หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  
  -  
  -  พูดเก่ง...ด้วยปัญญา...
  -  ถ้าอยากเป็นนักพูด...เชิญทางนี้....
  -  การสร้างความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชน
  -  นักพูดผู้ยิ่งใหญ่
  -  การเตรียมการพูด
  -  จะพูดให้ดี...ต้องมีครู...
  -  วิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ลีลานักพูด
  -  ปาก
  -  การแต่งตัวกับนักพูด
  -  ศิลปะการพูด
  -  พูดเพื่อให้ได้
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  การพูดแบบผู้นำ
  -  การพูดจูงใจคน
  -  ผู้ฟังอันตราย
  -  ครบเครื่องนักพูด
  -  เทคนิคการเป็นพิธีกร
  -  การพูดในชีวิตประจำวัน
  -  การพูดต่อที่ชุมชน
  -  ศิลปะการพูดในงานบริการ
  -  ศิลปะการพูดแบบกะทันหัน
  -  การดำเนินเรื่องในการพูด
  -  วิธีการฝึกฝนการพูด
  -  การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
  -  การพูดที่ล้มเหลว
  -  การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
  -  Actions Speak Lound Than Words (ท่าทางนั้นดังกว่าคำพูด)
  -  มาเป็นวิทยากรกันเถอะ
  -  ความเชื่อมั่นในการพูด
  -  การพูดเพื่อนำเสนอ
  -  วิทยากรสมัยใหม่
  -  พูดอย่างฉลาด
  -  วิธีการนำเสนอ
  -  การพูดให้น่าเชื่อถือ
  -  ภาษากายกับการพูด
  -  สู่วิทยากรมืออาชีพ
  -  การสร้างอารมณ์ขันในการพูด
  -  การสร้างความมั่นใจและลดความประหม่าในการพูด
  -  การใช้สื่อต่างๆประกอบการพูด
  -  การพูดอย่างมีตรรกะ
  -  การพูดเชิงบวก
  -  การเตรียมความพร้อมในการพูด
  -  พูดเหมือนผู้นำ
  -  การสื่อสารโดยการพูด...ภายในองค์กร
  -  การพูดเพื่อให้สัมภาษณ์
  -  การพูดหาเสียงเลือกตั้ง
  -  เทคนิคในการเรียนพูดภาษาอังกฤษ
  -  สุนทรพจน์ในการพูด
  -  การพูดทางการเมือง
  -  การพูดกับการบริหาร
  -  คำพูดเจาะจิต
  -  พูดบวกเปิดประตูสู่ความสำเร็จ
  -  จังหวะในการพูด
  -  การเตรียมความพร้อมในการเป็นวิทยากร
  -  วิทยากรที่ดีต้องรู้จักผสมผสาน
  -  การเลือกวิทยากร
  -  พูดให้ถูกสถานการณ์
  -  ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
  -  การพูดในอาชีพสื่อมวลชน
  -  การพูดเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้
  -  วิธีฝึกการพูดของ หลวงวิจิตรวาทการ
  -  วิธีฝึกพูดของ เดล คาร์เนกี
  -  ศิลปะการโต้วาที
  -  ปัจจัยที่ส่งผลให้ชนะการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เงินซื้อเสียง
  -  คุณธรรมนักพูด
  -  คุณก็เป็นนักพูดได้
  -  การประชาสัมพันธ์เพื่อการตลาด
  -  เทคนิคการพูดของ บารัค โอบามา
  -  วิธีสร้างความกล้าในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  พลังของจังหวะในการหยุดพูด
  -  การใช้โน๊ตย่อในการพูด
  -  การพูดโน้มน้าวใจ​
  -  การอ่านใจคนจากภาษากาย
  -  การพูดสำหรับโฆษกฟุตบอล
  -  ภาษากายกับความสำเร็จ
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

...
  

...
  
พูดเก่ง...ด้วยปัญญา...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

คนไร้วิชา สกุณาไร้ปีก ย่อมไปได้ไม่ไกล
คนที่จะเป็นคนพูดเก่ง พูดดี พูดเป็นและพูดจูงใจคนได้นั้น คนๆนั้นต้องมีปัญญา ซึ่งการมีปัญญาของคนเรานั้น สามารถฝึกฝนหรือสะสมกันได้หลายทาง เช่น ปัญญาเกิดจากการอ่าน , ปัญญาเกิดจากการฟัง , ปัญญาเกิดจากการคิด และปัญญาเกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์
- ปัญญาเกิดจากการอ่าน หมายถึง คนที่พูดเก่ง มักจะเป็นนักอ่าน การอ่านจะทำให้มีข้อมูลในการพูด แต่สำหรับนักพูดมืออาชีพแล้ว จะไม่อ่านหนังสือแบบผ่านๆ แต่จะมีสมุดบันทึกประจำตัว ไว้จดข้อมูลต่างๆ ที่สนใจ เพื่อจะนำไปใช้เป็นข้อมูลในภายภาคหน้า
- ปัญญาเกิดจากการฟัง ผู้ที่จะเป็นนักพูดที่เก่งหรือเป็นมืออาชีพ มักจะเป็นนักฟัง ถ้ามีโอกาส เขาจะตามไปฟังนักพูดที่เก่งๆ เขาพูด ซึ่งการฟังนั้น ไม่ฟังเปล่าแต่เขาจะใช้ปัญญาวิเคราะห์ว่า ทำไมคนๆนี้ พูดแล้วคนชอบ ทำไมคนๆนี้ พูดแล้วน่าฟัง ทำไมคนๆนี้พูดแล้ว คนหัวเราะ ชอบใจ ทำไมคนๆนี้พูดแล้ว คนถึงร้องไห้ ทำไมคนๆนี้พูดแล้วคนถึงเชื่อแล้วทำตาม สำหรับในปัจจุบันนี้ เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร ยุคเทคโนโลยี เราสามารถ ฟังนักพูดที่เราชอบ หลายๆครั้งโดยผ่านทางเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น เทป ซีดี วีซีดี MP3 ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากในยุคอดีตที่เราต้อง ตามไปฟังนักพูดที่เก่งๆ เขาพูดแต่ไม่สามารถจดจำหรือจดบันทึกได้หมด
- ปัญญาเกิดจากการคิด นักพูดบางคนมีความคิดไม่เหมือนชาวบ้าน แต่เวลาพูดทำไมคนถึงอยากฟัง เพราะนักพูดท่านนั้น อาจมีความคิดที่ดีๆ อาจมีความคิดที่ทันสมัยและแง่มุมที่แปลกใหม่ อีกทั้งยังทำให้ผู้ฟังได้ความคิดที่ดีๆเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้
- ปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ทำไมคนที่มีอายุบางคน ทำไมคนที่มีตำแหน่งต่างๆบางคน ทำไมเวลาพูดแล้วคนอยากฟังหรือตามไปฟัง เพราะนักพูดท่านนั้น ผ่านประสบการณ์มาก่อนหรือผ่านประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ มาก่อน ผู้ฟังจึงสนใจฟัง เช่น ทำไมนักขายถึงอยากฟัง นักขายมืออาชีพระดับโลกพูด แต่ไม่อยากฟังนักขายสมัครเล่นพูด , ทำไมคนถึงอยากฟังนักพูดมืออาชีพระดับประเทศพูด มากกว่าอยากฟังนักพูดสมัครเล่นพูด ฯลฯ
สิ่งที่กล่าวข้างต้นนี้ มักทำให้เกิดปัญญา เมื่อคนเรามีปัญญาแล้ว คนๆนั้นจะมีข้อมูล ในการพูด หรือ มีความรู้ มีความคิด ที่เป็นประโยชน์ในการพูด







ดังนั้น เราจะสังเกตว่านักพูดที่พูดเก่งๆ ...มักจะต้องมีปัญญา ฉะนั้น ถ้าท่านอยากเป็นนักพูด ท่านจำเป็นที่จะต้องลงทุนในเรื่องของการอ่านหนังสือให้มากๆ ท่านจำเป็นจะต้องลงทุนฟังนักพูดที่เก่งๆ เขาพูดให้มากๆ ท่านจำเป็นจะต้องใช้เวลาว่างในการนั่งคิด นั่งวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ และท่านจำเป็นจะต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อก่อให้เกิดประสบการณ์ เพื่อที่จะนำไปใช้ในการพูดต่อไปในภายภาคหน้า
เมื่อท่านลงทุนในสิ่งเหล่านี้แล้ว ท่านก็จะเกิดปัญญา เมื่อท่านเกิดปัญญา ท่านก็จะเป็นนักพูดที่พูดแล้วมีหลักการ มีเหตุมีผล พูดแล้วคนเชื่อถือ พูดแล้วคนหัวเราะ พูดแล้วสามารถชักจูงใจคนฟังได้
และสิ่งที่ตามมา ก็คือเมื่อท่านพูดแล้วท่านจะได้เงิน เนื่องจากมีคนจ้างท่านให้ไปพูด ไปบรรยายหรือไปอบรมให้แก่หน่วยงานต่างๆ อีกทั้งท่านจะได้ชื่อเสียงและตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางด้านสังคม ตำแหน่งทางด้านการเมือง เป็นต้น

...
  
ถ้าอยากเป็นนักพูด...เชิญทางนี้....
ถ้าอยากเป็นนักพูด...เชิญทางนี้....
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การที่คนคนหนึ่งจะพูดเก่งหรือมีชื่อเสียงทางการพูดต่อหน้าที่ชุมชนนั้น มันไม่ได้เกิดมาแล้วมีชื่อเสียงหรือพูดเก่งหมดทุกคน ซึ่งถ้าไปถามเบื้องหลังของนักพูดคนนั้นๆ เราจะทราบว่ากว่าที่เขาจะมีชื่อเสียงหรือพูดเก่งมาได้ เขาจะต้องผ่านสิ่งต่างๆหลายอย่างด้วยกัน ถ้าท่านอยากเป็นนักพูดท่านควรปฏิบัติดังนี้
1.มีความตั้งใจปรารถนาอย่างเต็มที่ที่จะต้องเป็นนักพูดให้ได้ และต้องมีเป้าหมายด้วยว่าจะเป็นนักพูดระดับใด ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัดหรือระดับชาติ การที่ท่านมีเป้าหมาย มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะทำให้ ท่านคิดเรื่องนั้นตลอดเวลา แล้วจะทำให้ท่านได้พัฒนาตนเองตลอดเวลา ในที่สุดเมื่อท่านมีเป้าหมาย และมีความตั้งใจ ท่านก็มีโอกาสไปถึงฝั่ง ซึ่งแตกต่างกับคนที่ไม่มีเป้าหมายและความปรารถนาอย่างแรงกล้า
2.มีการเตรียมตัวทุกครั้งที่จะต้องขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชน การเตรียมตัวมีความสำคัญมาก ถ้าเราเตรียมตัวมาก เราจะมีความมั่นใจในการพูดมากกว่าการที่เราไม่ได้เตรียมตัวเลย ดังนั้น นักพูดที่ดีอย่าได้ละเลยการเตรียมการพูดทุกครั้ง การเตรียมการที่ดี เราควรเขียนลำดับเรื่องไว้ก่อน ว่าเราจะพูดอย่างไร ขึ้นต้นอย่างไร เนื้อเรื่องอย่างไร สรุปจบอย่างไร (ให้มีสุนทรพจน์ คือ ขึ้นต้นต้องตื่นเต้น ตอนกลางต้อง กลมกลืน สรุปจบต้องประทับใจ)ตลอดจนมีตัวอย่างประกอบ มีคำคมหรือมีกลอนประกอบบ้าง แล้วลองซ้อมพูด หัวข้อนั้นดูว่าติดขัดตรงไหนหรือไม่ ไม่สมบูรณ์ตรงไหน ลองขัดเกลาคำพูดและภาษาดู
3.มีบุคลิกภาพที่ดี มีความมั่นใจในตนเอง จะทำให้คนเชื่อมั่นเรามากกว่า นักพูดที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง ถ้าเรามีความมั่นใจ การปรากฏตัวของเราก็จะปรากฏตัวด้วยความมั่นใจ ตามหลักจิตวิทยา การกระทำมักเกิดขึ้นตามสิ่งที่เราคิด ถ้าเราคิดว่าเรากลัว การกระทำก็จะออกมา แต่ถ้าเราคิดว่า “ หัวข้อนี้เราเก่งที่สุด รู้ดีที่สุด วันนี้ฉันสู้ตาย ” เราก็จะเกิดกำลังใจได้ ขอให้พูดกับตัวเองในใจ
4.มีโอกาส ลองเข้าสมาคม สโมสร ชมรม ที่เกี่ยวข้องกับการพูดบ้าง เพราะการเข้ากลุ่มหรือองค์กรเหล่านี้จะทำให้เรารู้จักคนที่สนใจสิ่งเดียวกัน แล้วเกิดการเรียนรู้มากขึ้น จากการแลกเปลี่ยนความคิด เทคนิคใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ







5.มีการฝึกฝนตนเองตลอดเวลา และสม่ำเสมอ นักมวยที่ขึ้นชกมวยแล้วได้รางวัลนั้น เกิดจากการฝึกซ้อมเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนถึงขึ้นชกจริง เช่นกัน การเป็นนักพูดที่ดีต้องหมั่นฝึกฝน ฝึกซ้อม หาเวทีการพูดทุกโอกาส เมื่อเรามีชั่วโมงบินมากขึ้น ก็จะทำให้การพูดของเราคล่อง และมีการพัฒนา การขึ้นพูดบนเวทีบ่อยๆ จะทำให้เราปรับตัวมากขึ้น การประหม่าเวทีก็จะน้อยลง ทำให้เรามั่นใจในตนเองมากขึ้น การพูดก็เหมือนกับการว่ายน้ำ เราไม่สามารถว่ายน้ำเป็น ด้วยการอ่านตำราหรือหนังสือเป็นพันๆ เล่ม แต่เราสามารถว่ายน้ำเป็นก็ด้วยการลงไปว่ายน้ำนั้นเอง
เมื่อท่านฝึกการพูดแล้วเกิดอาการท้อแท้ให้ท่านคิดถึง คนที่พอเป็นแบบอย่างที่ดีให้ท่านได้ เช่น อับราฮัม ลินคอล์น เรียนหนังสือในระบบไม่ถึง 1 ปี แต่ท่านสามารถเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็ด้วยการที่ท่านฝึกไปเรียนไปนั้นเอง , ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนักพูดทางการเมืองของไทยคนหนึ่ง จนได้รับฉายาว่า “ ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ” ก็เป็นลูกแม่ค้า ไม่ได้เกิดมามีฐานะร่ำรวยอะไร แต่ท่านก็ฝึกไปเรียนไป จนเป็นนักพูดทางการเมืองระดับชาติ หรือแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ท่านก็เป็นนักพูดการเมืองระดับชาติก็ด้วยการฝึกไปเรียนไปเหมือนกัน
ศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม เจมส์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เคยกล่าวว่า “ เราไม่จำเป็นที่จะต้องกังวล เกี่ยวกับการฝึกเลย ขอให้เราฝึกไปเรียนไป ตลอดเวลา อย่าหยุด แล้ววันหนึ่งเราก็จะพบว่า เราไม่เป็นรองใครเลยในวงการนั้นๆ ” เช่นเราอยากเป็นนักพูดก็ขอให้ฝึกไปเรียนไปตลอดเวลาอย่าหยุดยั้ง แล้ววันหนึ่งฝันของเราก็จะเป็นความจริงในที่สุด




...
  
การสร้างความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ผมเห็นคนที่ถูกเชิญขึ้นไปพูดต่อหน้าที่ชุมชนหลายคน อยู่ในอาการประหม่า บางคนสั่น บางคนพูดเสียงเบาเพราะความไม่มั่นใจหรือเชื่อมั่นในการพูดของตนเอง ในวันนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชน

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าการที่เราไม่มีความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชนเนื่องมาจากสาเหตุอะไร ผมเคยถามคำถามนี้กับผู้ที่เข้ารับการอบรมการพูดต่อหน้าที่ชุมชนโดยที่กระผมเป็นวิทยากร คำตอบที่มักจะได้รับก็คือ การไม่รู้จะพูดอะไรเนื่องจากไม่มีข้อมูลหรือไม่ได้เตรียมการพูดมา บางคนบอกว่า ไม่คุ้นเคยผู้ฟัง กลัวผู้ฟังหรือว่าผู้ฟังที่มานั่งฟังอาจมีความรู้มากกว่าตน บางคนบอกว่า ไม่กล้าเนื่องจากไม่ได้ขึ้นฝึกพูดบ่อยๆ บางคนบอกว่า กลัวว่าจะพูดได้ไม่ดี ฯลฯ

สรุปแล้วคือผู้อบรมการพูดต่อหน้าที่ชุมชนหลายท่าน อ้างสิ่งต่างๆนานา หรือคิดไปต่างๆนานา แท้ที่จริงแล้ว เราสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชนได้ โดยการทำสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คือ

1.บางคนอ้างว่าไม่ได้เตรียมตัวมาหรือไม่รู้จะพูดอะไร เราก็ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ เราต้องเตรียมการพูดให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการลำดับเรื่อง การใช้ถ้อยคำ การหาข้อมูล การวิเคราะห์ผู้ฟังว่าเป็นกลุ่มไหนมาฟัง เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นวัยทำงานหรือเป็นวัยชรา เพื่อเราจะเลือกใช้ภาษาถ้อยคำให้ถูกกับวัยของผู้ฟังหรือ ตัวอย่างของเรื่องให้สอดคล้องกับวัยของผู้ฟัง รวมไปถึงเวลาในการพูด ถ้าพูดช่วงเช้า กับช่วงบ่าย ก็ต้องใช้กลยุทธ์ในการพูดที่แตกต่างกัน เนื่องจากช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่นักพูดมักพูดว่า เป็นช่วง “ ปราบเซียน ” จึงต้องพูดให้มีความตื่นเต้น มีชีวิตชีวา เนื่องจากคนกินอาหารอิ่ม ง่วง ถ้าขืนไปพูดเสียงเบา ไม่เร้าใจ ผู้ฟังก็อาจหลับกันหมด
2.บางคนอ้างว่าไม่คุ้นเคยผู้ฟัง กลัวผู้ฟังหรือว่าผู้ฟังที่มานั่งฟังอาจมีความรู้มากกว่าตน เมื่อรู้เช่นนี้ ว่าเราไม่คุ้นเคยผู้ฟัง กลัวผู้ฟัง กระผมขอแนะนำว่า ผู้พูดควรไปก่อนเวลาสักเล็กน้อย ไปทำไม ไปเพื่อทำความรู้จักกับผู้ฟัง ชวนผู้ฟังพูดคุยบ้าง ทำความรู้จัก ทำความคุ้นเคย ก่อนที่จะบรรยายเพื่อให้เกิดการลดอาการประหม่าเนื่องจากการไม่คุ้นเคยหรือกลัวผู้ฟัง สำหรับบางคนกลัวว่าผู้ฟังที่มานั่งฟังอาจมีความรู้มากกว่าตน เราก็ควรคิดในแง่ดีว่า สิ่งที่เราบรรยาย ผู้ฟังอาจไม่รู้ เพราะความรู้เรื่องหนึ่งๆ มันมีหลายแง่มุม ตอนนี้เราเป็นผู้พูด เรามาพูดแง่มุมของเรา ถ้าผู้ฟังมีความรู้อะไรก็ช่วยเติมเต็มได้

3.บางคนอ้างว่า ไม่กล้าเนื่องจากไม่ได้ขึ้นฝึกพูดบ่อยๆ บางคนบอกว่า กลัวว่าจะพูดได้ไม่ดี สำหรับข้อนี้ง่ายมาก เมื่อเรารู้ว่าเราไม่กล้าเนื่องจากไม่ได้ขึ้นฝึกพูดบ่อยๆ เราก็ควรทำสิ่งที่ตรงข้ามคือ เราต้องหาโอกาสในการฝึกการพูดบ่อยๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตนเองในการพูดในที่ชุมชน

ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชน มีความสำคัญมาก เราจะเห็นได้ว่า บางคนมีความรู้มาก แต่ไม่กล้าพูดหรือพูดด้วยความไม่มั่นใจ ก็ทำให้ผู้ฟังขาดความศรัทธา ตรงกันข้ามกับอีกคนหนึ่งที่มีองค์ความรู้น้อยกว่า แต่มีความมั่นใจในตนเอง มีความเชื่อมั่นในการพูดในที่ชุมชน ทำให้คนๆนั้น เป็นที่ยอมรับและมีคนศรัทธาในคำพูดหรือการพูดของเขา

ฉะนั้น นักพูดที่ดีต้องฝึกความกล้า โดยคิดว่า ความกลัวมักทำให้เสื่อม หรือ ถ้ากลัวสิ่งไหนให้เข้าไปหาสิ่งนั้นแล้วจะทำให้หายกลัว (ถ้ากลัวการพูดต่อหน้าที่ชุมชนท่านก็ต้องเข้าหาแล้วท่านจะหายกลัวในที่สุด)ท้ายนี้ขอฝากคำกลอนที่มีผู้แต่งซึ่งแต่งได้ไพเราะมากซึ่งกระผมไม่ทราบว่าใครแต่งจึงขออนุญาตนำมาปิดท้ายครับ

พูดทั้งที ต้องให้มี ความเชื่อมั่น
อย่ามัวสั่น หวั่นผวา น่าสงสาร
จงเตรียมกาย เตรียมใจ ให้เบิกบาน
ความกล้าหาญ บันดาลให้ พูดได้ดี





...
  
นักพูดผู้ยิ่งใหญ่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ก้อนหินหลายๆก้อนยังรวมกันเป็นภูเขา
น้ำหลายๆหยดยังรวมกันเป็นทะเล
นักพูดที่ฝึกฝนโดยไม่หยุดย่อมสร้างตำนาน

การจะเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่หรือนักพูดที่เป็นตำนานได้นั้น คน ๆ นั้นจะต้องมีหลักการบางอย่างถึงจะไปถึงความฝันนั้นได้ หลักการดังกล่าวนั้นคือ

1.ต้องมีเป้าหมาย ถ้าท่านอยากจะเป็นนักพูดระดับไหนท่านต้องเขียนเป้าหมายนั้นเป็นตัวหนังสือไว้ เพื่อเตือนตัวเองตลอดเวลา เช่น ถ้าท่านต้องการเป็นนักพูดระดับชาติ ท่านก็ต้องเขียนไว้ในหนังสือ หรือ ต้องการเป็นแค่นักพูดระดับจังหวัด ท่านก็ต้องเขียนเป็นตัวหนังสือเพื่อเป็นการเตือนตัวเตือนใจ

2.ต้องฝันหรือต้องจริงจัง กับเป้าหมายที่เราต้องการตลอดเวลา ถ้าเราจริงจังกับเป้าหมายหรือความฝัน เราก็จะมีการปรับปรุง พัฒนาตัวเอง เตรียมตัวเตรียมการพูดตลอดเวลา เพื่อที่จะเข้าสู่เป้าหมายนั้นๆ ถ้าท่านมีความจริงจังในเป้าหมายว่าท่านต้องการเป็นนักพูดระดับชาติ หากท่านฝันเช่นนั้นจริงท่านจะต้อง ปรับปรุงพัฒนาตนเองให้มากกว่าการเป็นนักพูดระดับจังหวัดหรือนักพูดระดับท้องถิ่น

3.วางแผน ถ้าสมมุติว่าเป้าหมายของท่านต้องการเป็นนักพูดระดับชาติ ท่านจำเป็นจะต้องมีการวางแผน เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่วางไว้ เช่น ท่านจะต้องทำอะไร เมื่อไร อย่างไร กำหนด วัน เวลา ปี ที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย ต้องมีแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว รวมทั้งแผนสำรองไว้ด้วย

4. ต้องมีกลยุทธ์ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงและรวดเร็วกว่าแผนที่วางไว้ ท่านจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์เพื่อให้เข้าไปถึงแผนที่วางไว้ ท่านอาจต้องสร้างหรือใช้เครื่องมือช่วย ได้แก่ การหาสื่อต่างๆ ( การเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ แล้วนำบทความ นั้นมารวมเล่มเป็นหนังสือ , การจัดรายการวิทยุเพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น , การออกรายการทางโทรทัศน์เพื่อให้คนรู้จัก และ การใช้อินเตอร์เน็ต ฯลฯ) เราจำเป็นจะต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้เป็นที่รู้จัก

5.พยายามร่วมกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เช่น การเข้าชมรม สโมสร สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนักพูด เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกัน หรือได้คำแนะนำที่ดี ๆ และสามารถเป็นกำลังใจให้แก่เราเวลาเราท้อแท้ใจเมื่อการพูดของเราประสบความล้มเหลว หรือเข้ารับการอบรมทางการพูดเพื่อให้ทราบเทคนิคใหม่ๆ

6.หาแบบอย่างมากๆ ถ้าท่านต้องการเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ ท่านต้องหาแบบอย่างมากๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีความสะดวกสบายกว่าสมัยก่อน เนื่องจากเรามีเครื่องมือต่างๆมากมาย( เครื่องถ่ายวีดีโอ เครื่องบันทึกเทป เครื่องMP 3 ) บันทึกการพูดของนักพูดที่ท่านชื่นชอบทุกครั้งเมื่อไปฟังเขาพูด หรือหากใครไม่มีโอกาสตามไปฟังนักพูดที่ตนชื่นชอบ เราก็สามารถซื้อ VCD , DVD นักพูดระดับชาติมาดูได้ เช่น ทอล์คโชว์ต่างๆ (จตุพล ชมพูนิช , โน๊ต อุดม และอีกหลายท่าน)หากท่านต้องการเป็นนักพูดประเภททอล์คโชว์ แต่หากท่านต้องการเป็นนักพูดทางการเมือง ท่านสามารถ สะสม เทป VCD,DVD ของนักการเมืองต่างๆ เช่น คุณสมัคร ,คุณเฉลิม , คุณชวน , คุณอภิสิทธิ์ หรือ นักพูดในแบบที่ท่านชื่นชอบ เพื่อเอาไว้ชมเอาไว้ศึกษาถึงลีลา น้ำเสียง ท่าทางในการพูดของนักพูดท่านนั้น แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง

7.ต้องมีการตรวจสอบ ควบคุม แผนการหรือเป้าหมายของเราตลอดเวลา ต้องทบทวนแผนการ ทบทวนเป้าหมายว่าสิ่งที่เราทำนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่เราวางไว้หรือไม่

การพูดโดยไม่คิด การพูดนั้นจะไม่ได้อะไร
การค้นคิดแต่ไม่ได้นำมาพูด การค้นคิดนั้นจะเปล่าประโยชน์



















...
  
การเตรียมการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

คนที่จะเป็นนักพูด นักบรรยาย วิทยากร และนักพูดทุกประเภท ที่ดี ที่เก่ง และมีชื่อเสียงได้นั้น คนๆนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ แต่คุณสมบัติที่สำคัญมากที่สุด ข้อหนึ่งก็คือ

การเตรียมการพูดนั้นเอง เพราะการเตรียมการพูดจะทำให้นักพูด ท่านนั้นเกิดความมั่นใจในตนเอง การเตรียมการพูดจะทำให้รู้โครงสร้างของเรื่องที่จะพูดและเนื้อหาโดยรวม
การพูด ก็เหมือนกับการแสดง หรือ นักพูดก็เหมือนนักแสดงอย่างหนึ่ง ก็คือ ถ้ามีการเตรียมการพูด มีการฝึกซ้อมอย่างดี ก็จะทำให้การพูดครั้งนั้นๆ ประสบความสำเร็จ นักแสดงก็เช่นกัน ดังนั้นการเตรียมการพูดจึงมีความสำคัญมากจนมีผู้กล่าวว่า ผลสำเร็จของการพูดแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการเตรียมการพูดประมาณ 70 % เหลืออีก 30% อยู่ที่การพูดบนเวที

ซึ่งการเตรียมการพูดที่ดีนั้น จะต้องมีหลักดังนี้

1.ต้องรู้วัตถุประสงค์ของการพูด รวมทั้งผู้ฟังก่อน การรู้วัตถุประสงค์ของการพูดในครั้งนั้นๆจะทำให้เราเตรียมข้อมูล วิธีการได้ถูกต้อง เช่น การพูดในครั้งนั้นเป็นการพูดเพื่อการบันเทิง เราก็พยายามเตรียมการพูด โดยการหามุข หาเรื่องสนุกๆ ตลกๆ มาพูดให้มากหน่อย หรือการพูดครั้งนั้นเพื่อการจูงใจ ชักจูง เราก็ต้องเตรียมข้อมูลให้มีการอ้างอิง หาหลักฐาน คำพูดของผู้มีชื่อเสียง และหนังสือมาประกอบ อีกทั้งต้องวิเคราะห์ว่าผู้ฟัง เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ควรพูดลีลา ท่าทาง น้ำเสียง เรื่องที่จะพูดตรงต่อความสนใจของผู้ฟังไหม
2.หาข้อมูลประกอบการพูด การพูดก็เหมือนกับการทำอาหาร เราต้องหาข้อมูลเหมือนกับเราจะทำแกงเนื้อสักถ้วย เราก็ต้องไป หาพริก หาเกลือ หาน้ำ หาเนื้อ หาน้ำปลา หาเครื่องแกง หาผัก ฯลฯ สำหรับข้อมูลที่ดีจะต้องมีความหลากหลาย เช่น มีตัวเลขสถิติ , ตัวอย่าง , หลักฐาน , คำคม , สุภาษิต ดังนั้น ผู้ที่เป็นนักจดบันทึก มีสมุดบันทึกติดตัว จดคำคม ข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพูด มักจะได้เปรียบเพราะมีการเตรียม มีการหาข้อมูลตลอดเวลา
3.เขียนโครงสร้างเรื่องลงไปบนกระดาษ ขั้นตอนนี้จะต้องเขียนโดยมีโครงสร้างสุนทรพจน์คือ มีคำนำ มีเนื้อเรื่อง และมีสรุปจบ โดยเขียนรายละเอียดทั้งหมดลงไปบนกระดาษ แล้วจึงนำ มาเพิ่มเติม มาตัด มาเสริม และอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน คำพูดหรือภาษาที่ใช้เพื่อนำไปพูด ไปบรรยาย (คำนำควรมีเนื้อหาประมาณ 10-15 % เนื้อเรื่องควรมีเนื้อหาประมาณ 70-80 % สรุปจบควรมีเนื้อหาประมาณ 10-15 % )
4.ซ้อมพูดหรือฝึกหัดการพูด อาจจะซ้อมพูดต่อหน้ากระจก อาจจะเป็นการซ้อมพูดคนเดียวในที่ต่างๆ ดังเช่นนักพูดดังๆในอดีตและปัจจุบันทำกัน เช่น อาจารย์จตุพล ชมพูนิช เคยให้สัมภาษณ์ว่าเคยซ้อมพูดคนเดียวตอนเดินกลับบ้านโดยเลือกเรื่องที่จะพูดแล้วเริ่มพูด ตั้งแต่ต้นซอยจนถึงบ้านที่อยู่ท้ายซอย,อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ซ้อมพูดขณะอยู่บนหลังม้า ฯลฯ

บางคนอาจไม่คุ้นกับการฝึกพูดคนเดียว อาจจะให้คนรู้จักนั่งฟังหรือให้เพื่อน ภรรยา นั่งฟังแล้วช่วยเสนอแนะข้อที่ควรปรับปรุงในการพูดก็ได้


การซ้อมพูดที่ดี ควรทำท่าทางประกอบและควรจับเวลาด้วย เนื่องจากจะได้ตัดทอนเนื้อหา หากใช้เวลามาก แต่ถ้าเวลาเหลือมากจะได้เพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไป การทำท่าทางประกอบในการซ้อมพูดจะทำให้เมื่อออกไปพูดจริงจะไปดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าท่านยิ่งซ้อมพูดมากเท่าไรก็จะยิ่งดีเท่านั้น


สรุปคือ การเตรียมการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญ จะละเลยไม่ได้ ควรเตรียมตัวทุกครั้งเพราะความสำเร็จของการเป็นนักพูดที่ดี อยู่ที่การเตรียมการพูดนั่นเอง


...
  
จะพูดให้ดี...ต้องมีครู...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การที่คนเราจะพูดให้ได้ดี พูดเป็น พูดเก่ง จำเป็นจะต้องมีครู เพราะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

อาจทำให้เกิดการผิดพลาด เสียหาย และประสบความสำเร็จช้ากว่าการเรียนรู้จากครู ในยุคปัจจุบัน ครูหรือผู้สอน วิทยากร มีมากมาย หลายสถาบัน รวมทั้งหนังสือ ตำรา แหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น การเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ข้างต้น ก็เป็นการเรียนรู้อีกทางหนึ่งที่จะ ทำให้เราพูดได้ดี พูดได้เก่งขึ้นกว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง

ทั้งนี้ การเรียนรู้จากครู นั้น ในเบื้องต้น เราต้องทราบก่อนว่า ครู หนังสือ ตำรา แหล่งเรียนรู้มีมากมายในปัจจุบัน แต่ครูที่ดี ที่ถูกใจเราของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชอบเรียนรู้จากครูคนนี้ บางคนไม่ชอบ ดังนั้น การจะเอาใครมาเป็นครู ของแต่ละคน จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น นิสัยใจคอ เทคนิคการสอน เครื่องมือช่วยสอน ฯลฯ

แต่การจะพูดให้ได้ดีนั้น ผู้ฝึกใหม่ๆ ควรมีแบบอย่างหรือมีครู เช่น ถ้าเรารักชอบ นักพูดท่านใดเราก็ควร เรียนรู้จากเขา สังเกต เลียนแบบ เพื่อพัฒนาให้เป็นตัวของตนเองในอนาคต ดังเช่น นักพูดหลายคน ชอบคุณสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ก็สามารถนำเทปหรือฝึกสำนวน ลีลา การพูดของคุณสมัครในตอนต้นๆ แล้วจึงพัฒนาเป็นของตนเอง บางคนชอบคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็สามารถตามไปฟังคุณชวน หลีกภัย หาเสียงบ่อยๆ แล้วจึงพัฒนาเป็นตัวเองในที่สุด

บางคนชอบอาจารย์จตุพล ชมภูนิช ก็สามารถฟังเทป เลียนแบบกิริยาท่าทางของอาจารย์ แล้วค่อยพัฒนาเป็นรูปแบบของตัวเอง ดังนั้น การจะเป็นนักพูดที่ดี... จำเป็นต้องมีครูครับ.... มีเพื่อเป็นตัวอย่างของตัวเอง มีเพื่อเป็นต้นแบบของตนเอง แต่ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเพียงแค่คนๆเดียว เช่น ตัวกระผมเอง ถ้าต้องการเรียนรู้การพูดแบบบันเทิง ต้นแบบก็มีอาจารย์จตุพล ชมภูนิช คุณโน้ต อุดม แต้พานิช ถ้าเป็นการพูดแบบจูงใจ หาเสียง การขายประกัน ก็มี อาจารย์อุสมาน ลูกหยี คุณเฉลิม อยู่บำรุง คุณกฤษณา กฤตมโนรถและ คุณชวน หลีกภัย หรือการพูดในรูปแบบบรรยาย ก็จะมีอาจารย์สุขุม นวลสกุล เป็นต้น

ถามว่า ทำไม ต้องมีครูหลายคน ก็เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการพูดมีหลายแบบ เช่น การพูดเพื่อความบันเทิง การพูดบรรยาย การเล่าเรื่อง และการพูดจูงใจ ฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้จากอาจารย์เพียงคนเดียว เราก็ประสบความสำเร็จในการพูดได้น้อยกว่าคนที่มีครูหลายคน เช่น การพูดในสภา การพูดหาเสียง การพูดขายของ เราก็ต้องพูดแบบจูงใจ แต่เราไม่ได้เรียนรู้มา แล้วเราไปใช้วิธีการพูดแบบ อาจารย์จตุพล ชมภูนิช คนฟังหัวเราะ ตลกแต่เป็นการพูดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง แต่จูงใจไม่ได้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการพูด


หรือ ถ้าเราจะพูดเพื่อความบันเทิง แต่เราไปใช้ลีลา การพูดแบบ อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการพูดในสถานการณ์นั้นๆ ดังนั้น เราควรมีครูหลายคน เพื่อเรียนรู้ การพูดให้มีความหลากหลาย แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ


แม้แต่หนังสือ ท่านก็ต้องหาหนังสือการพูดที่แต่งโดย อาจารย์หลายคนๆ เพราะ หนังสือเพียงหนึ่งเล่ม ท่านอาจได้ความคิดเพียงแค่ประโยคเดียวเอง แต่สามารถเปลี่ยนความคิด ความฝันของท่านได้ ถ้าได้อ่านหลายเล่มยิ่งดีกว่าการอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว ดังนั้น ควรหาอ่านหนังสือ ตำรา การพูด จากอาจารย์หลายๆ ท่านที่แต่ง


เวลาอ่านไม่ควร อ่านแบบผ่านๆ ควรขีดเส้นใต้ในประโยคสำคัญๆ หรือที่เราประทับใจ หรือจดประโยคนั้นๆ ไว้ในสมุดจดบันทึกของเรา เพื่อนำมาใช้ในอนาคตได้


สรุปคือ การที่ท่านจะพูดให้ได้ดี....ท่านจำเป็นจะต้องมีครู....และควรหาครูหลายๆคน รวมทั้งเรียนรู้จากหนังสือหลายๆ เล่ม เพื่อหาจุดดี จุดเด่นของครูท่านนั้นๆ เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง แล้วในที่สุดท่านจะพูดได้ดี พูดได้เก่งในที่สุด เพราะการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
...
  
วิเคราะห์ผู้ฟัง
วิเคราะห์ผู้ฟัง
นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


การที่จะพูดให้ถูกใจผู้ฟัง ต้องทราบในเบื้องต้นก่อนว่าผู้ฟังคือใคร มีความต้องการอะไร มีจำนวนเท่าไร เสมือนหนึ่งเราทำอาหารต้องทราบในเบื้องต้นก่อนว่าผู้ทานต้องการอาหารประเภทไหน รสชาติเป็นอย่างไร


การวิเคราะห์ผู้ฟังจึงมีความสำคัญมากในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน การวิเคราะห์ผู้ฟังเราสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้


1.จำนวนผู้ฟัง มีความสำคัญมากเพราะการพูดกับคนจำนวนน้อย เราต้องมีวิธีการพูดที่แตกต่างกับวิธีการพูดที่มีคนจำนวนมาก รวมทั้งการใช้อุปกรณ์ในการพูดก็สำคัญไม่น้อย เช่น เอกสารประกอบการบรรยาย ห้องสำหรับใช้บรรยายหรือใช้ในการพูด ถ้าคนน้อยแต่ใช้ห้องประชุมที่ใหญ่มากๆ หรือ ถ้าคนมากแต่ดันใช้ห้องประชุมขนาดเล็กๆ ทำให้บรรจุคนไม่พอ ดังนั้นนักพูดต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วย


2.เพศและวัย เรื่องของเพศและวัย เพศชายส่วนใหญ่ชอบ การผจญภัย การต่อสู้ กีฬา ส่วนเพศหญิงชอบเรื่องของ ความสวยงาม แฟชั่น ดังนั้นการพูดต้องพูดให้มีความสำคัญกับเพศของผู้ฟัง สำหรับวัยเด็ก มักชอบเรื่องที่สนุกสนาน มักมีสมาธิสั้นในการฟัง มักชอบนิทาน วัยรุ่นชอบเรื่องเกี่ยวกับรักๆใคร่ๆ ชอบเรื่องที่มีความท้าทาย วัยผู้ใหญ่สนใจเรื่องของอาชีพ การสร้างฐานะ และวัยชรา สนใจเรื่องศาสนา เป็นต้น


3.พื้นฐานการศึกษาของผู้ฟัง การพูดให้ผู้ฟังที่มีระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน เราจะต้องมีวิธีการพูดที่แตกต่างกัน ถ้าผู้ฟังที่มีระดับการศึกษาสูง เราสามารถใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่ถ้าพูดให้ผู้ฟังที่มีระดับการศึกษาต่ำ ไม่ควรพูดทับศัพท์ และต้องเตรียมเนื้อหา วิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันด้วย ต้องใช้ภาษาให้เหมาะสม ในบางครั้งนักพูดคิดไปเองว่า การพูดโดยใช้ภาษาที่สวยงามหรือภาษาวรรณกรรมจะทำให้ผู้ฟังชอบ แต่เปล่าเลย ผู้ฟังที่มีพื้นฐานการศึกษาที่ต่ำ มักจะไม่เข้าใจ ทำให้การสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพในที่สุด


4.อาชีพ ของผู้ฟัง เช่น อาชีพทางด้านการแพทย์ สาธารณสุข จะมีศัพท์ในการพูดที่ใช้สื่อสารกันในโรงพยาบาลหรือที่ทำงาน บางครั้งตัวคนไข้หรือผู้ป่วยจะไม่ว่าแพทย์ พยาบาลหมายถึงอะไร ดังนั้น ถ้าเรานำศัพท์ในทางด้านการแพทย์ สาธารณสุข ไปบรรยายให้วงการทหาร วงการเกษตร ผู้ฟังจะไม่ทราบความหมาย หรือใช้ศัพท์ในวงการทหาร ไปพูดในแวดวงแพทย์ สาธารณสุข ก็มักจะไม่ได้ผลเช่นกัน


5.ต้องทราบความคาดหวังของผู้ฟัง การบรรยายบางแห่ง ผู้ฟังถูกเกณฑ์ให้มาฟังโดยหัวหน้างานหรือเจ้าของ ดังนั้น ผู้ฟังกลุ่มดังกล่าวมักไม่มีความสนใจหรือความคาดหวังว่าจะนำความรู้ไปใช้ได้อย่างจริงจัง ในการบรรยายบางแห่งผู้ฟังมักเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายเสียมากกว่าเพราะผู้ฟังเหมือนถูกบังคับให้มานั่งฟังการบรรยาย


6.ทัศนคติของผู้ฟัง มีความสำคัญมากในการพูด เช่น การพูดเรื่องการเมือง เรื่องศาสนา ต้องระวังมากๆเพราะ ถ้าจะพูดดี หรือ เราคิดว่าความคิดของเราถูกต้องอย่างไรก็ตาม ผู้ฟังมักจะไม่เชื่อ เพราะเรื่องการเมือง เรื่องศาสนา เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล รวมถึงทัศนคติของผู้ฟังต่อผู้พูดด้วย ถ้าผู้ฟังไม่ชอบผู้พูดเป็นการส่วนตัวแล้ว จะพูดให้ดีอย่างไร ก็คงยากที่ผู้ฟังคนนั้นจะชอบเรา


7.ต้องหมั่นสังเกตผู้ฟัง เวลาฟังบรรยายหรือพูด ถ้าผู้ฟัง เกิดอาการเบื่อหน่าย ไม่สนใจ หลับ และสนใจเรื่องอื่นๆ เราต้องเปลี่ยนวิธีการพูดให้เหมาะสม เช่น ต้องนำเรื่องที่ขำขันที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่บรรยายมาเล่า เพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น หรือ เรื่องที่แปลกๆ ที่ทันสมัย สิ่งที่ผู้ฟังยังไม่เคยได้ยิน มาเล่า เพื่อสอดแทรกการบรรยายให้ผู้ฟังหันมาสนใจการพูดของเรา หรือไม่อย่างนั้น ก็อาจจะมีเกมส์ มีเพลง หรือกิจกรรมต่างๆมาสอดแทรกการพูดหรือการบรรยาย


ดังนั้น ถ้าต้องการเป็นนักพูดที่ดีต้องหมั่นวิเคราะห์ผู้ฟัง ว่าผู้ฟังของเราเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานความรู้แค่ไหน มีทัศนคติอย่างไร เป็นเพศไหน วัยไหน เสมือนหนึ่งนักพูดเป็นพ่อครัว ต้องรู้ว่าผู้ทานชอบอาหารรสชาติอะไร อยู่ในวัยไหน จะได้ทำอาหารให้ถูกปากผู้ทาน



...
  
ลีลานักพูด
...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

คนที่เป็นนักพูด เป็นวิทยากร เป็นอาจารย์นั้น คนส่วนใหญ่มักมีความนับถือ แต่การเป็นนักพูด เป็นวิทยากร เป็นอาจารย์ ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆ บางครั้งก็อาจเจอลองของอยู่บ้าง ฉะนั้นผู้เป็นนักพูด วิทยากร หรือ อาจารย์ ก็ควรมีลวดลายไว้บ้างก็จะดีไม่ใช่น้อย เพราะถ้าเราสังเกต เราจะเห็นว่า การอบรมบางแห่งนั้น ตัวของผู้เข้ารับการอบรมดูเหมือนจะอาวุโสกว่าคนที่เป็นวิทยากรหรือคนที่เป็นอาจารย์เสียอีก

ฉะนั้นเมื่อเราไปเจอกับผู้ฟังที่อยากจะลองของ เราก็ควรจะมีของให้เขาลอง เพราะถ้าเราบ่มีของดีไว้บ้าง ก็เห็นทีจะเอาดีในทางเป็นนักพูด วิทยากร อาจารย์ไม่ได้เสียแล้ว ดังนั้น เราก็ต้องตอบให้สมศักดิ์ศรี จะเป็นการดีอย่างยิ่ง นอกจากเราจะสะสมความรู้ในหัวเรื่องที่เขาให้บรรยายแล้ว เราก็ควรเตรียมการตอบคำถามในแง่มุมต่างๆไว้ด้วยถึงจะดี ไม่ใช่ถ้าผู้เข้ารับ การอบรม มีคำถาม วิทยากรหรืออาจารย์สารภาพแบบตรงไปตรงมาว่า " ไม่รู้ครับ " ลองเจอ คำถามแบบนี้สัก 2-3 คำถาม แล้วตอบ " ไม่รู้ครับ " รับรองได้เลยว่า ความศรัทธาของผู้ฟังที่มีต่อวิทยากรจะค่อยๆ น้อยลงๆ จนหมดความศรัทธาในที่สุด

ดังนั้น ถ้าเราเจอคำถามเป็นหินๆ อย่าตอบสั้นๆ ง่ายๆ เป็นอันขาด " ไม่ทราบ " " ไม่รู้ครับ " ควรตั้งสติแล้วใช้ไหวพริบปฏิภาณให้เต็มที่ ถ้าตอบไม่ได้จริงๆ ก็ควรตอบแบบเลี่ยงๆ เช่น " อาจารย์ทราบไหมระยะทางจากใต้ขึ้นมาทางเหนือนี่สักกี่กิโลครับ "

เราก็ควรตอบเลี่ยงๆ " ผมไม่แน่ใจ แต่จะลองประมาณดูนะจากกรุงเทพฯ ไปนราธิวาส ถ้ากระผมจำไม่ผิดก็ประมาณ 1,200 กิโลเมตร แล้วจาก กรุงเทพฯ ขึ้นไปจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สาย ก็ประมาณ 800 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นถ้านำมารวมกันก็จะประมาณ 2,000 กิโลเมตร " อย่างนี้ก็พอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่ข้อควรระวัง เมื่อเราเจอคำถามประเภทลองของหรือโดนยั่วยุจากผู้ฟัง เราอย่าออกอาการ ไม่ใช่ด่ากราดเลยอย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะทำให้เสียบรรยากาศในการอบรม แล้วผู้ฟังคนอื่นๆที่ไม่รู้เรื่องก็พลอยรับความซวยไปด้วย

โดยส่วนตัว กระผมก็เคยเจอคนฟังประเภทลองของ เราก็ควรตั้งสติ พยายามตอบ ถ้าเขาไม่หยุดถามหรือคอยก่อกวน บางสถานการณ์เราไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะนิสัยคนไทย ส่วนใหญ่ขี้สงสารคน เมื่อวิทยากรถูกก่อกวนมากๆ คนฟังเขาก็จะช่วยเราเอง เช่น อาจตะโกน " พอแล้ว " บ้าง " นั่งลง " บ้าง

สรุปคือ วิทยากร อาจารย์ ต้องใช้ภาษาสุภาพ พยายามควบคุมอารมณ์ ไม่วางตัวเป็นศัตรูกับผู้ฟัง เมื่อเจอลองของควรควบคุมอารมณ์ พยายามรักษาภาพพจน์ของตนเองต่อคนฟังส่วนใหญ่เอาไว้ อย่าให้คนเพียง 1หรือ2 คน มาทำลายเรา ต่อหน้ามวลชนเป็นอันขาด




...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.