสนใจในระดับหนึ่ง มีผู้ใช้สิทธิ์ร้องเรียนอุธรณ์เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารราชการ 44 ราย ในปี 2542 แต่เฉพาะตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ประมาณครึ่งปีก็มีผู้ร้องเรียนอุธรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 108 ราย แต่ว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากเห็นได้ชัดว่า ประชาชนตระหนักเข้าในสิทธิมากขึ้นแล้ว จะมีบ้างตรงที่ต้องการอะไรตามใจก็ส่วนน้อย แต่นั่นเราก็รู้อยู่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรดีไปหมดประเภทนั้น แต่ว่าที่เห็นชัดน่าสนใจก็คือว่า เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาในช่วงปี 2541 นั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการที่หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่จัดหาข้อมูลให้ หรือจัดหาให้ช้า หรือผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่เกป็นนักธุรกิจและประชาชนทั่วไป และในปีนี้ลักษณะการร้องเรียนการอุธรณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่าง เห็นได้ชัด การร้องเรียนว่าหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมายลดลง แต่จะเป็นการร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับโครงการสัญญาสัมปทาน ซึ่งประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการดำเนินการของรัฐ รวมทั้งการขอข้อมูลเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยข้าราชการ เป็นต้น อันนี้เปลี่ยนไป ผมเข้าใจปีแรกกฎหมายออกมาใหม่ ๆ ราชการไม่ได้ตั้งหลัก บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกฎมายนี้แล้ว เพราะฉะนั้น เวลาใครติดต่อไม่เข้าใจ ไม่อำนวยความสะดวก ไม่รับรู้ บางครั้งการร้องเรียนตอนนั้นเป็นการร้องเรียนข้าราชการ แต่ว่าปีต่อมา ข้าราชการเริ่มเข้าใจว่ามันเป็นกฎหมายบังคับให้ต้องปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การร้องเรียนก็เปลี่ยนไป อันนี้เห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่าจะต้องพยายามให้โอกาสกับส่วนราชการและผู้ร้องเรียนด้วย เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องใหม่ที่เราเพิ่งเริ่มต้น ประสบการณ์เรายังมีน้อยมากในเรื่องอย่างนี้ เราต้องเรียนรู้ ก็เป็นเรื่องดีที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้กรุณาให้อดีตโฆษกของทำเนียบขาวมาร่วมในการสัมมนา ผมคิดว่าประสบการณ์ครั้งนี้ก็จะเป้นประโยชน์ที่ช่วยเล่าอะไรให้เราฟัง


มติคณะรัฐมนตรีที่มีไว้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ที่ผ่านมานี่เอง ที่ให้ทุกส่วนราชการถือหลักปฏิบัติที่ต้องแต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่โฆษกประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งทุกกระทรวงก็จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนที่สนใจมาติดต่อกับหน่วยงานเหล่านี้ ประสมประสานกับกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ที่มีขบวนการว่าอะไรเป็นอะไร เช่น ผู้ที่อยากจะขอให้เปิดเผยก็ต้องรู้ขบวนการมันผ่านอะไร มีคณะกรรมการ ไม่ใช่ว่าไปบังคับให้รัฐมนตรีหรือนายกฯ ต้องเป็นผู้เปิดเผย กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าผู้เปิดเผยคือใคร ขั้นตอนถ้าเขาไม่อนุมัติ จะต้องอุธรณ์ต่อผู้ใด ประชาธิปไตยก้ต้องเคารพกฏเกณฑ์กติกา อันนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ก็ต้องอธิบายชี้แจงให้คนที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจ แล้วก็เป็นหน้าที่ของโฆษกเช่นเดียวกัน ผมจึงหวังอย่างยิ่งว่า ผู้ที่จะทำหน้าที่โฆษกของกระทรวงจะต้องพยายามติดตาม เพราะว่าข่าวสารมาก พูดอย่างตรง ๆ ว่า ข่าวสารคลาดเคลื่อนมาก ขอโทษพี่น้องสื่อมวลชนด้วย ต้องเรียนตรง ๆ ข้อมูลข่าวสารที่ออกไปนั้นคลาดเคลื่อนมาก แล้วก็เป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างบุคคลบางครั้ง ยกตัวอย่าง กรณีคุณโสภณฯ ที่ข่าวออกมาว่า รัฐมนตรีคลังไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ความจริงไม่มีเลย ความจริงรัฐมนตรีไม่ได้พูดเลยในสิ่งเหล่านั้น แต่ว่าข่าวออกมา ก็เลยทำให้เป็นปัญหาขึ้นมาระหว่างตัวบุคคล เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้สังคมต้องขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ไม่ให้ประชาชนต้องสับสนกับสิ่งเหล่านี้


ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาของท่านทั้งหลายในวันนี้ คงจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในวงการและมีประสบการณ์มากว่าพวกเรา พี่น้องสื่อมวลชนที่ทำงานด้านนี้มาโดยเฉพาะ คงจะได้มีส่วนช่วยให้คำแนะนำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตโฆษกทำเนียบขาว เจ้าหน้าที่ที่มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้การสัมมนานี้เป็นประโยชน์กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของเราต่อไป ผมยินดีที่มิติใหม่ของความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของข้อมูลข่าวสารได้เกิดขึ้นในประเทศเรา และผมก็เชื่อว่าในระยะยาวสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ในทุกด้าน ทั้งต่อประชาชนที่รู้อะไรมากขึ้น ตรงไปตรงมา และโดยเฉพาะก็คือว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำด้วย


ขอให้การสัมมนาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ผมขอเปิดการสัมมนา "มิติใหม่ของการให้ข้อมูลข่าวสาร" ณ บัดนี้





...
  
วิเคราะห์คำพูดของ นายกฯ สมัคร คำต่อคำ(โดย มะอึก)
นายสมัคร สุนทรเวช

นายกรัฐมนตรี

.

ภายหลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช ได้กล่าวคำพูดผ่านเครื่องขยายเสียงและถ่ายทอดสดทั่วประเทศ

คำพูดที่นายสมัคร สุนทรเวช พูดในเย็นวันนี้

เขาเรียกว่า "การกล่าวสุนทรพจน์"

หากเพียงรับฟังอย่างธรรมดา ๆ ก็จะได้ยินเพียงว่านายสมัครฯกล่าวอะไรออกมา

แต่ในวงการนักพูด เขาจะฟังว่า

นายสมัครฯกล่าวอย่างไร และทำไมต้องกล่าวอย่างนั้น

.

.

กระผมนายสมัคร สุนทรเวช

ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯไว้วางพระราชหฤทัย แต่งตั้งให้ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันนี้เป็นไป

ขอเรียนท่านที่เคารพที่มาร่วมในงานนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่มาร่วมในการแสดงความยินดี ในงานซึ่งผมจะมารับหน้าที่ร่วมกับท่านทั้งหลายในบางส่วนซึ่งทำงานอยู่ด้วยกัน

.

( ช่วงนี้ เรียกว่าการกล่าวคำนำ และทักทายผู้คนที่มารับฟังในเบื้องต้น)

.

กระผมเดินทางในเรื่องของการเมืองตลอดชีวิตผมค่อนชีวิต อยู่ในวงการเมืองตั้งแต่การเมืองท้องถิ่น จนมาเป็นการเมืองระดับชาติ เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และย้อนกลับไปทำงานท้องถิ่น และตั้งใจว่าจะเกษียณอายุทางการเมืองในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ทำหน้าที่อยู่เพียง 5 เดือน ก็เกิดการปฎิวัติยึดอำนาจ

เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ เมื่อมีโอกาสและมีผู้คนที่รวบรวมกันมา สามารถจะตั้งพรรคการเมือง มีจิตวิญญาณทางการเมือง ซึ่งผู้คนนั้นยังมีศรัทธาอยู่ ผมก็รับหน้าที่

.

(ช่วงนี้ เป็นการแนะนำตัวว่าผู้พูดเป็นใคร มาจากไหน)

.

ขอประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบทั่วกันว่า ผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองชื่อพรรคพลังประชาชน ผมมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมา 233 คน และมาจัดคณะรัฐมนตรีตามจำนวนที่กฏหมายกำหนด และจะเริ่มดำเนินการเมื่อได้เฝ้าถวายสัตย์ปฎิญาณตามหน้าที่แล้ว ก็จะทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองนี้

.

(ช่วงนี้ผู้พูดต้องการสื่อว่า ต่อจากนี้ไปจะทำอะไรบ้าง)

.

ขอประกาศให้ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกพ้อง หรือเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบหน้ากัน ได้รู้ว่า ผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนี้ ผมทำงานการเมือง แน่นอน ผมเคยเป็นมาแล้วทุกตำแหน่ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี

.

(ช่วงนี้ ผู้พูดจะใช้สำนวนตอกย้ำให้กับผู้ฟังได้ทราบถึงความชอบธรรมที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง)

.

ผมยืนยันกับท่านทั้งหลายว่า ผมจะทำการนี้ได้

ใครต่อใครจำนวน 24 ท่าน ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาแล้วนั้น ก็เป็นคนไทยเหมือนกับผม มีความรักชาติ มีความผูกพันในศาสนา และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ผมได้พูดเสมอว่า ในจิตใจของคนไทยนั้น ชีวิตจิตใจความผูกพันอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ และเราอยู่กันมาได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงวันนี้ ไม่ได้นับถอยหลังไปเพียง 10 เพียง 100 แต่นับได้หลายร้อยปี เรายังดำรงสถาบันนี้อยู่ และสถาบันนี้จะอยู่คู่ประเทศไทยไปอีกนาน

.

(ช่วงนี้ นักพูดทั่วไปจะถือว่าเป็นการหว่านล้อมผู้ฟังให้เชื่อในสิ่งที่ตนพูด โดยการนำสิ่งที่ผู้คนเคารพรักมากล่าวอ้างอิง และกำลังจะนำไปสู่การทำลายความเชื่อถือบางอย่างที่ผู้พูดไม่เชื่อ)

.



.

ใครก็ตามแต่ที่ได้บังอาจในอดีต ได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำการเหยียบย่ำผู้คนอื่น ด้วยการกล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภักดี ข้อหานี้เป็นข้อหาร้ายแรง

ผมแน่ใจว่าพี่น้องประชาชนคนไทยเสียงข้างมาก ที่ได้แสดงตัวเลขให้เห็นด้วยตัวเลข 233 นั้น อย่างน้อยที่สุดไม่ได้เกี่ยวกับโรงศาล แต่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดว่าคนที่ถูกกล่าวหานั้น เขาไม่ได้ไม่จงรักภักดีอย่างที่ไปกล่าวหากัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องของชีวิตของคนทั้งชีวิต ทั้งครอบครัวที่โดนเกิดเหตุ

.

(ช่วงนี้ จะเรียกว่าเป็นการพูดแบบฉายสปอร์ตไลท์ไปที่ดอกกุหลาบ ปล่อยให้หนามกุหลาบซ่อนอยู่ในความมืด เป็นถ้อยคำมนต์ขลัง ที่ทึกทักให้ผู้ฟังเชื่อตาม หรือเสนอแนะให้เชื่อตาม หากเปรียบกับการสะกดจิต พลังที่แท้จริงของการสะกดจิตจะอยู่ที่ "ข้อความ" ไม่ใช่อยู่ที่ "ผู้สะกด" หรือ "ผู้พูด" แต่ประการใด)

.

ผมเป็นนักการเมือง ผมเห็นว่า เมื่อผมจะทำการเมืองเพื่อพิสูจน์ได้ ผมก็ทำการเมืองนี้ แต่บัดนี้เป็นข้อพิสูจน์

ผมขอให้ใครก็ตามแต่ ที่เคยดูหมิ่นถิ่นแคลนผมด้วยการเขียนหนังสือ ด้วยการว่ากล่าว ด้วยการพูดจาถากถาง เหมือนกับผมเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ เป็นคนที่ไม่เคยรู้เรื่องต่าง ๆ นั้น ผมขอยืนยันว่า ท่านต้องให้เวลาผมทำงานนี้

.

(ช่วงนี้ จะเห็นได้ว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับประโยคก่อนหน้านี้ แต่ได้สะกดจิตผู้ฟังด้วยเรื่องราวที่ซ่อนหนามกุหลาบแล้ว ก็จะพูดถึงเรื่องของผู้พูดที่ผู้พูดต้องการ)

.

นายกรัฐมนตรีคนที่แล้วทำงานมา 16 เดือน ท่านก็เป็คนธรรมดาเหมือนกับผม ท่านเชี่ยวชาญเรื่องการทหาร และไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการอื่นเลย แต่ท่านก็ถือหางเสือดูแลบ้านเมืองนี้ได้มาปกติ

ผมเป็นนักการเมือง ผมรู้เล่ห์กลการเมือง วิธีการเมือง การบริหารบ้านเมือง ไม่ทุกแขนง แต่คนที่มานั้นมากันทั้งคณะรัฐมนตรี ผมไม่ได้บริหารบ้านเมืองนี้คนเดียว ขอให้ท่านเชื่อใจเถอะครับว่า ผมจะทำหน้าที่ดูแลงานของบ้านเมืองนี้ได้

.

(ช่วงนี้ ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังเกิดความมั่นใจในตัวของผู้พูด และแสดงความชำนิชำนาญในการเปรียบเทียบว่า)

.

งานการเมืองที่บริหารกันนั้น มันเหมือนรถยนต์ ถ้าใครเห็นรถยนต์คันใหม่รุ่นใหม่สุด จะขับนั้น ถ้าขับเป็นแล้วเพียงแต่ถามว่า พวงมาลัยมันอยู่ข้างไหน เกียร์มันเกียร์กระปุกหรือเกียร์อะโตเมติค มันจะมีเครื่องละเอียดตรงไหน ถ้าหน้าฝนก็ดูว่าที่ปัดน้ำฝนอยู่ตรงไหน ปลอดภัยก็ดูเบรค ดูน้ำมันเครื่อง ดูน้ำมันเต็มถัง เปิดแทงค์ตรงไหน เปิดหน้าตรงไหน เปิดหลังตรงไหน เท่านั้นแหละครับก็ออกขับ

ใครโชคดีก็ขับถนนใหญ่ 8 ช่อง 9 ช่อง 10 ช่อง ขับไปไม่มีปัญหา ใครโชคไม่ดีก็อาจจะเริ่มขับตอนกลางคืน ขับถนนขรุขระ ขับถนนขึ้นเนินขึ้นเขา ขับถนนซึ่งไม่เป็นปกติ

แน่นอนครับ ผมมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลจะขับรถคันนี้ในเวลาที่ไม่ปกติ

.

(ช่วงนี้ เป็นการเสนอการพูดเปรียบเทียบ ผู้ฟังก็จะคล้อยตามไปตามคำเปรียบเทียบนั้น และมองเห็นภาพตามที่พูดต้องการนำเสนอ คนที่ขับรถเป็นก็จะบอกว่าใช่ คนที่ขับรถไม่เป็นก็จะบอกว่าใช่

แต่การกล่าวช่วงนี้ คือการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ผู้พูดบอกเพียงว่า ฉันขับรถเป็น ส่วนจะขับนิ่มนวล ขับช้า ขับเร็ว ไม่ได้บอกกล่าว รถขับดุ่ยไปคนเดียว จะมีผู้โดยสารในรถหรือไม่ ผู้คนริมถนนจะถูกน้ำกระเด็นใส่หรือไม่ ผู้พูดไม่ได้คำนึงถึงและไม่ให้ความสำคัญใส่ใจนัก)

.

ผมขอวิงวอนโปรดให้ความสนับสนุนรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นรัฐบาลผสม จะชั่วดีถี่ห่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน มาจากพรรคการเมืองที่ตั้งใจด้วยกัน 6 พรรค จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองนี้ ให้เดินหน้าต่อไป

ขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน ขอบพระคุณโทรทัศน์ทุกช่องที่ได้ช่วยถ่ายทอด ไม่มีโอกาสไหนหรอกครับที่จะพูดกับประชาชนคนไทยได้ในเวลานี้

.

(ช่วงนี้ ผู้พูดแสดงให้เห็นว่า เป็นนักฉกฉวยโอกาสที่มีประสิทธิภาพ)

.

ใช้เวลาเพียงเท่านี้ ไม่รีบร้อน ไม่ลุกลน และไม่ได้ถือว่าจะต้องมีฤกษ์งามยามดี แต่จังหวะเท่านั้นเท่านี้ พอเพียงครับ

.

(ช่วงนี้ ผู้ฟังจะเกิดความชื่นชอบว่า ผู้พูดเป็นคนง่าย ๆ แต่ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่งดงามที่สุดของการแสดงการพูด)

.

ขอยืนยันว่าที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมานั้นบังคับให้ผมต้องพูด ผมถูกดูหมิ่นดูแคลนจากผู้คนในแวดวงหนึ่ง ซึ่งผมจะไม่ออกชื่อ ผมยอมอดทนอดกลั้น และผมจะอดกลั้นต่อไป ผมจะทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองนี้ในความรับผิดชอบดังที่ได้ประกาศเมื่อสักครู่นี้

ขอท่านทั้งหลายได้โปรดให้กำลังใจด้วย ขอบพระคุณมาก

.

(ช่วงสุดท้าย ผู้พูดได้กล่าวแบบกล่าวฝากคำถามให้กับผู้ฟังไปเคลือบแคลงใจว่า ผู้คนในแวดวงหนึ่งซึ่งผู้พูดไม่ออกชื่อนั้นคือใคร และชื่นชอบที่ผู้พูดอดทนอดกลั้นได้)

.

.

ท่านที่เคารพครับ

ผมได้ถอดเทปคำพูด ของฯพณฯนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช

และนำเสนอให้ท่านได้เห็นอย่างชัดเจน

ขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ท่านเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ แม้กระทั่งวิสัยทัศน์

และท่านอย่าไปตื่นเต้นตูมตามกับน้ำเสียงสำนวนของท่านเลย

ท่านเป็นนักแสดงการพูดที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น

ความเป็นนักพูดของท่าน ไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับปราชญ์อย่าง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์

หรือหลวงวิจิตวาทการฯ หรือนักการทหารอย่าง พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัช ได้เลย

.
...
  
คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมและปาฐกถาพิเศษ

เรื่อง “แนวคิดใหม่ในการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชน”

ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2546 เวลา 09.30 น.



*******************************



จากการที่ผมได้มาอยู่ในเมือง และได้มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพฯ อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งต้องไปพบปะกับประชาชนทั่วประเทศ ได้เห็นชีวิตทั้งหลาย ตลอดจนการที่ได้ไปเรียนหนังสือมานั้น ผมจะนำมาพูดว่า ทำอย่างไรเราจะทำให้การเผยแพร่กฎหมาย การรับรู้กฎหมายของประชาชนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่กิจกรรมหลายกิจกรรมมักจะมีประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อจะให้การกระทำนั้น ๆ ถือว่าประชาชนอนุญาตแล้ว แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ประชาชนของเราส่วนใหญ่จะใช้ภาวะที่เรียกว่า ไม่ค่อยรับรู้ ไม่ค่อยสนใจเพราะชีวิตต้องทำมาหากินไปเรื่อย ๆ แต่จะมีประชาชนอยู่กลุ่มหนึ่งที่คล่องแคล่ว ว่องไว แข็งขัน แต่ก็เป็นกลุ่มน้อย สังคมไทยเราเป็นสังคมที่เรียกว่าสังคมกระแส จนชาวต่างชาติเรียกเราว่า สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยกระแส ซึ่งหากท่านลองสังเกตดูตอนที่ผมเป็นรัฐบาลอยู่นี้ ถ้ามีใครที่พยายามจะก่อกระแสที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและทำให้สังคมสับสน ผมจำเป็นต้องออกมาดับกระแส ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่รับฟังใคร แต่บางคนนั้นฟังไม่ได้ ฟังแล้วทำให้สังคมสับสน ผมต้องพูดเพื่อให้สังคมหยุดสับสน ถ้าหากผู้นำประเทศไม่พูดอะไร ปล่อยให้สังคมสับสนในเรื่องที่ไม่เป็นสาระจะเป็นอันตราย

แต่วันนี้ผมดีใจที่กระทรวงยุติธรรมได้มาจัดทำเรื่องของการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย แต่หลักของการเผยแพร่ความรู้กฎหมายนั้น ผมต้องขอย้อนยุคนิดหน่อย โบราณสมัยก่อนไม่มีกฎหมาย เรามีความเชื่อ มีการนับถือศาสนาเป็นตัวยึดเหนี่ยวให้คนนั้นทำในสิ่งที่เป็นเรื่องดีงาม และยึดถือมาจนกลายเป็นจารีตประเพณีหรือเป็นบรรทัดฐานของสังคมนั้น ๆ คนที่ไม่ทำตามจารีตประเพณีหรือบรรทัดฐานที่สังคมยอมรับที่บอกว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี คนที่ทำตัวไม่ดีก็จะถูกสังคมลงโทษ ซึ่งมีวิธีการลงโทษหลายแบบ ที่ง่ายที่สุดคือ สังคมต่อต้าน คือไม่ยอมรับ ไม่สังฆกรรมด้วยหรือเรียกว่าการคว่ำบาตรทางสังคม (Social Sanction) แต่ถ้าหนักขึ้นไปอีกนิดคือ อาจจะมีการลงโทษโดยใช้หัวหน้าหรือที่สมัยก่อนเรียกว่าหัวหน้าชนเผ่า เป็นผู้ที่ลงโทษ นั่นคือสิ่งที่เป็นกฎหมายในสมัยเดิม แต่ความเชื่อก็ดี ผู้ปกครองสมัยก่อนก็ดี ได้เริ่มใช้ แต่บางครั้งการที่จะชี้นำหรือชักชวนให้คนในสังคมเชื่อและปฏิบัติตามนั้นทำไม่ได้ จึงอ้างภูตผีเทวดาว่า ถ้าทำอย่างนั้นเทวดาฟ้าดินจะลงโทษ แต่บางครั้งเมื่ออ้างบ่อย ๆ เริ่มจะอ้างในลักษณะที่เป็นประโยชน์เพื่อตัวเอง เพื่อที่ตนเองจะได้มีอำนาจปกครองคนเหล่านั้นได้อย่างเด็ดขาดมากขึ้นก็จะอ้างถึงภูตผีปีศาจหนักขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนไม่สามารถพิสูจน์ได้ จึงกลายเป็นเรื่องของความเชื่อของคนในสมัยก่อน

ในสมัยนั้นสังคมเป็นสังคมเล็กไม่มีความเชื่อมโยงกัน ภูเขานี้มีหมู่บ้านหนึ่ง ภูเขาโน้นมีอีกหมู่บ้านหนึ่ง ลุ่มน้ำนี้มีชุมชนหนึ่ง ลุ่มน้ำโน้นมีอีกชุมชนหนึ่ง การคมนาคมไปมาหาสู่กันนั้นลำบาก เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในที่หนึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเหมือนในอีกที่หนึ่ง หรือไม่ต้องรับรู้ ไม่เหมือนกับปัจจุบัน แต่ต่อมาระบบภูตผีปีศาจนั้นมีมากขึ้น จึงมีผู้รู้ซึ่งเป็นนักปราชญ์ทั้งหลาย ได้กลับมาคิด เพราะชุมชนใหญ่ขึ้น ความเชื่อมโยง ความรู้ต่าง ๆ เริ่มใกล้กันเข้ามา นักปราชญ์เริ่มมีความรู้สึกว่า สิ่งที่หลอกเรื่องภูตผีปีศาจ เทพยดาฟ้าดินนั้นไม่จริง นักปราชญ์เหล่านั้นจึงพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จริง เมื่อไม่จริง ความเชื่อในสิ่งที่เร้นลับจึงเริ่มลดลงไป คนเหล่านั้นจึงคิดว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะออกกติกา ยุคนั้นเราเรียกว่า ยุคแห่งความสุกสว่าง คือ เป็นช่วงที่มีการจุดประกายความคิดด้วยเหตุและผลมากขึ้น เมื่อยุคนั้นเกิดขึ้นนักปราชญ์จึงเกิดขึ้นหลายฝ่าย จนมีสัญญาประชาคม หรือที่เรียกว่า Socail Contract เกิดขึ้น ซึ่งตกลงกันว่า การที่ประชาชนมารวมอยู่เป็นรัฐขึ้นมา ไม่สามารถขึ้นมาบริหารประเทศด้วยกันทุกคนได้ จึงเลือกตัวแทนขึ้นไปบริหารแทน ตัวแทนมีหน้าที่ทำให้คนเหล่านั้นอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่มีการเบียดเบียน ข่มเหงรังแกกัน ไม่ให้ผู้ที่มีอำนาจมากกว่าข่มเหงรังแก เอาเปรียบผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า นั่นคือกติกาที่ตกลงกันไว้ เป็นกติกาซึ่งเป็นที่มาของประชาธิปไตย กติกายังบอกต่อด้วยว่า รัฐจะยึดสิทธิเสรีภาพบางส่วนของประชาชนออกมา เพื่อนำมากำหนดเป็นกฎหมาย เพื่อให้เขาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่ให้นำมาเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่นำมามาก เช่น ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขามากเกินไปไม่ได้ ให้นำมาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แล้วนำมาออกกติกา ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ออกจนมากเกินไปคุมหมดทุกอย่าง เช่น กินข้าวต้องนั่งตัวตรง กินข้าวต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนนั้นออกเป็นกฎหมายไม่ได้ กฎหมายนั้นต้องออกมาในลักษณะเท่าที่จำเป็น เท่าที่ให้สังคมอยู่ร่วมกันโดยไม่มีการเอาเปรียบ รังแกซึ่งกันและกัน นั่นคือสิ่งที่เป็นกติกา แต่ปรากฏว่า บางรัฐไปนำสิทธิเสรีภาพของประชาชนมามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้นำมาเพื่อประชาชน นำมาเพื่อความอยู่รอดและอยู่ยงคงกระพันของตนเอง อย่างนั้นถือว่าผิดกติกาที่ตกลงกันไว้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่ดีต้องพยายามคืนเขาไป ซึ่งเรียกว่า People Empowerment คือการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนไปเรื่อย ๆ ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากที่สุดเท่าที่เขาจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นี่คือกติกา ถ้าเราเข้าใจกติกาตรงกัน ผมคิดว่าการออกกฎหมายทั้งหลายจะออกได้เหมาะสม และกฎหมายทั้งหลายจะนำมาพิจารณาทบทวนกันใหม่

วันนี้รัฐบาลนี้กำลังทบทวนหลายเรื่อง กฎหมายล้าสมัยต้องเลิกให้หมด กฎหมายที่หมดสภาพการบังคับใช้ต้องเลิกให้หมด อย่าเหลือไว้ หากเหลือไว้จะเกิดการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้กฎหมายเหล่านั้นข่มเหงรังแก คอร์รัปชั่นจากประชาชน กฎหมายใดที่ละเมิดสิทธิของประชาชนมากเกินไปและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องละเมิดขนาดนั้นก็ต้องคืนไป เรียกว่าการคืนอำนาจให้แก่ประชาชน นี่คือกระบวนการที่รัฐบาลนี้กำลังต้องทำ คือมองกฎหมายทั้งระบบและความเชื่อมโยง การมีกฎหมายมากเกินไปไม่ใช่สิ่งดีซึ่งผมได้เรียนไปแล้ว แต่หลายรัฐบาลพยายามออกกฎหมายในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย นี่คือจุดที่เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างนักบริหารกับกลไกที่ต้องการจะบังคับให้กับรัฐบาลที่ไม่ค่อยบริหารปฏิบัติ เพราะเมื่อใดที่การเมืองเสื่อม การเมืองอยู่ในขั้นที่มีคนเข้ามาเสวยสุขทางการเมือง ไม่ได้เข้ามาทำเพื่อประชาชน การเมืองที่เต็มไปด้วยคนที่รู้น้อย แต่เอาเปรียบประชาชน ตอนนั้นสังคมก็จะกดดันให้ออกกฎหมายเพื่อบังคับให้นักการเมืองเหล่านั้นต้องบริหารตามกฎหมาย เมื่อนักบริหารเข้ามามีจิตสำนึกว่าจะต้องบริหารเพื่อประชาชน กฎหมายตัวนี้จะเป็นอุปสรรค เพราะบังคับทุกขั้นตอน ทำให้ไม่มีโอกาสที่ได้ใช้ดุลยพินิจในการแก้ปัญหาของชาติ ตรงนั้นจะกลายเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นความพอดีอยู่ที่ไหน นั่นคือสิ่งที่นักวิชาการทางกฎหมายจะต้องคิดว่าความพอดีอยู่ตรงไหน ถ้าใครมองมิติของตัวเอง ไม่เข้าใจมิติของคนอื่นจะออกมาอย่างที่เคยเห็น กฎหมายบางฉบับออกมาเป็นเรื่องที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย แต่ต้องเป็นกฎหมาย เพราะเกรงว่านักการเมืองผู้มีอำนาจขึ้นมาแล้วจะ ไม่ทำตามอย่างนี้ แต่เมื่อคนที่เข้ามามีจิตสำนึกต้องทำแล้วทำเป็นก็จะมีความไม่คล่องตัวมาก เพราะกฎหมายบังคับจนขั้นตอนมากเกินไป แต่กฎหมายนั้นไม่สามารถที่จะรู้ทุกขั้นตอนได้หมด แต่การออกไปทำให้ต้องตีความ ต้องทำอะไรมากมาย

ต่อไปเราหันมาดูโครงสร้างของสังคมในประเทศไทย สังคมประเทศไทยนั้นมีโครงสร้างที่ต่างกัน สังคมส่วนหนึ่งคือสังคมคนจน คนชนบท คนมีการศึกษาน้อย แน่นอนคนเหล่านี้คือคนที่รู้กฎหมายน้อย จึงมีโอกาสถูกเอารัดเอาเปรียบ โอกาสเข้าหาแหล่งที่เป็นทุน แหล่งที่เป็นทรัพยากร แหล่งที่เป็นความรู้น้อย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่จะต้องมาช่วยกันแก้ให้เขามาเป็นผู้ที่รู้กฎหมาย เพราะมีกฎหมายที่เขียนไว้ว่า ผู้ใดจะอ้างความไม่รู้กฎหมายเพื่อเป็นเหตุแห่งการพ้นผิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้กฎหมายอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เพราะฉะนั้นจงอยู่อย่างไม่รู้กฎหมายและเสียเปรียบต่อไป กระทรวงยุติธรรมจึงต้องทำเรื่องนี้ นี่คือคนส่วนใหญ่ในโครงสร้างของสังคมไทย กลุ่มที่สองคือคนที่อยู่ในเมือง คนที่อยู่ใกล้ปืนเที่ยงทั้งหลาย มีการศึกษา ถึงแม้ไม่ได้ศึกษากฎหมายโดยตรง คนเหล่านี้พอรู้กฎหมายที่เอาตัวรอด รู้เหนือกว่าคนธรรมดาสามัญจำนวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เป็นคนส่วนใหญ่ในเมือง คนเหล่านี้มีมากรองลงมา ถ้ามองฐานพีระมิด พีระมิดฐานล่างใหญ่ที่สุด กว้างที่สุดคือกลุ่มแรกที่ผมพูดถึง และนี่คือกลุ่มที่สอง กลุ่มที่สามคือผู้ที่รู้กฎหมายจริง ๆ เพราะเป็นนักกฎหมายหรือสนใจกฎหมายเป็นพิเศษ กลุ่มนี้จะมีน้อยซึ่งในกลุ่มนี้จะแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือผู้ที่รู้และเชี่ยวชาญกฎหมาย เพราะเป็นอาชีพที่จะต้องรักษาความยุติธรรมให้กับสังคม เป็นอาชีพที่จะต้องประดิษฐ์กฎหมายขึ้นมาเพื่อสังคม แต่คนส่วนน้อยของคนกลุ่มนี้คือคนที่รู้กฎหมายแล้วใช้เล่ห์เหลี่ยมกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง กลุ่มนี้คือบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา รู้แล้วอันตราย เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้กฎหมายวันนี้ได้รู้กฎหมาย นั่นคือสิ่งที่เรามากำลังมาทำกันในวันนี้

ผมมาคิดดูว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้คนเหล่านั้นรู้กฎหมาย ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า ทุกวันนี้กฎหมายของเราเป็นธรรมหรือไม่ โดยทฤษฎีนั้นใช่ แต่ลงไปปฏิบัติลึก ๆ มีกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอยู่มาก กฎหมายไม่เป็นธรรมนั้นเพราะเนื้อหาไม่เป็นธรรม เพราะเข้าใจสังคมไม่ดีพอ เข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่เขียนนั้นไม่ดีพอ อย่างที่สองคือ ที่ไม่เป็นธรรมเพราะความยากในความเข้าใจที่ประชาชนพึงจะมีต่อกฎหมายนั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา

ผมได้เคยไปพูดครั้งหนึ่งที่เนติบัณฑิตสภา ที่กระทรวงยุติธรรมจัดขึ้น ผมได้พูดถึงว่า การเขียนกฎหมายที่นักกฎหมายเขียน เหมือนกับให้ผมเขียนภาษาอังกฤษซึ่งผมเขียนไม่เก่ง พอได้แต่ไม่เก่ง แล้วไปบอกคนซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือว่าผมเขียนง่าย ๆ ทำไมไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจหรอกเพราะเป็นคนละภาษา นักกฎหมายที่รู้ภาษากฎหมายจะเขียนภาษากฎหมายที่สวยอย่างไรนั้นก็เขียนได้ แต่เขารู้และเข้าใจ แต่คนทั่วไปที่ไม่เข้าใจนั้นมีมาก เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ดีต้องเขียนในลักษณะที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่าย เพราะเราไม่ได้เขียนเพื่อให้ประชาชนไม่เข้าใจ แต่บางครั้งนักวิชาการบางคนถ้าเขียนแล้วคนอ่านไม่เข้าใจนั้นเท่ห์ ความจริงแล้วการเขียนกฎหมายเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้ง่ายและประชาชนทั่วไปเข้าใจ เพราะฉะนั้นกฎหมายจะต้องเป็นคำพูดที่ง่ายและเข้าใจได้ และที่สำคัญคือไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ทันสมัยตลอดเวลาเป็น 10 ปี 20 ปี หรือ 100 ปี เพราะฉะนั้นกฎหมายต้องมีวันครบกำหนด เช่น เมื่อครบ 7 ปีกฎหมายฉบับนี้ต้องสิ้นสุด เพื่อบังคับให้ผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายในขณะนั้น ๆ ได้ไปแก้ให้กฎหมายนั้นทันสมัย ทันเหตุการณ์ เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมต่อสังคม

ผมคิดว่าเรื่องของกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สมมติว่า เราอยู่ร่วมกันในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง ถ้าเรามีกฎกติกาที่เป็นที่เข้าใจของคนในครอบครัว การอยู่ร่วมกันนั้นโอกาสที่จะละเมิดกติกาจะไม่มีเพราะเข้าใจดี ยกเว้นแต่คน ๆ นั้นมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน แต่พฤติกรรมปกตินั้นจะเข้าใจกติกาชัดเจน ครอบครัวใหญ่คือประเทศ ถ้าเราจะออกกติกาให้ครอบครัวใหญ่เหล่านี้ได้อยู่ร่วมกันและเข้าใจกันอย่างดี กติกานี้จะต้องชัดและโปร่งใส

วันนี้ความยากจนของประเทศไทยส่วนหนึ่งคือ โครงสร้างทางกฎหมายมีส่วนทำให้คนจนนั้นลำบาก แต่วันนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามเข้าใจ พยายามจะช่วยเหลือคนจนด้วยจิตใจดี บริสุทธิ์และอยากช่วยเหลือ แต่ไปเน้นเรื่องสิทธิ ไม่ได้เน้นเรื่องหน้าที่ ไม่มีกฎหมายและไม่มีกติกาใดในโลกที่คนอยู่ร่วมกันจะมีแต่สิทธิไม่มีหน้าที่ ถ้าคนมีสิทธิอย่างเดียวไม่มีหน้าที่นั้นเป็นอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเราไม่ต้องการและไม่ปรารถนา เพราะทุกคนจะต้องมีสิทธิและหน้าที่ เหมือนกันทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นอะไร บางคนอาจจะเป็นฐานันดรพิเศษ เช่น สื่อมวลชน มีสิทธิเสรีภาพมากมายแต่ต้องมีหน้าที่ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ นายกรัฐมนตรีมีสิทธิในฐานะเป็นประชาชนคนหนึ่ง มีสิทธิที่ต้องดำเนินงานหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ตามที่กฎหมายให้ แต่ต้องมีหน้าที่ หน้าที่ที่สำคัญของนายก รัฐมนตรีคือ หน้าที่ที่จะต้องสร้างความผาสุกให้กับประชาน หน้าที่ที่จะต้องให้ความเป็นธรรมต่อสังคม หน้าที่ที่จะต้องนำพาประเทศชาติไปให้ก้าวหน้า ถ้าทำหน้าที่ตนเองไม่ได้ ประชาชนจะบอกว่าไม่เอาแล้ว เพราะทำหน้าที่ไม่ดี นี่คือกติกาที่อยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน ทุกคนมีบทบาท ต้องมีสิทธิและหน้าที่ทั้งนั้น ประชาชนทุกคนเกิดมาเป็นคนไทยก็มีสิทธิและหน้าที่ทันที นี่คือสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจ

วันนี้ที่ผมพยายามคุยกับท่านทั้งหลายคือ ต้องการเน้นเรื่องกฎหมาย เน้นเรื่องความเข้าใจ แต่วันนี้รู้สึกว่าผมจะพูดทางวิชาการมากไป ทั้งที่พูดกับประชาชนทั่วไป แต่อยากจะให้เข้าใจปรัชญาเสียก่อน หากเราไม่เข้าใจปรัชญานั้นจะลำบากว่าเราจะเข้าใจกติกาการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร บางครั้งต้องยอมถอยลงไป ท่านเห็นหรือไม่ว่าชาวเขา เมื่อก่อนนี้ปลูกฝิ่น และวันนี้บางส่วนบุกป่า เราไปบอกเขาว่า ทำไมถึงปลูกฝิ่น เขาบอกว่าเขาปลูกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำไมบุกป่า เขาบอกว่าเขาต้องปลูกผักไว้กิน นั่นคือเขาไม่เข้าใจและอยู่ไกลปืนเที่ยง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงพระราชทานคำแนะนำและหาทางเลือกให้แก่เขา ให้เขาไม่ปลูกฝิ่น ให้เขาปลูกพืชทดแทน เขาก็อยู่ได้โดยไม่ดิ้นรนไปปลูกฝิ่น เพราะว่าเขาไม่รู้ แต่ถ้าเราไปใช้กฎหมายทันที ไปจับเขานั้นได้ระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมาย ความเข้าใจ ความรู้ว่าความจำเป็นของกฎหมาย ผลกระทบของพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างไร เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องอธิบายให้เข้าใจ ทำไมต้องมีกฎหมายฉบับนี้ ต้องอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ หลักการและเหตุผลที่ขึ้นไปอ่านในสภาฯ นั้น เป็นเรื่องที่เราเข้าใจกันเอง แต่ชาวบ้านเข้าใจอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ การที่จะให้คนร่วมมือกัน พัฒนาขึ้นมาให้เป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นต้องใช้ความเข้าใจเป็นสำคัญ หากความเข้าใจไม่มี กฎหมายก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่คอร์รัปชั่น

วันนี้คอร์รัปชั่นมีมาก คนจนมีมาก ส่วนหนึ่งอยู่กับเรื่องเนื้อหาความเป็นธรรมของกฎหมายและความเข้าใจนอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมแล้วด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้กระทรวงยุติธรรมต้องมีหน้าที่สังคายนาครั้งใหญ่ ดูความจำเป็นของกฎหมายแต่ละฉบับมีมากน้อยแค่ไหน เนื้อหาความง่ายต่อความเข้าใจมีมากแค่ไหน แล้วอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้แค่ไหน นอกเหนือจากต้องทำอยู่แล้วคือ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายนั้นให้เหมาะสมถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ถึงจะทำแล้วควบคู่ไปกับการขจัดความยากจนของประเทศ เราไม่สามารถบอกว่าเอาเงินไปแล้วไปทำนานะ แล้วหายจนนะ ไม่หายหรอกครับ เพราะจะต้องทำไปพร้อม ๆ กันถึงโครงสร้างทั้งระบบ โครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ โครงสร้างกฎหมายและโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม

วันนี้หากจะตำหนิกันนั้นตำหนิกันได้ทั้งระบบ โครงสร้างนั้นต้องปรับปรุงและแก้ไขอย่างหนัก เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำและต้องทำนานแล้ว แต่การเมืองเข้ามาได้ 3 เดือน ความไม่แน่นอนก็เกิดขึ้น แล้วการเมืองส่วนใหญ่ไม่ทำการบ้าน เข้ามาถึงไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี เพราะไม่มีการเสนอนโยบาย เข้ามาถึงถกเถียงกันจนชนะเลือกตั้ง เมื่อเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไร คนไทยรอได้ไม่นานพอเห็นท่าไม่เป็นอะไรจะบ่นและต่อว่า สื่อมวลชนก็จะลงต่อว่าตามกระแส ในที่สุดเมื่อศรัทธาตกจากประชาชน มือในสภาฯ หดหายไปเรื่อย ผลสุดท้ายรัฐบาลพัง พังชุดแล้วชุดเล่าจึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ หมักหมม ปัญหาระยะยาวไม่เคยถูกแก้ไข สิ่งที่ผมพูดวันนี้คือปัญหาที่ต้องแก้ไขระยะยาว

เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้ก็ใช้การแก้ปัญหาระยาวอยู่หลายเรื่อง เริ่มต้นต้องแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่ใช่แก้ไขปัญหาระยะสั้น เรื่องของประกันสุขภาพเป็นต้น เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขปัญหาระยะยาว ต้องปรับโครงสร้างการให้บริการสุขภาพกับประชาชนใหม่อย่างสิ้นเชิงทั้งหมด แต่ปรากฏว่าหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่ายาก แต่เราทำได้เร็วกว่าที่คิด ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพี่น้องประชาชนตั้งตารอคอยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่อย่างนี้มานานแล้ว

กลับมาพูดเรื่องกฎหมายกันอีกครั้ง สิ่งที่จะเผยแพร่ได้ดีที่สุด คือ ต้องเข้าใจสังคมว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่อ่านน้อย ฟังมาก คือเป็นสังคมฟังมากกว่าสังคมอ่าน เมื่อเป็นสังคมฟังเราต้องพยายามทำอย่างไรถึงจะให้การอ่านนั้นง่ายขึ้น ท่านจำเรื่องมหาชนกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ได้หรือไม่ ตอนหลังมามีฉบับการ์ตูนซึ่งคุณชัย ราชวัตร เป็นผู้ทำ เพราะต้องการให้อ่านง่าย และต่อมาการอ่านได้แพร่หลายมากขึ้นเพราะด้วยการอ่านที่ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นหลักของการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายคือ ทำให้ง่าย อ่านให้ง่าย แล้วคนจะอ่าน อย่างที่สองทำอย่างไรจะให้ทั่วถึง เพราะประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายมีมากอย่างที่ผมว่า ฐานล่างของพีระมิดคือคนที่ไม่รู้กฎหมาย เพราะฉะนั้นต้องทำให้ทั่วถึง ทั่วถึงแล้วไม่พอต้องทำอย่างสม่ำเสมอ จนความรู้ทางกฎหมายนั้นเป็นอัตโนมัติอยู่ในใจ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโอกาสในชีวิตของเขา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตและโอกาสในชีวิต นั่นเป็นสิ่งที่จะต้องเลือกขึ้นมาแล้วทำให้ง่าย ทำให้ทั่วถึงและทำอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความเข้าใจกฎหมายนั้นอย่างอัตโนมัติ เหมือนย้อนกลับไปที่เรา ระบบเรื่องจารีตประเพณี บรรทัดฐาน จนทำให้จารีตประเพณีและบรรทัดฐานนั้นเกิดพฤติกรรมที่เป็นลักษณะที่มีจริยธรรมในการปฏิบัติตัว เช่นกันกับเรื่องของกฎหมาย ถ้าให้เขารู้จนกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทยทั้งหมดนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด บางครั้งเขาไม่รู้แล้วเราจะบอกว่าสักวันเขาจะรู้ไปเอง แต่วันที่ไม่รู้นั้นคือวันที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว

เราย้อนมองไปที่สังคมฐานราก คนที่เป็นโจรก่ออาชญากรรมส่วนใหญ่คือคนจน แล้วคนที่ติดคุก วันนี้ลองไปดู 98% คือคนจน แล้วคนที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรมทั้งหลาย ถูกปล้นทรัพย์ ถูกชิงทรัพย์ ถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนจนทั้งนั้น วันก่อนที่ข้าราชการระดับ 7 โดนตีหัวที่สะพานลอยนั้นเป็นเรื่องแปลก เพราะปกติจะไม่ค่อยมี ถ้าข้าราชการระดับ 3 โดนตีเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่ได้หมายความว่าไม่ถูกต้อง แต่ว่านาน ๆ จะมีคนซึ่งไม่ใช่คนจนแล้วตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมมีไม่มาก นี่คือโครงสร้างสังคมที่เป็นแทบทุกที่ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้ เพราะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เป็นประเทศที่ใช้เศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจทุนนิยมเป็นเศรษฐกิจที่เขย่าขวด นับวันคนจะตกตะกอนมากขึ้น นับวันประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยจะมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งทุกวันนี้สังคมเข้าสู่สังคมยุคฐานความรู้ ถ้าไม่ทำอะไรให้ถูกต้องช่องว่างจะมากขึ้นอีก เพราะความรู้เป็นตัวขยายโอกาสมากกว่าในอดีต แล้วคนจนจะทำอย่างไร ลูกเกิดมาก็ต้องเป็นคนจนด้วย ซึ่งเราเรียกว่าลูกคนจน ลูกคนจนไม่เงินเรียนหนังสือ หรือได้เรียนก็เรียนในระดับโรงเรียนไม่ดี ผลสุดท้ายก็เรียนต่อไม่ได้ นี่เป็นส่วนใหญ่ แต่ลูกคนจนที่ได้ดีก็มีมาก จากนั้นคนเหล่านี้ก็ต้องไปทำงานเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เป็นแรงงานที่ค่าจ้างต่ำ มีลูกออกมาก็ต้องเป็นลูกคนจนอีก นี่เป็น วงจรอุบาทว์

เพราะฉะนั้นวันนี้ รัฐบาลนี้จึงต้องทำระบบใหม่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่ใช่ทำไปวันต่อวัน ทฤษฎีว่าอย่างนี้ก็จะทำอย่างนี้ ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก รู้ทฤษฎีมาก แต่ไม่เคยเชื่อทฤษฎีเดียว ไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายปัญหาได้ทั้งระบบ คนเป็นโรคหลายโรคกินยาเม็ดเดียวไม่มีทางหาย นี่คือเรื่องธรรมชาติที่เราต้องเข้าใจ อย่างวันนี้บางทีบางครั้งผมต้องเถียงกับนักวิชาการ เพราะมองมิติเดียว จุดอ่อนคือมองมิติเดียว เข้าใจโลกซีกเดียว ท่านลองไปถามเอสกิโม ถามคนที่อยู่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ เขาจะบอกว่าโลกนี้ทำไมมีแต่ความเย็น มองไปทางไหนมีแต่น้ำแข็ง ลองไปถามคนที่อยู่ทะเลทรายเขาก็จะบอกว่าโลกนี้ร้อนจริง ๆ โลกนี้ไม่เคยมีความเย็นเลย น้ำแข็งเป็นอย่างไรไม่เคยรู้จัก นำสองคนนี้มาเถียงกันรับรองฆ่ากันตายก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง เพราะอยู่กันคนละโลก คนละซีก ต่างก็ไม่เคยเห็นอีกซีกหนึ่ง เหมือนกันกับวันนี้ที่นักวิชาการบางคนเรียนมาอย่างเดียว และรู้อย่างเดียว ทั้งชีวิตรู้เรื่องเดียว และพยายามจะบอกเหตุการณ์ทั้งหมดว่าอธิบายด้วยทฤษฎีที่ตนเองรู้มาเท่านั้น ซึ่งไม่พอ แล้วออกมาพูดให้สังคมสับสน

คนเราพูดมา 10 ปีก็พูดอย่างเดิม เพราะว่าคอยจะประดิษฐ์คำ ไม่มีการแก้ไขปัญหา ไม่มีแนวทางออก เสนอมาให้รัฐบาลดูว่ารัฐบาลต้องทำ 1,2,3,4,5 ผมจะได้ดูและจะขอบคุณด้วยซ้ำ แต่นี่ไม่มี เปิดมาก็ว่าอย่างเดียว เพราะฉะนั้นคนที่จะพูดต้องมาช่วยกันคิด วันนี้สังคมไทยเรากำลังต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอย้ำให้ท่านทั้งหลายที่ฟังอยู่ทั้งประเทศฟังดูอีกครั้งว่า สังคมประชาธิปไตยมีฝาแฝดคือระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่มีคำถามว่า ทำไมระบบทุนนิยมจึงล้มเหลวเกือบทั่วโลก มีประสบความสำเร็จอยู่ 5 ประเทศที่ชัดเจนที่สุดคือ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ถามว่าทำไม 5 ประเทศนี้ประสบความสำเร็จ เพราะว่า 5 ประเทศนี้หัวใจของเขาคือคำว่า “ชาตินิยม” เขามีความเป็นชาตินิยมสูงมาก เขาจึงประสบความสำเร็จ เพราะว่าทุกคนมองเห็นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ดูตัวอย่างสหรัฐอเมริกาจากเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด ทุกคนลุกขึ้นมาเป็นหนึ่ง ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลไล่ล่าผู้ก่อการร้าย และเชิญธงชาติขึ้นทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้าขายสินค้ามีธงชาติติดอยู่เป็นแถว เพราะเขาถือว่าเขาต้องการจิตสำนึกของความเป็นหนึ่ง ทั้งที่อเมริกาเป็นประเทศที่คนหลาย ๆ ชาติอยู่รวมกัน ปีค.ศ. 2060 หรืออีก 57 ปี ข้างหน้าเขาคำนวณกันว่า คนอเมริกันขาวจะกลายเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ เพราะว่าคนอเมริกันดำ คนลาติน คนเอเชีย และอีกหลาย ๆ ชาติ จะเข้าไปอยู่ในอเมริกาและมีลูกมีหลานออกมา และผลสุดท้ายจำนวนประชากรเหล่านี้จะมากกว่าคนอเมริกันขาวภายในปีค.ศ. 2060 แต่ความเป็นชาติเพราะไปอยู่ในแผ่นดินนี้จะต้องทำแผ่นดินนี้ให้เจริญ ความเป็นชาติตรงนี้ของเขาสูงมา

สำหรับประเทศไทยของเรานั้นคิดถึงตนเองมากไป เมื่อตั้งหน่วยงานใดขึ้นมาก็จะสร้างเป็นอาณาจักรของตนเอง แต่ไม่คำนึงว่าผลประโยชน์ของชาติโดยส่วนรวมนั้นคืออะไร นั่นคือสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นแน่นอนครับ การออกกฎหมายหลายอย่างไปออกกฎหมายให้ตนเอง จะให้ตนเองใหญ่ ให้ตนเองศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่ได้คิดว่าภาพรวมของชาติจะเป็นอย่างไร กฎหมายนี้จะเกิดความขัดแย้งในสังคมหรือไม่ กฎหมายนี้จะทำให้การทำงาน การบริหารงานมีปัญหาหรือไม่ ไม่ได้คิด ซึ่งเป็นจุดอ่อนอีกข้อหนึ่ง

เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงต้องวิเคราะห์สังคม สังคมไทยเป็นสังคมที่มี 2 ระดับทางเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจฐานบนเป็นเศรษฐกิจของคนมีความรู้ มีการศึกษา มีโอกาส เศรษฐกิจนี้เป็นเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน ใช้ทุนนิยม ไม่มีการว่ากัน แต่ต้องเป็นทุนนิยมที่มีอุมดมการณ์ ต้องยึดถึงประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ต้องมีกติกา ต้องไม่มีการใช้ความชำนาญเอาเปรียบ คดโกง ไม่โปร่งใส และใช้สินบนเพื่อให้อยู่รอดไม่ได้ ตรงระบบนี้ต้องแก้ไข ต้องเป็นสังคมทุนนิยมที่มีอุดมการณ์ สังคมฐานล่างเป็นสังคมคนยากคนจนทั้งหลาย ถือว่าเป็นสังคมที่รัฐยังจะต้องเข้าไปประคับประคองจนเขาแข็งแรง และเข้าไปแข่งขันในระบบทุนนิยมได้ สังคมนี้คือสังคมที่รัฐจะต้องเข้าไปช่วยว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะให้มีความมั่นคงในชีวิต ความมั่นคงในชีวิตคืออะไร ทางสหประชาชาติให้คำจำกัดความไว้ว่า “ความมั่นคงในชีวิต คือ ต้องเป็นคนที่มีเสรีภาพจากความหวาดกลัวหรือ Freedom from Fear และต้องมีเสรีภาพจากความต้องการหรือ Freedom from Want ในธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์” ถ้ามีเสรีภาพจากความกลัวและเสรีภาพจากความต้องการในธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ ถือว่าประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งผมเองต้องทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมไทยและคนที่เกิดมาเป็นคนไทย ยากดีมีจน จะต้องให้เกิดความมั่นคงในชีวิต นั่นคือสิ่งที่กำลังทำ ยกตัวอย่างเมื่อวานนี้ ทำเรื่องของประกันภัยเอื้ออาทร ปรากฏว่ามีคนไปกันจำนวนมาก หลักสำคัญคือต้องการให้ทุกคนมีหลักประกันในชีวิต สมมติว่า หัวหน้าครอบครัวคนหนึ่ง เพิ่งแต่งงานใหม่และมีลูกตัวเล็ก ๆ ไม่มีเงิน ต้องใช้มอเตอร์ไซด์ ขับมอเตอร์ไซด์ไปแล้วถูกรถชนตาย ประกันตาม พ.ร.บ. ให้เงินมา 30,000 บาท แต่บางคนที่ไม่มีประกัน พ.ร.บ. ยิ่งแย่ แต่ถ้าเงิน 30,000 บาทนั้นไม่พอ จึงได้มีระบบการประกันภัยที่เรียกว่าประกันภัยเอื้ออาทรนี้เกิดขึ้น จ่ายวันละ 1 บาท คือ 365 บาทต่อปี หากมีการตายอย่างไม่คาดคิดเกิดขึ้น ยกเว้นป่วยตาย จะได้เงิน 300,000 บาท ซึ่งทำให้หลักประกันเพิ่มขึ้น ลูกซึ่งเพิ่งเกิดมาก็จะยังมีเงิน 300,000 บาทนี้ไว้เป็นทุนให้กับแม่ได้ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงลูกต่อไป เพราะฉะนั้นความมั่นคงในชีวิตนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำ แต่แน่นอนครับ ทุกอย่างจะต้องมีกติกาอย่างชัดเจน ไม่มีการเอาเปรียบ คนในระดับฐานล่างนี้ รัฐบาลจะต้องเข้าไปประคับประคองเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบจากระบบทุนนิยม เพื่อให้มีโอกาสเข้าหาแหล่งทุน เพื่อให้มีโอกาสเข้าหาแหล่งทรัพยากร

ต้นปีพ.ศ. 2547 นี้ ผมจะมีการให้จดทะเบียน ผมกำลังให้กระทรวงมหาดไทยวางกลไก และต้นปีพ.ศ. 2547 นี้จะให้ประชาชนคนไทยจดทะเบียนว่า ท่านที่อยากจะไปมีชีวิตเป็นเกษตรกร ต้องการที่ดินทำกินและต้องการเอกสารสิทธิ์ที่มั่นคง และเอกสารสิทธิ์เหล่านั้นสามารถจำนอง จำนำได้ ซึ่งผมคำนวณดูแล้วโดยประมาณ มีประชากรประมาณ 1,000,000 ครอบครัวที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง สมมติว่า 1,000,000 ครอบครัว เราให้คนละ 20 ไร่ คนในเมืองอาจจะตกใจเพราะว่า 20 ไร่นี้เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับคนต่างจังหวัดที่ทำการเกษตร 20 ไร่นั้นเป็นจำนวนที่กำลังพอดี รวมแล้วจะเป็น 20,000,000 ไร่ วันนี้ที่ดิน สปก. เรามี 20,000,000 ไร่ เรายังมีที่ราชพัสดุ มีที่ป่าสงวนที่หมดสภาพความเป็นป่าแล้ว ป่าเสื่อมโทรมทั้งหลาย และยังมีที่ราชการที่มีไว้มากแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นตรงนี้เรามีพอเพียงที่จะจัดสรรให้กับประชากรที่ต้องการเป็นเกษตรกร ทำไมผมจึงต้องทำอย่างนั้น เพราะวันนี้ถ้าเราจะให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคมนั้นต้องให้โอกาสคนที่เกิดมาแล้วไม่มีโอกาส ท่านทั้งหลาย ผมเชื่อว่าหลายคนเป็นคนที่อยู่ในเมือง แต่อพยพมาจากชนบท แต่ถ้าใครยอมพ่ายแพ้กับชีวิตการต่อสู้ในสังคมเมือง อยากจะกลับไปเป็นเกษตรกรก็มีโอกาสที่จะทำได้ถ้าท่านไปลงทะเบียน แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะให้ที่ภูมิลำเนา กรณีข้ามภูมิลำเนานั้นเราไม่ค่อยให้ เพื่อที่จะให้จัดระเบียบได้ว่า คนอยู่ภูมิลำเนาไหนก็ควรจะมีที่ทำกินอยู่ในภูมิลำเนานั้น หรือใกล้เคียง เพราะฉะนั้นเราจะจัดเพื่อให้คนไทยทุกคนมีที่ทำกิน

ทุกอย่างจะมีกติกา กติกาทุกอย่างของรัฐบาลนี้จะเปิดเผยและบอกอย่างชัดเจน เพราะไม่ต้องการปกปิดซ่อนเร้นเพื่อให้ตนเองและพวกพ้อง ทุกอย่างต้องเปิดเผยและให้ประชาชนเหมือนกันหมด อย่างที่เราทำเรื่องบ้านเอื้ออาทร ผมจะไปกำกับแม้กระทั่งเรื่องการจับฉลาก การจัดซื้อจัดจ้างต้องคอยดูไม่ให้มีการทุจริต เพราะเป็นเรื่องของคนจน เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคเราก็เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า 30 บาท ทุกคนเสีย 30 บาท เรื่องกองทุนหมู่บ้านเราก็เปิดเผยชัดเจนว่า ทุกหมู่บ้านและชุมชุนเมืองได้ 1,000,000 บาท ไม่มีใครได้มากกว่า ทุกอย่างตรงกันต้องเปิดเผย และนับดูเท่าไรก็ต้องเป็น 1,000,000 บาทครบ ไม่มีละลายระหว่างทาง เพราะฉะนั้นเราจะเป็นรัฐบาลที่ถ้ากำหนดกติกาทุกอย่างจะเปิดเผย ชัดเจนและมีขั้นตอนที่โปร่งใส มิเช่นนั้นจะไม่มีทางแก้ปัญหาความยากจนภายใน 6 ปีได้

ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมเป็นกระทรวงหลักในการจะสังคายนากฎหมายทั้งระบบของประเทศ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรค 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ในความก้าวหน้าของประเทศ ส่วนที่ 2 ในความเป็นธรรมของสังคม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับไหน แต่เราจะต้องเข้าใจว่า วันนี้สังคมฐานล่างเป็นสังคมที่เสียเปรียบ ซึ่งจะต้องได้รับแต้มต่อบ้าง

ผมตีกอล์ฟผมเข้าใจ เพราะถ้าจะให้ผมแข่งกับ ไทเกอร์ วูดส์ เท่ากับผมแพ้แน่นอน แข่งกี่รอบก็แพ้ ยิ่งแข่งนานผมยิ่งจน เพราะต้องเสียค่าเครื่องบินเดินทางไปแข่ง แต่ถ้า ไทเกอร์ วูดส์ ให้แต้มต่อผม แข่งเมื่อไรก็จะแข่ง ผมมีโอกาสชนะ แต่ชนะตรงแต้มต่อไม่ใช่ชนะเพราะฝีมือ เพราะฉะนั้นสังคมไทยโดยเฉพาะสังคมฐานล่างต้องเป็นสังคมที่มีแต้มต่อ วันนี้ใครจะบอกว่า ผมกำลังทำนโยบายประชานิยม ถ้าทำดีประชาก็นิยม ถ้าทำไม่ดีประชาก็ไม่นิยม

เพราะฉะนั้นเรื่องของกฎหมายจึงอยากจะฝากกับกระทรวงยุติธรรมว่า สังคายนากฎหมายปัจจุบันก่อน กฎหมายปัจจุบันฉบับใดล้าสมัยให้เลิก ฉบับใดยังมีผลบังคับใช้และต้องการก็ให้ใช้ แต่ต้องแก้ไขบ้างตามยุคตามสมัยก็ควรแก้ กฎหมายฉบับใดต้องบัญญัติขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคมต้องบัญญัติ โดยเน้น 2 เรื่องของการบัญญัติกฎหมายใหม่หรือแก้กฎหมายคือ เรื่องความง่ายในการเข้าใจของประชาชนธรรมดา “ที่ไม่รู้กฎหมายได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และเรื่องเนื้อหาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยแท้กับประชาชน” โดยคำนึงถึงโครงสร้างของสังคมที่แตกต่าง เราไปมองว่าทุกคนเท่ากัน แต่ความจริงแล้วโอกาสของคนไม่เท่ากัน ต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย ถ้าเราไม่คำนึงถึง เราจะใช้ระบบประชาธิปไตยว่า ทุกคนเท่ากัน บังคับให้คนจนซึ่งเหมือนกับคนป่วยแข่งกับคนรวยที่เป็นคนแข็งแรงนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน นี่คือสิ่งที่ผมขอเน้นย้ำ และเน้นย้ำอีกเรื่องหนึ่งคือ การเผยแพร่ความรู้กฎหมายที่ขอว่าให้เข้าใจได้ง่ายและพยายามให้คนซึ่งไม่ค่อยอ่าน ได้รับรู้ได้ง่ายที่สุดด้วยวิธีใดนั้นแล้วแต่ และให้ทั่วถึงในทุกสังคม และทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนความรู้กฎหมายนั้น ๆ เป็นอัตโนมัติในสังคม นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ

อีกเรื่องที่ต้องทำก็คือ ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายเพื่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมต่อสังคมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกัน แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา ระบบการศึกษาที่เราบอกว่าเป็นธรรม ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่เป็นธรรมตั้งแต่วินาทีแรก เพราะว่าเราสอบคัดเลือกเข้า คนจนไม่มีเงินกวดวิชา ความเป็นธรรมนั้นต้องดูให้ดี อย่าดูปลายทาง ถ้าดูปลายทางจะเป็นธรรมทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นต้องดูตั้งแต่ต้นทาง อะไรที่ไม่เป็นธรรมต้องแก้ไขให้หมด

ถ้าท่านจำได้ว่าเมื่อวันที่ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วผมออกมาแถลงกับประชาชนที่หน้าบ้านผม ผมบอกว่า ผมจะไปขอเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ผมไม่ขอเป็นเพียงผู้นำที่กฎหมายอนุญาตให้ผมเป็นผู้นำเท่านั้น แต่ผมจะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทย เพื่อให้สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ดีกว่าวันนี้ เพราะฉะนั้นผมเองได้เปลี่ยนหลายเรื่อง และพร้อมที่จะเปลี่ยน เปลี่ยนทุกวันก็ได้ ขอให้เปลี่ยนแล้วดีขึ้น ถ้าเปลี่ยนแล้วไม่ดีขึ้นอย่าไปเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนแล้วดีควรเปลี่ยน เปลี่ยนทุกวัน เปลี่ยนทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีแรงเสียดทานของคนที่ผมเปลี่ยนแล้วกระทบ หรือบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง

เมื่อใดสังคมมีการเปลี่ยนแปลงจะแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 คือ ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง กลุ่มที่ 2 คือ ผู้ที่เฉย ๆ ไม่ว่ากัน กลุ่มที่ 3 คือ ผู้ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องที่เปลี่ยน ซึ่งมีอย่างนี้ทุกสังคม เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการต่อต้าน เพราะฉะนั้นที่สำคัญพี่น้องประชาชนอย่าหนวกหูก็แล้วกัน ใครส่งเสียงดังนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา

ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง 1 เรื่อง ท่านเคยเห็นลูกแอ๊ปเปิ้ลสวย ๆ หรือไม่ กินผลก็ใช้ได้ถือว่าอร่อย แต่บางคนบอกว่าอยากกินน้ำแอ๊ปเปิ้ล ก็นำแอ๊ปเปิ้ลมาเข้าเครื่องปั่น ซึ่งต้องผ่าเสียก่อน ตอนผ่าครั้งแรกนั้นยังไม่ถึงกับขี้เหร่ พอนำเข้าไปใส่ในเครื่องปั่น กดเครื่องปั่นสักครู่แล้วเห็นแอ๊ปเปิ้ลเละ ๆ ถ้าคนมาเห็นตอนนั้นโดยยังไม่ได้เห็นตอนเสร็จแล้ว ก็จะบอกว่า แอ๊ปเปิ้ลลูกสวย ๆ คุณมาทำให้เละทำไม แต่เมื่อปั่นต่อไปอีกครู่หนึ่ง ทนหนวกหูอีกนิดหนึ่ง จะกลายเป็นน้ำแอ๊ปเปิ้ลสวยสะอาดและอร่อย แต่ระหว่างทางที่ปั่นอยู่นั้น เสียงปั่นก็หนวกหู ไปดูก็เละ เพราะฉะนั้นต้องดูตอนจบ ถ้าเรารู้ว่าจุดสุดท้ายเราต้องการอะไร ถ้าเราต้องการอะไรต้องดูตอนจบ ระหว่างทางต้องอดทนหน่อย

เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในประเทศไทย รวมทั้งเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายต่าง ๆ นั้น ท่านจะต้องทนหนวกหูหน่อย แต่ผมรู้ว่าเปลี่ยนแล้วบทสุดท้ายคืออะไร ผมต้องมั่นใจว่า สุดท้ายที่เปลี่ยนต้องดีกว่าก่อนเปลี่ยน แต่ระหว่างทางหนวกหูรำคาญบ้างต้องทน ถ้าผมไม่ทนการเปลี่ยนแปลงจะไม่จบ ถ้าสมมติว่าผมหยุดการปั่นน้ำแอ๊ปเปิ้ลกลางคันเพราะทนหนวกหูไม่ไหว ผมก็จะได้แอ๊ปเปิ้ลเละ ๆ กินก็ไม่ลงเพราะดูน่าเกลียด เป็นน้ำแอ๊ปเปิ้ลก็ไม่ใช่ เป็นผลแอ๊ปเปิ้ลก็ไม่ใช่ ยิ่งเสียหายเข้าไปอีกถ้าหยุดกลางคัน เพราะฉะนั้นผมต้องหยุดเมื่อจบ จึงต้องบอกขอพี่น้องประชาชนว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอีกมากมายหลายเรื่อง แต่เปลี่ยนทั้งหมด บรรทัดสุดท้ายอยู่ที่ความก้าวหน้าของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนในภาพรวมทั้งหมดครับ

วันนี้ดีใจที่ได้มาพบกับพี่น้องประชาชนในกรุงเทพและในต่างจังหวัดอีก 300 กว่าจุด ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลนี้จะปฏิรูประบบกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะไม่เสร็จสิ้นภายใน 1-2 ปีนี้ เพราะกฎหมายแต่ละฉบับนั้นต้องใช้เวลาและขั้นตอนยาวนานมาก แต่ผลสุดท้ายจะจบที่เป็นการทำให้กฎหมายเป็นธรรมอย่างแท้จริง ในสภาพความเป็นจริงของสังคมและการปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นธรรมเฉพาะตัวอักษรหรือตามทฤษฎี จะให้เป็นธรรมในสภาพแท้จริงของสังคม ในสภาพการปฏิบัติที่แท้จริง และที่สำคัญคือ จะให้กฎหมายเหล่านั้นที่เป็นกฎหมายที่จำเป็นของสังคมมีเท่าที่จำเป็น และเป็นที่รับรู้ของสังคม จนความรับรู้นั้นกลายเป็นบรรทัดฐานที่สังคมจะยึดถือว่าจะปฏิบัติตามแนวนั้น ๆ เป็นหลัก ถ้าประเทศไหนสามารถทำกฎหมายให้กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมได้นั้น ประเทศนั้นจะเป็นประเทศที่บรรลุจุดสูงสุดของการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายที่แท้จริง

วันนี้หลาย ๆ อย่างในโลกยุคเก่ายังมีความดีที่เราทิ้งไป โลกยุคใหม่เราพัฒนาจนลืมสิ่งที่เป็นของดีในสมัยเก่า เพราะฉะนั้นเราจะต้องนำสิ่งที่พัฒนานั้นกลับมาหาสิ่งที่เป็นของดีของเก่านำมาประกอบกัน จึงจะไปได้ดี เหมือนกับวันนี้ที่เราพยายามจะพัฒนาประเทศ มีการแข่งขันกันมาก ผลสุดท้ายปรากฏว่าทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายหมด ซึ่งเราต้องกลับมาคิดว่า สิ่งที่ดี ๆ ของประเทศจะกลับคืนมาได้อย่างไร พร้อมกับการพัฒนาไปด้วย สิ่งที่ดีในสังคมไทยในสังคมสมัยก่อนนั้นคือ การสร้างสังคมนั้นให้มีบรรทัดฐานที่ดีและเป็นที่ยึดถือของคนทั้งระบบและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

แต่วันนี้เรามีกฎหมายมากขึ้น ปรากฏว่ากฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นที่ยอมรับถึงขั้นเป็นบรรทัดฐานของสังคมมากนัก เพราะความไม่รู้ของกฎหมายหรือความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย และในที่สุดวันนี้คนที่ก่ออาชญากรรมคือคนจน คนที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรมก็คือคนจน นั่นคือสิ่งที่เราผิดพลาดอย่างต่อเนื่องในการพัฒนา ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว ทุกประเทศเป็นอย่างนี้ ถึงเวลาที่เราต้องย้อนกลับมาดูสิ่งที่ดีงามในอดีต และจะรักษาไว้ภายใต้ภาวะการพัฒนาปัจจุบันได้อย่างไร นั่นคือคำถามที่ต้องขบคิด ที่กระทรวงยุติธรรมและผมเองต้องคิดร่วมกันและทำร่วมกัน ในฐานะที่ผมเรียนหนังสือจบปริญญาเอกมาทางด้านนี้ ต้องมาประยุกต์สิ่งที่เรียนมาให้เข้ากับภาวะสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่เรื่องของเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลัก ในการที่นำพาประเทศไปพร้อมกับการสร้างสังคมให้สมดุลนั้นจึงกลายเป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่เป็นไรครับ “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง” ขอบคุณครับ สวัสดีครับ



*******************************



ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

สยุมพร อยู่เอี่ยม / ถอดเทป / พิมพ์
อภิญญา ตันติรังสี / ตรวจ

...
  
คำบรรยายพิเศษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คำบรรยายพิเศษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
หัวข้อ “ประเทศไทยในบริบทใหม่ของการแข่งขันในเวทีโลก”
(Thailand in New Competitive Landscape)

ในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
“การพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง”
ณ อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์
ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพคเมืองทองธานี
วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2546 เวลา 09.40 น.



------------------------------------------


ท่านรองนายกรัฐมนตรี
ท่านรัฐมนตรี

ท่านหัวหน้าส่วนราชการ

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด

ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา

ดร.ดาเวนพอร์ตฯ

วันนี้ผมถือว่าเป็นวันพิเศษ วันสำคัญของประเทศไทย ที่ท่านทั้งหลายที่มานั่งอยู่ที่นี้ กำลังจะนำประเทศไทยให้สูงขึ้นอีก ผลักดันประเทศไทยให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และจะทำให้พี่น้องคนไทยเรานั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป้าหมายของการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารแบบไหนก็แล้วแต่ ต้องอยู่ที่ความผาสุกของประชาชน อยู่ที่ความก้าวหน้าของประเทศ นั่นคือ สิ่งที่เราอยากจะเห็น แต่วิธีการแบบไหนนั้น ต้องเลือกวิธีการที่ดีที่สุด ที่สำคัญต้องเป็นวิธีการที่จะต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง จะต้องปลดปล่อยพลังสมองของคนในประเทศ เพื่อให้ได้ใช้สมองเหล่านั้นมารวมกันสร้างประเทศให้เข้มแข็ง นั่นคือหลักที่เราจะทำ ผู้ว่าฯ CEO เป็นวิธีการบริหารการจัดการอย่างหนึ่งที่เรากำลังจะเริ่มคุยกันวันนี้ ผมต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ ที่เข้ามาร่วมกับทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) มาช่วยกันจัดหลักสูตร ท่านผู้ว่าฯ ทั้งหลาย ท่านจะเกร็ง อย่าตกใจว่าเรากำลังจะเปลี่ยนชีวิตท่าน ความจริงแล้วเรากำลังจะให้ท่านทำงานสนุก เพราะเรากำลังจะท้าทายท่าน แต่ว่าก่อนที่เราจะท้าทายท่านให้ไปออกสนามแข่งขัน เราจะต้องฟิตความสมบูรณ์ของท่าน เราจะต้องให้พลังงานท่าน เพื่อให้ท่านลงไปแข่งในสนามด้วยความมั่นใจ วันนี้ท่านปล่อยวางถึงเรื่องของความยากง่ายอะไรทั้งสิ้น ตั้งหน้าตั้งตาฟังการบรรยาย เพราะต่อไปนี้เรากำลังเชิญคนซึ่งคิดว่าจะเติมพลังความคิดทางสมองให้ท่าน

เพื่อให้ท่านเอาไปใช้สำหรับการทำงานที่ท้าทายยิ่งในชีวิตของท่าน แต่การท้าทายครั้งนี้เป็นการท้าทายที่ท่านกำลังต้องใส่พลังทั้งหมดเพื่อสร้างชาติของเรา เพราะว่าถ้าเราขืนปล่อยประเทศไทยเป็นแบบนี้ ทำงานบริหารกันแบบเดิม ๆ อย่างนี้ ไปไม่รอด และผมเชื่อว่าหลายประเทศจะไปไม่รอดถ้าหากว่าไม่ปรับปรุงอย่างแรง ท่านลองไปย้อนดูอดีต ประเทศกัมพูชาเคยเฟื่องฟูมาในอดีต นครวัดเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก วันนี้เป็นอย่างไรครับ แน่นอนว่าเกิดจากปัญหาการขัดแย้งภายในด้วย แต่การปรับตัวและเปลี่ยนตัวเองในทุก ๆ ช่วงการพัฒนาของโลกนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกประเทศต้องปรับ ถ้าไม่ปรับจะแย่

หนังสือที่ผมให้ท่านทั้งหลายไปอ่านเพื่อจะปูพื้นให้ท่าน เพื่อให้ท่านได้รู้ว่าวิธีคิดต้องเปลี่ยน วิธีทำงานต้องเปลี่ยนเพราะโลกเปลี่ยน เดี๋ยวผมจะพาท่านไปเที่ยวรอบโลก เมื่อก่อนนี้เรามีอุดมการณ์สองขั้ว ขั้วหนึ่งคือคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม อีกขั้วหนึ่งคือประชาธิปไตย ขั้วสังคมนิยมนั้นพยายามจะสรรหาความสมบูรณ์ว่าทุกอย่างไม่เท่าเทียมกัน คือไม่มีหรอกในโลกนี้ นิ้วห้านิ้วยังไม่เท่ากัน ลูกเกิดมาจากพ่อแม่สายพันธุ์เดียวกัน ยังตัวสูงตัวเตี้ยตัวอ้วนตัวผอมไม่เท่ากัน แต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของระบบคอมมิวนิสต์คือมีอุดมการณ์ ระบบคอมมิวนิสต์นั้นมีอุดมการณ์แต่ไม่มีเป้าหมาย แต่ระบบประชาธิปไตยซึ่งใช้ระบบของทุนนิยมเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้นดีตรงมีเป้าหมายแต่ขาดอุดมการณ์ เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลไทยกำลังจะแก้ปัญหาโดยนำสิ่งที่ดี ๆ ของทุกระบบมาใช้ ออกมาแล้วเป็นสูตรของเราไม่ใช่สูตรของใคร แต่แน่นอนถ้ามองมุมนี้ก็หน้าตาคล้ายตรงนั้น ถ้ามองมุมนั้นหน้าตาคล้ายตรงนี้ เหมือนทฤษฎีจีโนมิกส์ หรือ GMOs ที่พยายามจะเอายีนตรงนั้นยีนตรงนี้มาใส่กัน สมมติว่าตอนนี้เขาสามารถ Mapping DNA ได้แล้ว DNA คือตัวที่บ่งบอกลักษณะของสิ่งมีชีวิต เขาสามารถเลือกได้แล้ว อีกหน่อยเราสามารถเลือกมนุษย์พันธุ์ที่ปรารถนาได้ อยากได้ไอคิวสูง อยากได้จมูกโด่งรูปหล่อ อยากได้ผิวเข้ม สูง หล่อ หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็เอายีนเหล่านั้นมาผสมกัน

เหมือนกันครับ วันนี้เรากำลังเลือกระบบที่ดีที่สุดที่เข้ากับประเทศไทยที่สุด โดยการเอาสิ่งที่ดี ๆ หลายอย่างมาผสมกันแล้วให้เป็นไปได้กับการประยุกต์ใช้กับประเทศไทย ผมเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง สมัยหน้าท่านจะเห็นว่าระบบการบริหารราชการของเราจะเปลี่ยนไปอย่างมาก แทบจะจำไม่ได้ เปลี่ยนทุกอย่าง เขาเรียกว่า Change for the better ต้องเปลี่ยนให้ดีขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังตั้งใจจะเปลี่ยนให้ดีขึ้น ถ้าท่านจำได้ เมื่อวันที่ผมรับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้พูดว่าผมจะไม่ยอมเป็นเพียงผู้นำตามกฎหมาย แต่ผมขอเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะผมรู้ว่าประเทศไทยนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว แต่เราเปลี่ยนไม่ค่อยได้เพราะการเมืองอ่อนแอ หรือว่าเพราะว่าเราไม่สามารถแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทยได้ แต่ในโลกยุคใหม่เขาบอกว่าไม่ต้องรอความสมบูรณ์ แค่วางแผนเท่านั้น ต้อง Experiment ต้องเดินทันที ผมไม่ใช่แบบที่จะต้องรอทุกอย่างให้สมบูรณ์แล้วค่อยเดิน แต่วันนี้ที่ผมกำลังจะเชิญท่านทั้งหลายมาปรับวิธีการทำงานนั้น เพราะเราได้เริ่มต้นแล้วจากการปฏิรูประบบราชการ แต่การปฏิรูประบบราชการนั้นเป็นการปฏิรูปเพียงโครงสร้าง นั่นเป็นเบื้องต้น แต่ถ้าไม่เริ่มเดินก้าวที่หนึ่งแล้วจะไม่มีก้าวที่สอง สาม สี่ เราได้ปรับโครงสร้างโดยการดึงเอาส่วนราชการที่มีกิจกรรมอย่างเดียวกันใกล้เคียงกัน มารวมกันอยู่ในองค์กรเดียวกัน เราเรียกว่าการจัดองค์กรแบบ Agenda Based หลังจากนั้นเราใส่โปรแกรมเข้าไปคือสร้างวัฒนธรรมในการทำงานใหม่ โดยการให้เข้าใจคำว่า Matrix reporting system คือมีการรายงานหลายทาง ไม่ใช่รายงานนายเดียว องค์กรมีความเชื่อมโยงกัน มีลักษณะขององค์กรเครือข่ายหรือ Networking มากขึ้น

นี่คือสิ่งที่เราได้ทำไปแล้ว แต่ต่อไปนี้เรากำลังจะทำต่ออีก คือปรับวัฒนธรรมลงไปลึกอีก แม้กระทั่งเรื่องของการให้คุณให้โทษ แต่สิ่งที่เรากำลังจะทำกันนี้คือการทำเรื่องของผู้ว่าฯ CEO หลายคนไม่เข้าใจ ไปคิดว่านี่คือการบิดเบือนการกระจายอำนาจ อันนี้เป็นธรรมชาติของคนชอบวิจารณ์ ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดขอวิจารณ์ไว้ก่อน ยังไม่รู้เลยว่าจริง ๆ คืออะไร นี่คือการลดขนาดและอำนาจจากส่วนกลางลงไปสู่ภูมิภาค เขาเรียกกระจายอำนาจที่แท้จริง เมื่อก่อนนี้ถ้าท่านนึกถึงสี่เหลี่ยมคางหมู ท่านแบ่งสี่เหลี่ยมคางหมูออกเป็นสามส่วน ส่วนบนคือส่วนกลาง ส่วนกลางคือส่วนภูมิภาค ส่วนล่างคือส่วนท้องถิ่น แต่วันนี้เรากำลังจะยืดสี่เหลี่ยมคางหมูให้เป็นสามเหลี่ยมพีระมิด โดยที่ทำส่วนกลางให้เล็กลงเป็นสามเหลี่ยมตรงยอดนิดหน่อย แล้วส่วนภูมิภาคให้ใหญ่ขึ้น ส่วนท้องถิ่นเรายังไม่แตะ ยังเท่าเดิม แต่ต่อไปจะมากขึ้น นี่คือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค ทำไมต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าภาคบริการประชาชนอยู่ที่พื้นที่คือภูมิภาค การตอบสนองต่อปัญหาประชาชนอยู่ที่พื้นที่ คนที่จะตรวจพบความเดือดร้อนของประชาชนได้เร็วที่สุด แก้ได้เร็วที่สุด ตอบสนองได้เร็วที่สุดคือพื้นที่ พื้นที่ไม่มีหัวหน้า เราเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเสียเท่ แต่ไม่ได้ให้อำนาจ ไม่ได้มอบภารกิจที่ชัดเจน ผลสุดท้ายผู้ว่าราชการจังหวัดทำงาน Ceremonial เปิดแพรคลุมป้าย ไปเป็นเจ้าภาพงานศพ งานแต่งงาน ว่าง ๆ ก็จัดงานเลี้ยง แถมมีเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลมาเต็มบ้านอีก

ต่อไปนี้ไม่ใช่ครับ เราจะให้ผู้ว่าฯ เป็นประธานคณะผู้บริหารจังหวัด Chief Executive Officer แต่ว่าประธานคณะผู้บริหารแสดงว่าเราจะบริหารแล้ว เราไม่ใช่รอรับคำสั่ง เมื่อก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดคือผู้รอรับคำสั่ง แล้วนอกจากนั้นถ้าไม่รับคำสั่งก็ทำงานประจำ วันนี้เรามีข้าราชการมาก ใครบอกข้าราชการมีน้อย ผมว่ามีมาก บางหน่วยมีมาก อย่างตำรวจมีมาก 240,000 คน คิดเป็น 1 ต่อ 300 กว่า ประเทศที่รวยกว่าเรายัง 1 ต่อ 500 มีมากแล้วปัญหามาก ดร.ลอเรนซ์ ปีเตอร์ เขาบอกว่าผู้จัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพมักจะจ้างคนเพิ่มตลอดเวลา แทนที่จะจัดการกับคนที่มีอยู่ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลับไปคิดว่าเพิ่มคนลูกเดียว นั่นคือระบบราชการที่ผมพูด ในที่นี้ไม่ได้ว่าตำรวจ คือระบบราชการทั้งระบบ ระบบราชการทั้งหมดคือว่าเวลาใช้งานทีไรผู้บังคับบัญชาจะยืนขึ้นมาบอกว่า “ขาดงบประมาณครับ ขาดคนครับ ขาดเครื่องมือเครื่องใช้ครับ” 4 M โบราณคือ Management Men Material และ Money ปรากฏว่า Management นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เลิกใช้เลย ใช้ Men ก็ขอคน Money ก็ขอเงิน Material คือขอวัสดุอุปกรณ์ แต่ Management ไม่พูด เพราะ Management นี่ถูกเงินที่สุด คือไม่ต้องใช้เงินแต่ใช้ความสามารถ ใช้สมอง พอไม่มีสมอง ไม่มีความสามารถ ไม่มีความกล้า ก็เลยจะไปเอา 3 M นั้น ระบบราชการเลยใหญ่ ใหญ่แต่อ่อนแอที่สุด

วันนี้เรากำลังจะปรับใหม่เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเป็นประธานคณะผู้บริหารของจังหวัด แต่ผมไม่ได้บอกว่าท่านเป็นประธานผู้ปฏิบัติการ ถ้าท่านจะทำเรื่องเกษตร ประธานผู้ปฏิบัติการทางด้านเกษตรคือเกษตรจังหวัด ถ้าท่านจะปราบยาเสพติด ประธานผู้ปฏิบัติการคือตำรวจ ผู้บังคับการตำรวจ แต่ท่านมีหน้าที่บริหารวางแผนร่วมกัน และคอยติดตาม คอยจี้ คอยให้กำลังใจ คอยให้เขาทำงาน คอยให้เขาทำให้ถูกต้อง ทุกวันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่คนบอกว่าผมทำงานทำไมรู้หมด ทำมาก เพราะผมไม่ได้เป็นผู้ทำเอง แต่ผมเป็นผู้บริหาร ผมมอบหมด ผมไม่มีแม้แต่กระทรวงเดียวที่ดูแล ผมกระจายงานหมด รองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่มีมาก 7 คน แต่เหนื่อยที่สุดตั้งแต่มีรองนายกรัฐมนตรีมา เพราะว่าผมให้ทำงานมาก และยังให้ดูพื้นที่อีกต่างหาก ผมไม่ได้ถือว่าผมดี แต่ผมคิดว่าวันนี้ผมสบาย ผมทำงานแล้วยังมีเวลาว่าง วันนี้ 14.00 น. ผมจะพาลูกสาวไปดูเดี่ยวไมโครโฟนของโน้ส อุดมฯ ได้สบาย เพาะผมมีเวลา ต้องแบ่งเวลาให้ครอบครัว เพราะชีวิตคนเราอยู่ที่โลกของความเป็นจริง คือ Real Alive ของคนอยู่ที่ไหน ถ้าไม่เข้าใจคำว่า Real Alive คืออะไรแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นนักบริหารที่ดีได้

เพราะฉะนั้นเราจะเป็นนักบริหารที่ดีได้เราต้องรู้จักคำว่ากระจายอำนาจ ซึ่งผมเคยพูดอยู่นานว่ามีคำหนึ่งที่เรียก Management Syndrome คือผู้บริหารอยู่ในอาการที่เรียกว่า Inability to delegate คือขาดความสามารถในการกระจายอำนาจ ในการมอบอำนาจ เพราะหวงไว้ นึกว่าเซ็นแฟ้มเองนั้นเท่ บางคนเห็นหอบแฟ้มเข้าบ้านกองใหญ่นี่เท่ อย่างน้อย ๆ ภรรยาก็เห็นว่าทำงาน แต่ไม่เท่เลยครับ โง่ด้วย ฉะนั้นวิธีดีที่สุดคือกระจายอำนาจ ใช้คนทำงานแทนเรา แล้วได้ผลงานดีกว่าที่เราทำเองนั้นคือสิ่งที่ฉลาดที่สุด คนที่กระจายอำนาจคือคนมีอำนาจ คนไม่กระจายอำนาจคือคนกำลังหมดอำนาจ ใครที่เก็บอำนาจไว้กับมือคนเดียว ทำคนเดียวทุกอย่าง สักเดี๋ยวก็หมดอำนาจ คือทำงานไม่สำเร็จแล้วก็ปลด เพราะว่าเขาคาดหวัง วันนี้เขาคาดหวังมากเพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน เหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงเร็วมากในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์กำลังทำให้โลกเปลี่ยนแปลง เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ผลักดันให้วิทยาศาสตร์ออกจากห้อง Lab มาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วธุรกิจก็จะหยิบเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาทำให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วนำไปสู่การพัฒนาการบริหารการจัดการองค์กรที่ทันสมัยขึ้น ที่ดีขึ้น

ถ้าท่านมองดูการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สมัยยุคอุตสาหกรรมเฟื่องฟู เขาเรียกว่ายุคของ Industrial Economy ยุคนั้นเป็นยุคที่เราค้นพบเรื่องของวิศวกรรมเครื่องกล คือเรื่องของรถยนต์ เราค้นพบเรื่องของเครื่องจักรกลในโรงงาน โรงงานเหล็กขยายตัว โรงงานอุตสาหกรรมทางด้านรถยนต์ อุตสาหกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แล้วช่วงนั้นระบบการบริหารจัดการก็มีเรื่องทฤษฎีของเฟร็ดเดอริก ดับบลิว เทย์เลอร์ พัฒนามาเป็นเอลตัน เมย์เยอร์ อะไรต่ออะไรมากมาย นั่นก็เกิดจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น ผลักดันธุรกิจให้เปลี่ยนแปลง ผลักดันโลก แต่พอหลังจากนั้นมาเข้าสู่ยุคของ Information Technology ซึ่ง Information Technology ยังมีหลายขั้น ซึ่งมีเรื่องของ Internet World Wide Web ทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก็ยิ่งผลักดันให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทุก ๆ 10 ปี การเปลี่ยนแปลง การวิวัฒนาการเศรษฐกิจของโลกทั้งหลาย จะมีความเร็วขึ้นสองเท่า ความเปลี่ยนแปลงนี้จะเร็วขึ้น วงจรจะเร็วขึ้นสองเท่า ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่หรือมีเศรษฐกิจใหม่ เขาเรียกว่าเป็น Molecular Economy ขับเคลื่อนโดยวิทยาศาสตร์ 3 ตัว คือเรื่องของ Biotech เรื่องของนาโนเทคโนโลยี เรื่องของ Material Science สิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะวิทยาศาสตร์เหล่านี้ถูกนำมาเป็นเทคโนโลยีเพื่อการค้า เพื่อการพัฒนามากขึ้น เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงยิ่งเร็วขึ้นไปอีก

ท่านลองคิดว่าเดี๋ยวนี้เขาสามารถคิดค้น ญี่ปุ่นสามารถที่จะเอากลไกของรถยนต์หนึ่งคัน ใส่ลงไปด้วยขนาดเท่ากับเม็ดข้าว 1 คิวบิกเซ็นต์ สามารถย่อห้องสมุดลงไปได้หมด ด้วยเทคโนโลยีด้าน Material Science กับนาโนเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหมดแล้ว ท่านเห็นไหมกล้องถ่ายรูปขนาดเล็กลงทุกวัน ต้องระวังนะครับจะไปทำอะไรระวังกล้องแอบถ่าย ฉะนั้นการผสมผสานของวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เรียกว่าเกิด Convergence of technology มีการ Converge ระหว่างเทคโนโลยีทางด้าน Biology กับด้านของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเป็น Bio Informatic ขึ้นมา แล้วยังมีนาโนเทคโนโลยีเข้ามาผสมอีก เลยไปกันใหญ่ ต่อไปเขาบอกว่าแทนที่จะกินยา ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวนี้สามารถปลูกผักพันธุ์ที่แก้เบาหวาน คนเป็นโรคเบาหวานกินผักประเภทนี้ ผักพิเศษนี้ ไม่ต้องไปกินยา หรือว่าเขาอาจจะทำชิ้นส่วนเล็ก ๆ เท่ากับไวรัสใส่เข้าไปในร่างกาย วิ่งเข้าไป แล้วไปฉีดยารักษาตรงจุดที่เป็นโรค ไม่ต้องผ่าตัด วิ่งเข้าไป ไปโน่นแล้ว อีกหน่อยท่านดูโทรทัศน์จะมีกลิ่น เวลาไปถ่ายที่ที่กำลังเกิดไฟไหม้ กลิ่นควันออกที่บ้านเลย ต่อไปท่านซื้อน้ำหอม อยากจะซื้อน้ำหอมเข้า E – Commerce เข้า Internet ที่บ้าน เข้าไปขอซื้อน้ำหอม ยี่ห้อนี้ดีไหมอยากดมกลิ่น ขอดมกลิ่น พอกลิ่นออกมาก็ดมเลย ท่านสามารถได้กลิ่นน้ำหอมที่บ้าน จะซื้อน้ำหอมยี่ห้อคาร์เทียร์ที่แฮร์รอดส์ ปรากฏว่ากลิ่นเป็นอย่างไร เรียกภรรยามาดม ชอบไหม ดมที่บ้าน นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว อีกไม่กี่วันสิ่งที่ผมพูดนี่ออกมาหมดแล้ว ระบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงได้ สวมใส่ได้แล้ว เมื่อก่อนนี้โทรศัพท์หิ้วกันแขนโก่งเลย เดี๋ยวนี้เล็กลงเรื่อย ๆ แล้วถามว่าเราจะมัวบริหารกันแบบเช้าชามเย็นชามกันอย่างนี้หรือ ไหวหรือไม่ เราอยากเห็นเราเป็นเหมือนหลายประเทศหรือไม่ เอเชียมี 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกซึ่งอยู่ในเอเชีย 4 แต่วันนี้เอเชียเป็นอย่างไร แพ้ลิบ บางบริษัทตัวมูลค่าการตลาดใหญ่กว่า GDP ประเทศไทย เกิดอะไรขึ้น ถามว่าเรามีคนโง่หมดหรือไม่ในประเทศไทย ไม่ใช่เลย เด็กที่เกิดที่สันกำแพงกับเด็กที่เกิดที่นิวยอร์ค ตอนที่เกิดมาใหม่ ๆ สมอง ความสามารถมีเท่ากัน แต่พัฒนาการจนเติบโตขึ้นมาและการเรียนรู้นั้นต่างกัน เป็นเพราะว่าทั้งหมดอยู่ที่การบริหารจัดการของเราไม่ดี

วันนี้ผมเข้ามาท่านเห็นไหมครับ บางคนนึกว่าผมใช้เงินมาก ใช้เงินมากอะไร หนี้ลด แต่บังเอิญว่าผมใช้เงินในสิ่งที่ปรากฏเห็นชัดต่อความเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์ ผมไม่ใช้เงินไปสร้างเรื่องโง่ ๆ เพราะเราเสียเวลากับเรื่องโง่ ๆ มามากแล้ว วันนี้ขอใช้เงินเพื่อให้เป็นคนฉลาดหน่อย เพราะฉะนั้นผมจะเน้นเรื่องการบริหารจัดการเป็นหลัก เพราะภูมิหลังผมโตมาด้วยการบริหารจัดการ ผมไม่ได้โตมาเพราะเป็นเซียนการเมือง เพราะฉะนั้นผมจะ Manage ทุกอย่าง จะต้องมีการบริหารการจัดการ วันนี้การบริหารการจัดการต้องลงไปถึงระดับล่าง เพราะว่าองค์กรคือสิ่งมีชีวิต เมื่อองค์กรคือสิ่งมีชีวิต การสร้างความสมดุลให้องค์กรมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นคือสิ่งที่จำเป็น เหมือนร่างกายมนุษย์ ถ้าองค์กรหนึ่งองค์กรเปรียบเสมือนมนุษย์หนึ่งคน ความจริงแล้วทฤษฎีนี้มีมานานมาก ตั้งแต่ผมเรียนปริญญาเอกเมื่อปี 1976 เป็นเรื่องของทฤษฎีว่าด้วยทฤษฎีระบบ ผมจำชื่อไม่ได้ คือเป็นคนสแกนดิเนเวียน คน ๆ นี้เขาเปรียบเทียบเรื่องอนาโตมีของมนุษย์กับองค์กร เขาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของชิ้นส่วนต่าง ๆ อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์กับองค์กรที่มีหน่วยต่าง ๆ ภายในองค์กรที่ต้องมีความสัมพันธ์กัน

แต่ปรากฏว่าในวันนี้เขาไปเอาเรื่องทางชีววิทยามาสัมพันธ์เรื่องของธุรกิจ และเกิดอะไรออกมาเชื่อมความสัมพันธ์ตรงนี้ เหมือนทฤษฎีระบบที่ผมเรียนมาเมื่อปี 1976 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย เพราะสิ่งมีชีวิตต้องมีการปรับตัว เราไปอยู่เมืองหนาวเราก็ไม่ตาย เพราะในร่างกายมีการปรับตัวอัตโนมัติ เราอยู่เมืองร้อนเราก็ไม่ตายเพราะเราปรับตัว วันเดียวเช้าไปอยู่หิมะ เย็นกลับมาอยู่ที่แดดจ้าเลยก็ไม่เป็นอะไร เพราะปรับตัวได้ การปรับตัวนี้เมื่อปรับบ่อย ๆ จะเกิดการปรับเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมไปด้วย แม้กระทั่งสัตว์ยังเปลี่ยน Species เลยถ้าการปรับตัวนานเข้า ตอนโลกเย็นลงใหม่ ๆ หลังจากนั้นมียีราฟเกิดขึ้น ยีราฟตอนสมัยก่อนเป็นยีราฟคอสั้น แต่ต่อมายีราฟต้องปรับตัวในการกินอาหารเพราะต้องกินอาหารจากยอดไม้ ยีราฟก็คอยาวขึ้นยืดขึ้น ๆ วันนี้เรามียีราฟคอยาว ส่วนยีราฟคอสั้นไม่มีแล้ว ปรับเปลี่ยน Species เพราะการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต

วันนี้เรากำลังจะปรับตัวครั้งใหญ่ของระบบการบริหารราชการไทย เพราะเราต้องการให้เราตอบสนองต่อปัญหาที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ การเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ไม่มีการลากเส้นตรงอีกแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่อ่านหนังสือวันนี้ก็ยังคิดว่า Linear ไม่มีครับ ทุกอย่างไม่มี Linear และทุกอย่างเริ่มไม่สามารถทำนายได้เพราะความซับซ้อน การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แล้วยังไม่พอ เกิดการรวมตัวของวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ขึ้นมา เมื่อเกิดความรู้ใหม่ ๆ ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อน ทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจมากขึ้น มีผลต่อการบริหารจัดการองค์กรมากขึ้น เมื่อสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างนั้น เราจะเปลี่ยนแบบนาน ๆ เปลี่ยนครั้งไม่ได้แล้ว ต้องปรับตัวตลอดเวลา ตอบสนองต่อสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาให้รอด วันนี้โลกแข่งขันกันที่ความรู้ เพราะฉะนั้นสินค้าที่ดีที่สุดคือปัญญา แต่วันนี้สังคมไทยสะสมทุนทางปัญญาไว้น้อยไป แน่นอนเรามีทุนปัญญาดั้งเดิมแต่ไม่มีทุนปัญญาสมัยใหม่ ที่จะไปแข่งขันในโลกสมัยใหม่ เด็กรุ่นใหม่อาศัยหัวและเพื่อนไม่กี่คน และความโชคดี รวยอย่างรวดเร็วไม่รู้เรื่องเลย

ที่นายฮวน เอนริเก้พูดไว้ว่าเราจะมีเศรษฐีพันธุ์ใหม่กับคนจนพันธุ์ใหม่ เพราะว่าด้วยวิทยาศาสตร์ความรู้สมัยใหม่ ทำให้การหารายได้รวดเร็วมาก คิดดูสิ เราปลูกข้าวสุดลูกหูลูกตา เกี่ยวแทบตายซื้อคอมพิวเตอร์ได้ไม่กี่ตัว คอมพิวเตอร์เกิดจากอะไร แน่นอนครับสมองมนุษย์ ผมก็ย้อนกลับไปอีกว่าสมองคนไทยด้อยกว่าสมองคนชาติอื่นหรือ ไม่ใช่ การเรียนรู้ระบบท้าทายความสามารถ การให้โอกาส นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ ที่ต้องร่วมกันทำ ถ้าสังคมไทยไม่ทำตรงนี้ อีกหน่อยเราจะสูญเสียการแข่งขัน นั่นคือการเคลื่อนตัวของประเทศ ถ้าเมื่อไรการเคลื่อนตัวช้ากว่าการเคลื่อนตัวโดยรวมของโลก แสดงว่าเราถอยหลัง เพราะฉะนั้นเราต้องเคลื่อนตัวไม่น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลก แต่วันนี้ถ้าเป็นไปได้ต้องเคลื่อนตัวสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลก เพราะว่าเราช้ามานานแล้ว เมื่อก่อนนี้ท่านจำได้ไหม 40 ปีที่แล้วไต้หวันทำอะไรเราไม่ได้เลย เราใกล้เคียงญี่ปุ่น และ 40 กว่าปีที่แล้วเช่นกัน สิงคโปร์มาดูงานที่พนมเปญ มาดูเรื่องระบบของการบริหารเมือง ระบบท่อระบายน้ำ ประปา แต่วันนี้เป็นอย่างไร เมื่อไรที่หยุดพัฒนาหรือพัฒนาในความเร็วที่ช้ากว่าคนอื่น ในที่สุดเราก็ตกโลก

วันนี้ท่านเห็นไหม บางทีผมนั่งขำ นักวิชาการบางคนออกมาพูดอะไร ผมรู้ผมนั่งขำเพราะตกโลกไปเรียบร้อยแล้ว คนที่มี Ph.D. วันนี้ถ้าไม่อ่านหนังสือ ไม่ได้ฉลาดกว่าคนที่จบปริญญาตรีที่อ่านหนังสือทุกวัน เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการปรับตัว ไม่อย่างนั้นเราไม่รู้จะปรับทางไหนเพราะเราไม่มีทิศทาง แต่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของรอบตัวเรา และเรียนรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จะทำให้เราปรับตัวถูกทิศถูกทางถูกจังหวะถูกเวลา อย่างนั้นเราถึงจะไปรอด

การบริหารงานแบบผู้ว่าฯ CEO นั้นต้องการเห็นอะไร ต้องการเห็นเจ้าภาพที่มองทุกตารางนิ้วในจังหวัดของท่าน เป็นภารกิจหน้าที่ที่ท่านจะต้องดูแลจัดการแก้ไข ป่าไม้ถูกทำลาย บอกว่าไม่รู้เรื่องเพราะอยู่ไกล คำตอบอย่างนั้นใช้ไม่ได้กับโลกยุคใหม่ ถามว่าทำไมโรงงานนี้ทิ้งน้ำเสียลงทั้ง ๆ ที่ใบอนุญาตถูกต้อง แล้วตอบว่านั่นสิผมไม่รู้เหมือนกันทำไมเป็นอย่างนี้ แขวนคอเลยถ้าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านผู้ว่าฯ จะต้องมีมือและจะต้องรู้หมด นี่คือการแก้ปัญหา เขาเรียกว่าวิ่งตามลูกไม่ได้ลูก นักฟุตบอลวิ่งตามลูกไม่ได้ลูก ต้องวิ่งนำหน้าลูก ต้องเริ่มวิเคราะห์ปัญหา วิเคราะห์ปัญหาเสร็จมองไปข้างหน้า ดูศักยภาพตัวเองแล้วมองไปข้างหน้าว่าเราจะไปตรงไหน ถ้าเราจะไปตรงไหน วางแผน แล้วลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติไปแก้ไป อย่าไปรอว่าสมบูรณ์เมื่อไรค่อยทำ ไม่มี โลกนี้ไม่มีคำว่าสมบูรณ์ ถ้าใครรอสมบูรณ์ต้องตายไปอีกสิบชาติ แล้วค่อยมาเกิดใหม่ ไม่มี ต้องคิดว่าอะไรดี เดินได้เดิน เดินไปแล้วเจอปัญหาอุปสรรคก็แก้ ทุกอย่างต้องมีเป้าหมาย นักกีฬาเขายังมีการวิเคราะห์ เขาวิเคราะห์เลยว่าประสิทธิภาพของนาย ก. กับ นาย ข. เป็นอย่างไร พอเล่นครู่เดียวเอาตัวประสิทธิภาพมาอีก มาวัดกับตัวประสิทธิภาพเดิม แล้วยังยืนยันอยู่ก็รู้แล้วว่าใครชนะ วันนั้นถ้าใครดูภราดรแข่งกับร็อดดริก เวลาเขาขึ้น Analysis ของประสิทธิภาพของการตีเทนนิสของทั้งสองคน ท่านก็รู้แล้วว่าแพ้แน่ ฉะนั้นทุกอย่างมีตัวเลขมีตัวชี้วัดอยู่ จังหวัดก็มีตัวชี้วัด เพราะฉะนั้นท่านต้องไปสร้างตัวชี้วัด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเป็นเจ้าภาพหลัก ในการคิดเรื่องของตัวชี้วัดของท่านทั้งหลาย ท่านจะได้บอกว่าวันนี้ตัวชี้วัดผมเป็นอย่างนี้ ตัวนี้ผมอ่อน ผมจะทำให้แข็งแรง ตัวนี้แข็งแรงอยู่แล้ว ผมทำให้แข็งแรงกว่านี้ได้อีก นั่นคือการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต แต่ท่านต้องคิดอีกว่าอนาคตจังหวัดของท่านหรือหน่วยงานของท่านควรจะทำอะไรที่แตกต่างจากวันนี้และดีกว่า นั่นคือสิ่งที่ต้องช่วยกันคิด ท่านคิดคนเดียวได้ แต่คิดแล้วต้องเอามาแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน เป็นได้หรือไม่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ แบ่งแล้วก็ทำ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผมย้ำอีกครั้งว่า ปลดปล่อยพลังสมองของคน หลายหัวดีกว่าหัวเดียว ให้คนที่อยู่ในองค์กรของท่านได้ปลดปล่อยพลังสมองของเขา ให้เขาพูดให้เขาคิด แล้วมาวางแผนร่วมกัน ทำร่วมกัน แล้วต้องให้เห็นทิศทางร่วมกัน ผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเป็นผู้ที่สามารถสื่อให้คนในองค์กรได้รู้ว่าเราจะไปทางไหน ไปแล้วเกิดอะไรขึ้น ไปแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อคนในองค์กรและต่อองค์กรแค่ไหน ท่านจะต้องสามารถสื่อ อธิบายให้เขาเข้าใจ และต้องพยายามปลุกเร้าให้เขาเห็นด้วยและเดินไปด้วยกันถึงจะเกิดพลัง วันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะถามว่าอำนาจมีไหม ท่านเอาไปเลยอำนาจนายกรัฐมนตรี ท่านคือตัวแทนนายกรัฐมนตรีในจังหวัดนั้น เอาไปเลย เท่ากับเวลานี้เรามีนายกฯ เล็ก 76 จังหวัดรวมผู้ว่าฯ กทม. เอาไปเลย งบกลางผมก็จะแบ่งไปให้ท่าน จัดการแก้ปัญหาอย่างฉับไว งบกลางต้องใช้อยู่แล้ว แทนที่ผมจะสั่งเองผมให้ผู้ว่าฯ สั่งแทนผมไม่ดีหรือ ช่วยกันสั่งช่วยกันทำไปเลย เพราะทั้งหมดทำเพื่ออะไร “เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ” นั่นคือต้องท่องคาถาไว้เลย จะพลิกแพลงระบบบริหารอย่างไร พลิกอย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้ายทำเพื่อประชาชน

ถ้าทำตรงนี้ได้ ระบบผู้ว่าฯ CEO ไม่มีปัญหา การประชุมเป็นประจำ คณะรัฐมนตรีประชุมวันอังคาร ท่านประชุมวันพุธก็ได้ ดูว่ามติคณะรัฐมนตรีมีอะไร ท่านจะได้เอาไปต่อว่ามติคณะรัฐมนตรีอย่างนี้พวกเราจะต้องตั้งรับอย่างไร พวกเราจะต้องรุกอย่างไรแล้วประชุมกันต่อ เอาประชาคมจังหวัดมารวมด้วย แม้กระทั่งเจ้าคณะจังหวัดยังช่วยได้เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด การอบรมเยาวชน ยังแก้ได้ แม้กระทั่งเรื่องของประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า เอามาร่วมด้วย นายกเทศมนตรี ประธานองค์การบริหารส่วนตำบล ประธานองค์การบริหารส่วนจังหวัด เอามาร่วมด้วยเป็นครั้งคราวก็ได้ ถ้ามากเกินไปจะประชุมมากไม่รู้จบ เอามาร่วมเป็นครั้งคราวเป็นเรื่อง ๆ เป็นการทดสอบ

ผมต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่ยังไม่เกษียณ และมีโอกาสได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในระบบ CEO เพราะกำลังท้าทายความสามารถของท่าน และท่านกำลังจะเปลี่ยนบริบทใหม่ของการบริหารการจัดการจังหวัด ที่สำคัญคือจะต้องยอมรับเทคโนโลยี ใครที่ไม่มั่นใจในวิชาการตัวเองหลังจากเรียนหลักสูตรนี้แล้ว มีมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้ ๆ ถ้าไม่มีมหาวิทยาลัย มีสถาบันราชภัฏ มีสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล อาจารย์ทั้งหลายอุตส่าห์ไปร่ำเรียนมา รัฐบาลก็เสียเงินสนับสนุนไปมาก นักเรียนทุนบ้างไม่ทุนบ้าง เชิญเขามาให้คำปรึกษา และจะทำให้เขาได้มีโอกาสประยุกต์ทฤษฎีที่เรียนมากับการปฏิบัติบ้าง ไม่เช่นนั้นมีแต่ทฤษฎี ไม่มีการปฏิบัติ จะทำให้เขาได้มามีส่วนร่วม และท่านจะได้มีวิชาการ วันนี้ถ้าบริหารงานแบบไม่มีวิชาการ ลองผิดลองถูกนั้น โอกาสไม่สำเร็จมีมากกว่าโอกาสสำเร็จ ไม่มีอีกแล้วระบบลองผิดลองถูกโดยขาดหลักวิชา ไม่มีอีกแล้วในโลกยุคใหม่ โลกยุคใหม่ทำอะไรต้องใช้หลักวิชาการ ต้องมีการวิเคราะห์ ต้องมีการเปรียบเทียบ ต้องมีตัวชี้วัด ต้องมีคำว่า Productivity ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะเสียเวลามากกับประเทศไทย กับการบริหารประเทศแบบเดิม ประเทศเสียโอกาส วันนี้รัฐบาลได้พยายามใช้หลักวิชาอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าใครจะวิจารณ์สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำต้องพลิกตำรานิดหน่อย ห้ามใช้ความรู้สึกวิจารณ์

ผมอยากเห็นจังหวัดได้ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารการจัดการ ผมขอให้ภาพรวมท่านก่อน รัฐบาลกำลังเร่งทำระบบ E – Government คือทุกกรมมีเว็บไซต์ของตัวเอง แล้วจะเชื่อมกันมาเป็นกระทรวง กระทรวงก็เชื่อมกันมาโดยที่มีศูนย์ Operation Center อยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี แล้วทุกระบบเชื่อมกัน หลังจากนั้นก็จะแตกลูกเป็น E – Service ทั้งหลาย การให้บริการประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น กรมสรรพากรได้ทำแล้ว ต่อไปจังหวัดก็จะมี E – Province คือมีระบบ

อินเทอร์เน็ตใช้กับจังหวัด เชื่อมหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัด รวมทั้งมีการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต วันนี้ท่านอย่าไปคิดว่าบ้านนอกไม่ใช้อินเทอร์เน็ต ทุกตำบลของประเทศไทยวันนี้มีอินเทอร์เน็ตตำบลแล้ว กรมไหนไม่มี จังหวัดไหนไม่มีแสดงว่าท่านด้อยพัฒนากว่าตำบลนั้น ตำบลมีแล้ว ท่านลองเข้าไปใน www.thaitambon.com บางตำบลขายสินค้าผ่าน E – Commerce แล้ว มีภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ด้วย Product Champion ทั้งหลายอยู่ในเว็บไซต์หมดแล้ว ของ OTOP แหล่งท่องเที่ยว สถานศึกษาอะไรต่าง ๆ มีข้อมูลในนั้นมากพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องใช้ระบบ ICT กับการบริหารการจัดการของจังหวัด ผมไม่ทราบว่าคณะผู้จัดหลักสูตรกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหลาย ได้ไปเรียนอินเทอร์เน็ตบ้างหรือเปล่า น่าจะหาเวลาสักหน่อย ท่านอย่าไปกลัว คอมพิวเตอร์ไม่มีอะไรเลย อย่าไปกลัว ผมเอาเด็กประถม 4 ไปหัดมาแล้ว 9 ชั่วโมงเป็นเลยครับ ทำเว็บเพจได้ด้วย เพราะฉะนั้นไม่ยาก ผมไม่ได้ให้ท่านเขียน Software แต่ให้ท่านใช้ เพราะว่าห้องสมุดของโลกอยู่ในอินเทอร์เน็ต ท่านอยากรู้อะไรท่านเข้าที่นี่ บางทีคำเดียวท่านนั่งทั้งวันยังไม่จบ เพราะแหล่งข้อมูลมากเหลือเกินในโลกนี้ ข้อมูลไหลออกมา ความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวินาที แต่ถ้าเรายังมัวด่ากันไปด่ากันมาอยู่อย่างนี้ไปไม่รอดหรอก ต้องขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กร ถึงจะไปได้ดี

สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำต่อไป แล้วจะกระทบต่อการทำงานของท่านโดยตรงคือระบบ GFMIS - Government Financial Management Information System เป็นระบบที่ Automate ระบบจ่าย ระบบรับ เราจะทดลองตุลาคมนี้ กับหน่วยงานอันได้แก่ สำนักบริหารหนี้ ฯ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ต่อไประบบนี้จะเชื่อมไปถึงทุกกรม การเบิกจ่ายจะผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องเบิกเงินสด ไม่ต้องเขียนเช็ค ใช้อิเล็กทรอนิกส์เชื่อมไปถึงคลังจังหวัดในตุลาคมปี 2547 ตุลาคม 2548 จะไปถึงคลังอำเภอ แล้ววันนั้นเราจะแปลง เราจะมีการฝึกอบรมคลังจังหวัดเป็น CFO (Chief Financial Officer) คำว่า CFO นั้นมีมากกว่าการเป็นนักบัญชี ทำบัญชีรับ – จ่าย นั่นคือการบริหารเงิน คลังจังหวัดจะต้องทำหน้าที่บริหารเงินด้วย บริหารเงินหมายความว่าบริหารเงินปัจจุบันและเงินอนาคตด้วย ต่อไปข้างหน้าคณะกรรมการจังหวัดซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าฯ เป็นประธานคณะผู้บริหาร หลังจากที่มีนโยบายมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาจังหวัดแล้ว สามารถเร่งการพัฒนาโดยการออก Bond ในจังหวัดตัวเองได้ แต่อีกพักใหญ่ ๆ ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะฉะนั้นคลังจังหวัดจึงต้องบริหารเงิน ต้องเป็น CFO นั่นคือแนวทางใหม่

ประเทศจะถูกบริหารเหมือนกับเอกชน แต่เป็นการบริหารภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมที่มีอุดมการณ์ แต่วันนี้ที่เราต้องพยายามทำในเศรษฐกิจสองแนวทาง คือเศรษฐกิจรากหญ้าด้วยนั้นเพราะว่าเศรษฐกิจระบบทุนนิยมที่ควบคู่เป็นฝาแฝดกับประชาธิปไตยนั้น ทำให้คนที่ไม่พร้อมได้อ่อนแอลงไปอีก เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องจูงแขนคนที่ไม่พร้อมให้เขาเดิน จนกว่าเขาจะแข็งแรงแล้วค่อยปล่อยเขาวิ่ง นี่คือแนวทางที่เรากำลังทำ ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยในทุก ๆ มิติ เพราะฉะนั้นท่านที่อยู่ในช่วงนี้ ท่านต้องคิดว่าการเปลี่ยนผ่านถ้าเปรียบเสมือนสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือยังไม่พัฒนา อีกฝั่งหนึ่งพัฒนาแล้ว ท่านคือสะพาน คือนอนคว่ำเป็นสะพานให้คนเดินข้ามจากไม่พัฒนาไปสู่ที่พัฒนา เพราะฉะนั้นคนที่เป็นสะพานจะต้องหลังแอ่น เหนื่อย หนัก แต่ควรจะภูมิใจว่าเราเป็นสะพานส่งผ่านให้คนจนหายจน ให้ประเทศที่พัฒนาน้อยไปสู่การพัฒนาที่มากขึ้น ประเทศที่ไม่ค่อยทันการพัฒนาของโลกไปสู่ประเทศที่ทันการพัฒนาของโลก ต้องยอมเหนื่อย ยอมเจ็บปวด แต่ว่าเราสุขใจ เราอิ่มใจ อย่างน้อย ๆ บุญกุศลก็คงได้กับครอบครัวของเราเอง ตัวเราไม่เป็นไรไปเอาชาติหน้าก็ได้

ระบบอินเทอร์เน็ตจะถูกใช้อย่างกว้างขวาง เพราะว่าในโลกนี้ใช้แล้ว เรื่องเทคโนโลยีทางด้าน ICT เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ประเทศไทยวันนี้สิ่งที่เราแก้ปัญหา หลายครั้งที่ผมแก้ปัญหายากมาก บางอย่างผมต้องช้าในการตัดสินใจ เพราะเราไม่มีคำว่า DETA แค่ข้อมูลเรายังไม่มีเลย มีก็ไม่พอ หรือไม่ก็ล้าสมัย เพราะเราไม่ได้วางระบบพวกนี้ไว้ เพราะว่าเราต้องการมีความลับ เราต้องการเก็บไว้เองรู้เอง เพื่อให้มีความสำคัญ นี่คือจุดอ่อนของวัฒนธรรมการบริหารงานระบบราชการไทย ต้องการเก็บไว้รู้เอง แต่ผลสุดท้ายก็รู้ไม่จริง ต้องการให้ทุกอย่างจับผิดไม่ได้ เปรียบเทียบประสิทธิภาพไม่ได้ ต้องการอยู่แบบไม่มีความกดดัน นี่คือจุดอ่อนของระบบราชการไทย รวมทั้งระบบขององค์กรภาคเอกชนใหญ่ ๆ หลายองค์กรที่ไม่พัฒนาตัวเอง

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่อง “The Power Of Mind At Work” หนังสือเล่มนี้เขาพูดถึงว่าถ้าขาดข้อมูลก็จะขาดความรู้ ถ้าขาดความรู้ก็จะขาดความฉลาด เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกว่าศีล สมาธิ และปัญญา ขาดศีล ขาดสมาธิ ขาดปัญญาแน่นอน ไม่มีข้อมูล ไม่สามารถที่จะมีความรู้ เมื่อไม่มี ความรู้จะมีปัญญาได้อย่างไร การจะมีปัญญาคือมีความรู้ แล้วประยุกต์ความรู้บ่อย ๆ จนเกิดความคล่องตัว จนเป็นสัญชาติญาณ เพราะฉะนั้นจังหวัดหรือองค์กรทุกองค์กรที่ท่านบริหาร ท่านจะต้องมีระบบข้อมูลที่ดี แล้วรู้จักนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความรู้ว่าแย่ตรงนี้ ดีตรงนี้ แล้วปรับปรุงแก้ไขบ่อย ๆ จนเกิดปัญญาความฉับไว ความแม่นยำในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง นี่คือความรอบรู้ ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายต้องอย่ารังเกียจการรู้ โลกสมัยใหม่ ยิ่งรู้จริงยิ่งได้เปรียบมาก ยิ่งไม่รู้ยิ่งโง่ เพราะฉะนั้นการรู้จริงอย่าอายที่จะรู้จริง เขาบอกว่าข้อมูลออกมาอย่างนี้ของท่านแย่ ไม่เป็นอะไรครับคราวหน้าผมแก้ใหม่ ผมรู้แล้วตรงนี้จุดอ่อน ต้องดีใจที่มีคนชี้ให้ดูว่าตรงนี้อ่อน ท่านไปตรวจเลือดทำไม ถ้าตรวจเลือดแล้วท่านไม่สนใจผลเลือดของท่านอย่าไปตรวจเลย ให้เข็มแทงเจ็บเปล่า ๆ ถ้าตรวจแล้วต้องสนใจว่าผลเลือดของท่านนั้นเป็นอย่างไร ตรวจแล้วแย่เลยน้ำตาลเราขึ้น คลอเลสเตอรอลสูง ต้องรู้ว่าเท่าไรถึงเรียกว่าสูง ถ้าสูงแล้วทำอย่างไรต่อ คลอเลสเตอรอลสูง คุมอาหารก่อนเบื้องต้น ถ้าคุมอาหารแล้วไม่อยู่แสดงว่าระบบของร่างกายเราไม่ดี จำเป็นต้องกินยาช่วยหรือหาหมอ นี่คือการแก้ปัญหาของสิ่งมีชีวิต แล้วองค์กรคือสิ่งมีชีวิต วิชา Biology ใช้กับองค์กรได้เลย

เพราะฉะนั้นท่านต้องรู้ว่าตัวเลขวันนี้อันตราย วันนี้ความยากจนเพิ่มขึ้นอีก ทำไมยิ่งแก้ยิ่งแย่ ไปปรึกษาเลย ไปปรึกษาคุยกับคนจนเลย ทฤษฎีใหม่เขาปรับวิธีคิดหมดแล้ว จากตัวเองเป็นศูนย์กลางเป็นลูกค้าหรือประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ทุกอย่างจะเป็น Demand Strategy มากกว่าที่จะเป็น Supply Strategy หรือเรียกว่า Outside in Approach มากกว่า Inside out เพราะฉะนั้นทุกอย่างการรับรู้จากสิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นจริงนั้น คือสิ่งที่ดี ท่านรู้หรือไม่ว่า GE ขายตู้เย็น เขาเอาคอมพิวเตอร์แบบ Touch Screen ไปวางที่คนจำนวนมาก แล้วให้คนจิ้มเล่น คนชอบตู้เย็นแบบ 4 ประตู กด คุณชอบประตูตู้น้ำแข็งอยู่ตรงไหน อยู่ข้างบน ตรงกลาง หรือล่าง ก็กด แล้วคุณชอบเปิดทางซ้าย ทางขวา เปิดอย่างไร กด คุณชอบสีอะไร กด สถิติเหล่านี้เขาเอาไปเก็บไว้ พอเอาไปเก็บไว้เขาก็ผลิตตู้เย็นออกมาตามที่ประชาชนส่วนใหญ่ชอบ ขายดีสต็อคก็ไม่เหลือ สมมติประชาชนบอกว่าชอบสีเขียวอะโวคาโด มากกว่าเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ สีเหลือง 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ผลิตตามนั้น แล้วของก็ขายได้ตามนั้น ไม่ใช่บอกว่าบังเอิญเถ้าแก่ชอบสีแดง ผลิตสีแดงเลย ไม่ต้องขาย ขายให้ภรรยาคนเดียว

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “Just Ask A Woman” เป็นหนังสือวิชาการตลาด เขาบอกว่าการตัดสินใจซื้อของในโลกนี้ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการตัดสินใจของผู้หญิง เพราะฉะนั้นถ้าถามผู้หญิงไม่ค่อยผิดพลาดหรอกว่าควรจะผลิตอะไรและรูปแบบไหน เพราะผู้หญิงเป็นคนตัดสินใจซื้อของมากกว่าผู้ชายคือ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 50 / 50 มีอะไรใหม่ ๆ ที่ออกมาทำให้เราเรียนรู้มาก เพราะฉะนั้นผมต้องการเห็นข้าราชการไทยยึดนิสัยที่เรียกว่า Life long learning ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต อ่านหนังสือบ้างสดับตรับฟังเรื่องใหม่ ๆ บ้าง และวิเคราะห์ข้อมูลขององค์กรตัวเองบ้างว่าเป็นอย่างไรบ้าง อาการเป็นอย่างไร แล้วดูความเป็นไป ดูข้างเคียงบ้าง เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องตื่นตัวหน่อย แล้วต้องการเห็นองค์กรของท่านเป็น Organization that learn หรือเป็น Learning Organization เป็นองค์กรที่มีการเรียนรู้ มีการประชุมพูดกันปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นในองค์กร นั่นคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ผมประชุมคณะรัฐมนตรีทุกวันอังคารผมต้องมีเรื่องมาเล่า วันอังคารหรือส่วนใหญ่ผมจะเอาหนังสือใหม่ ๆ มาแนะนำ เพราะผมรู้ว่าคณะรัฐมนตรีผมไม่มีเวลาอ่านหรอก ผมเห็นใจเพราะผมใช้งานเขามาก ผมก็อ่านบ้างเพราะผมมีเวลาว่างมาก อ่านเสร็จก็มาเล่าให้เขาฟัง เขาก็รับรู้ ผมประชุมเชิง Coaching ท่านต้องเป็นผู้นำ และเป็นผู้สอนด้วย เป็นผู้จัดการพร้อมในตัว การจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ต้องมีการ Coaching หนังสือใหม่ที่ผมเพิ่งอ่านคือ It’s Alive เป็นหนังสือที่พูดถึงองค์กรทั้งหลายต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา เพราะถือว่าองค์กรเป็นสิ่งมีชีวิต จะต้องมีการปรับตัว เพราะฉะนั้นการจะปรับตัวได้ก็อย่างที่ผมบอก จะต้องบริหารจากข้างล่าง คือไม่ใช่ว่าข้างล่างไม่ต้องจัดการ แม้กระทั่งภารโรงก็ต้องถูกบริหารจัดการ ต้องบริหารจัดการจากข้างล่างเลย อย่าไปคิดว่าปล่อยมันไป ให้มันจัดการตัวเอง ไม่ใช่ครับ จำ Mid-road ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ไหมครับ สุนัขพันธุ์กลางถนน สุนัขไทย ถ้าเอาไปฝึกไปเลี้ยงมันฉลาด ใช้ประโยชน์ได้ ดมยาเสพติดได้ ดมวัตถุระเบิดได้ แต่ถ้าปล่อยไม่จัดการ ปล่อยอยู่ข้างถนน ก็มีแต่ต้องไปฉีดวัคซีน เดี๋ยวเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เพราะฉะนั้นทุกอย่างจัดการได้ทั้งนั้น

เราต้องการคำเดียวว่าการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเป็นผู้บริหารโดยไม่มีการจัดการ ไม่รู้จักคำว่าจัดการก็ลำบาก วันนี้ระบบราชการของเราคือเรามีหัวหน้า คือหัวหน้างานคอยเป็นหัวหน้า เพราะเพื่อจะได้อนุมัติวันลาลูกน้อง เป็นหัวหน้าตามอำนาจตามกฎหมาย เพราะจำเป็นต้องมีอำนาจการบังคับบัญชาเป็นชั้น ๆ แต่เราไม่มีผู้จัดการ คนเหล่านั้นไม่ใช่เป็นผู้จัดการเลย หัวหน้าแผนกก็ไม่ใช่ เมื่อไม่ Manage ก็ไม่ใช่ผู้จัดการ แล้วจะทำอย่างไร ก็แสดงว่าเป็นองค์กรที่ขาดการบริหารจัดการ อย่างผมตั้งพรรคการเมือง คนก็ดูแคลนสารพัด เดี๋ยวจะพังเดี๋ยวจะแตกกัน แล้ววันนี้เป็นอย่างไรที่ดูแคลนไว้ผิดหมด เพราะเขานึกว่าพรรคการเมืองจะต้องเหมือนกับธรรมชาติ ความจริงแล้วพรรคการเมืองคือองค์กร องค์กรที่ต้องการการบริหารการจัดการ ถ้าใช้หลักวิชาการบริหารการจัดการเข้าไป ก็ถูกจัดการอย่างถูกต้อง องค์กรไหนที่ไม่ได้มีการจัดการ แล้วเป็นองค์กรที่ไร้วัฒนธรรม ไร้ศีลธรรม ก็จะไม่ผิดอะไรกับแก๊งค์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องพัฒนาองค์กรด้วยการบริหารการจัดการจากข้างล่างขึ้นมา

ผมย้ำอีกครั้งว่าอนาคตข้างหน้าไม่สามารถทำนายได้ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายไม่เป็นแบบเส้นตรง เพราะความซับซ้อนของความรู้และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามามีบทบาทสูงมาก แต่เราไม่ตระหนัก เพราะความแข็งของเรายังเป็นความแข็งของโลกสมัยเก่า นั่นคือเกษตรที่ยังมีเทคโนโลยีไม่ถึงขั้น มี แต่ยังไม่ถึงขั้นแบบอเมริกา ที่มองว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วข้างหน้า เรายังไม่ถึงขั้น แต่เรามีทักษะความชำนาญที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา ถ้าเปรียบเสมือนทฤษฎี S Curve เหมือนตัว S ที่เอสหัวกำลังจะตก ถ้าเรามีวิธีเดียววันนี้ช่วงนี้ที่ผมเข้ามา 7 - 8 ปี คือการลากตัวเอสให้ยาวขึ้นมาอย่าเพิ่งให้หัวตก ลากไปเรื่อย ๆ อย่าให้ตก แล้วรีบหาเอสตัวใหม่มาคล้อง ไม่อย่างนั้นจะหมดมุขในการทำมาหากินให้ประเทศ ฉะนั้นระหว่างที่ผมจะยืดเอสผมต้องมาปรับฐานการบริหารการจัดการทั้งประเทศใหม่ ถ้าผมไม่ปรับการบริหารการจัดการทั้งประเทศใหม่ จะรองรับเอสตัวใหม่ไม่ได้ ไม่มีที่ยืนเพราะฐานเก่าทรุดตัวหมดแล้ว

วันนี้ผมถึงต้องขอร้องพวกท่านว่า ผมก็เคยเป็นอดีตข้าราชการเหมือนกับท่าน เราตัดสินใจรับราชการเพราะเราต้องการรับใช้ชาติ โอกาสอันดีมาแล้ววันนี้ ผมกำลังให้ศักยภาพให้โอกาสท่านเต็มที่ แสดงฝีมือให้เต็มที่ คนทำงานด้วยความปรารถนาดี ตั้งใจดี ผิดพลาดไม่เคยตาย แต่คนไม่ทำงานเกียจคร้าน คนขี้โกง ตายแน่ ผมผ่านชีวิตของการทำอะไรที่ผิดพลาดมา ผมเข้าใจว่าคนผิดพลาดด้วยอะไร ถ้าผิดพลาดเพราะตั้งใจทำงาน แต่พลาดเพราะว่าความไม่รู้ หรือความเข้าใจผิดแต่ปรารถนาดีตั้งใจดีนั้น ให้อภัยได้เสมอ แต่คนขี้โกง คนดื้อ ไม่ทำงาน อภัยไม่ได้ วันนี้เราตั้งระบบรองรับไว้หมดแล้ว การให้รางวัลและการลงโทษชัดเจน ถ้าไม่เช่นนั้นไม่เดิน ผมต้องลงโทษข้าราชการ รับรองว่าไม่ใช่เพราะว่าผมรังเกียจหรือไม่ชอบหน้าท่าน ไม่มีครับ Performance อย่างเดียว ใครที่โกรธผมวันนี้แล้ววันหน้าคุณจะเข้าใจ ว่าผมจะลงโทษใคร จะตำหนิใคร เพราะ Performance อย่างเดียว ผมต้องการความสงบในชีวิตของครอบครัวผม เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องมาวิ่งเต้นเลย วิธีวิ่งเต้นกับผมที่ดีที่สุดคือทำงานให้ดีให้ได้ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทำไปเถิดครับ วันเกิดผมก็ไม่ยอมเลี้ยง เพราะเดี๋ยวบางคนไม่ได้มา แล้วถูกลงโทษ จะหาว่าเพราะไม่ได้มาวันเกิดผม หรือบังเอิญบางคนได้ดีเพราะมาวันเกิด ก็จะกลายเป็นว่าได้ดีเพราะมาวันเกิดผม เพราะฉะนั้นผมไม่ขอทำอะไรทั้งสิ้น ส่วนตัวผมไม่เอาอะไรเลย ผมไม่ต้องการอะไรจากแผ่นดินนี้แล้ว เพราะผมพอแล้ว ผมขอทำงาน ท่านไม่ต้องห่วงผม ข้าราชการทุกคนไม่ต้องห่วง ไม่ต้องมาทำความดีส่วนตัวให้ผม ขอให้ทำความดีให้กับชาติ แล้วตรงนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านให้ผม เพราะท่านให้ชาติ

ความรู้ในวันนี้เรามาอบรมกัน มาเรียนกัน อุตส่าห์เชิญอาจารย์จากต่างประเทศ เอาที่เก่ง ๆ มาสอนช่วยสอน ตอนบ่ายนี้ เพื่อนเก่าผม วิลเลี่ยม โคเฮน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน ผมรู้จักกันตอนสมัยที่ท่านเป็นวุฒิสมาชิกสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขาจะมาบรรยายให้ท่าน เพราะฉะนั้นเรานำของดี ๆ มาให้ท่านเพื่อให้ท่านเปิดสมอง เปิดใจ มีสมาธิปล่อยใจให้ว่างแล้วข้อมูลจะเข้ามามากมาย ถ้าไม่มีสมาธิ นั่งเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง แล้ววันนี้หากข้อมูลยังไม่แน่นพอ บางเรื่องยาก ผมเข้าใจ เพราะว่าบางคนจบปริญญาตรีแล้วไม่ได้เข้าอบรมหลักสูตรอะไร นอกจากหลักสูตรของราชการธรรมดา ก็อาจจะไม่มีการพัฒนาความรู้เพิ่มขึ้น แต่หลายตำราที่ผมพูดถึงเป็นตำราที่เรียนปริญญาโท ปริญญาเอกทั้งนั้น ก็อาจจะยาก แต่ถ้าฟังหลาย ๆ รอบจะเข้าใจ แต่ผมจะพยายามไม่นำข้อความในตำรามาพูด แต่ผมจะประยุกต์ข้อมูลในตำรามาพูดกับท่าน โดยพูดเป็นภาษาชาวบ้านที่สุดเพื่อให้ท่านเข้าใจ

ต่อไปท่านจะต้องเข้าใจคำว่า Matrix Reporting System คือการรายงานมากกว่าหนึ่งแนวทาง ท่านรายงานกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงของท่านได้เลย แต่ถ้าเรื่องเกษตรกรมีปัญหา ท่านจะต้องติดต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ หรือว่าจังหวัดนี้รองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดูแลท่าน ท่านสามารถติดต่อท่านรองนายกฯ สมคิดฯ ได้ รัฐบาลผมในเรื่องของระเบียบพิธีไม่มีความสำคัญ เรื่องของความสำเร็จของงานสำคัญที่สุด ไม่ต้องมีเรียกกัน ฯพณฯ หัวเจ้าท่าน โทรศัพท์มาได้ ขอเอาความสำเร็จของงานเป็นหลัก ถ้าท่านทำงานตั้งใจแล้วถูกกลั่นแกล้ง ผมพร้อมให้พบ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี มาพบได้ทุกเวลาแต่ที่ทำงานไม่ใช่ที่บ้าน มาได้ทุกเวลา ถ้าวันนี้ผมงานยุ่งก็นั่งรอเดี๋ยวก็มีเวลาให้พบ ท่านไม่ต้องห่วงผมจะดูแลให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ขอให้ทำงานเพื่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นระบบการรายงานหลายแนวทางนั้นจะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ทฤษฎีเก่าพวก Unity of Command ไม่มีแล้ว ไม่ได้ผล

อีกเรื่องที่อาจจะต้องคิดกันในอนาคต ถ้าเราสามารถมีตัวเลขทำ GDP จังหวัด ก็จะเป็นดัชนีอีกตัวในการชี้นำว่าท่านจะพัฒนา GDP ของจังหวัดท่านให้ดีขึ้นอย่างไร ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็จะเป็นแบบนี้ อีกหน่อยจังหวัดแม่ฮ่องสอนถ้าได้ผู้ว่าราชการจังหวัดเก่ง ๆ ไปเจอลำปางได้ผู้ว่าฯ ไม่เก่งหลายสมัย สมมติครับ ไม่ใช่ปัจจุบัน ผมยังนึกไม่ออกว่าใครเป็นใคร เดี๋ยวจะหาว่าผมไปเปรียบเทียบ แม่ฮ่องสอนอาจจะแซงลำปางขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ว่าการจังหวัดเก่ง ๆ เก่งในที่นี้ความเป็นผู้นำสำคัญมาก ถ้าความเป็นผู้นำไม่ดีก็ลำบาก จะนำพาไม่ได้ คำว่าความเป็นผู้นำส่วนหนึ่งที่เป็นนิสัยที่คนไทยต้องการคืออย่าเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวรับรองว่าท่านใช้ใครไม่ได้หรอก เห็นแก่ตัว ไม่ให้เกียรติคน เอาประโยชน์ส่วนตนตลอดเวลาอย่างนี้ รับรองว่าลำบาก ในหนังสือที่ผมแจกให้ท่านอ่านเรื่อง Rethink in the Future เขาพูดถึงสิ่งสำคัญของผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังบางข้อที่เป็นประโยชน์

ขั้นแรกเขาบอกว่าให้มีสำนึกในเป้าหมาย คือมีวิสัยทัศน์ที่มีความหมาย แน่นอนครับท่านจะออกยุทธศาสตร์ได้อย่างไรถ้าท่านไม่มีวิสัยทัศน์ ท่านต้องมองไปข้างหน้าว่าอยากเห็นอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Where we want to go ? และ How to get there ? คือท่านต้องมีวิสัยทัศน์และออกมาเป็นยุทธศาสตร์ แล้วออกมาเป็นแผนปฏิบัติที่จะนำไปสู่จุดที่ท่านอยากเห็น อยากพัฒนาจังหวัด ท่านในที่นี้คือคณะผู้บริหารจังหวัดที่มีท่านเป็นหัวหน้า 2.ท่านต้องเป็นนักสื่อสารที่สามารถนำวิสัยทัศน์ของตนมาตอบให้ผู้อื่นรู้ คือท่านจะให้เขาร่วมปฏิบัติกับท่าน ร่วมเดินทางไปกับท่าน ท่านต้องบอกให้เขารู้ว่าไม่ได้พาเขาไปลงนรก ท่านกำลังจะพาเขาเดินไปในทิศทางที่พบกับความก้าวหน้า อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องอธิบาย ท่านต้องเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือคือว่า อย่าโกหก อย่าหลอกลวง เสียสละตรงไปตรงมา ท่านต้องเป็นบุคคลที่กล้าได้กล้าเสีย และพร้อมที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ นั่นคือว่าเมื่อท่านวางแผนแล้วเดินทันที ไม่ใช่วางแผนอย่างเดียวแล้วไม่เดิน เดินไปเลยไม่ต้องกลัวผิด ผิดแล้วรีบแก้ คือคนที่นั่งทับปัญหาไว้ เลวร้ายกว่าคนที่ทำแล้วแก้ปัญหาไม่ได้

คนที่นั่งทับปัญหาแล้วไม่ทำอะไร คือปัญหาไม่ถูกแก้ เลยไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่ถ้าเดินไปแล้วแก้ แล้วแก้ผิด ก็ดีที่รู้ว่าผิด จะได้ทำใหม่ให้ถูกต้อง จะได้ไม่เสียเวลา เพราะที่ทับไว้ 10 ปีก็ล้าหลังไป 10 ปี แต่ถ้าเดินไป 1 ปีแล้วรู้ว่าผิด ปีแรกรู้ว่าผิดแล้ว ปีที่ 2 ก็ทำให้ถูกใหม่ ก็จะแก้ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ ท่านต้องมีสำนึกและเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องให้มีภัยคุกคามให้เปลี่ยนแปลง แจ๊ค เวลท์ บอกว่า ต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน คนเปลี่ยนแบบจนมุมนั้นจะเปลี่ยนแบบไม่มีท่า ไม่เท่ ถ้าเปลี่ยนแบบรู้ตัวก่อนว่าจะต้องเปลี่ยน ต้องเดินได้เท่สง่างาม เหมือนประเทศไทยที่ไม่เท่ในปี ค.ศ. 1997 วิกฤติทางเศรษฐกิจ เราควรจะต้องแก้ไขเรื่องราวของบ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการบริหารการจัดการทางการเงินมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ทำจนให้เขาถล่ม ค่าเงินบาทตกต่ำไม่มีค่า ต้องขอความช่วยเหลือ IMF แถมยังถูกบังคับให้ขายของถูก เจ็บพอหรือยัง เพราะฉะนั้นจะต้องไม่มีอีก ต้องเปลี่ยนด้วยตนเอง เปลี่ยนเพราะเรารู้ว่าเราช้าแล้ว เราแย่แล้ว ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าเราใช้หนี้ IMF รอบแรกในช่วงที่เราเข้า IMF เมื่อปี พ.ศ. 2524 แล้วเราก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เราใช้รอบแรกเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2533 เวลา 7 ปีเท่านั้นเองโดนอีกแล้วในปี พ.ศ. 2540 แล้วโดนหนักกว่าเดิม เพิ่งใช้หนี้เสร็จปี พ.ศ. 2546 ต้องไม่ให้มีอีก ต้องเข็ดเป็นบ้าง นั่นคือต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับองค์กรของเราโดยด่วน แก้ไขวัฒนธรรมที่อ่อนแอผิดพลาดมาโดยด่วน อย่ากลัวสิ่งที่ผิดพลาด นำมาศึกษาและแก้ไขใหม่ แล้วเดิน ต้องสำนึกและอย่ากลัวแล้วเดินต่อไป

ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์องค์กรของตนเอง ให้มีช่องทางที่จะสามารถมองพ้นไปจากกรอบองค์กรของตน คือคิดนอกกรอบ ต้องคิดให้หลุดพ้นจากเดิม ๆ ถ้าเราคิดในกรอบเดิมๆ คือโลกได้รับอิทธิพลจากวิธีสมัยก่อนโลกที่ไม่มีความเชื่อมโยง สมัยนักปรัชญาทั้งหลาย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โลกไม่มีความเชื่อมโยง ไม่มีคำว่าโลกาภิวัตน์ ความเชื่อมโยงของปัญหาไม่เกิด จึงทำให้เราคิดอย่างเดิม ที่ดร.เดอร์โบโนฯ พูดว่าคิดมิติใหม่หลุดจากกรอบเดิม ๆ ออกจากวิธีเดิม ๆ บ้าง แล้วเราจะเห็นว่าที่ผ่านมานั้นผิดอย่างไร จะได้แก้ไข นั่นคือสิ่งที่ผู้นำจะต้องกล้าคิด ท่านสังเกตดูไหมว่ารัฐบาลชุดนี้คิดไม่เหมือนเดิม ถึงได้ต้องมาเปลี่ยนกันขนาดหนัก ถ้าคิดเหมือนเดิมก็ไม่ต้องเปลี่ยน ทำงานประจำต่อไปไม่ต้องเหนื่อย เมื่อวันก่อนผมได้ไปดูฟุตบอลรีอัล มาดริด รัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งอยู่กับผม ถามผมว่าเดิมทีเดียวผมไม่ตั้งใจจะมานี่ ผมก็บอกว่าถ้าผมบอกว่าจะมาล่วงหน้าจะยุ่ง ผมไม่ชอบเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมชอบทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมชอบเป็นตัวผมเองมากกว่าที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคนเราจะต้องเป็นตัวของตัวเองในชีวิตจริง แต่การทำหน้าที่นั้นต้องทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม เพื่อชาติ เพื่อบ้านเมือง นั่นคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ

3. เขาบอกว่า ต้องกล้าที่จะทำให้องค์กรนั้นมีความกะทัดรัดคล่องตัว องค์กรเล็กจะมีความคล่องตัว ปรับตัวตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่อปัญหาได้เร็วที่สุด แต่ถึงแม้ว่าองค์กรจะขนาดใหญ่ก็ตาม เหมือนที่ Bill Gate ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Business at The Speed of Thought พูดกันว่า ในโลกสมัยก่อนพูดถึง Economy of Scale หรือ ความใหญ่ยิ่งได้เปรียบ แต่โลกในสมัยใหม่บอกว่าเราต้องแข่งกันที่ความเร็วคือ Economy of speed คนจะเร็วได้องค์กรกะทัดรัดปรับตัวได้ จะปรับตัวอย่างไรทิศทางอย่างไรต้องมีข้อมูลที่ดี เพราะฉะนั้นจังหวัดหรือองค์กรของท่านต้องมีระบบฐานข้อมูลที่ดี แล้วต้องกระจายงานออกไปให้คนข้างล่างสามารถมีดุลยพินิจในการตัดสินใจได้ ไม่ใช่เพื่อโปรดพิจารณาตั้งแต่หัวหน้าแผนกถึงรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีตัดสิน อย่างนั้นไม่รู้ว่ามีข้าราชการจำนวนมากทำไม ต้องให้ชั้นมีน้อย ไม่ใช่ตามหนังสือฉบับหนึ่งตามมาเป็น 3 เดือน เพิ่งจะมาเจอปรากฏว่าเพื่อพิจารณาทุกคน อย่างนี้เสียเวลา ที่ Bill Gate ใช้คำว่า Knowledge Worker คือ คนทำงานที่มีความรู้ที่สามารถตัดสินใจได้ จะมีความรู้แน่นอน นอกจากพื้นฐานความรู้แล้ว ต้องมีฐานข้อมูล ระบบข้อมูลในมือที่เขาสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำถูกต้อง อันนี้ท่านจะต้องสร้างตรงจุดนี้ขึ้นมา

ถ้าเขาบอกว่าเมื่อมีองค์กรย่อย ๆ ซ้อนกันมาเป็นองค์กรใหญ่ ท่านจะต้องเป็น Leader of the leaders คือทุกองค์กรเล็ก ๆ มีผู้นำอยู่หลายคน เพราะฉะนั้นผู้นำหลายคนท่านเป็นหัวหน้าองค์กรใหญ่ ท่านต้องสามารถทำตัวเป็น Leader of the leaders ได้ ถ้าท่านทำอย่างนั้นไม่ได้ ท่านก็จะบริหารองค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้ ฉะนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าใจว่าเกษตรจังหวัดก็เป็นผู้นำ ศึกษาธิการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด คลังจังหวัดทุกคนเป็นผู้นำอยู่ในองค์กรย่อยของเขาที่ขึ้นอยู่กับองค์กรใหญ่ของท่าน ฉะนั้นท่านต้องเป็นผู้นำของผู้นำ นี่คือสิ่งที่จะต้องปรับตัว

สิ่งที่กำลังเป็นโอกาสของท่านวันนี้ บรรดาผู้นำทั้งหลายท่านจะต้องไปสร้างวัฒนธรรมองค์กรของท่านใหม่ นาทีทองแล้ว เพราะเรากำลังเขย่าองค์กรของทั้งระบบราชการให้หลวม นั่นคือการปรับโครงสร้างใหม่ ปฏิรูประบบเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เราเขย่าตรงนี้แล้ว ยังไม่พอ กำลังเขย่าวัฒนธรรมของการทำงานระบบราชการอีก เพราะฉะนั้นท่านเข้าไปเป็นผู้นำใหม่ ท่านจะต้องไปสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้องค์กรของท่านเป็นองค์กรที่มีการปรับตัวได้ง่าย ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนและการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างความผาสุกให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ท่านต้องไปปรับวัฒนธรรมตรงจุดนี้ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรที่ดีที่สุด เร็วที่สุด ง่ายที่สุด จะเกิดจากความเข้มแข็งและความสามารถในความเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นความเข้มแข็งและความสามารถในความเป็นผู้นำ จะสามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมจากองค์กรนั้นใหม่ องค์กรของท่านถ้ามีอะไรที่ก่อให้เกิดการคงที่ เกิดความกระด้างเปลี่ยนไม่ได้ หรือมีเซลล์ที่ตายอยู่ในองค์กรท่าน ต้องจัดการแก้ไข เพราะเซลล์ทุกตัวต้องมีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลง ถ้ามีอวัยวะในร่างกายของท่านไม่ทำงาน ต้องรีบรักษาหรือต้องผ่าตัด อย่าให้องค์กรของท่านมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่มีสัมผัสต่อการตอบสนองต่อปัญหา

ตรงนี้ท่านจะต้องไปดูและสร้างวัฒนธรรมใหม่ สร้างวัฒนธรรมขององค์กรที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางให้ได้ รัฐบาลส่วนราชการต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าเมื่อไรที่ท่านไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ท่านกำลังผิดในโลกยุคใหม่ ท่านต้องสร้างวัฒนธรรมที่รู้จักใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาและการบริหารจัดการ ท่านต้องสร้างวัฒนธรรมขององค์กรที่ปลดปล่อยศักยภาพและพลังของสมองของคนในองค์กรให้มีความคิดสร้างสรรค์ให้มาก ท่านอย่าไปรังเกียจพวกที่ชอบพูดอะไรแผลง ๆ ประหลาด ๆ แต่สร้างสรรค์ อย่าไปมองว่าน่าชัง พวกนี้เป็นพวกที่ท่านจะต้องสร้างบรรยากาศให้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาเกิดขึ้นในองค์กรของท่าน แล้วองค์กรของท่านจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและมีความคิดสร้างสรรค์ มีการเดินหน้าได้ดี มีอีกหลายมิติในเรื่องของวัฒนธรรม แต่ท่านต้องไปสร้างไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมที่ผิดต้องเลิก สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมที่ดีต้องเพิ่มเข้าไป ถ้าผมกำลังจะปล่อยยาดีลงไปในระบบราชการ แสดงว่าท่านคือคนที่จะไปรักษาเซลล์หรือองค์กรย่อยๆ แต่ละองค์กรในระบบราชการนั้น ฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านรับได้เกี่ยวกับแนวคิดในการปรับปรุงประเทศไทย การบริหารประเทศใหม่ ถ้าท่านรับได้ เข้าใจได้ แล้วท่านเห็นคล้อยด้วย แสดงว่าท่านเป็นยาดีที่กำลังจะเข้าไปฉีด รักษาเซลล์แต่ละตัว คือองค์กรแต่ละตัว เพื่อให้องค์กรแต่ละตัวกลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งขึ้นมา แล้วคนที่เหลือที่ไม่ได้รับการอบรมจากนี้ก็จะถูกนำโดยท่าน โดยใช้ระบบขององค์กรของวัฒนธรรมองค์กรนี้ผลักดัน ขับเคลื่อนทำให้เขาคิดอย่างท่าน ทำอย่างท่าน ผมไม่สามารถอบรมข้าราชการทั้ง 2,000,000 คนได้ ไม่สามารถสร้างหลักสูตรได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผมกำลังสอน ใช้หลักสูตรเหล่านี้มาสอนพวกท่าน เพิ่มพูนความรู้ท่าน เปลี่ยนทัศนคติของท่าน คิดปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของท่าน เมื่อได้แล้วท่านก็นำไปฉีดลงไปในองค์กรของท่าน เป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเพื่อสะท้อนสิ่งที่ท่านรับรู้และเรียนรู้ในวันนี้ ตรงนี้คือการปล่อยเชื้อยาลงไปรักษาหน่วยทุกตัว ให้เซลล์เหล่านั้นเกิดการกระตุ้นใหม่ ๆ ขึ้นมา สดชื่นขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชากรในประเทศไทยแข็งแรงขึ้น

สิ่งที่ผมพูดในวันนี้ภาคเอกชนนำไปใช้ได้ เพราะภาคเอกชนไทยยังมีอีกมากที่ยังไม่ค่อยใช้หลักวิชาในการบริหาร เรียนกันทำไม โรงเรียนที่ดังทั่วโลกก็ส่งไปเรียนกันหมดแล้ว เรียนมาแล้วไม่ใช้หลักวิชาในการบริหาร เรียนทำไม เรียนแล้วไม่วิจัยไม่ศึกษาค้นคว้า เรียนมาทำไม เมื่อเรียนแล้วต้องใช้ มีนักวิชาการอยู่ทั่วไป มีคนมีความรู้อยู่ทั่วทุกองค์กร นำมาใช้ ยังไม่สาย เพราะแต่ละคนมีฐานความรู้ แต่ให้ปรับให้ทันสมัย เมื่อมีความทันสมัยแล้วสร้างวัฒนธรรมให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล มีการถกเถียงทางวิชาการ มีการเดินหน้าอย่างมีวิชา แล้วทุกอย่างไปได้หมด สังคมไทยวันนี้ทะเลาะกันตลอดเพราะคนไม่รู้กำลังเถียงกับคนไม่รู้ เพราะความไม่รู้จริงเกิดขึ้นจึงเถียงกันไม่จบ ถ้ารู้จริงเถียงไม่ได้หรอก

นี่คือความรู้ คุณเถียงทำไม แต่นี่เถียงกันไปมาเพราะคนไม่รู้มาเถียงกัน พอเถียงกันมาก ๆ เข้า สื่อก็เอาไป ลง เด็กเยาวชนรุ่นหลังก็มองจนชิน เพราะฉะนั้นคำว่า ชาตินิยมจึงไม่มี

ผมเคยพูดในหลายโอกาสว่า อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยบอสตันได้ทำการวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจทุนนิยมนั้นทำไมล้มเหลวไปหมด มีประสบผลสำเร็จมากชัดเจนที่สุด 5 ประเทศ คือประเทศอังกฤษ ประเทศอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศญี่ปุ่น ทำไม เขาบอกว่าส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในนั้นคือคำว่า ชาตินิยม ดีกรีของชาตินิยมของ 5 ประเทศนี้แข็งแรงมาก อเมริกาน่าทึ่ง คนในอเมริกาคือคนที่ไปจากทั่วโลกไปอยู่ที่นั่น แต่ไปอยู่แล้วถึงเวลาผู้นำของเขา “God Bless America - รักอเมริกา” ภาคเอกชนขึ้นธงชาติใหญ่ นั่นคือสิ่งที่เขามีความเป็นชาตินิยมสูง อเมริกาในปี ค.ศ. 2060 คนอเมริกัน White อเมริกันจะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศแล้ว เพราะว่าคนต่างชาติที่ไปอยู่ รวมทั้งพวกคนแอฟริกัน นิโกร รวมทั้งคนจากทั่วโลก จะกลายเป็นคนส่วนใหญ่ แต่ว่าความเป็นอเมริกา ความรักชาติอเมริกาสูงมาก เราเป็นประเทศประชาธิปไตย มีฝาแฝดชื่อนายทุนนิยม แยกจากกันไม่ได้ แล้วเรามีสังคมที่เถียงกันเพราะว่าไม่มีการวิจัย ไม่มีการวิเคราะห์ ไม่มีความรู้ที่ชัดเจน เลยเถียงกันไม่จบ ผลสุดท้ายคือส่งเสริมให้เกิดความขัดแย้งกันในสังคม ไม่เป็นเรื่อง เพราะฉะนั้นขอให้รู้ พอรู้แล้วจะได้เลิกขัดแย้งกันในสิ่งที่ไม่รู้ ในการรู้จะต้องมีข้อมูล พัฒนาเป็นความรู้ มีความรู้ก็มีปัญญา เพราะฉะนั้นข้าราชการไทยทุกคน ผู้นำส่วนราชการทุกส่วน จะต้องไปสร้างระบบฐานข้อมูลในสำนักงานของท่าน แล้วใช้ฐานข้อมูลนั้นอย่างชาญฉลาด อย่างมีวิชาการ แล้วท่านก็จะไปเป็นผู้นำที่มีความสามารถ

ที่น่าสนใจมีอีกคำหนึ่งเขาใช้คำว่า Global Literacy แปลว่าอ่านออกเขียนได้ในยุคโลกาภิวัตน์ คือ 1. การรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเราอ่อน กำลังพยายามหาทางส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษ 2. อินเทอร์เน็ต ซึ่งยังอ่อนอยู่ แต่กำลังส่งเสริมถูกทางแล้ว มีกระทรวง ICT แล้ว 3. คือ International Culture ความเข้าใจวัฒนธรรมนานาชาติ 3 ตัวนี้สำคัญ ฉะนั้นเราจะต้องช่วยกันสร้างให้ประเทศไทย เพราะว่าวันนี้ยุคโลกาภิวัตน์ เราบอกว่าผมจะอยู่ของผมอย่างนี้ ใครจะอย่างไรก็ช่างอย่ามายุ่งกับผม ก็ล้มเหลวเลย เพราะฉะนั้น 3 ตัวนี้เป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้ข้าราชการและเยาวชนต้องเข้าใจ ท่านผู้ว่า ฯ จังหวัดที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านมีชายแดนติดกัน ท่านต้องเข้าใจวัฒนธรรมของเขา ท่านต้องสังคมกับเขา บางประเทศใช้ภาษาอังกฤษ ไม่มีปัญหา และเมื่อมี E – Government เกิดขึ้น เรื่องอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ท่านต้องรับรู้แล้ว และท่านจะใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อันนี้เป็นพื้นฐานที่ต้องรีบปรับด่วนของประเทศ

มีอีกคำหนึ่งที่สูงกว่านั้น น่ากลัวกว่านั้นคือคำว่า Technology Literacy นี่คือตัวแข่งกันรวยแข่งกันจนในโลกยุคใหม่ เรามีภาษาดิจิตอล 0,1 - 1,0 เป็นดิจิตอลโค้ด Genetic Code A T C G แล้วก็มีภาษาธรรมดา ท่านลองคิดดูว่าเช็คสเปียร์สามารถเอา A – B – C – D ถึง Z หรือภาษาธรรมดามาแต่งให้สละสลวยได้ บทประพันธ์ของเช็คสเปียร์ก็เลื่องลือขายได้ นั่นคืออดีต ต่อมาคนรู้ว่ารหัส 0,1-1,0 เป็นดิจิตอลโค้ด

ก็สามารถอ่านโค้ดได้ ทำ Software เขียน Software ได้ก็รวย แต่ต่อมาคนรู้โค้ด A T C G สามารถทำแผนที่พันธุกรรมได้แล้ว คือ Mapping DNA ได้แล้ว ต่อไปสามารถที่จะเอาโค้ดเหล่านี้มาเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เกิดพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา ท่านลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่คือเรียกว่า Technology Literacy ซึ่งหมายถึงความรวยความจนแข่งกันในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะต้องสร้างต้องส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กัน Global Literacy และ Technology Literacy นี่ผมแถมให้นอกเหนือจากคำว่า CEO

สิ่งที่ผมพยายามพูดสองตัวนี้เพื่อให้เห็นว่าเราต้องพัฒนาอีกมาก เพราะวันนี้ความเชื่อมโยงของโลกน่ากลัวมากถ้าเราอยู่เฉย ๆ เราจะต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวเองมากขึ้น และในฐานะที่ท่านทั้งหลายคือบุคคลสำคัญของชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดเทียบเท่าอธิบดี แสดงว่าท่านต้องบริหาร 1 ใน 76 ส่วนของประเทศ อธิบดีท่านกำลังบริหารหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องของประเทศในเชิงลึก วันนี้องค์กรจะต้องถูกมองหลายมิติ ไปมองมิติเดียวไม่ได้ มี 4 D ไม่ใช่ 3 D กว้างยาวลึกล้าสมัยแล้ว ต้องมีเรื่องการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและการมอง

วันนี้การมององค์กรจะมองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มองมิติเดียวมิติหนึ่งไม่ได้แล้ว ต้องมองความเชื่อมโยง มองอะไรหลาย ๆ มุม สิ่งที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้เพราะอยากให้ท่านได้ช่วยกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องผลักดันประเทศเราทุกมิติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น เราต้องหันกลับมาพูดเรื่องคนยากจน ชาวบ้าน พูดถึงเรื่องนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างไร ท่านเชื่อหรือไม่ว่าขณะนี้นโยบายของรัฐบาลกำลังเป็นที่จับตาและวิเคราะห์ของหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย วันนี้ทุกคนก็ตันกับการแก้ปัญหา ตามที่ผมพูดคือ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นฝาแฝดกับระบอบประชาธิปไตย และล้มเหลวในแทบจะทุกประเทศ ยกเว้นใน 5 ประเทศนั้นประสบผลสำเร็จ และตามที่ผมพูด ทุนนิยมไม่มีอุดมการณ์แต่มีเป้าหมาย สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์มีอุดมการณ์แต่ไม่มีเป้าหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องบริหารแบบมีเป้าหมายและมีอุดมการณ์ไปพร้อมกัน จะมีเป้าหมายและมีอุดมการณ์ได้ก็ต้องพาคนจน คนที่อยู่ระดับรากหญ้าพ้นภัยให้ได้ เพราะฉะนั้นลักษณะของการบริหารประเทศไทยวันนี้เราถึงใช้หลายทฤษฎีผสมผสาน

อาจารย์วิษณุฯ ไปเบิร์คเลย์มา บอกว่าอาจารย์ที่เบิร์คเลย์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลนี้เป็น Rebirth หลายเรื่องที่เราทำวันนี้คือสิ่งที่เคยทำแล้วล้มเหลวในอดีต เอามาจัดใหม่ ทำใหม่แล้วสำเร็จ สิ่งที่เราทำวันนี้หลาย ๆ ทฤษฎีเอามารวมกันเป็นเรื่องใหม่เกิดขึ้น เขาเรียก Rebirth ปรากฏว่าสำเร็จ ยกตัวอย่างง่าย ๆ มีคนหนึ่งบอกให้ไปผัดผัก เขาก็เอาผักมาผัดก่อน ผัดจนผักเละ แล้วเอาหมูใส่ลงไป พอเห็นผักเละก็ตกใจ รีบเอาขึ้น จึงกินผัดหมูดิบและผักเละ ก็ไม่อร่อย พอมาบอกให้เราทำ เราก็เอาหมูลงไปผัดก่อน เมื่อหมูผัดกำลังได้ที่ใส่ผักเข้าไป ปรากฏว่าผักก็กรอบหมูก็หอมสุก จึงอร่อย ความจริงไม่มีอะไรมาก มาจัดลำดับให้ถูก รู้ว่าควรประยุกต์อะไร เพราะเราอยู่บนโลกความเป็นจริง นั่นคือวิธีการที่เราใช้ในการแก้ปัญหา ฉะนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ต้องเข้าใจ

เรามี 4 – 5 ข้อที่พึงต้องจำ 1.เราจะทำทุกอย่างเพื่อลดรายจ่ายภาคประชาชน นี่เป็นคาถาบทแรกให้ท่องเอาไว้ ทำอะไรก็ได้ที่ลดค่าใช้จ่ายประชาชน 2.เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน 3. ขยายโอกาสให้กับประชาชน คาถา 3 ข้อนี้หลวงพ่อ 3 องค์นี้ท่านแขวนใส่คอไว้เลย รับรองเป็นเมตตามหานิยมแน่นอน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส อย่างนี้เขาไม่เรียกประชานิยม 3 ข้อนี้ทำไปเถิดเป็นการช่วยคนฐานรากให้รอด แล้วจะทำให้เขาพ้นจากความยากจน และสิ่งที่กำลังทำต่อไปคือองค์ประกอบ เพื่อให้ 3 ข้อนี้ยั่งยืน คือการทำสังคมให้ดีให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด การปราบปรามผู้มีอิทธิพล สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กัดกร่อนสังคม และสังคมทุกครั้งที่ถูกกัดกร่อน คนจนโดนก่อน เจ็บก่อนหายช้า เจ็บก่อนหายทีหลังทั้งนั้นคือคนจน โดนก็โดนก่อนเพื่อน เวลาจะพ้นก็พ้นทีหลังเพื่อน วิกฤติเศรษฐกิจก็โดนก่อนเพื่อน คนรวยมีอะไรมาอุ้มไว้เป็นชั้น ๆ คนจนลำบาก กว่าจะพ้นก็ติดคุกไปเรียบร้อยเพราะว่าไปปล้นทรัพย์เขากิน ไม่มีอะไรจะกิน เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องทำสังคมให้สะอาด ยาเสพติดต้องจัดการให้เรียบอย่าให้เหลือ เราต้องสร้างคนจนพันธุ์ใหม่

คนจนพันธุ์ใหม่ที่ว่านี้คือพ่อค้ายาเสพติด ต้องให้หมดตัวให้ได้ ช่วยกันหน่อย หาหน่อย อยู่ที่ไหนเอาให้หมดตัว ต้องสร้างคนจนพันธุ์ใหม่ เพราะพันธุ์พวกนี้มีน้อย มีไม่กี่ตัว และเรื่องผู้มีอิทธิพล อย่าไปแกล้งแต่บอกให้หยุดยั้ง ขอให้เลิก ถ้าไม่เลิก คิดบัญชีย้อนหลัง ถ้าเลิกเป็นเลิก จบ เพราะเราต้องการให้เลิก เราไม่ต้องการแกล้ง เพราะสังคมในอดีตปล่อยช่องว่างมาก เราถือว่าไม่มีคดีติดตัวก็ถือว่าจบกัน เลิก แต่ของใหม่ไม่ได้ ยอมไม่ได้ ถ้าทำของใหม่ คิดบัญชีของเก่าเลย ก็จะเป็นคนจนพันธุ์ใหม่ถ้าอยากเป็น ตรงนี้จะช่วยทำให้การแก้ปัญหาลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส สามารถยั่งยืนได้ ไม่อย่างนั้นพวกนี้คือพวกที่เพิ่มค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

อีกเรื่องหนึ่งคือธุรกิจใต้ดินทั้งหลาย Underground Economy ต้องหยุดให้ได้ ต่อไปผมจะเอาตำรวจเป็นผู้เก็บภาษีให้ประชาชน ผมบอกว่าห้ามตำรวจรับส่วยผู้มีอิทธิพล ให้มารับส่วยจากรัฐบาลอย่างถูกกฎหมาย ตรงไปตรงมา นั่นคือเอาค่าสินบนนำจับ ค่าอะไรต่ออะไรไปเลย ถ้าอยากรวยไปยึดทรัพย์คนเลวที่ทำผิดกฎหมายและหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ อย่างนั้นได้รวย แต่นอกนั้นพอกินพอใช้ แล้วเศรษฐกิจทุกอย่างจะโปร่งใส ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะเป็นประเทศที่ตรงไปตรงมา ในชีวิตผม การทำธุรกิจเรื่องระบบความโปร่งใสสำคัญมาก ระบบบัญชีตรงไปตรงมา เสียภาษีตรงไปตรงมา ดีที่สุดไม่ลำบากใจเลย และไม่ถูกโกงด้วย ถ้าเมื่อไรใครโกงรัฐก็จะโดนลูกน้องโกงตัวเอง บริษัทที่โกงภาษีรัฐโดนลูกน้องโกงทั้งนั้น เพราะบัญชีไม่ตรง เพราะฉะนั้นความโปร่งใสสำคัญที่สุด ต้องโปร่งใสทั้งระบบ เรื่องเศรษฐกิจใต้ดินทั้งหลายจะต้องไม่มี วันนี้หวยใต้ดินงวดนี้ยังขายได้ 600 กว่าล้านบาท - 700 ล้านบาทเท่าเดิม แสดงว่าตำรวจกำลังหากินอยู่กับเจ้ามือหวยใต้ดินอยู่มาก ถ้างวดหน้าไม่ขึ้น ผู้กำกับฯ อาจจะต้องถูกย้ายเกือบทั่วประเทศ นี่ผมพูดดัง ๆ เพื่อให้ได้ยิน งวดหน้าหวย 2 ตัว 3 ตัวของรัฐบาลต้องขึ้น ถ้าไม่ขึ้น ผู้บังคับการฯ จังหวัด

ผู้กำกับฯ จังหวัดที่มีหวยอยู่ โดนหมดทั่วประเทศ ไม่เป็นไรผมมีตำแหน่งว่างมาก ตำแหน่งประจำสำรองราชการมีอยู่ 6,000 กว่าตำแหน่งเอง พอไหว ให้รู้ไปว่าใครจะแน่กว่าใคร ความดีกับความไม่ดีสู้กัน ประเทศเราจะต้องอยู่ด้วยความดี ประเทศเราต้องอยู่ด้วยความตรงไปตรงมา แล้วคนจนจะมีโอกาส คนที่มีศักยภาพอยู่บ้านนอกก็มีโอกาส

เมื่อวานนี้ผมไปวางศิลาฤกษ์ที่เมือง Candy สร้างโรงพยาบาลสงฆ์ที่ศรีลังกา ผมไปถามเด็กผู้ชายบ้านนอกคนหนึ่ง หน้าตาก็บ้องแบ๊วดี เข้าไปถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาตอบว่าอยากขับรถบัส รถเมล์ เขาเรียนหนังสืออยู่ประมาณประถม 3 สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่าคนจนไม่กล้าหวังสูง เพราะว่าในชีวิตที่เขาเห็นปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ พี่น้องของเขามานั้นหวังสูงไม่ได้ เพราะไปได้แค่นี้ เหมือนกันทั่วโลกครับ ผมกำลังจะบอกว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำลายวงจรอุบาทว์แห่งความยากจน ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปิดโอกาสให้คนไทยที่มีศักยภาพทั้งหลายได้มีการเติบโตอย่างเต็มที่ แล้วนำพาประเทศไทยให้สูงขึ้นกว่านี้อีก ทั้งหมดอยู่ในมือพวกท่าน ผมได้แต่นำ ได้แต่ให้โอกาสสนับสนุน แต่ผมลงไปทำเองทุกเรื่องไม่ได้ และไม่สามารถเห็นปัญหาเองได้ถึงที่ ท่านอยู่ใกล้ปัญหา ทั้งหมดอยู่ในมือพวกท่าน ทุ่มเททำเถิดครับ ความสำเร็จในงานที่เกิดขึ้นจะเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่แก่คนไทยทั้งประเทศ ช่วยกันเถิด หลายท่านเป็นเด็กมาจากบ้านนอก หลายท่านเป็นผู้มีความสามารถพิเศษจากบ้านนอก ที่ต้องมาแสวงหาโอกาสในเมือง เพราะบ้านนอกไม่ได้ให้โอกาสท่านเลย เพราะการที่เราเอาเงินทุนจากบ้านนอกมาเลี้ยงเมืองเป็นการตัดโอกาสของบ้านนอก เมื่อที่ไหนไม่มีโอกาสที่นั่น Talent หาย หนีหายหรือไม่ก็เป็น Talent ที่ไม่สามารถส่องแสงได้



เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดโอกาสในภูมิภาค ทุกจังหวัดจะต้องเติบโต ถ้าท่านใช้เงินเป็น สมมติว่าใส่ไป 100 บาทแล้วได้คืนมาแน่นอน 110 บาทหรือ 105 บาทหรือ 100 บาทอย่างเดียวก็ได้ ไม่หายไปไหน คำว่าข้อจำกัดทางการเงินไม่มี รัฐบาลผมถ้าหากว่าใส่เงินลงไปแล้ว 100 บาทแล้วได้กลับคืนมาไม่น้อยกว่า 100 บาท คำว่าข้อจำกัดทางการเงินไม่มีครับ 100,000 ล้านบาทก็มี แต่ถ้าใส่ไป 100 บาทควักกระเป๋าสัก 10 เปอร์เซ็นต์แล้วเอาไปทำอะไรเสียหายเหลือสัก 30 – 40 บาท เงิน 2,000,000 บาท หรือ 3,000,000 บาทก็ไม่มีครับ วันนี้ประเทศไทยมีเงินมาก เราไปเจอปัญหากับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) คือเรามีเงินสภาพคล่องเหลืออยู่ในระบบ 800,000 ล้านบาท เลยทำให้คนฝากเงินต้องอุ้มหนี้เสียทางอ้อม ดอกเบี้ยต่ำ เพราะฉะนั้นรัฐบาลกำลังจะดูดเงินเหล่านี้ไปใช้ แต่ว่าใช้แล้วต้องมีกลับคืน ยกตัวอย่างที่ผมพูดเรื่องน้ำ 300,000 ล้านบาท เอาเงินไปทำน้ำ ผมดูตัวเลขง่าย ๆ ว่าคนที่อยู่นอกเขต

ชลประทานมีรายได้ครอบครัวละ 10,000 กว่าบาท คนที่อยู่ในเขตชลประทานมีรายได้ครอบครัวละ 40,000 กว่าบาท ต่างกัน 30,000 บาท ถ้าสมมติว่า 300,000 ล้านบาททำให้คนอีก 10,000,000 ครอบครัวอยู่ในเขตชลประทาน แสดงว่ารายได้ปีเดียวขึ้นมา 300,000 ล้านบาท อย่างนี้คุ้ม ให้ทำ เงินไม่ต้องห่วงครับ ผมใช้เงินเป็น ผมบริหารเงินเป็น

ท่านที่เป็นผู้ว่าฯ CEO ทั้งหลาย ท่านจะต้องเข้าใจในมิติของการเงินบ้าง วันนี้ยังไม่ต้องเรียนแต่ต้องเรียนในวันต่อไป ถ้าท่านไม่เข้าใจเรื่องมิติการเงินแล้วท่านจะไม่คล่องตัวในการใช้เงิน คนที่เก่งเรื่องการเงิน สามารถเสกกระดาษเป็นเงินได้ คนที่ไม่ประสาเรื่องการเงิน มีเงินอยู่แท้ ๆ ก็กลายเป็นกระดาษ นั่นคือสิ่งที่เป็นโลกใหม่ โลกที่เป็นโลกทุนนิยม แต่คนที่จะเสกกระดาษเป็นเงินได้มีสองข้อที่สำคัญ ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือ Trust and Confidence ฉะนั้นระบบทั้งระบบต้องดี ต้องสร้าง Trust and Confidence ข้อที่สองคือความรอบรู้ในการลงทุนที่จะใช้เม็ดเงินที่ได้มาจากการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ถ้าคนมีสองข้อนี้รับรองว่าอยู่ในโลกทุนนิยมแล้วรวยได้ ถึงแม้ว่า Technology Literacy จะแผ่วไปหน่อยก็ไม่เป็นไร

ที่ผมพูดกว้างไปหลายเรื่องเพราะให้ท่านรู้ว่ายังมีความรู้ในโลกนี้อีกมากที่ท้าทายเราให้เข้าไปแสวงหาและค้นคว้า ผมกำลังจะสร้างห้องสมุดให้ประเทศ เป็นห้องสมุดที่มีชีวิต และจะสร้างพิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่มีทุกอย่าง ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง วันนี้เราจะต้องสร้างสิ่งที่เป็นช่องทางแห่งการเรียนรู้ให้เยาวชน และผู้ใหญ่วันนี้ต้องเริ่มเรียนรู้ได้แล้ว ถ้าท่านเรียนรู้เท่าไร ท่านจะมีความรู้สึกสนุก ชีวิตไม่น่าเบื่อ คนที่ไม่เรียนรู้นี่ชีวิตน่าเบื่อ ยิ่งอ่านหนังสือยิ่งสนุกเชื่อผมเถิด

ขอให้ทุกคนมีลักษณะนิสัยเป็นคนที่เรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีการเรียนรู้ รับรองว่าประเทศเราไม่มีทางด้อยกว่าใคร ฝากประเทศไว้ในมือของทุกท่านแล้วผมจะยืนเคียงข้างท่าน พร้อมที่จะ Coach ทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อเราจะได้เดินทางไปด้วยกันในทิศทางเดียวกัน เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ และแน่นอนครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ทรงเจริญพระชนมายุมากแล้ว ทรงเหน็ดเหนื่อยกับพวกเรามากแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องทำให้ท่านสบายพระทัย โดยที่ไม่ต้องทรงกังวลในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง โดยที่พวกเราจะเป็นผู้บริหารที่รับผิดชอบ เป็นผู้บริหารที่ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงาน และตอบสนองต่อปัญหาของประเทศอย่างตรงไปตรงมาได้รวดเร็วที่สุด

ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทุกฝ่ายได้จัดโครงการนี้ขึ้นมา ขอขอบคุณที่ตั้งใจฟัง และหวังว่าท่านคงจะตั้งใจฟังในชั่วโมงอื่น ๆ ด้วย เพื่อจะได้เป็นความรู้ประกอบกับการทำงานของท่าน ขอให้โชคดี ขอบคุณครับ



--------------------------------------------------------



ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

วิมลมาส รัตนมณี , ชมพูนุช ชาญกว้าง / ถอดเทป - พิมพ์

ดวงฤดี รัตนโอฬาร / ตรวจ




...
  
คำกล่าว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คำกล่าว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงวิชาการและปาฐกถาพิเศษ

เรื่องแนวทางการสร้างความเสมอภาค

และความเป็นธรรมทางกฎหมายสำหรับคนยากจน

ณ ห้องรพีพัฒนศักดิ์ เนติบัณฑิตยสภา

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2546 เวลา 09.30 น.



------------------------------------



กราบเรียนท่านประธานศาลฎีกา
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านปลัดกระทรวงยุติธรรม

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ

ผมมีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาแสดงปาฐกถาเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวทางการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางกฎหมายสำหรับคนยากจน ความจริงแล้วเรื่องนี้ผมได้พูดกับดร.กิตติพงษ์ฯ ตอนที่ผมกำลังตั้งพรรค ถึงแนวทางการปฏิรูปกฎหมาย ผมบอกกับดร.กิตติพงษ์ฯ ว่าเราคงต้องกลับไปตั้งต้นที่ปัญหาทั้งหมด ถ้าหากว่าเราจะมาปรับปรุงตรงปลายทางหรือระหว่างทาง คงจะไม่แก้ปัญหาเท่าไรนัก เราคงต้องไปดูย้อนไปทั้งภาพรวมของระบบสังคม ระบบประชาธิปไตยของเรา เราเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่ถือว่าก้าวหน้ามากในเอเชีย แต่ประชาธิปไตยนั้นเป็นเครื่องมือที่เราใช้เพื่อบรรลุถึงความผาสุกของประชาชน และความก้าวหน้าของประเทศชาติ แต่หลายต่อหลายครั้ง เราพยายามเอาประชาธิปไตยเป็นปลายทาง (Ends by itself ) ซึ่งไม่ใช่ เป็นเพียง Means to and end เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจะต้องกลับมานั่งดูว่าสังคมเราทุกวันนี้ทำไมยิ่งพัฒนา ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถึงมากขึ้น แล้วเราก็ต้องกลับมาดูว่าแล้วคนจนเหล่านี้ทำไมเขาไม่มีโอกาส Vicious cycleหรือวงจรอุบาทว์ที่เกิดความยากจน ที่ทำให้ความยากจนนั้นยังอยู่ และไม่สิ้นสุดคืออะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องของกฎหมาย เรื่องของการอำนวยความยุติธรรมของสังคมไทย

นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพยายามถามตัวเอง และพูดกับผู้รู้หลายท่าน เลยอยากจะเอาสิ่งที่เป็นข้อห่วงใยของผมมาพูดคุยกับท่านในวันนี้ ซึ่งผมได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านประธานศาลฎีกานั่งฟังอยู่ด้วย ท่านผู้พิพากษา ท่านผู้ใช้กฎหมายทั้งหลาย แต่ว่าท่านไม่ได้เป็นผู้ออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นผู้ใช้กฎหมายจะเป็นผู้ที่ช่วยกับฝ่ายวิจัย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการวิจัยก็มาด้วยวันนี้ เพื่อจะทำการวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าทำอย่างไรเราถึงจะมีกฎหมายที่ 1.เริ่มต้นตั้งแต่มีกฎหมายที่เป็นธรรมจริง

2. การบังคับใช้ต้องเป็นธรรมจริง 3.ระบบกระบวนการอำนวยการยุติธรรมต้องเป็นธรรมจริง เป็นขั้นตอนของมัน เพราะฉะนั้นท่านอยู่ในขั้นตอนของการใช้ การบังคับใช้ แต่ท่านไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการออกกฎหมาย แต่แน่นอนทางอ้อมท่านทั้งนั้น ทางอ้อมพวกท่านทั้งหลายที่จะช่วยฝ่ายการเมืองในการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกฤษฎีกา เพราะฉะนั้นผมเลยถือว่าเป็นเกียรติและดีใจมากที่ได้มีโอกาสมาพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเป็นห่วงในเรื่องของความยุติธรรมที่คนจนไม่มีโอกาส

วันนี้รัฐบาลประกาศแล้วว่าอีก 6 ปีความยากจนต้องหมดจากแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นความยากจนจะหมดจากแผ่นดินไทยนั้นจะเอาระบบเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่พอ ระบบปัญหาสังคมเป็นปัญหาระบบหนึ่งที่ไปเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของคนจน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอาจจะพูดกว้างนิดหน่อย เพื่อให้ท่านได้ลองดูว่าท่านคิดอย่างไรจากการที่ผมมีความรู้สึกอย่างนี้ ท่านลองมองข้อเท็จจริงของอาชญากรรมทางสังคม (Social reality of crime) ผมจะพยายามมองเรื่องอาชญากรรมก่อน เพราะอาชญากรรมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนมาก ท่านมองความเป็นจริงทางสภาพสังคมของอาชญากรรมทั้งหลาย คนจน อาชญากร ส่วนใหญ่ของอาชญากรคือคนจนใช่ไหมครับ ส่วนใหญ่ของเหยื่อทางอาชญากรรมก็คือคนจนใช่ไหมครับ นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องกลับมาถามว่าทำไม ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น

ถ้าไปพยายามถามอีกว่าทฤษฎีที่จะสามารถอธิบายสาเหตุแห่งอาชญากรรมได้นั้นมีกี่ทฤษฎี มีเยอะมาก ถ้าท่านทำวิจัย ท่านจะเข้าใจเรื่องของ Multiple regression ที่จะใช้ตัวแปร(variable)หลายตัวเป็นตัวอธิบายว่าอะไรคืออาชญากรรม หรือถ้าท่านเก็บสถิติของอาชญากรทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วดูว่าพฤติกรรมแห่งการก่ออาชญากรรมของเขานั้นคืออะไร อะไรคือแรงบันดาลใจของเขา มีหลายทฤษฎีที่อธิบาย ไม่มีทฤษฎีเดียวอธิบายสาเหตุของอาชญากรรมได้เลย เราคิดไปโบราณโน่นเลยครับ ตั้งแต่สมัยปี 1939 สมัยของเอ็ดวิน ซัทเทอร์แลนด์ พูดถึง Theory of differential association นั้นคือซัทเทอร์แลนด์พูดถึงเรื่องของอาชญากรรมนั้นสามารถอธิบายได้อันหนึ่งคือว่าโอกาสในการที่สมาคมของคนไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับภาษิตของเรา คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ก็คล้าย ๆ กันคือหมายความว่าคนที่เป็นอาชญากรส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในสังคมซึ่งเกี่ยวพันกับคน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่ออาชญากรรม หรือเป็นอาชญากรมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ จะเป็นลักษณะคล้าย ๆ อย่างนั้น เหมือนกับที่พูดกันถึงเรื่อง Slum and Ghetto ทฤษฎีของ Cloward and Olin พูดถึงโอกาสที่ไม่เท่ากันของคนในสังคม (Theory of differential opportunity)

สิ่งเหล่านี้วกกลับมาที่เรื่องอธิบายว่าทำไมถึงมีปัญหาเรื่องความยากจนต่ออาชญากรรม หรือทฤษฎีของชอร์ แอนด์แม็คเคย์ Concentric Circle Theory ที่ไปศึกษาเรื่องชิคาโก้ พบว่าเขตธุรกิจกลาง (Central Business District) หรือ CBD ของเมืองนั้นจะเป็นลักษณะของจุดใจกลาง และจะมีวงกลมรอบ แล้ววงกลมรอบระหว่างเมืองกับชานเมือง (Suburb) มักจะเป็นที่อยู่ของคนจนที่เป็นชุมชนแออัด

แล้วแนวโน้มอาชญากรรมมักจะเกิดแถบนั้นมากที่สุด ความจริงแล้วทุกอย่างคือปลายเหตุหมด แต่ว่าไปอธิบายย้อนหลัง ทฤษฎีมักจะเก็บข้อมูลของสิ่งที่เกิดแล้ว และอธิบายย้อนหลัง เพราะฉะนั้นจะต้องคิดย้อนกลับมาอีกทีว่าจริง ๆ คืออะไร นี่ผมพยายามพูดกว้าง ๆ ให้ท่านรู้ว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องของคนจน เรื่องราวคนจน ก่อนที่จะมาถามว่ามันคืออะไร นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคนจนทั้งนั้น ทฤษฎีต่าง ๆ ก็อธิบายประกอบเป็นแบบนั้น แล้วหลังจากนั้นก็มีคนพยายามอธิบายอยู่ตลอดเวลาว่ามันเกิดจากอะไรกันบ้าง โดยสรุปเราจะต้องกลับมาดูว่าระบบการเมืองที่เขาไปวิเคราะห์เรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ไปวิเคราะห์กันถึงเรื่องระบบของการใช้การบริหารเศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือประชาธิปไตย ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยบริหารเศรษฐกิจแบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

เศรษฐกิจทุนนิยมเป็นเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยต่อคนที่แข็งแรงกว่า ให้ได้เปรียบคนที่อ่อนแอ

กว่าตลอดเวลา เพราะอะไร ความจริงแล้วถามว่าประชาธิไตยไม่ดีหรือ ดีมาก ประชาธิปไตยถือหลักกติกาว่า กติกาเดียวกัน กฎหมายเดียวกัน แต่ลืมนับไปว่าวันที่เราเป่านกหวีดบอกว่าใช้กติกาเดียวกัน กฎหมายเดียวกันนั้นคนมีความแตกต่าง ไม่เหมือนกอล์ฟ กอล์ฟนี่คนมือด้อยกว่าให้แต้มต่อ (Handicap) ใช้กฎกติกาเดียวกัน กฎหมายเดียวกัน ทีออฟจากทีเดียวกัน ใช้พาร์ 4 ก็ 4 เหมือนกันแต่ให้แต้มต่อว่าคุณเอาแต้มต่อไปเท่าไร ประชาธิปไตยไม่ใช่ ไม่มีแต้มต่อ เป่านกหวีดปี๊ดทุกคนต้องเข้าแข่งขัน ในภาวะที่แตกต่างกันก็ต้องเข้าแข่งขันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการแข่งขันเหมือนกับว่าคนจนคือคนที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล คนที่รวยหรือคนที่อยู่ในฐานะทางสังคมที่ดีกว่า เปรียบเสมือนคนที่ฟิตร่างกายแข็งแรง แล้วบอกว่าไปวิ่งมาราธอนแข่งกัน ใช้กติกาเดียวกันออกจุดเริ่มต้นที่เดียวกัน ซึ่งยิ่งแข่งช่องว่างก็ยิ่งห่าง เพราะฉะนั้นกฎหมายกติกาต่าง ๆ ที่เราออกมานี้ เป็นกฎหมายที่ถูกต้องโดยหลัก ถ้าเราไปมองจุด ณ เดี๋ยวนี้ แต่เราต้องกลับไปย้อนว่าเราได้เริ่มต้นถูกหรือยัง

ที่ผมพูดอย่างนี้คือว่าเราต้องคิดวิธีการทำอย่างไร ภายใต้ระบบประชาธิปไตยที่จะมีกติกาที่ให้โอกาส หรือให้โอกาสคนที่ยากจนทั้งหลาย หรือคนที่อ่อนแอ คนที่มีโอกาสในสังคมน้อยอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมยังไม่รู้ ท่านทั้งหลายอาจจะต้องแบ่งกันไปทำการวิเคราะห์ ท่านดูภราดรฯ ใช่ไหมครับ จบแม็ทช์แล้วทันเห็นการวิเคราะห์ขึ้นมาไหมครับ มี Ace เท่าไร มี double Fault เท่าไร แม้กระทั่งกีฬา ตะวันตกเขามีการวิเคราะห์ที่ชัดเจน การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เขามีการวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัว แล้วก็ยังวิเคราะห์เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันของบริษัทคู่แข่ง แล้วก็ข้ามชาติ เพื่อมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของบริษัทนั้น ก่อนจะตัดสินใจลงทุน ของเราถามกันว่าตัวไหนดี แล้วก็ลงทุนไป การวิเคราะห์สำคัญมาก

ผมหวังว่าการสัมมนาวันนี้จะเกิดการนำประเด็นต่าง ๆ เพื่อไปมีการวิเคราะห์ว่าผลกระทบของการทำอย่างนี้ เขามีกติกาอย่างนี้ มีผลต่อคนจนที่ทำให้เขาไม่มีโอกาสในสังคมอย่างไร แล้วค่อยไปแก้ ต้องแก้ตั้งแต่ตัวกฎหมายเอง นักกฎหมายที่เรียนมากหน่อย ไม่ได้เรียนรายละเอียด Trick นี้ของกฎหมายเท่านั้น จะต้องเรียนทั้งปรัชญากฎหมาย (Philosophy of Law) ว่าทำไมต้องมีกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับนี้ต้องการอะไร ต้องการเป้าหมายที่จะเห็นสังคมเป็นอย่างไรถึงต้องมีกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือ ปรัชญา เรียนกฎหมายสังคม (Sociology of law) เรียนผลกระทบของกฎหมายนี้ต่อสังคม ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อสังคม แล้วตรวจสอบติดตาม แล้วก็ปรับปรุง ซึ่งรัฐบาลผม ผมได้มอบนโยบายไปแล้วว่าต่อไปการเขียนกฎหมาย ถ้าเป็นไปได้ให้มีจบเกมส์ คือมีบทหนึ่งที่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับเป็นเวลา

กี่ปี เมื่อถึงเวลาเท่านั้นต้องจบด้วยตัวมันเอง ถ้ามันไม่จบ จำเป็นต้องใช้อยู่ ก็จะได้มีการทบทวน เพราะว่าโลกเปลี่ยนเร็วมากแต่กฎหมายคงที่มาก เราใช้กฎหมายเป็น ร.ศ.ก็ยังมีอยู่ ประกาศคณะปฏิวัติก็ยังใช้อยู่ ในขณะที่โลกไปถึงไหนก็ไม่รู้ แน่นอนครับกฎหมายบางกฎหมายเราใช้ ผมก็ไม่รู้ว่าระบบของเราคือไม่ทราบว่าจะใช้คำพิพากษาสูงเป็นตัวนำ คำพิพากษาศาลฎีกาเป็นตัวชี้ ซึ่งจะสามารถแปลทิศทางได้ไปตามยุคสมัย แต่ว่ากฎหมายบางฉบับไม่ใช่อย่างนั้น

เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่เราจะต้องกลับมานั่งดูกันว่าเราจะมีการวิเคราะห์อย่างไร เรื่องของความยากจน ทำไมผมถึงพยายามพูดถึงเรื่องของความยากจนกับเรื่องของกฎหมาย เรื่องความยุติธรรม ย้อนไปถึงโน่นเลยครับ 1859 สมัยคาร์ล มาร์คซ์ (Karl Marx )เขียนเรื่อง Critique of political economy เขาใช้คำว่า เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดพอสมควรในหลายเรื่อง แน่นอนครับปัญหาเศรษฐกิจของสังคมไทยที่ต้องลำบาก ที่จนอยู่ทุกวันนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมได้ หรือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจก็เป็นปัญหาหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นเรื่องที่การให้ความเป็นธรรมทางสังคม ความยากจนไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เราต้องร่วมกันทำ รัฐบาลก็ต้องทำเรื่องเศรษฐกิจ ท่านทั้งหลายต้องมาช่วยกันวิเคราะห์ว่าจะพิพากษาอย่างไร จะบังคับใช้กฎหมายอย่างไร จะดำเนินกิจกรรมอย่างไร เรื่องนี้เป็นความเป็นจริงมานานแล้ว แต่การแก้ปัญหาไม่ได้แก้ปัญหาเหมือนที่เรากำลังนั่งคุยกันอย่างนี้ มันถึงยัง Prolong ไปเรื่อย

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือโบราณ ผมเชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยิน ท่านประธานศาลฎีกาก็คงเคยได้ยิน หนังสือเรื่อง Oliver Twist ของ Charles Dikkens ค.ศ.1837 เขาไปพูดถึงเรื่องของผลกระทบสะสมของความยากจน เขาพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับอาชญากรรม เขาพูดถึงเรื่อง Accumulating effect เรื่องของอาชญากรรม เขาไปนั่งดูเรื่องของแหล่งเสื่อมโทรมทั้งหลาย พูดกันถึงแม้กระทั่งว่าคนเหล่านี้ความเป็นอยู่นั้นแย่ เรื่องเพศไม่ได้แยก นอนห้องเดียวกัน เรื่องของอากาศที่สะอาดทั้งหลาย เรื่องของคนที่ต้องออกมาวิ่งหาอากาศบริสุทธิ์ และเกิดปัญหาอาชญากรรม เพราะที่บ้านมันอึดอัด คือเรื่องของภาษา ภาษาที่เป็นมลพิษ เขาเรียกว่ามลพิษทางภาษา แต่วันนี้เดี๋ยวนี้วัยรุ่นของเราเริ่มใช้ภาษาแย่ลง

ผู้หญิงยังมึงกูเลย อันนี้คือสิ่งที่เขาพูดถึงเรื่องที่ว่าภาษาเหล่านี้ทำให้เกิดอาชญากรรมได้เหมือนกัน นั่นคือพูดกันตั้งแต่โบราณ คือสรุปให้รู้ว่าสภาวะแวดล้อมของคนจนนั้น เป็นสภาวะที่เอื้ออำนวยให้เกิดอาชญา-

กรรมมาก ถ้าเรามีผู้คุมคนหนึ่งไปให้การต่อคณะกรรมาธิการทางด้านอาชญากรรมของอังกฤษสมัยโบราณ เขาไปวิเคราะห์คนที่ติดคุกทั้งหลาย เขาก็พูดอย่างนี้ เขาก็พูดว่าคนที่ติดคุกทั้งหลายส่วนใหญ่มาจากชุมชนแออัด มาจากความยากจน ก็เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเป็นปัญหาอย่างไร

สิ่งเหล่านี้มีมานานมากผมย้ำอีกครั้งว่ามีมานานมากจากการทำไม่ว่าจะเป็น Victimization Survey หรือการศึกษาแบบสอบถามด้วยตัวเอง (Self report study) คือถามคนทั่วไปว่าเคยทำอาชญากรรม ทำผิดกฎหมายอะไรบ้าง หรือว่าการที่ Victimization Survey เราก็จะเห็นว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกนี้ที่โผล่มาเป็นบันทึกของทางราชการเป็นแค่ Tips of the iceberg จริง ๆ แล้วมีคนทำผิดกฎหมายมากมาย แต่ไม่ค่อยมาถึงชั้นตำรวจ จากตำรวจไปถึงอัยการก็เล็กลง จากอัยการถึงศาลก็เล็กลง จากศาลติดคุกก็น้อยลง แต่ว่าทุกขั้นตอนของการวิเคราะห์ออกมาแล้วจะพบว่า ส่วนใหญ่ของคนที่ทำผิดกฎหมายก็คือคนจน ของคนที่ถูกละเมิดตามกฎหมายก็คือคนจน อันนี้ที่ผมพูดเสียเยิ่นยาวก็เพราะว่าต้องการให้ท่านรู้ว่าเราต้องเริ่มตระหนักกันแล้ว ว่าเราจะบอกว่าผมจะมีทนายให้ จะเป็นทฤษฎีของ Miranda Warning ว่าคุณมีสิทธิที่จะปรึกษาทนาย คุณไม่จำเป็นต้องให้การอะไร ไม่ได้ผลครับ ที่จะได้ผลจริงๆ ต้องกลับไปดูว่ากฎหมายแต่ละฉบับ ค้นหา ใช้หลักกฎหมายทางสังคม (Sociology of law) หรือปรัชญากฎหมาย (Philosophy of law) มาคิดว่ากฎหมายแต่ละฉบับมีผลกระทบอย่างไร

แล้วขั้นตอนต่อไปที่ท่านทำวันนี้นั้นถูก วันนี้เรามีระบบการชี้ตัวพยาน คือถูกหมด แต่ว่าถ้ากฎหมายผิด สิ่งที่เราจะทำถูกมันก็ออกมาผิด เพราะเริ่มต้นผิด เราจะทำอย่างไร การวิจัย การทำ focus group ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติจะต้องเกิดขึ้นในขั้นตอนต่าง ๆ ขั้นตอนแรกที่เราต้องการจะย้ำคือเรื่องกฎหมาย ตัวกฎหมายที่เราพูดกัน ว่าตัวบทกฎหมายมันเป็นอย่างไร ขั้นที่สองคือกระบวนการพิจารณาเป็นอย่างไร แต่ละขั้นตอนนั้น แต่ขั้นตอนแรกสำคัญที่สุด ขั้นตอนต่อไปคือกระบวนการพิจารณา(Procedure) และแน่นอนครับขั้นตอนที่สำคัญและวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่คือระบบยุติธรรม ระบบของการอำนวยความยุติธรรมยังมีปัญหาอยู่ในทุกระดับ แน่นอนครับสังคมไทยเรา โดยเฉพาะคอรัปชั่นยังมีอยู่มากในทุกระบบ ยิ่งมีคอรัปชั่นเท่าไรคนจนยิ่งเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรมมากเท่านั้น แม้กระทั่งในอเมริกา สมัยที่ผมไปเรียนมีหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง “ A Fine Judge Money Can Buy ” อเมริกาเองยังมีปัญหาตัวนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องคอรัปชั่นก็เป็นจุดหนึ่ง

ผมกำลังเรียกร้องว่าระบบหรือกฎหมายทุกอย่างนี้ถึงแม้ว่าเราจะเป็น Adversary system เราจะมีการ Contest ทางด้านหลักฐานระหว่างผู้กล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหา ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ตาม เทคนิคของกฎหมาย เทคนิคของการต่อสู้กันทางกฎหมาย เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้คนจนเสียเปรียบอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นระบบจะต้องเป็นลักษณะของทุกอย่างต้องมีความโปร่งใสสูง ไม่ต้องมีความซับซ้อนมากเท่าไร นั่นคือสิ่งที่ดี ทุกอย่างมี Accurate ชัดเจน ขั้นตอนสามารถทำนายได้ว่าทำอย่างนี้ติดคุกแน่นอน สามารถทำนายได้ว่าทำอย่างนี้ไม่ติดคุก ไม่ผิด ต้องสามารถทำนายได้ว่าทำอย่างนี้ยาวแน่คุก ทำอย่างนี้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป หรืออะไรทำนองนี้ ต้องชัดเจน ถึงเราจะมีคำพูดว่า Prove beyond reasonable doubt แต่แน่นอนถ้าเราสามารถทำให้กฎหมายและขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน ง่าย เข้าใจง่ายเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น แต่ว่าของเราตรงข้ามครับ ถ้าเขียนไม่หรู ไม่เท่ ไม่หล่อ

ผมอยากเห็นกฎหมาย ภาษาที่ชาวบ้านอ่านแล้วเข้าใจง่าย ๆ ไม่ต้องมีภาษาอื่นที่ลวดลายมากนัก เพราะว่าเราต้องคิดว่านี่เรากำลังจะบังคับใช้กฎหมายต่อคนทั่วไป เพราะฉะนั้นคนที่จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายต้องเข้าใจกฎหมาย และประชาสัมพันธ์ของกฎหมายใหม่ ๆ ต้องเกิดขึ้น แน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mala Prohibita กฎหมายสองส่วน Mala in Se Mala Prohibita / Mala in Se นี่ส่วนใหญ่แล้วกระทบต่อจรรยาบรรณชัดเจนว่าฆ่าคนตายผิดแน่นอน อย่าง Mala Prohibita ทั้งหลาย เป็นเครื่องมือหากินของผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นต้องชัดเจน ต้องมีการประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน ต้องทำความเข้าใจตรงนั้น ซึ่งตรงนี้เหมือนกับว่าเรากำลังจะปฏิรูประบบกฎหมายครั้งสำคัญของชาติ และแน่นอนครับ อย่าไปคิดว่าตะวันตกทำอย่างนี้แล้วเลียนแบบ อย่าเลียนแบบ หามุมดี ๆ ของทุกที่ แล้วมาสร้างเป็นสูตรใหม่ของสูตรประเทศไทย

ผมเรียน P.hd.ทางอาชญาวิทยา (Criminal Justice) ขอยืนยันอีกครั้งว่า No Universal theory to explain crime ไม่มีทฤษฎีครอบจักรวาลที่อธิบายอาชญากรรมได้ ไม่มีใครที่สามารถอธิบายอาชญากรรมด้วยเรื่องเดียว เพราะฉะนั้นปัญหาซับซ้อนละเอียด เป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดทฤษฎีของเราขึ้นมา ผมไปเรียนจนจบปริญญาเอก ผมก็รู้ว่าเป็นปัญหาโลกแตก จน Emile Durkheim บอกว่าอาชญากรรมคือปรากฏการณ์ทางสังคม (Crime is a social phenomenon.) สรุปแล้วคือว่ายังไง ๆ โลกก็ต้องมีอาชญากรรม คือไม่รู้จะหาทางทำอย่างไรถึงอาชญากรรมไม่มี เพราะฉะนั้นมันมีแน่นอน กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม แต่ถ้ามีมากเกินกว่าที่สังคมจะดูดซึมรับเอา (Absorb) สิ่งเหล่านี้ได้ สังคมนั้นไม่มีระเบียบ (Chaos) เพราะฉะนั้นก็คือสิ่งที่เราเองจะต้องคิดวิธีของเรา ไม่จำเป็นต้องไปลอกเลียนที่ไหน แต่ว่าศึกษาความก้าวหน้าในแต่ละที่แล้วเอามาประยุกต์ใช้ ขอย้ำอีกครั้งว่าเราต้องเริ่มต้นตั้งแต่คำว่ากฎหมาย วันนี้เราเสียเวลา เราใช้เวลาและถูกต้อง แต่ว่าถูกครึ่งเดียว ก็คือเราไปปรับปรุงกระบวนการวิธีพิจารณา เราไปปรับปรุงระบบของการบริหารงานยุติธรรม เป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำต่อไป แต่ว่าถูกครึ่งเดียว ครึ่งแรกสำคัญที่สุดคือครึ่งที่ทำอย่างไรให้กฎหมายได้กฎหมายที่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทลงโทษ วิธีการ

ลงโทษ

ผมพูดหลายครั้ง เรื่องการกักขังแทนค่าปรับ ดูเหมือนเป็นธรรมแต่ไม่เป็นธรรม บางคนกินอาหารมื้อหนึ่ง 40,000 – 50,000 บาท แต่บางคน 1,000 บาทไม่มีติดครอบครัว ถ้าโดนกักขังแทนค่าปรับคือโดนจำคุก หนักกว่าโทษจำคุกเสียอีก โทษจำคุกบอกว่าจำคุกแค่นี้หมู จำคุกไป 30 วัน แต่ปรากฏว่าพอขังแทนค่าปรับ โดน 6 เดือน นี่คือสิ่งที่เราจะต้องกลับมาดูทั้งหมด สกว.อยู่ที่นี่ดีแล้ว ให้มีการวิจัยทั้งหมด เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะมีกฎหมายอย่างไร เพื่อให้คนจนนั้นได้มีโอกาส เรื่องของการลงโทษเช่นกัน ความแน่นอนของการถูกลงโทษ (Certainty of punishment) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ว่า ความแน่นอนของการถูกลงโทษของผู้ที่กระทำความผิดนั้นไม่ค่อยมี หลายเรื่องต้องรอนโยบาย เช่น ยาเสพติด 20 กว่าปีที่ทำลายลูกหลานเรามา เราก็ทำกันไปกระท่อนกระแท่น พอคอรัปชั่นเกิดขึ้น การรับเงินจากผู้ค้ายาเสพติดเลยเริ่มเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอนโยบายเอาจริงก็เอาอยู่ ไม่มีอะไรใต้ฟ้าเมืองไทยที่คนไทยทำไม่ได้ ทำได้หมดครับ แต่จะทำหรือไม่ทำ

เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาดูว่าคนกระทำความผิดต้องได้รับการลงโทษหลังจากที่เรามีระบบที่ชัดเจน ต้องชัดเจนครับ แต่ปรากฏว่าตำรวจชั้นผู้น้อยคือคนจน กลัวราศีคนรวย เคยเรียกรกเบนซ์จอดไหม ถ้าไม่ผิดอย่างโจ๋งครึ่มไม่มีเรียกหรอก แต่รถปิคอัพ รถมอเตอร์ไซค์เรียกทั้งวัน นี่เป็นธรรมชาติ อย่าไปว่าเขา แต่นี่คือสิ่งที่คือคนจนเป็นเหยื่อคนจนตลอดเวลาในสังคมประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่ไทยอย่างเดียว คนแต่งตัวไม่ดีถูกว่าตายเลย อย่างบางคนอาจจะเป็นเศรษฐีแต่แต่งตัวปอน ๆ ถ้าหน้าไม่มีโหงวเฮ้งโดนว้ากเลย แต่พอแต่งตัวเรียบร้อยหน่อยก็ทำความเคารพเรียบร้อย เป็นธรรมชาติ อันนี้เป็นเรื่องของสิ่งที่เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องพยายามทำให้ได้ ถ้าเราทำให้ได้ แน่นอนหน้าที่รัฐบาลคือไปทำเรื่องเศรษฐกิจให้ดี ทำเรื่องสังคมให้ดี แล้วหน้าที่ของพวกท่านก็ต้องมาช่วยกันดูว่า โครงสร้างของกฎหมาย โครงสร้างของระบบการบริหารงานยุติธรรม การอำนวยความยุติธรรมจะทำอย่างไรถึงจะให้การเข้าสู่ระบบทำได้ง่าย ความเข้าใจระบบทำได้ง่าย อย่ามีเทคนิคมาก แน่นอนครับอาชีพคนเป็นทนายความต้องการเห็นเทคนิคเป็นตัวชี้ ยิ่งต้องใช้เทคนิคมากเท่าไร ค่าทนายก็แพงเท่านั้น แล้วผลสุดท้ายคือว่าชนะกันด้วยเทคนิคทั้ง ๆ ที่ชั่วแสนชั่ว แต่เทคนิคดีทนายดี แถมด้วยวิ่งดีอีกต่างหาก หลุด แล้วคนจนจะเอาอะไรมาสู้

ความโปร่งใสของระบบเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเรื่องความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนจน ยิ่งเกี่ยวข้องกับเทคนิคน้อยเท่าไร ยิ่งทุกอย่างชัดเจนเท่าไร คนจนจะง่ายต่อการเข้าสู่ระบบ ยกตัวอย่างง่าย ๆ One stop service ของส่วนราชการทั้งหลาย ถ้ามีระบบ One stop service ให้เดินอย่างนี้แล้วไม่มีการต้องจ่ายใต้โต๊ะ ผู้ที่ทำธุรกิจและผู้ประกอบการตัวเล็ก ๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เหมือนกับผู้ประกอบการใหญ่ ๆ คล้าย ๆ กัน คนจนเราบอกว่ามีตั้งทนายให้ฟรี สมาคมทนายความมาช่วยคนจน ปลายเหตุครับ หลายเรื่องเราแก้ปัญหาด้วยปลายเหตุ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้นเหตุอยากให้เห็นการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นของการวิเคราะห์ อาจจะใช้เวลา 7 - 8 ปีเสร็จ ผมว่าทั้งโลกจะมาเรียนในประเทศไทย เพราะว่าไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วประเทศที่พัฒนาแล้ว ความยากจนของเขามีปัญหาน้อยมาก เขาจะสนใจเรื่องนี้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะมานั่งดูประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นตัวอย่างของการศึกษาการแก้ปัญหาระบบอาชญากรรม ระบบของกฎหมายที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของประชาชนนั้น อย่าไปรอครับ ทำเอง เรามีด็อกเตอร์ทางอาชญาวิทยา (Criminal Justice) เต็มประเทศ แต่ของผมนั้นลืมหมดแล้ว เพราะไม่ได้ใช้มานาน เพราะฉะนั้นเราเอาสิ่งที่รู้จากตะวันตก แล้วมองความล้มเหลว(Failure)ว่าทำไมเขาแก้ไม่ได้ อเมริกาใช้เงินมากมายเลย ยิ่งแก้ยิ่งมาก เพราะมันปลายเหตุ ต้นเหตุคือตัวลักษณะของกฎหมาย แล้วก็กระบวนการของกฎหมาย ของการบังคับใช้กฎหมาย วิแพ่ง วิอาญา หรือกฎหมายลักษณะพยานทั้งหลาย ก็ต้องมานั่งดูกันทั้งระบบ แต่ว่าเราแบ่งกลุ่มกันทำ ผลกระทบจะเน้นอย่างไร แล้วคนจนจะทำอย่างไร เราพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าไปแก้ปัญหาปลายเหตุ ทนายการกุศลกับทนายอาชีพนี่คนละมือเลยครับ

เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าเรื่องทั้งหมด 3 ขั้นตอนที่สำคัญคือเรื่องของตัวกฎหมาย ซึ่ง Philosophy of law / Sociology of law จะมีส่วนสำคัญ เพราะผู้ปกครองเป็นคนออกกฎหมาย แน่นอนครับเรามีระบบตัวแทน แต่ระบบตัวแทนอย่างไรก็ยังต้องไปยอม(Surrender)ต่ออำนาจปกครอง เพราะฉะนั้นนักวิชาการทั้งหลายจะต้องเข้าใจถึงว่าอำนาจปกครองมีแนวโน้มในการจะออกกฎหมาย เพื่อรักษาอำนาจในการเพิ่มอำนาจ (Empower) กลับไปที่คนจนไม่ค่อยมีมากนัก นาทีทองครับ วันนี้การเพิ่มอำนาจแก่ประชาชน (People empowerment) เป็นเรื่องสำคัญว่าเราจะต้องเพิ่มอำนาจประชาชน ที่เราเอาสิทธิของเขามามากเกินไปนั้น วันนี้ต้องทยอยคืนเขาไป เราจะละเมิดสิทธิ เอาสิทธิเอาเสรีภาพจากประชาชนมาเป็นเพื่อข้อกฎหมายนั้น ต้องเอามาเท่าที่จำเป็น เพื่อจะรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของเขาให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social contract theory) เราต้องเอามาแค่นั้น แต่วันนี้เราต้องถามก่อนว่ากฎหมายฉบับนี้เราละเมิดสิทธิประชาชนมามากเกินไปหรือเปล่า เพิ่มอำนาจกลับไป นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องทำใน Concept นี้

ฝากให้ท่านไปช่วยกันคิด ผมคิดในรายละเอียดไม่ได้ แต่ว่ายกตัวอย่างเรื่องของภราดร ไปทำการวิเคราะห์ ท่านจะเห็น เมื่อพูดถึงภราดรผมนั่งจินตนาการ รับรองเลยคนที่ดูภราดร คนส่วนน้อยไม่ใช่ส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่ดูก็จะเชียร์และให้กำลังใจภราดร แต่คนส่วนน้อยตีเทนนิสไม่เป็น แต่จะวิจารณ์ว่าทำไม น่าจะไม่แพ้นะ คนที่ตีเทนนิสไม่เป็นจะวิจารณ์เก่งมาก ก็เหมือนกับคนที่ทำงานในเรื่องของการบริการสาธารณะ ซึ่งการบริการสาธารณะนี่งานที่ไม่มีคำว่าขอบคุณ และเป็นงานที่ไม่มีคำว่าจบ เพราะสังคมมีพลวัตมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา งานก็ไม่ต้องไปจบ ต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ปรับระบบ ปรับกลไก ปรับนโยบายตลอด เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลก เพราะฉะนั้นเป็นงานที่ไม่สิ้นสุด ท่านทั้งหลายที่ทำงานด้านนี้ถือว่าอย่างน้อยๆ คือเป็นความสุขที่เราคิดว่าเราได้ทำอะไรให้กับสังคมและประเทศชาติ ครั้งหนึ่งในชีวิต (Once in a life time) ทำอย่างไรถึงจะมีระบบที่ชัดเจน และมีเทคนิคน้อยหน่อย คือให้ Simple มากที่สุด มีคอรัปชั่นให้น้อยที่สุด บางครั้งเราก็อ้างว่าเงินเดือนน้อย แต่หลังจากขึ้นเงินเดือนมากแล้ว ผมก็ยังคิดว่าคอรัปชั่นลดลงไปไม่มากนัก เพราะฉะนั้นวันนี้ค่านิยมในสังคมมีส่วนทำให้ระบบคอรัปชั่นยังรุนแรงมากในทุกระดับ ทุกที่ เพราะฉะนั้นคอรัปชั่นใน Justice System นั่นก็คือเป็นสิ่งที่ถือว่าจะเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายกว่าในส่วนอื่น เพราะว่ากำลัง Define Justice ให้กับสังคม วันนี้ต้องขอให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้ระบบชัดเจนขึ้น

ผมหวังว่าการวิเคราะห์ใน 3 – 4 จุดที่ผมพูดไปนั้น คงจะเป็นประโยชน์ในการที่ท่านทั้งหลายจะสัมมนา เพื่อเอาไปใช้สำหรับการที่จะศึกษาต่อไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้โอกาสเขา คนจนทั้งหลายจะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก วงจรอุบาทว์ของคนจนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำลาย นั่นคือที่ผมเคยเล่าให้ฟัง คนจนนี่ ลูกเกิดมาเราเรียกว่าลูกคนจนเพราะพ่อแม่จน แล้วลูกก็ไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่คุณภาพต่ำ เรียนแล้วก็รู้น้อย ไม่สามารถเรียนต่อให้สูงขึ้นได้ ทั้งเงินและทั้ง

ศักยภาพทางสมอง เพราะเกิดจากการที่ได้เรียนโรงเรียนที่ไม่ค่อยดี แล้วคนเหล่านี้โตขึ้นมาก็เข้าสู่แรงงานที่เป็น แรงงานไร้ฝีมือ หรือเป็นชาวนา ผลสุดท้ายคนเหล่านี้มีลูกออกมาก็เรียกลูกคนจนต่อไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องทำลายวงจรของความยากจน คือไปเพิ่มอำนาจให้พ่อแม่เขา ให้เขามีโอกาสมากขึ้น เพื่อให้เขาได้พ้นจากความยากจน หรืออย่างน้อย ๆ บรรเทาจากความยากจน และไปปรับปรุงเรื่องของโอกาสในการศึกษาให้กับลูกเขา เมื่อลูกเขาได้เรียนหนังสือมากขึ้น ลูกเขาจะมีโอกาสเข้าสู่งานที่มีความชำนาญมากขึ้น และลูกเขาจะมีโอกาสพ้นจากความยากจน ก็จะไม่มีลูกออกมาที่เรียกว่าลูกคนจนอีก

นั่นคือสิ่งที่จะต้องเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ และแน่นอนว่าชุมชนแออัดทั้งหลาย เราจะทำให้หมดภายใน 5 ปีนี้ โดยการใช้โครงการบ้านมั่นคงที่เข้าไปร่วมกันกับประชาคมในชุมชนนั้น พร้อมกับสถาปนิก ไปจัดระบบสาธารณูปโภคใหม่ ออกแบบระบบใหม่ เพื่อบ้านใหม่ เพื่อให้เขาอยู่บ้านในสภาพที่มีอากาศถ่ายเท มีความเป็นอยู่ที่เป็นสัดส่วน และสามารถที่จะมีทะเบียนบ้าน สามารถที่จะมีสิทธิในการเข้าโรงเรียน สามารถที่จะมีมิเตอร์น้ำไฟได้ คือเราพอยิ่งมี Handicap เท่าไร ก็ยิ่งไปเพิ่มมากเท่านั้น เหมือนกับมีสิ่งที่ขวางกั้นเขาอยู่ เขาจะเขยิบพ้นนี่พ้นยาก มีกติกาทั้งหลาย กติกาอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าคุณอยู่อย่างนี้ บางครั้งต้องหลุดออกจากกรอบเดิมแล้วมองใหม่ แน่นอนถ้าเรามองมิติเดียวว่า ก็พวกนี้บุกรุกเพราะฉะนั้นอย่าให้ จะได้ไม่บุกรุกอีก แต่วันนี้เกินขีดที่เราจะเริ่มทำในสิ่งที่เสียไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่เคยมีเลย ออกกติกาได้ แต่เมื่อมีแล้ววันนี้ในกติกานี้ล้าสมัยแล้ว กติกาที่บอกว่าไม่ให้มีทะเบียนบ้าน ไม่ให้มีน้ำมีไฟ เริ่มล้าสมัยแล้วเพราะเลยไปแล้ว ก็เลยต้องใช้แนวคิดบ้านมั่นคงเข้าไปจัด เพื่อให้ความเป็นชุมชนแออัดหายไป แต่ว่าเราต้องพยายามขีดพื้นที่ไม่ให้มีการบุกรุกอีกต่อไป

หลายเรื่องที่ถูกเมื่อต้น ๆ เพราะฉะนั้นสักพักหนึ่งสิ่งที่ถูกจะเป็นสิ่งที่ถูกน้อยลงและในที่สุดผิด นั่นผมถึงพยายามบอกว่ากฎหมายต่อไปนี้ต้องมีอายุสิ้นสุด ถ้ายังจำเป็นอยู่ สังคมยังจำเป็นต้องใช้กฎหมายนี้อยู่ก็ต้องแก้ เมื่อไหน ๆ จะแก้แล้วก็ทบทวนมาตราบางมาตราเสียว่าล้าสมัยจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นกฎหมายจะทันสมัยตลอดเวลา ถ้าเราไปมีวันกำหนดวันสิ้นสุดของการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องนี้ก็ฝากเป็นข้อคิดไว้ว่าควรจะทำแค่ไหนอย่างไร แต่แน่นอนผู้ทำกฎหมายต้องมีวิสัยทัศน์ แน่นอนครับ กฎหมายนั้นต้องไม่เริ่มต้นเขียนด้วยนักกฎหมาย เพราะจะขาดปรัชญาของมัน ต้องเริ่มต้นเขียนด้วยคนที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เริ่มต้นโดยให้แนวความคิด เหมือนกับนักคอมพิวเตอร์ คือก่อนที่ System design จะเข้าไปออกแบบระบบ เขาต้องนั่งฟังผู้ปฏิบัติก่อนว่าอยากเห็นระบบเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดอยากเห็นอะไร อธิบายหลักการ เสร็จแล้วเขาถึงจะเขียนขั้นตอน (Flow) ของงานแล้วถึงจะไปเขียนโปรแกรม คล้าย ๆ กันครับว่านักกฎหมายต้องเป็นที่ปรึกษาในเบื้องต้น แต่ไม่ใช่เป็นผู้ที่กำหนดโครงร่างของกฎหมายแต่ต้น ให้นักนั้น ๆ อย่างกฎหมายเศรษฐกิจ นักเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ต้องดู ดูเสร็จเรียบร้อยโดยมีนักกฎหมายเป็นที่ปรึกษา แล้วเข้าใจร่วมกันแล้ว นักกฎหมายจึงไปเขียนด้วยเทคนิคของกฎหมายที่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมาสังคายนาทั้งระบบ

กรณีที่เมื่อสักครู่ที่รัฐมนตรีฯ พงศ์เทพ ฯ พูดถึงเรื่องของ Alternative dispute resolutions ทั้งหลาย หรือ Alternative to Imprisonment ทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกฎหมายคนจน เป็นสิ่งที่จำเป็นและผมเห็นว่าหลายอย่างที่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่เคยจัดสัมมนาที่ทำเนียบฯ ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราสามารถที่จะสร้างกลไกใหม่ๆ โดยเป็นระบบของเราเองที่เราคิดว่าจะให้ความเป็นธรรมต่อคนจนได้ เปิดโอกาสให้คนจนได้ลืมตาอ้าปากได้ ไม่ใช่คนจนก้าวออกจากบ้าน ก้าวเท้าซ้ายผิด เราต้องบอกให้ก้าวเท้าขวาอะไรทำนองนี้ ก็จะทำให้เขามีโอกาสในสังคมน้อยลง อันนี้ผมขอเสนอเป็นแนวคิดที่จะไปใช้สำหรับการสัมมนาต่อไป

หวังว่าถ้าเรามีระบบกฎหมายที่ดี แล้วทุกคนระวังในหลักกฎหมาย (Observe rule of law) ก็จะทำให้เกิดระบบที่เรียกว่าการปกป้องอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย (Equal protection under the law) แต่ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่าเรามีกฎหมายที่ถูกต้อง ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้กรุณาให้เกียรติผมมาบรรยาย เพราะถือว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย แต่ให้วิตกกังวลในฐานะผู้ที่อาสาทำงานให้ประเทศ และมองเห็นปัญหาความยากจนเป็นปัญหาที่แก้ได้ และต้องแก้ คิดว่ากฎหมายเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งที่จะใช้สำหรับขจัดปัญหาความยากจนของประเทศ ฝากท่านทั้งหลายไว้ และขอให้มีส่วนในการช่วยให้ผู้ที่ออกกฎหมายในสภาฯ ได้เข้าใจปรัชญาของกฎหมายด้วย ขอขอบคุณอีกครั้งครับ ผมขอเปิดการสัมมนาฯ ขอบคุณครับ



-------------------------------------------



ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

วิมลมาส รัตนมณี/ ถอดเทป/พิมพ์

...
  
ปาฐกถาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ปาฐกถาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เรื่อง “แนวคิดเรื่องสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ”

ในโอกาสเป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง

“มิติใหม่ : ระบบหนังสือสาธารณะ”

ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

วันพุธที่ 19 มีนาคม 2546 เวลา 09.00 น



-------------------





รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านปลัดกระทรวง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน

วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศที่เรามารวมกันที่นี่ เพื่อที่จะระดมความรู้และประสบการณ์เพื่อที่จะมาสร้างสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ และจะมาสร้างมิติใหม่แห่งการพัฒนาการอ่าน การรักการอ่าน การเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ให้แก่เยาวชนของเรา ในขณะที่ช่วง 3 เดือนนี้ เป็นช่วง 3 เดือนแห่งการประกาศสงครามกับยาเสพติด ซึ่งทำลายอนาคตและทำลายสมองเยาวชนของชาติ และในห้องนี้เรากำลังทำอีกมิติหนึ่งเพื่อที่จะสร้างเยาวชนของชาติที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดทั้งหลายให้อยู่ในสังคมนี้อย่างมีความสุข อยู่อย่างมีความรู้เพื่อเตรียมตัวเองให้เข้าสู่สังคมฐานความรู้ วันนี้ประเทศไทยมีจุดด้อยหลายเรื่องที่เราต้องแก้ แต่ที่แก้ไม่ได้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าการเมืองไม่มีความต่อเนื่อง หรือการเมืองที่คิดถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ( NEXT ELECTION ) มากกว่าคนรุ่นต่อไป ( NEXT GENERATION ) เพราะฉะนั้น วันนี้โอกาสที่การเมืองจะนึกถึง NEXT GENERATION โอกาสที่พวกเรากำลังถูกภัยที่ใกล้ตัวเข้ามาจี้ว่าสังคมไทยกำลังอันตราย เรากำลังจะเข้าสู่สังคมฐานความรู้ที่มีความรู้ในลักษณะท่องจำ ความรู้ในลักษณะที่บูรณาการไม่เป็น ความรู้สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะเรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้ที่คิดว่าเรียนจบปริญญาได้ใบประกาศนียบัตรมา 1 ใบ ตรี โท หรือเอกก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่การันตีชีวิตทั้งชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดและใช้ไม่ได้อีกแล้วในโลกยุคใหม่ โลกยุคใหม่เราต้องการคนซึ่งจบหรือไม่จบอะไรก็ได้ แต่ชีวิตต้องรักการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต นั่นคือสิ่งที่สำคัญ คนที่จบแล้วไม่เรียน กับคนที่ไม่จบแล้วเรียนไม่เลิก ผมยังเลือกคนที่ไม่จบแต่เรียนตลอดชีวิตมากกว่า คนที่จบแล้วไม่เรียนต่อแล้วสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองรู้มากแล้ว และไปครอบงำความคิดของคนอื่นนั้นอันตรายยิ่งกว่าใดๆทั้งสิ้น ซึ่งผมอยากจะเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่สร้างบรรยากาศแห่งการใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับคนไทยทั้งชาติ

เรื่องอินเตอร์เน็ตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำไมอินเตอร์เน็ตจึงมีปัญหากับเยาวชนไทยในระดับที่สูงกว่าระดับของเยาวชนในต่างประเทศ ก็เพราะเราสอนเยาวชนของเราไม่ให้ใฝ่เรียนรู้ บังคับให้เขาท่องจำ เขาจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่รักการอ่าน อินเตอร์เน็ตเป็นสังคมที่ต้องรักการอ่านจึงจะเกิดประโยชน์ ถ้าสังคมไม่รักการอ่าน สังคมรักความสนุก ซึ่งคงไม่มีใครห้ามไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีมาอยู่ในอินเตอร์เน็ตได้ทั้งหมด แต่แน่นอนว่าตัวเลือกของคนอยู่ที่วัฒนธรรมที่คนเหล่านั้นสั่งสมมา แต่ถูกสั่งสมวัฒนธรรมที่ผิดก็จะไปสู่สิ่งที่ผิด นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องตระหนักและเสียสละ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ต้องปรับตัวเราเองให้เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนจึงจะถ่ายทอดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนนี้ไปให้เด็กได้ แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนเสียเองแล้วอย่าหวังว่าจะถ่ายทอดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับเด็กได้ เด็กวันนี้ฉลาดมาก คำพูดของผู้ใหญ่ทุกคำเด็กนำไปวิเคราะห์ แต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มาจากใจของผู้ใหญ่ เด็กรู้ว่าใจของผู้ใหญ่คิดอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่จะไปแนะนำเด็กในวันนี้นั้น ผู้ใหญ่จะต้องปรับตัวเองก่อน ต้องทุ่มเทหัวใจก่อนว่าวันนี้เราพร้อมหรือยังที่จะใฝ่เรียน ไม่มีอะไรที่จะสายเกินเรียน วันก่อนผมเห็นคนอายุ 60 กว่าปีไปเรียนอินเตอร์เน็ต ผมชื่นชมมากเพราะว่าในอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นห้องสมุดโลก มีอะไรอีกมากมายที่เราสามารถเข้าไปท่องและเรียนรู้และสนุกกับมัน ถ้าเมื่อไรที่เด็กอ่านหนังสือในลักษณะที่ไม่เห็นความสนุกของตัวหนังสือก็จบ แต่การที่จะให้เด็กสนุกกับการอ่านหนังสือ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ๆนั้น เป็นสิ่งที่ต้องสร้างตั้งแต่โรงเรียน เพราะฉะนั้นก็ต้องย้อนกลับไปที่ระบบการศึกษาของไทย เด็กต้องท่องจำ ครูไม่สามารถที่จะสอนให้เด็กรู้ในห้องเรียนได้ เพราะขยักไว้สอนพิเศษบ้าง หรือว่าหลักสูตรเป็นหลักสูตรท่องจำบ้าง ซึ่งวันนี้เราได้ปฏิรูประบบการศึกษาแล้ว เราก็กำลังเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนตรงจุดนี้ต้องให้ความสนใจและต้องเปลี่ยนตลอดไป

ก่อนที่ผมจะมาพูดเรื่องห้องสมุด ห้องสมุดนั้นเป็นสิ่งที่ถ้าคนไม่รักการอ่าน มีห้องสมุดเท่าไรก็ไม่อ่าน เป็นเหมือนไก่กับไข่ มีห้องสมุดก่อนจึงจะรักการอ่าน หรือรักการอ่านก่อนแล้วจึงมีห้องสมุด ไม่ต้องเถียงกัน เพราะถ้าเถียงกันเมื่อไรก็ไม่จบ ในที่นี้ไม่มีใครตอบผมได้ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ต้องไม่เถียงกัน ไก่มีหน้าที่ฟักไข่ก็ฟักต่อไปเรื่อยๆ ไข่มีหน้าที่เปลี่ยนเป็นไก่ก็เปลี่ยนเป็นไก่ มันก็จะมีทั้งไก่และไข่ตลอดไป นั่นก็คือเราจะต้องพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่เกิดความเข้าใจมากกว่าเกิดการท่องจำ แล้วต้องให้เด็กใช้เวลามากเกินความจำเป็นของชีวิตเด็ก เด็กต้องตื่นไปโรงเรียนตั้งแต่ตีห้าเพราะรถติด ไปถึงโรงเรียนเรียนหนังสือก็ง่วงนอน ครูก็สอนได้ไม่เต็มที่เพราะตอนเย็นต้องสอนพิเศษต่อ พอถึงเวลาก็ท่องๆแล้วก็ไปสอบ เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่เลิกหรือเลิกไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราฝันกันในวันนี้ที่จะทำห้องสมุดก็จะไม่เป็นจริง เราก็จะมีห้องสมุดที่ไม่มีคนอ่าน จะมีห้องสมุดที่เท่ๆ พอมีหนังสือก็ใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องสร้างไปพร้อมๆกัน และที่แน่นอนห้องสมุดในวันนี้ต้องเริ่มต้นที่ผู้ใหญ่ต้องใช้ ผู้ใหญ่วันนี้ต้องพร้อมปรับตัวที่จะใช้ห้องสมุด

ตอนที่ผมเรียนหนังสืออยู่นั้น ทุนของ ก.พ. ที่ให้ไปก็น้อย แต่ผมต้องเก็บเงินถ่ายเอกสารเพราะว่าในวันนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต อ่านก็ไม่ทันเพราะตื่นเต้น ตอนอยู่ประเทศไทยไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่านขนาดนั้น ไปเห็นห้องสมุดของเขาเจอหนังสืออะไรก็น่าอ่าน จนอ่านไม่ทัน อ่านอยู่ในห้องสมุดพอถึงเวลาเขาก็ปิดแล้ว ก็ต้องถ่ายกลับไปอ่านที่หอพัก ตลอดชีวิตที่ผมเรียนมานั้น ผมถูกเรียนให้เข้าใจในห้องเรียนมากกว่าถูกเรียนเพราะต้องท่องจำ ผมเป็นคนที่ท่องหนังสือตอนสอบน้อยที่สุด แต่ระหว่างเรียนนั้นผมเข้าใจแล้วก็ทำการบ้านให้เพื่อนลอก ผมยังมั่นใจว่าการเรียนรู้ที่เข้าใจในห้องเรียนนั้นเป็นหัวใจสำคัญ และเมื่อเข้าใจแล้วก็อยากที่เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก อันนี้ต้องสร้างหลักสูตรตั้งแต่ในวัยเด็ก ต้องปรับปรุงหลักสูตรในวัยเด็กให้ได้ ถ้าเราไม่ปรับปรุงแล้วเรายังคิดว่าจะต้องเรียนซ้ำซาก เรียนมากๆ ผมว่าผิด ใส่เข้าไปมากๆแล้วล้น ก็รับไม่ได้ ใส่ไปน้อยๆแต่รับได้ดีกว่า ใส่อะไรที่เป็นหลักคิดที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน ท่านพุทธทาสได้พูดเอาไว้ว่าความรู้ทั้งโลกนั้นเปรียบเสมือนจำนวนใบไม้ที่มีอยู่ทั้งป่า นับเท่าไรก็ไม่ถ้วน มีจำนวนมาก แต่ความรู้ที่ใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิตนั้นเปรียบเทียบได้กับจำนวนใบไม้เพียงกำมือเดียวเท่านั้น หลักมีแค่นั้น ถ้าเราไม่สอนหลักแล้วพยายามเอาใบไม้ทั้งป่ามาให้เด็กนับ ผลสุดท้ายเมื่อเด็กนับแล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าสอนให้เด็กรู้ว่านี่เป็นไม้ประเภทไหน เป็นป่าประเภทไหน เมื่อเด็กรู้หลักแล้ว เด็กก็สามารถที่จะนำไปใช้ต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องขอย้อน

พูดไปถึงเรื่องของการสร้างเด็กรุ่นใหม่ ต้องทำคู่ขนานเหมือนไก่กับไข่ เราต้องให้ไข่ฟักเป็นไก่เราต้องให้ไก่ออกไข่ต่อไป แล้วมันจะไปคู่กัน และในที่สุดก็จะมีทั้งไก่และไข่ตลอดไป นั่นคือระบบส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาความรู้ที่ต้องให้มีการเรียนรู้ ต้องมีข้อมูลก็ต้องทำไป แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องสร้างเด็กให้ไปเจอกันให้ได้ ต้องทำไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราไม่ทำไปพร้อม ๆ กัน เราทำข้างใดข้างหนึ่ง หรือรอกัน ไม่ได้ แต่ระหว่างวันนี้ที่รอเด็กพัฒนาผู้ใหญ่ต้องใช้ห้องสมุด อย่าไปแปลกใจอะไรเลยถ้าสมมติว่ามีอธิบดีคนหนึ่งไปเข้าห้องสมุด แล้วไปนั่งอ่านหนังสือ ถ้าผมเห็นอย่างนั้นแล้วผมก็จะคิดว่ากระบวนการอยากเรียน อยากรู้ อยากพัฒนาตัวเองเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย หลายคนไม่อ่าน อ่านแต่หนังสือพิมพ์ แค่นั้นไม่พอ บทความไม่อ่าน มีผลการวิจัยต่างๆออกมาที่เกี่ยวข้องกับเรา เราจะได้รู้ว่าวันนี้ไปถึงไหนแล้ว เพราะพอมีคนทำวิจัยต่อเนื่องต่างๆเราจะได้รู้ นี่คือสิ่งที่ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่าง แล้วจึงจะสื่อกับเด็กด้วยภาษาใจได้ ถ้าสื่อกับเด็กโดยไม่มีภาษาใจ สื่อเพราะสั่งแล้วไม่มีทาง ต้องสื่อด้วยภาษาใจซึ่งผู้ใหญ่ต้องเริ่มปฏิบัติก่อน

วันนี้ผมดีใจกับเรื่องห้องสมุดของผม ผมอยากเห็นห้องสมุดชั้นดีที่ทุกคนอยากจะไป ผมบอกว่าเงินมี ให้ใครมาช่วยทำที ผมบอกมาเกือบสองปีแล้วไม่มีคนรับเลย นี่คืออีกหนึ่งธรรมชาติของสังคมไทย คือมีคนชอบฟังแต่ไม่มีคนชอบนำไปปฏิบัติ ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีคนที่จะอาสาเป็นเจ้าภาพ มีเรื่องอีกมากในประเทศไทยแต่ยังขาดเจ้าภาพ วันนี้ถ้ามีใครอาสา ถ้าเราขี้เกรงใจกันว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยนั้นหน่วยนี้หรือเปล่า เดี๋ยวจะหาว่าเรายุ่งเกินไปหรือเปล่า ขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลนี้ต้องการเห็นเส้นแบ่งความเป็นเจ้าภาพอย่างชัดเจน แต่เส้นแบ่งอำนาจบังคับบัญชา เส้นแบ่งขององค์กรนั้นไม่จำเป็นต้องเข้ม กรณีที่มีการสร้างองค์กรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีระเบียบ องค์กรนั้นจะต้องยอมรับระบบการรายงานไขว้ แต่ความรับผิดชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน สังคมไทยเป็นสังคมที่ตรงกันข้าม คือ ความเป็นเจ้าภาพไม่ชัดเจน การแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาเข้มมาก พื้นที่ของข้าใครอย่ายุ่ง แต่ว่าเรื่องนี้ถามว่าใครรับผิดชอบ เดินหาทั่วกระทรวงไม่เจอซักคน แม้แต่ปลัดกระทรวงยังไม่ใช่เจ้าภาพเลย แล้วจะเอาใครเป็นเจ้าภาพ ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยน เจ้าภาพต้องชัดเจน

วันนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรับเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เท่าที่ผมดูคร่าวๆ นั้นเหมือนกับเราจะมีห้องสมุดหลายระดับ ห้องสมุดระดับหมู่บ้าน ห้องสมุดระดับโรงเรียน ห้องสมุดระดับอำเภอ ห้องสมุดระดับภูมิภาค ห้องสมุด กทม. ห้องสมุดระดับชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงศึกษาฯ หรือหน่วยงานอื่นที่จะสร้างห้องสมุด ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่กระทรวงวัฒนธรรมนั้นดูแลหอสมุดแห่งชาติแน่นอน กระทรวงเทคโนโลยีฯก็จะใช้ระบบห้องสมุดที่มีการเชื่อมโยงกันได้ มี e-Library e-Book เพื่อที่จะได้ให้คนที่นั่งอยู่ในห้องสมุดเล็กๆแห่งหนึ่ง สามารถที่จะได้อ่านหนังสือจากห้องสมุดใหญ่ๆผ่านอินเตอร์เน็ตได้ และถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คืออยากทำอย่างนั้น วันนี้ประเทศไทยต้องเรียนลัดไม่มีเวลามานั่งเพาะเมล็ดทีละเมล็ด ต้องขุดต้นไม้ใหญ่ๆจากป่ามา เก็บรากให้ดี ย้ายมาปลูกกลางเมืองก็ต้องทำ ไม่มีเวลาแล้ว เพราะโลกไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เราช้ากว่าเขามากๆแล้ว วันนี้ต้องเรียนลัดและเรียนเร็ว วันนี้เรามีประชากร 63 ล้านคน เราต้องใช้ความเร็วในการแข่งขัน ความเร็วในวันนี้ คนเป็นสิ่งสำคัญ มีรัฐมนตรีหลายคนจะตั้งคนเข้าไปทำงานก็มาถามผมว่ามีใครไหม ช่วยเสนอหน่อย เขานึกไม่ออก หายากมาก วันนี้หาคนที่เราคิดว่ามีความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ยากมาก วันนี้หลายองค์กรยังมีตำแหน่งว่างอยู่ ไม่รู้จะตั้งใคร นี่คือปัญหา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผมชอบนะ ผมทุกข์มาก เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องการคนที่กล้าอาสา ผู้ใหญ่วันนี้ต้องเลิกเกรงใจ ต้องกล้าเป็นเจ้าภาพ ผิดถูกไม่เป็นไร ไม่มีคนที่ทำงานแล้วไม่มีผิด อยากถูกตลอดไปก็ไม่ต้องทำอะไรเลย คือไม่มีโอกาสผิดนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าคนทำงานแล้วอย่าไปกลัวผิด สำคัญว่าเราต้องมีหัวใจให้ชาติ มีหัวใจให้สังคมส่วนรวม ไม่ต้องไปกลัวอะไร แล้วงานราชการ งานสาธารณะนั้นให้เข้าใจว่ามันเป็นงานที่ไม่มีคำว่าขอบคุณหรอก ให้ใจเรามันบอกกับเราดีกว่าว่าได้ทำงานให้กับชาติบ้านเมืองแล้วอย่างเต็มที่ ขอให้หน่วยงาน ขอให้ประชาชนทุกคน ข้าราชการทุกคน ที่เกี่ยวข้องมาช่วยกัน

มีคำที่ท่านพุทธทาสได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านคำหนึ่งว่า ถ้าจะให้ท่านสร้างพระนั้นท่านทำไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ท่านสร้างหนังสือ สร้างตัวหนังสือแล้ว ท่านเลือกที่จะสร้างตัวหนังสือดีกว่า เพราะมันให้ปัญญาคน และพระนั้นมีมากแล้ว นั่นคือหนังสือของท่านพุทธทาส เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้ปัญญากับเยาวชนของชาติและให้ปัญญากับสังคมของไทยเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราในวันนี้ที่หลายคนอุตส่าห์ไปเรียนรู้มา ทั้งในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง ขอให้ความรู้ที่ยังเหลืออยู่ในตัวเราวันนี้ทิ้งไว้ให้กับสังคม ถ่ายทอดออกมาให้กับสังคม จะมากจะน้อยไม่เป็นไร ถ่ายทอดออกมาให้เต็มที่ แล้วเราก็พัฒนาตัวเราต่อไป และระหว่างที่เรากำลังพัฒนาตัวเองอยู่นั้นก็จะได้ถ่ายทอดต่อ อย่าลืมว่าวันนี้คนที่จบปริญญาตรีมาแล้วไม่ได้เรียนหนังสือต่อเลยทั้งชีวิตนั้น ผมเชื่อว่าท่านเหลืออยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นประโยชน์ ขอให้คายออกมาให้สังคม แล้วถ้าท่านเอาฐาน 10 เปอร์เซ็นต์ ของท่านไปพัฒนาต่อ ท่านอาจจะขึ้นมาเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แล้วถ้าท่านมีโอกาสได้คาย ทั้ง 50 เปอร์เซ็นต์ ให้กับสังคม ก็ควรจะภูมิใจได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องมาช่วยกัน แต่อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองคายให้กับสังคม อย่าเขียนหนังสือบนความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือทางด้านสังคมศาสตร์ต่างๆ หลายคนได้เอาความเป็นดอกเตอร์ของตัวเองมาพูด แต่ที่พูดนั้นไม่ได้พูดแบบเอาความรู้ของดอกเตอร์มาใช้ เอาอารมณ์ของตัวเองที่มีวุฒิดอกเตอร์มาพูด แล้วให้คนมองว่าพูดแบบดอกเตอร์พูด สังคมก็เลยเข้าใจผิดคิดว่านี่คือดอกเตอร์พูด ที่จริงแล้วเป็นอารมณ์ของคนพูดที่ทิ้งดอกเตอร์ไปไว้ไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าหากเราช่วยกันนำความรู้ที่มีอยู่ มาช่วยกันคิดและถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมา แล้วก็ไปช่วยกันหาหนังสือ ช่วยกันวางระบบของห้องสมุด วางไว้ที่โรงเรียน ที่ชุมชนหรือที่ไหนก็ตาม คนละไม้คนละมือ ส่วนรัฐบาลนั้นก็พร้อมที่จะสนับสนุนในทุกมิติเพื่อให้เกิดการส่งเสริมความรู้ในการเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบ แต่ห้องสมุดนั้นถ้าท่านเห็นในประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีห้องสมุดใหม่ 60,000 ตารางเมตร และก็มีทูตส่งไปเชิญคนมาใช้ห้องสมุด มาเรียนรู้ เพราะเขาต้องการเห็นคนเรียนรู้

หนังสือทุกเล่มมีคุณค่า แต่อ่านแล้วอย่าเชื่อทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง การามสูตร อย่าไปเชื่อเพราะปราชญ์พูด อย่าไปเชื่อเพราะคนนั้นคนนี้พูด แต่ต้องเชื่อจากการเรียนรู้ ถ้าเราไปหลงเชื่อตามเขาง่ายๆ เราก็จะไม่รู้จริง ถ้าอยากจะรู้จริงก็ต้องอ่านหนังสือหลายๆเล่ม หลายเล่มเป็นเรื่องดี แต่หนังสือทุกเล่มมีความดีของตัวเองอยู่ แต่ว่าต้องอ่านมากๆ แล้วเราจะรู้ และต้องคอยตรวจสอบ แม้กระทั่งสิ่งที่เราเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นศาสตร์ที่ถูกต้อง เมื่อวิวัฒนาการเปลี่ยนไปสิ่งที่เคยถูกต้องในอดีตก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกต้องในอนาคต ถ้าท่านเห็นคนที่ดีรับรางวัลโนเบล ไพรซ์ สาขาเศรษฐศาสตร์ในปีที่ผ่านมา ก็จะชัดเจนว่ารางวัลโนเบล ไพรซ์ ได้ถูกจัดแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้กับนักเศรษฐศาสตร์ อีกส่วนหนึ่งมอบให้กับนักจิตวิทยา เพราะนักจิตวิทยานั้นได้นำเอาระบบ experimental design เข้าไปใส่แล้วทำการวิจัย พบว่าการตัดสินใจในเชิงอุปสงค์ อุปทาน นั้นไม่สมเหตุสมผล แต่นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าการตัดสินใจบนพื้นฐานเพื่ออุปสงค์ อุปทาน นั้นเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุ สมผล เห็นไหม เมื่อเหตุการณ์ต่างๆเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถ้าท่านอ่านหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งของ บิล เกตต์ เรื่อง THE ROAD AHEAD เขาก็พูดบอกว่าถนนที่ลากจากอดีตมาถึงปัจจุบันนั้น อยู่คนละระนาบกับถนนที่ลากจากปัจจุบันไปสู่อนาคต แต่ถ้าเป็นทฤษฎีสมัยเก่าแล้วเราก็จะลากเส้นจากอดีตมาถึงปัจจุบันแล้วก็ทำนายอนาคต ซึ่งทำนายผิดหมด เพราะส่วนประกอบของการเป็นอนาคตจากปัจจุบันนั้น กับส่วนประกอบที่เป็นปัจจุบันจากอดีตนั้น เป็นคนละส่วนประกอบ เพราะโลกได้เปลี่ยนไปอย่างแรง เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นการอ่านที่ต้องอ่านมากๆแล้วเปรียบเทียบ อย่าท่องจำ อ่านแล้วทำความเข้าใจ เข้าใจหลักคิด เข้าใจวิธีคิด เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องอ่าน อ่านแล้วถ่ายทอด แล้วต้องถ่ายทอดอย่างมีความสนุก เล่าให้ฟังอย่างมีความรู้ เล่าให้ฟังอย่างสนุกแล้วเด็กจึงจะเกิดความสนุก ความสนุกที่สร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเลย แต่สำคัญว่าท่านทั้งหลายต้องเอาจิตวิญญาณใส่กับมันให้ได้ ถ้าท่านไม่มีจิตวิญญาณที่จะไปอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่าน ก็ไม่มีทาง ต้องทนฝืน ถ้ายังไม่ชอบในตอนแรกก็อ่านอะไรก็ได้ที่ท่านคิดว่าจะชอบ แล้วจากนั้นก็ค่อยอ่านในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบแต่อยากรู้ แล้วต่อมาตอนหลังท่านก็จะชอบเอง ผมเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านนิยาย จะให้ผมนั่งดูละครกับลูกผมนั่งดูได้ แต่จะให้ผมอ่านหนังสือนิยายแล้วผมไม่เคยอ่าน ถ้าจะอ่านก็อ่านพวกนิยายวิทยาศาสตร์นิดหน่อย แต่ก็ไม่มาก แต่จะชอบอ่านพวกที่เป็นตำรา หรือกึ่งไปทางตำรา พวกผลการวิจัยต่างๆ ผมชอบและอ่านได้สนุก เพราะฉะนั้นคนที่อ่านพวกนี้ไม่สนุกก็ต้องไปอ่านพวกนิยาย

วันนี้ที่ท่านได้มารวมกันเพื่อที่จะสร้างสถาบันพัฒนาความรู้ของชาติ ผมก็ขอขอบคุณ เพราะอย่างน้อยๆ จุดเริ่มต้นก็เกิดแล้ว เป็นวันเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของอนาคตลูกหลานเราที่ดี และผมพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกๆด้าน เราเสียเงินในเรื่องโง่ๆ ไปมากแล้ว ถ้าเราจะเสียเงินในเรื่องที่จะสร้างความฉลาดให้กับสังคมบ้าง ผมว่าคุ้ม เราอุตส่าห์ทำอะไรโง่ๆ มากแล้ว ขุดคลองโง่ๆก็ทำมาแล้ว วันนี้เรามาทำเรื่องฉลาดๆ บ้าง จะเสียเงินบ้างก็ไม่ต้องกลัวคนว่า แล้วผมพร้อมที่จะปะทะ ใครจะว่าก็ว่าถ้าผมจะสร้างปัญญาให้กับสังคม เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายคิดว่ามีอะไรที่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาดีๆให้มองทั้งระบบ แต่อย่าทิ้งอย่าขว้าง เรายังไม่ร่ำรวย เราต้องประหยัด สร้างแล้วต้องมีคนใช้ตลอดเวลา สมมติว่าสร้างถนนขึ้นมาถนนหนึ่งแล้วไม่มีใครใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าสร้างถนนขึ้นมาแล้วมีรถมาใช้มาก สามารถระบายการจราจรได้ ทำให้เศรษฐกิจดี อย่างนั้นภูมิใจได้ เหมือนกันกับห้องสมุดที่ท่านจะสร้าง ท่านต้องสร้างแล้วให้คนมาใช้ให้ได้ ถ้าท่านจะสร้างห้องสมุดแบบใหม่มีระบบ e-Library e-Book หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะสามารถทำให้เด็กไทย รวมถึงผู้ใหญ่ไทยในปัจจุบันได้เข้าไปสู่การเรียนรู้ และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้นั้น ท่านสร้างมาเลย บรรยากาศจะมีอะไรบ้าง จะมีระบบอะไรบ้าง ทันสมัยขนาดไหน ถ้าท่านทำอย่างนั้นจะต้องใช้เงินเท่าไร ผมยินดีสนับสนุน ขอให้บอกผมมาเลย วันนี้มีเรื่องให้ทำมากมาย ถ้าเมื่อไรมีเจ้าภาพและเป็นเจ้าภาพที่ทุ่มเทใจให้กับงานนั้นผมจะขอบคุณมาก แล้วผมพร้อมที่จะสนับสนุน

วันนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขอขอบคุณทุกท่าน รวมทั้งภาคเอกชนด้วย อันนี้เป็นความรู้สึกในใจลึกๆจริงๆ บางทีผมเห็นเยาวชนนั่งดูหนังสือ เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือแล้วผมมีความสุข ผมชอบ ผมอยากเห็น เวลาลูกผมเข้าอินเตอร์เน็ตไปดูหนังสือต่างๆ ผมเข้าไปให้กำลังใจเขา เพราะผมมีความรู้สึกว่ายังมีเรื่องให้เราได้เรียนรู้ตลอดไป ตราบใดที่เรายังคิดว่าเรายังต้องอยู่ในองค์กร อยู่ในประเทศ ก็จะต้องตื่นตัวและเรียนรู้ตลอด แต่ถ้าเมื่อไรไม่เรียน ปัญญาจมอยู่กับเรื่องว่ากันไปว่ากันมาแล้ว ผมว่าประเทศไปไม่รอด เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านทั้งหลายสร้างมิติใหม่ ขอขอบคุณ หวังว่าการสัมมนาในวันนี้คงจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณครับ



----------------------
...
  
ปาฐกถาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ปาฐกถาของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เรื่อง “แนวคิดเรื่องสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ”

ในโอกาสเป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง

“มิติใหม่ : ระบบหนังสือสาธารณะ”

ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

วันพุธที่ 19 มีนาคม 2546 เวลา 09.00 น



-------------------





รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านปลัดกระทรวง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน

วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศที่เรามารวมกันที่นี่ เพื่อที่จะระดมความรู้และประสบการณ์เพื่อที่จะมาสร้างสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ และจะมาสร้างมิติใหม่แห่งการพัฒนาการอ่าน การรักการอ่าน การเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ให้แก่เยาวชนของเรา ในขณะที่ช่วง 3 เดือนนี้ เป็นช่วง 3 เดือนแห่งการประกาศสงครามกับยาเสพติด ซึ่งทำลายอนาคตและทำลายสมองเยาวชนของชาติ และในห้องนี้เรากำลังทำอีกมิติหนึ่งเพื่อที่จะสร้างเยาวชนของชาติที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดทั้งหลายให้อยู่ในสังคมนี้อย่างมีความสุข อยู่อย่างมีความรู้เพื่อเตรียมตัวเองให้เข้าสู่สังคมฐานความรู้ วันนี้ประเทศไทยมีจุดด้อยหลายเรื่องที่เราต้องแก้ แต่ที่แก้ไม่ได้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าการเมืองไม่มีความต่อเนื่อง หรือการเมืองที่คิดถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ( NEXT ELECTION ) มากกว่าคนรุ่นต่อไป ( NEXT GENERATION ) เพราะฉะนั้น วันนี้โอกาสที่การเมืองจะนึกถึง NEXT GENERATION โอกาสที่พวกเรากำลังถูกภัยที่ใกล้ตัวเข้ามาจี้ว่าสังคมไทยกำลังอันตราย เรากำลังจะเข้าสู่สังคมฐานความรู้ที่มีความรู้ในลักษณะท่องจำ ความรู้ในลักษณะที่บูรณาการไม่เป็น ความรู้สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะเรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้ที่คิดว่าเรียนจบปริญญาได้ใบประกาศนียบัตรมา 1 ใบ ตรี โท หรือเอกก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่การันตีชีวิตทั้งชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดและใช้ไม่ได้อีกแล้วในโลกยุคใหม่ โลกยุคใหม่เราต้องการคนซึ่งจบหรือไม่จบอะไรก็ได้ แต่ชีวิตต้องรักการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต นั่นคือสิ่งที่สำคัญ คนที่จบแล้วไม่เรียน กับคนที่ไม่จบแล้วเรียนไม่เลิก ผมยังเลือกคนที่ไม่จบแต่เรียนตลอดชีวิตมากกว่า คนที่จบแล้วไม่เรียนต่อแล้วสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองรู้มากแล้ว และไปครอบงำความคิดของคนอื่นนั้นอันตรายยิ่งกว่าใดๆทั้งสิ้น ซึ่งผมอยากจะเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่สร้างบรรยากาศแห่งการใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับคนไทยทั้งชาติ

เรื่องอินเตอร์เน็ตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำไมอินเตอร์เน็ตจึงมีปัญหากับเยาวชนไทยในระดับที่สูงกว่าระดับของเยาวชนในต่างประเทศ ก็เพราะเราสอนเยาวชนของเราไม่ให้ใฝ่เรียนรู้ บังคับให้เขาท่องจำ เขาจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่รักการอ่าน อินเตอร์เน็ตเป็นสังคมที่ต้องรักการอ่านจึงจะเกิดประโยชน์ ถ้าสังคมไม่รักการอ่าน สังคมรักความสนุก ซึ่งคงไม่มีใครห้ามไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีมาอยู่ในอินเตอร์เน็ตได้ทั้งหมด แต่แน่นอนว่าตัวเลือกของคนอยู่ที่วัฒนธรรมที่คนเหล่านั้นสั่งสมมา แต่ถูกสั่งสมวัฒนธรรมที่ผิดก็จะไปสู่สิ่งที่ผิด นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องตระหนักและเสียสละ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ต้องปรับตัวเราเองให้เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนจึงจะถ่ายทอดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนนี้ไปให้เด็กได้ แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนเสียเองแล้วอย่าหวังว่าจะถ่ายทอดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับเด็กได้ เด็กวันนี้ฉลาดมาก คำพูดของผู้ใหญ่ทุกคำเด็กนำไปวิเคราะห์ แต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มาจากใจของผู้ใหญ่ เด็กรู้ว่าใจของผู้ใหญ่คิดอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่จะไปแนะนำเด็กในวันนี้นั้น ผู้ใหญ่จะต้องปรับตัวเองก่อน ต้องทุ่มเทหัวใจก่อนว่าวันนี้เราพร้อมหรือยังที่จะใฝ่เรียน ไม่มีอะไรที่จะสายเกินเรียน วันก่อนผมเห็นคนอายุ 60 กว่าปีไปเรียนอินเตอร์เน็ต ผมชื่นชมมากเพราะว่าในอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นห้องสมุดโลก มีอะไรอีกมากมายที่เราสามารถเข้าไปท่องและเรียนรู้และสนุกกับมัน ถ้าเมื่อไรที่เด็กอ่านหนังสือในลักษณะที่ไม่เห็นความสนุกของตัวหนังสือก็จบ แต่การที่จะให้เด็กสนุกกับการอ่านหนังสือ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ๆนั้น เป็นสิ่งที่ต้องสร้างตั้งแต่โรงเรียน เพราะฉะนั้นก็ต้องย้อนกลับไปที่ระบบการศึกษาของไทย เด็กต้องท่องจำ ครูไม่สามารถที่จะสอนให้เด็กรู้ในห้องเรียนได้ เพราะขยักไว้สอนพิเศษบ้าง หรือว่าหลักสูตรเป็นหลักสูตรท่องจำบ้าง ซึ่งวันนี้เราได้ปฏิรูประบบการศึกษาแล้ว เราก็กำลังเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนตรงจุดนี้ต้องให้ความสนใจและต้องเปลี่ยนตลอดไป

ก่อนที่ผมจะมาพูดเรื่องห้องสมุด ห้องสมุดนั้นเป็นสิ่งที่ถ้าคนไม่รักการอ่าน มีห้องสมุดเท่าไรก็ไม่อ่าน เป็นเหมือนไก่กับไข่ มีห้องสมุดก่อนจึงจะรักการอ่าน หรือรักการอ่านก่อนแล้วจึงมีห้องสมุด ไม่ต้องเถียงกัน เพราะถ้าเถียงกันเมื่อไรก็ไม่จบ ในที่นี้ไม่มีใครตอบผมได้ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ต้องไม่เถียงกัน ไก่มีหน้าที่ฟักไข่ก็ฟักต่อไปเรื่อยๆ ไข่มีหน้าที่เปลี่ยนเป็นไก่ก็เปลี่ยนเป็นไก่ มันก็จะมีทั้งไก่และไข่ตลอดไป นั่นก็คือเราจะต้องพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่เกิดความเข้าใจมากกว่าเกิดการท่องจำ แล้วต้องให้เด็กใช้เวลามากเกินความจำเป็นของชีวิตเด็ก เด็กต้องตื่นไปโรงเรียนตั้งแต่ตีห้าเพราะรถติด ไปถึงโรงเรียนเรียนหนังสือก็ง่วงนอน ครูก็สอนได้ไม่เต็มที่เพราะตอนเย็นต้องสอนพิเศษต่อ พอถึงเวลาก็ท่องๆแล้วก็ไปสอบ เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่เลิกหรือเลิกไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราฝันกันในวันนี้ที่จะทำห้องสมุดก็จะไม่เป็นจริง เราก็จะมีห้องสมุดที่ไม่มีคนอ่าน จะมีห้องสมุดที่เท่ๆ พอมีหนังสือก็ใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องสร้างไปพร้อมๆกัน และที่แน่นอนห้องสมุดในวันนี้ต้องเริ่มต้นที่ผู้ใหญ่ต้องใช้ ผู้ใหญ่วันนี้ต้องพร้อมปรับตัวที่จะใช้ห้องสมุด

ตอนที่ผมเรียนหนังสืออยู่นั้น ทุนของ ก.พ. ที่ให้ไปก็น้อย แต่ผมต้องเก็บเงินถ่ายเอกสารเพราะว่าในวันนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต อ่านก็ไม่ทันเพราะตื่นเต้น ตอนอยู่ประเทศไทยไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่านขนาดนั้น ไปเห็นห้องสมุดของเขาเจอหนังสืออะไรก็น่าอ่าน จนอ่านไม่ทัน อ่านอยู่ในห้องสมุดพอถึงเวลาเขาก็ปิดแล้ว ก็ต้องถ่ายกลับไปอ่านที่หอพัก ตลอดชีวิตที่ผมเรียนมานั้น ผมถูกเรียนให้เข้าใจในห้องเรียนมากกว่าถูกเรียนเพราะต้องท่องจำ ผมเป็นคนที่ท่องหนังสือตอนสอบน้อยที่สุด แต่ระหว่างเรียนนั้นผมเข้าใจแล้วก็ทำการบ้านให้เพื่อนลอก ผมยังมั่นใจว่าการเรียนรู้ที่เข้าใจในห้องเรียนนั้นเป็นหัวใจสำคัญ และเมื่อเข้าใจแล้วก็อยากที่เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก อันนี้ต้องสร้างหลักสูตรตั้งแต่ในวัยเด็ก ต้องปรับปรุงหลักสูตรในวัยเด็กให้ได้ ถ้าเราไม่ปรับปรุงแล้วเรายังคิดว่าจะต้องเรียนซ้ำซาก เรียนมากๆ ผมว่าผิด ใส่เข้าไปมากๆแล้วล้น ก็รับไม่ได้ ใส่ไปน้อยๆแต่รับได้ดีกว่า ใส่อะไรที่เป็นหลักคิดที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน ท่านพุทธทาสได้พูดเอาไว้ว่าความรู้ทั้งโลกนั้นเปรียบเสมือนจำนวนใบไม้ที่มีอยู่ทั้งป่า นับเท่าไรก็ไม่ถ้วน มีจำนวนมาก แต่ความรู้ที่ใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิตนั้นเปรียบเทียบได้กับจำนวนใบไม้เพียงกำมือเดียวเท่านั้น หลักมีแค่นั้น ถ้าเราไม่สอนหลักแล้วพยายามเอาใบไม้ทั้งป่ามาให้เด็กนับ ผลสุดท้ายเมื่อเด็กนับแล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าสอนให้เด็กรู้ว่านี่เป็นไม้ประเภทไหน เป็นป่าประเภทไหน เมื่อเด็กรู้หลักแล้ว เด็กก็สามารถที่จะนำไปใช้ต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องขอย้อน

พูดไปถึงเรื่องของการสร้างเด็กรุ่นใหม่ ต้องทำคู่ขนานเหมือนไก่กับไข่ เราต้องให้ไข่ฟักเป็นไก่เราต้องให้ไก่ออกไข่ต่อไป แล้วมันจะไปคู่กัน และในที่สุดก็จะมีทั้งไก่และไข่ตลอดไป นั่นคือระบบส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาความรู้ที่ต้องให้มีการเรียนรู้ ต้องมีข้อมูลก็ต้องทำไป แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องสร้างเด็กให้ไปเจอกันให้ได้ ต้องทำไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราไม่ทำไปพร้อม ๆ กัน เราทำข้างใดข้างหนึ่ง หรือรอกัน ไม่ได้ แต่ระหว่างวันนี้ที่รอเด็กพัฒนาผู้ใหญ่ต้องใช้ห้องสมุด อย่าไปแปลกใจอะไรเลยถ้าสมมติว่ามีอธิบดีคนหนึ่งไปเข้าห้องสมุด แล้วไปนั่งอ่านหนังสือ ถ้าผมเห็นอย่างนั้นแล้วผมก็จะคิดว่ากระบวนการอยากเรียน อยากรู้ อยากพัฒนาตัวเองเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย หลายคนไม่อ่าน อ่านแต่หนังสือพิมพ์ แค่นั้นไม่พอ บทความไม่อ่าน มีผลการวิจัยต่างๆออกมาที่เกี่ยวข้องกับเรา เราจะได้รู้ว่าวันนี้ไปถึงไหนแล้ว เพราะพอมีคนทำวิจัยต่อเนื่องต่างๆเราจะได้รู้ นี่คือสิ่งที่ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่าง แล้วจึงจะสื่อกับเด็กด้วยภาษาใจได้ ถ้าสื่อกับเด็กโดยไม่มีภาษาใจ สื่อเพราะสั่งแล้วไม่มีทาง ต้องสื่อด้วยภาษาใจซึ่งผู้ใหญ่ต้องเริ่มปฏิบัติก่อน

วันนี้ผมดีใจกับเรื่องห้องสมุดของผม ผมอยากเห็นห้องสมุดชั้นดีที่ทุกคนอยากจะไป ผมบอกว่าเงินมี ให้ใครมาช่วยทำที ผมบอกมาเกือบสองปีแล้วไม่มีคนรับเลย นี่คืออีกหนึ่งธรรมชาติของสังคมไทย คือมีคนชอบฟังแต่ไม่มีคนชอบนำไปปฏิบัติ ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีคนที่จะอาสาเป็นเจ้าภาพ มีเรื่องอีกมากในประเทศไทยแต่ยังขาดเจ้าภาพ วันนี้ถ้ามีใครอาสา ถ้าเราขี้เกรงใจกันว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยนั้นหน่วยนี้หรือเปล่า เดี๋ยวจะหาว่าเรายุ่งเกินไปหรือเปล่า ขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลนี้ต้องการเห็นเส้นแบ่งความเป็นเจ้าภาพอย่างชัดเจน แต่เส้นแบ่งอำนาจบังคับบัญชา เส้นแบ่งขององค์กรนั้นไม่จำเป็นต้องเข้ม กรณีที่มีการสร้างองค์กรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีระเบียบ องค์กรนั้นจะต้องยอมรับระบบการรายงานไขว้ แต่ความรับผิดชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน สังคมไทยเป็นสังคมที่ตรงกันข้าม คือ ความเป็นเจ้าภาพไม่ชัดเจน การแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาเข้มมาก พื้นที่ของข้าใครอย่ายุ่ง แต่ว่าเรื่องนี้ถามว่าใครรับผิดชอบ เดินหาทั่วกระทรวงไม่เจอซักคน แม้แต่ปลัดกระทรวงยังไม่ใช่เจ้าภาพเลย แล้วจะเอาใครเป็นเจ้าภาพ ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยน เจ้าภาพต้องชัดเจน

วันนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรับเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เท่าที่ผมดูคร่าวๆ นั้นเหมือนกับเราจะมีห้องสมุดหลายระดับ ห้องสมุดระดับหมู่บ้าน ห้องสมุดระดับโรงเรียน ห้องสมุดระดับอำเภอ ห้องสมุดระดับภูมิภาค ห้องสมุด กทม. ห้องสมุดระดับชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงศึกษาฯ หรือหน่วยงานอื่นที่จะสร้างห้องสมุด ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่กระทรวงวัฒนธรรมนั้นดูแลหอสมุดแห่งชาติแน่นอน กระทรวงเทคโนโลยีฯก็จะใช้ระบบห้องสมุดที่มีการเชื่อมโยงกันได้ มี e-Library e-Book เพื่อที่จะได้ให้คนที่นั่งอยู่ในห้องสมุดเล็กๆแห่งหนึ่ง สามารถที่จะได้อ่านหนังสือจากห้องสมุดใหญ่ๆผ่านอินเตอร์เน็ตได้ และถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คืออยากทำอย่างนั้น วันนี้ประเทศไทยต้องเรียนลัดไม่มีเวลามานั่งเพาะเมล็ดทีละเมล็ด ต้องขุดต้นไม้ใหญ่ๆจากป่ามา เก็บรากให้ดี ย้ายมาปลูกกลางเมืองก็ต้องทำ ไม่มีเวลาแล้ว เพราะโลกไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เราช้ากว่าเขามากๆแล้ว วันนี้ต้องเรียนลัดและเรียนเร็ว วันนี้เรามีประชากร 63 ล้านคน เราต้องใช้ความเร็วในการแข่งขัน ความเร็วในวันนี้ คนเป็นสิ่งสำคัญ มีรัฐมนตรีหลายคนจะตั้งคนเข้าไปทำงานก็มาถามผมว่ามีใครไหม ช่วยเสนอหน่อย เขานึกไม่ออก หายากมาก วันนี้หาคนที่เราคิดว่ามีความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ยากมาก วันนี้หลายองค์กรยังมีตำแหน่งว่างอยู่ ไม่รู้จะตั้งใคร นี่คือปัญหา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผมชอบนะ ผมทุกข์มาก เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องการคนที่กล้าอาสา ผู้ใหญ่วันนี้ต้องเลิกเกรงใจ ต้องกล้าเป็นเจ้าภาพ ผิดถูกไม่เป็นไร ไม่มีคนที่ทำงานแล้วไม่มีผิด อยากถูกตลอดไปก็ไม่ต้องทำอะไรเลย คือไม่มีโอกาสผิดนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าคนทำงานแล้วอย่าไปกลัวผิด สำคัญว่าเราต้องมีหัวใจให้ชาติ มีหัวใจให้สังคมส่วนรวม ไม่ต้องไปกลัวอะไร แล้วงานราชการ งานสาธารณะนั้นให้เข้าใจว่ามันเป็นงานที่ไม่มีคำว่าขอบคุณหรอก ให้ใจเรามันบอกกับเราดีกว่าว่าได้ทำงานให้กับชาติบ้านเมืองแล้วอย่างเต็มที่ ขอให้หน่วยงาน ขอให้ประชาชนทุกคน ข้าราชการทุกคน ที่เกี่ยวข้องมาช่วยกัน

มีคำที่ท่านพุทธทาสได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านคำหนึ่งว่า ถ้าจะให้ท่านสร้างพระนั้นท่านทำไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ท่านสร้างหนังสือ สร้างตัวหนังสือแล้ว ท่านเลือกที่จะสร้างตัวหนังสือดีกว่า เพราะมันให้ปัญญาคน และพระนั้นมีมากแล้ว นั่นคือหนังสือของท่านพุทธทาส เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้ปัญญากับเยาวชนของชาติและให้ปัญญากับสังคมของไทยเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราในวันนี้ที่หลายคนอุตส่าห์ไปเรียนรู้มา ทั้งในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง ขอให้ความรู้ที่ยังเหลืออยู่ในตัวเราวันนี้ทิ้งไว้ให้กับสังคม ถ่ายทอดออกมาให้กับสังคม จะมากจะน้อยไม่เป็นไร ถ่ายทอดออกมาให้เต็มที่ แล้วเราก็พัฒนาตัวเราต่อไป และระหว่างที่เรากำลังพัฒนาตัวเองอยู่นั้นก็จะได้ถ่ายทอดต่อ อย่าลืมว่าวันนี้คนที่จบปริญญาตรีมาแล้วไม่ได้เรียนหนังสือต่อเลยทั้งชีวิตนั้น ผมเชื่อว่าท่านเหลืออยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นประโยชน์ ขอให้คายออกมาให้สังคม แล้วถ้าท่านเอาฐาน 10 เปอร์เซ็นต์ ของท่านไปพัฒนาต่อ ท่านอาจจะขึ้นมาเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แล้วถ้าท่านมีโอกาสได้คาย ทั้ง 50 เปอร์เซ็นต์ ให้กับสังคม ก็ควรจะภูมิใจได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องมาช่วยกัน แต่อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองคายให้กับสังคม อย่าเขียนหนังสือบนความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือทางด้านสังคมศาสตร์ต่างๆ หลายคนได้เอาความเป็นดอกเตอร์ของตัวเองมาพูด แต่ที่พูดนั้นไม่ได้พูดแบบเอาความรู้ของดอกเตอร์มาใช้ เอาอารมณ์ของตัวเองที่มีวุฒิดอกเตอร์มาพูด แล้วให้คนมองว่าพูดแบบดอกเตอร์พูด สังคมก็เลยเข้าใจผิดคิดว่านี่คือดอกเตอร์พูด ที่จริงแล้วเป็นอารมณ์ของคนพูดที่ทิ้งดอกเตอร์ไปไว้ไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าหากเราช่วยกันนำความรู้ที่มีอยู่ มาช่วยกันคิดและถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมา แล้วก็ไปช่วยกันหาหนังสือ ช่วยกันวางระบบของห้องสมุด วางไว้ที่โรงเรียน ที่ชุมชนหรือที่ไหนก็ตาม คนละไม้คนละมือ ส่วนรัฐบาลนั้นก็พร้อมที่จะสนับสนุนในทุกมิติเพื่อให้เกิดการส่งเสริมความรู้ในการเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบ แต่ห้องสมุดนั้นถ้าท่านเห็นในประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีห้องสมุดใหม่ 60,000 ตารางเมตร และก็มีทูตส่งไปเชิญคนมาใช้ห้องสมุด มาเรียนรู้ เพราะเขาต้องการเห็นคนเรียนรู้

หนังสือทุกเล่มมีคุณค่า แต่อ่านแล้วอย่าเชื่อทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง การามสูตร อย่าไปเชื่อเพราะปราชญ์พูด อย่าไปเชื่อเพราะคนนั้นคนนี้พูด แต่ต้องเชื่อจากการเรียนรู้ ถ้าเราไปหลงเชื่อตามเขาง่ายๆ เราก็จะไม่รู้จริง ถ้าอยากจะรู้จริงก็ต้องอ่านหนังสือหลายๆเล่ม หลายเล่มเป็นเรื่องดี แต่หนังสือทุกเล่มมีความดีของตัวเองอยู่ แต่ว่าต้องอ่านมากๆ แล้วเราจะรู้ และต้องคอยตรวจสอบ แม้กระทั่งสิ่งที่เราเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นศาสตร์ที่ถูกต้อง เมื่อวิวัฒนาการเปลี่ยนไปสิ่งที่เคยถูกต้องในอดีตก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกต้องในอนาคต ถ้าท่านเห็นคนที่ดีรับรางวัลโนเบล ไพรซ์ สาขาเศรษฐศาสตร์ในปีที่ผ่านมา ก็จะชัดเจนว่ารางวัลโนเบล ไพรซ์ ได้ถูกจัดแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้กับนักเศรษฐศาสตร์ อีกส่วนหนึ่งมอบให้กับนักจิตวิทยา เพราะนักจิตวิทยานั้นได้นำเอาระบบ experimental design เข้าไปใส่แล้วทำการวิจัย พบว่าการตัดสินใจในเชิงอุปสงค์ อุปทาน นั้นไม่สมเหตุสมผล แต่นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าการตัดสินใจบนพื้นฐานเพื่ออุปสงค์ อุปทาน นั้นเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุ สมผล เห็นไหม เมื่อเหตุการณ์ต่างๆเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถ้าท่านอ่านหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งของ บิล เกตต์ เรื่อง THE ROAD AHEAD เขาก็พูดบอกว่าถนนที่ลากจากอดีตมาถึงปัจจุบันนั้น อยู่คนละระนาบกับถนนที่ลากจากปัจจุบันไปสู่อนาคต แต่ถ้าเป็นทฤษฎีสมัยเก่าแล้วเราก็จะลากเส้นจากอดีตมาถึงปัจจุบันแล้วก็ทำนายอนาคต ซึ่งทำนายผิดหมด เพราะส่วนประกอบของการเป็นอนาคตจากปัจจุบันนั้น กับส่วนประกอบที่เป็นปัจจุบันจากอดีตนั้น เป็นคนละส่วนประกอบ เพราะโลกได้เปลี่ยนไปอย่างแรง เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นการอ่านที่ต้องอ่านมากๆแล้วเปรียบเทียบ อย่าท่องจำ อ่านแล้วทำความเข้าใจ เข้าใจหลักคิด เข้าใจวิธีคิด เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องอ่าน อ่านแล้วถ่ายทอด แล้วต้องถ่ายทอดอย่างมีความสนุก เล่าให้ฟังอย่างมีความรู้ เล่าให้ฟังอย่างสนุกแล้วเด็กจึงจะเกิดความสนุก ความสนุกที่สร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเลย แต่สำคัญว่าท่านทั้งหลายต้องเอาจิตวิญญาณใส่กับมันให้ได้ ถ้าท่านไม่มีจิตวิญญาณที่จะไปอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่าน ก็ไม่มีทาง ต้องทนฝืน ถ้ายังไม่ชอบในตอนแรกก็อ่านอะไรก็ได้ที่ท่านคิดว่าจะชอบ แล้วจากนั้นก็ค่อยอ่านในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบแต่อยากรู้ แล้วต่อมาตอนหลังท่านก็จะชอบเอง ผมเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านนิยาย จะให้ผมนั่งดูละครกับลูกผมนั่งดูได้ แต่จะให้ผมอ่านหนังสือนิยายแล้วผมไม่เคยอ่าน ถ้าจะอ่านก็อ่านพวกนิยายวิทยาศาสตร์นิดหน่อย แต่ก็ไม่มาก แต่จะชอบอ่านพวกที่เป็นตำรา หรือกึ่งไปทางตำรา พวกผลการวิจัยต่างๆ ผมชอบและอ่านได้สนุก เพราะฉะนั้นคนที่อ่านพวกนี้ไม่สนุกก็ต้องไปอ่านพวกนิยาย

วันนี้ที่ท่านได้มารวมกันเพื่อที่จะสร้างสถาบันพัฒนาความรู้ของชาติ ผมก็ขอขอบคุณ เพราะอย่างน้อยๆ จุดเริ่มต้นก็เกิดแล้ว เป็นวันเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของอนาคตลูกหลานเราที่ดี และผมพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกๆด้าน เราเสียเงินในเรื่องโง่ๆ ไปมากแล้ว ถ้าเราจะเสียเงินในเรื่องที่จะสร้างความฉลาดให้กับสังคมบ้าง ผมว่าคุ้ม เราอุตส่าห์ทำอะไรโง่ๆ มากแล้ว ขุดคลองโง่ๆก็ทำมาแล้ว วันนี้เรามาทำเรื่องฉลาดๆ บ้าง จะเสียเงินบ้างก็ไม่ต้องกลัวคนว่า แล้วผมพร้อมที่จะปะทะ ใครจะว่าก็ว่าถ้าผมจะสร้างปัญญาให้กับสังคม เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายคิดว่ามีอะไรที่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาดีๆให้มองทั้งระบบ แต่อย่าทิ้งอย่าขว้าง เรายังไม่ร่ำรวย เราต้องประหยัด สร้างแล้วต้องมีคนใช้ตลอดเวลา สมมติว่าสร้างถนนขึ้นมาถนนหนึ่งแล้วไม่มีใครใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าสร้างถนนขึ้นมาแล้วมีรถมาใช้มาก สามารถระบายการจราจรได้ ทำให้เศรษฐกิจดี อย่างนั้นภูมิใจได้ เหมือนกันกับห้องสมุดที่ท่านจะสร้าง ท่านต้องสร้างแล้วให้คนมาใช้ให้ได้ ถ้าท่านจะสร้างห้องสมุดแบบใหม่มีระบบ e-Library e-Book หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะสามารถทำให้เด็กไทย รวมถึงผู้ใหญ่ไทยในปัจจุบันได้เข้าไปสู่การเรียนรู้ และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้นั้น ท่านสร้างมาเลย บรรยากาศจะมีอะไรบ้าง จะมีระบบอะไรบ้าง ทันสมัยขนาดไหน ถ้าท่านทำอย่างนั้นจะต้องใช้เงินเท่าไร ผมยินดีสนับสนุน ขอให้บอกผมมาเลย วันนี้มีเรื่องให้ทำมากมาย ถ้าเมื่อไรมีเจ้าภาพและเป็นเจ้าภาพที่ทุ่มเทใจให้กับงานนั้นผมจะขอบคุณมาก แล้วผมพร้อมที่จะสนับสนุน

วันนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขอขอบคุณทุกท่าน รวมทั้งภาคเอกชนด้วย อันนี้เป็นความรู้สึกในใจลึกๆจริงๆ บางทีผมเห็นเยาวชนนั่งดูหนังสือ เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือแล้วผมมีความสุข ผมชอบ ผมอยากเห็น เวลาลูกผมเข้าอินเตอร์เน็ตไปดูหนังสือต่างๆ ผมเข้าไปให้กำลังใจเขา เพราะผมมีความรู้สึกว่ายังมีเรื่องให้เราได้เรียนรู้ตลอดไป ตราบใดที่เรายังคิดว่าเรายังต้องอยู่ในองค์กร อยู่ในประเทศ ก็จะต้องตื่นตัวและเรียนรู้ตลอด แต่ถ้าเมื่อไรไม่เรียน ปัญญาจมอยู่กับเรื่องว่ากันไปว่ากันมาแล้ว ผมว่าประเทศไปไม่รอด เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านทั้งหลายสร้างมิติใหม่ ขอขอบคุณ หวังว่าการสัมมนาในวันนี้คงจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณครับ



----------------------
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.