หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  
  -  
  -  พูดแล้วดัง...ทำแล้วรวย....
  -  คำคม เกี่ยวกับการพูด
  -  จะพูดให้ดี...ต้องมีครู...
  -  พูดเก่ง...รวยก่อน...
  -  องค์ประกอบของการพูด
  -  ทำไมการพูดถึงล้มเหลว
  -  ยอวาที
  -  การพูดกับการเป็นผู้นำ
  -  การเปิดฉากการพูด
  -  การดำเนินเรื่องในการพูด
  -  วิธีการฝึกฝนการพูด
  -  การพูดที่ล้มเหลว
  -  การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
  -  วิทยากรสมัยใหม่
  -  ศิลปะการพูด
  -  การสร้างพลังสามัคคี
  -  การเตรียมพูดและการฝึกซ้อมการพูด
  -  การพูดเชิงบวก
  -  พูดเหมือนผู้นำ
  -  การพูดเพื่อให้สัมภาษณ์
  -  ศิลปะการพัฒนาการพูด
  -  การพูดหาเสียงเลือกตั้ง
  -  เทคนิคในการเรียนพูดภาษาอังกฤษ
  -  การพูดกับการบริหาร
  -  คำพูดเจาะจิต
  -  การสร้างเสน่ห์ในการพูด
  -  การอ่านกับการพูด
  -  วิทยากรกับการเป็นวิทยากร
  -  การเลือกวิทยากร
  -  การใช้วาทศิลป์ขั้นสูง(ศิลปะการโต้วาที)
  -  พูดให้ถูกสถานการณ์
  -  ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
  -  การสร้างอารมณ์ขันในการพูด
  -  พูดอย่างไรให้ขายได้
  -  เห็นไมค์แล้วไข้ขึ้น
  -  วิธีการฝึกพูดของ ดิสราเอลี
  -  วิธีฝึกพูดของ เดล คาร์เนกี
  -  ศิลปะการโต้วาที
  -  ศิลปะการพูดว่าความในศาล
  -  ปัจจัยที่ส่งผลให้ชนะการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เงินซื้อเสียง
  -  คุณก็เป็นนักพูดได้
  -  การประชาสัมพันธ์เพื่อการตลาด
  -  วิธีสร้างความกล้าในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  จงพูดอย่างกระตือรือร้น
  -  การพูดและการเป็นโฆษกที่ดี
  -  โฆษกกับการพูดที่ดี
  -  มโนภาพกับการพูด
  -  การนำเสนอและการพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดี
  -  การใช้มือประกอบการพูด
  -  การใช้โน๊ตย่อในการพูด
  -  การพูดโน้มน้าวใจ​
  -  ภาษากายไม่เคยโกหก
  -  สอนอย่างไรให้ง่ายและสนุก
  -  การพูดสำหรับโฆษกฟุตบอล
  -  เคล็ดลับในการเป็นนักพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดี
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

...
  

...
  
พูดแล้วดัง...ทำแล้วรวย....
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ก้อนหินหลายๆก้อนยังรวมกันเป็นภูเขา
น้ำหลายๆหยดยังรวมกันเป็นทะเล
นักพูดที่ฝึกฝนโดยไม่หยุดหย่อนย่อมสร้างตำนาน

การจะเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่หรือนักพูดที่เป็นตำนานได้นั้น คน ๆ นั้นจะต้องมีหลักการบางอย่างถึงจะไปถึงความฝันนั้นได้ หลักการดังกล่าวนั้นคือ
1.ต้องมีเป้าหมาย ถ้าท่านอยากจะเป็นนักพูดระดับไหนท่านต้องเขียนเป้าหมายนั้นเป็นตัวหนังสือไว้ เพื่อเตือนตัวเองตลอดเวลา เช่น ถ้าท่านต้องการเป็นนักพูดระดับชาติ ท่านก็ต้องเขียนเป็นตัวหนังสือไว้ในสมุดบันทึก หรือ ต้องการเป็นแค่นักพูดระดับจังหวัด ท่านก็ต้องเขียนเป็นตัวหนังสือไว้ในสมุดบันทึก เพื่อเป็นการเตือนใจตนเอง
2.ต้องฝันหรือต้องจริงจัง กับเป้าหมายที่เราต้องการตลอดเวลา ถ้าเราจริงจังกับเป้าหมายหรือความฝัน เราก็จะมีการปรับปรุง พัฒนาตัวเอง เตรียมตัวเตรียมการพูดตลอดเวลา เพื่อที่จะเข้าสู่เป้าหมายนั้นๆ ถ้าท่านมีความจริงจังในเป้าหมายว่าท่านต้องการเป็นนักพูดระดับชาติ หากท่านฝันเช่นนั้นจริงท่านจะต้อง ปรับปรุงพัฒนาตนเองให้มากกว่าการเป็นนักพูดระดับจังหวัดหรือนักพูดระดับท้องถิ่น
3.วางแผน ถ้าสมมุติว่าเป้าหมายของท่านต้องการเป็นนักพูดระดับชาติ ท่านจำเป็นจะต้องมีการวางแผน เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่วางไว้ เช่น ท่านจะต้องทำอะไร เมื่อไร อย่างไร กำหนด วัน เดือน ปี ที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย ต้องมีแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว รวมทั้งแผนสำรองไว้ด้วย
4. ต้องมีกลยุทธ์ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงและรวดเร็วกว่าแผนที่วางไว้ ท่านจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์เพื่อให้เข้าไปถึงแผนที่วางไว้ ท่านอาจต้องสร้างหรือใช้เครื่องมือช่วย ได้แก่ การหาสื่อต่างๆ ( การเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ แล้วนำบทความ นั้นมารวมเล่มเป็นหนังสือ , การจัดรายการวิทยุเพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น , การออกรายการทางโทรทัศน์เพื่อให้คนรู้จัก และ การใช้อินเตอร์เน็ต ฯลฯ) เราจำเป็นจะต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้เป็นที่รู้จัก





5.พยายามร่วมกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เช่น การเข้าชมรม สโมสร สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนักพูด เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกัน หรือได้คำแนะนำที่ดี ๆ และสามารถเป็นกำลังใจให้แก่เราเวลาเราท้อแท้ใจเมื่อการพูดของเราประสบความล้มเหลว หรือเข้ารับการอบรมทางการพูดเพื่อให้ทราบเทคนิคใหม่ๆ
6.หาแบบอย่างมากๆ ถ้าท่านต้องการเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ ท่านต้องหาแบบอย่างมากๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีความสะดวกสบายกว่าสมัยก่อน เนื่องจากเรามีเครื่องมือต่างๆมากมาย( เครื่องถ่ายวีดีโอ เครื่องบันทึกเทป เครื่องเล่น MP 3 ) เพื่อบันทึกการพูดของนักพูดที่ท่านชื่นชอบทุกครั้งเมื่อไปฟังเขาพูด หรือหากใครไม่มีโอกาสตามไปฟังนักพูดที่ตนชื่นชอบ เราก็สามารถซื้อ VCD , DVD ของ
นักพูดระดับชาติมาดูได้ เช่น ทอล์คโชว์ต่างๆ (จตุพล ชมภูนิช , โน๊ต อุดม และอีกหลายท่าน)หากท่านต้องการเป็นนักพูดประเภททอล์คโชว์ แต่ถ้าหากท่านต้องการเป็นนักพูดทางการเมือง ท่านสามารถ สะสม เทป VCD,DVD ของนักการเมืองต่างๆ เช่น คุณสมัคร ,คุณเฉลิม , คุณชวน , คุณอภิสิทธิ์ หรือ นักพูดในแบบที่ท่านชื่นชอบ เพื่อเอาไว้ชมเอาไว้ศึกษาถึงลีลา น้ำเสียง ท่าทางในการพูดของนักพูดท่านนั้น แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง
7.ต้องมีการตรวจสอบ ควบคุม แผนการหรือเป้าหมายของเราตลอดเวลา ต้องทบทวนแผนการ ทบทวนเป้าหมายว่าสิ่งที่เราทำนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่เราวางไว้หรือไม่
สำหรับหลักการข้างต้นที่กระผมได้แนะนำ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใด ได้นำไปใช้กระผมเชื่อว่าจะทำให้ท่านเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดัง พอท่านมีชื่อเสียงโด่งดังก็จะมีคนเชิญท่านไปพูดในที่ต่างๆ แล้วทรัพย์สินเงินทองก็จะไหลมาเทมา ดังนั้นท่านสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังและร่ำรวยเงินทองจากการเป็นนักพูดของท่าน
การพูดโดยไม่คิด การพูดนั้นจะไม่ได้อะไร
การค้นคิดแต่ไม่ได้นำมาพูด การค้นคิดนั้นจะเปล่าประโยชน์

...
  
คำคม เกี่ยวกับการพูด
คำคม เกี่ยวกับการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การที่คนคนหนึ่งจะเป็นนักพูดนั้น จะต้องมีความสามารถที่หลากหลายในการพัฒนาตนเองในการพูด เช่น จะต้องสามารถพูดให้สนุกได้ พูดจูงใจคนได้ พูดเพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ผู้ฟังได้ พูดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนได้ ซึ่งคนคนนั้นจำเป็นจะต้องใช้ศิลปะในการพูดหลายอย่าง
ยิ่งบางคนเป็นนักพูดประเภท วิทยากร ยิ่งต้องใช้ความหลายหลากในการนำเสนอ เช่น จะต้องมีการนำเกมส์ มีการร้องเพลง มีการใช้บทประพันธ์ หรือ คำคมต่างๆในการประกอบการพูด ในบทความนี้ผมขอพูดเรื่องเกี่ยวกับคำคม ก่อนอื่นเรามาพูดถึงความสำคัญของคำคมกันก่อน
คำคม มีความสำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดของผู้ฉลาดหรือนักปราชญ์ การจำ การทำความเข้าใจ คำคม จะทำให้ความคิดเราเฉียบแหลมขึ้น ตามปกติคำคมจะมีข้อความสั้นๆ แต่กินใจ ความลึกซึ้งขยายความออกไปได้มาก คนที่ต้องการเป็นนักพูด วิทยากรจึงควรจดจำ คำคมและนำไปใช้ให้เหมาะสม ถูกกาล ก็จะทำให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาได้
โดยมากหลักในการใช้ คำคม ประกอบการพูด ควรให้สอดคล้องกับเรื่องที่พูด และคำคม มีมากมาย หลายชาติ หลายภาษา บางคำคมไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กล่าว ในบทความฉบับนี้กระผมจึงไม่สามารถอ้างอิง ในบทความนี้ได้ จึงขอนำเสนอคำคมเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพูด คำคม เกี่ยวกับการพูดมีดังนี้

 ถ้าท่านลุกขึ้นยืนพูดต่อหน้าที่ฝูงชนไม่ได้ อย่าปรารถนาเป็นผู้นำ (หลวงวิจิตรวาทการ)

ทุกคนพูดได้ แต่มีบางคนเท่านั้นที่พูดเป็น (ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์)

เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ(พุทธศาสนสุภาษิต)

กลองจะดังต้องถูกตี นักพูดจะดีต้องได้รับคำวิจารณ์

 พูดโดยไม่คิด ก็ดั่งยิงปืนโดยไม่เล็ง

อาวุธที่แสนคมยังไม่คมเท่ากับปากคน

คิดก่อนกล่าววาจา ศัตรูจะมาเป็นมิตร กล่าววาจาก่อนคิด มิตรก็อาจกลายเป็นศัตรู

ควรพูดจากใจ จริงใจ มั่นใจ สุดใจ แต่อย่าย่ามใจ

จงพูดแต่ดี อย่าดีแต่พูด

สิ่งที่ลงทุนน้อยและได้เกิดประโยชน์มากที่สุด คือ คำพูดที่ดี

ก่อนพูดเราเป็นนายมัน หลังพูดมันเป็นนายเรา

ลิ้นอ่อนนุ่มยังคงอยู่ ฟันแข็งกระด้างร่วงไปแล้ว

ยิ่งพูดมาก ความจริงก็ยิ่งน้อย
อย่าให้ลิ้นของท่านประจานตัวท่านเอง

คนคิดน้อย พูดมาก คนพูดมาก ทำน้อย

ถ้อยคำดี ถ้าน้ำเสียงไม่ดี ก็มีความหมายไปในทางตรงกันข้าม

ถ้าท่านไม่รู้จักเก็บลิ้น ลิ้นจะเก็บท่าน

กฎทองในการสนทนา คือคิดก่อนพูด

ความจริงพูดไม่ได้ในทุกโอกาส

พูดน้อย คนเกรงใจมาก

ถ้ารู้สึกว่าจะพูดอะไรให้น่าฟังไม่ได้ ก็นิ่งเสียดีกว่า

คำพูดเหน็บแนมที่เฉียบแหลมรุนแรงย่อมเชือดเฉือนได้ลึกกว่าคมอาวุธ(คติฝรั่งเศส)



นี่เป็นตัวอย่างคำคมที่เกี่ยวกับการใช้ปากหรือคำพูด ดังนั้นการใช้คำคมประกอบการพูดจึงมีความสำคัญ เพราะจะทำให้การพูดของเรามีความหลากหลายและผู้ฟังเกิดความศรัทธาในการฟังเราพูด การฝึกใช้คำคมในช่วงแรกๆ เราอาจจำคำคมของนักพูดต่างๆ ก่อน แล้วเราจึงคิดเองขึ้นมาบ้าง
ในบทความฉบับหน้าเราจะมาเรียนรู้เรื่องของการใช้บทกลอน บทประพันธ์ประกอบการพูด การใช้บทประพันธ์ประกอบการพูดจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและดึงดูดใจผู้ฟังได้มาก และยิ่งเป็นการพูดในโอกาสต่างๆ เช่น การขึ้นบ้านใหม่ การสมรส การอำลา การเลี้ยงต้อนรับ ฯลฯ ถ้าใครได้ใช้บทกลอนหรือบทประพันธ์ประกอบการพูดก็จะทำให้เป็นที่จดจำและเกิดความประทับใจได้มากเลยทีเดียวครับ
...
  
จะพูดให้ดี...ต้องมีครู...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การที่คนเราจะพูดให้ได้ดี พูดเป็น พูดเก่ง จำเป็นจะต้องมีครู เพราะการเรียนรู้ด้วยตนเอง

อาจทำให้เกิดการผิดพลาด เสียหาย และประสบความสำเร็จช้ากว่าการเรียนรู้จากครู ในยุคปัจจุบัน ครูหรือผู้สอน วิทยากร มีมากมาย หลายสถาบัน รวมทั้งหนังสือ ตำรา แหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น การเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ข้างต้น ก็เป็นการเรียนรู้อีกทางหนึ่งที่จะ ทำให้เราพูดได้ดี พูดได้เก่งขึ้นกว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง

ทั้งนี้ การเรียนรู้จากครู นั้น ในเบื้องต้น เราต้องทราบก่อนว่า ครู หนังสือ ตำรา แหล่งเรียนรู้มีมากมายในปัจจุบัน แต่ครูที่ดี ที่ถูกใจเราของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชอบเรียนรู้จากครูคนนี้ บางคนไม่ชอบ ดังนั้น การจะเอาใครมาเป็นครู ของแต่ละคน จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น นิสัยใจคอ เทคนิคการสอน เครื่องมือช่วยสอน ฯลฯ

แต่การจะพูดให้ได้ดีนั้น ผู้ฝึกใหม่ๆ ควรมีแบบอย่างหรือมีครู เช่น ถ้าเรารักชอบ นักพูดท่านใดเราก็ควร เรียนรู้จากเขา สังเกต เลียนแบบ เพื่อพัฒนาให้เป็นตัวของตนเองในอนาคต ดังเช่น นักพูดหลายคน ชอบคุณสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ก็สามารถนำเทปหรือฝึกสำนวน ลีลา การพูดของคุณสมัครในตอนต้นๆ แล้วจึงพัฒนาเป็นของตนเอง บางคนชอบคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็สามารถตามไปฟังคุณชวน หลีกภัย หาเสียงบ่อยๆ แล้วจึงพัฒนาเป็นตัวเองในที่สุด

บางคนชอบอาจารย์จตุพล ชมภูนิช ก็สามารถฟังเทป เลียนแบบกิริยาท่าทางของอาจารย์ แล้วค่อยพัฒนาเป็นรูปแบบของตัวเอง ดังนั้น การจะเป็นนักพูดที่ดี... จำเป็นต้องมีครูครับ.... มีเพื่อเป็นตัวอย่างของตัวเอง มีเพื่อเป็นต้นแบบของตนเอง แต่ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเพียงแค่คนๆเดียว เช่น ตัวกระผมเอง ถ้าต้องการเรียนรู้การพูดแบบบันเทิง ต้นแบบก็มีอาจารย์จตุพล ชมภูนิช คุณโน้ต อุดม แต้พานิช ถ้าเป็นการพูดแบบจูงใจ หาเสียง การขายประกัน ก็มี อาจารย์อุสมาน ลูกหยี คุณเฉลิม อยู่บำรุง คุณกฤษณา กฤตมโนรถและ คุณชวน หลีกภัย หรือการพูดในรูปแบบบรรยาย ก็จะมีอาจารย์สุขุม นวลสกุล เป็นต้น

ถามว่า ทำไม ต้องมีครูหลายคน ก็เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการพูดมีหลายแบบ เช่น การพูดเพื่อความบันเทิง การพูดบรรยาย การเล่าเรื่อง และการพูดจูงใจ ฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้จากอาจารย์เพียงคนเดียว เราก็ประสบความสำเร็จในการพูดได้น้อยกว่าคนที่มีครูหลายคน เช่น การพูดในสภา การพูดหาเสียง การพูดขายของ เราก็ต้องพูดแบบจูงใจ แต่เราไม่ได้เรียนรู้มา แล้วเราไปใช้วิธีการพูดแบบ อาจารย์จตุพล ชมภูนิช คนฟังหัวเราะ ตลกแต่เป็นการพูดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง แต่จูงใจไม่ได้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการพูด


หรือ ถ้าเราจะพูดเพื่อความบันเทิง แต่เราไปใช้ลีลา การพูดแบบ อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการพูดในสถานการณ์นั้นๆ ดังนั้น เราควรมีครูหลายคน เพื่อเรียนรู้ การพูดให้มีความหลากหลาย แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ


แม้แต่หนังสือ ท่านก็ต้องหาหนังสือการพูดที่แต่งโดย อาจารย์หลายคนๆ เพราะ หนังสือเพียงหนึ่งเล่ม ท่านอาจได้ความคิดเพียงแค่ประโยคเดียวเอง แต่สามารถเปลี่ยนความคิด ความฝันของท่านได้ ถ้าได้อ่านหลายเล่มยิ่งดีกว่าการอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว ดังนั้น ควรหาอ่านหนังสือ ตำรา การพูด จากอาจารย์หลายๆ ท่านที่แต่ง


เวลาอ่านไม่ควร อ่านแบบผ่านๆ ควรขีดเส้นใต้ในประโยคสำคัญๆ หรือที่เราประทับใจ หรือจดประโยคนั้นๆ ไว้ในสมุดจดบันทึกของเรา เพื่อนำมาใช้ในอนาคตได้


สรุปคือ การที่ท่านจะพูดให้ได้ดี....ท่านจำเป็นจะต้องมีครู....และควรหาครูหลายๆคน รวมทั้งเรียนรู้จากหนังสือหลายๆ เล่ม เพื่อหาจุดดี จุดเด่นของครูท่านนั้นๆ เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง แล้วในที่สุดท่านจะพูดได้ดี พูดได้เก่งในที่สุด เพราะการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
...
  
พูดเก่ง...รวยก่อน...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การพูดมีความสำคัญต่อการทำงาน มีความสำคัญต่อความสำเร็จของชีวิต เป็นอย่างสูง

นักเรียน ต้องพูด.... นำเสนอรายงานหน้าห้องเรียน
นักขาย ต้องพูด... เพื่อขายสินค้า บริการ
นักบริหาร ต้องพูด... สั่งงานลูกน้อง
ครู อาจารย์ ต้องพูด... สอน บรรยาย
และนักการเมือง ต้องพูด... หาเสียงเพื่อให้ประชาชนเลือก

ดังนั้น ในชีวิตของคนเราทุกคนต้องพูด ใครที่พูดเก่ง พูดเป็น พูดดี พูดจูงใจ พูดตลกได้มากกว่า คนๆนั้น...จะประสบความสำเร็จ..สูงกว่า...คนพูดไม่เก่ง พูดไม่เป็น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ต้องพูดเป็น พูดเก่ง และสิ่งที่ตามมาเมื่อประสบความสำเร็จ มักจะทำให้ มีอำนาจ มีตำแหน่ง และมีเงินทองตามมา(คือ ร่ำรวยนั่นเอง)
เช่น วิทยากรที่มีชื่อเสียง พูดเก่ง มักได้ค่าตอบแทน ค่าบรรยาย ที่สูงกว่าวิทยากรที่ไม่มีชื่อเสียง พูดไม่เก่ง บางคนได้วันละหลายหมื่นเลยทีเดียว ไม่นับวิทยากรที่มาจากต่างประเทศที่มาบรรยายในไทยเรา บางคนได้วันละเป็นแสนเลยก็มีให้เห็น

ต่างจากคนที่ทำงานเก่ง แต่พูดไม่เก่ง มักจะได้ค่าตอบแทนน้อย แล้วมีคนถามผมว่าถ้าอยากเป็นนักพูดหรือพูดเก่งทำอย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไร ?

ถ้าอยากเป็นนักพูดหรือพูดเก่ง ไม่มีวิธีอื่นเราจะต้องเริ่มพูดครับ เวลามีประชุม มีการอภิปราย หรือเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็น อย่าไปไหนมาไหนแล้วนั่งเป็นใบ้ ไม่ยอมพูดจา ไม่กล้าแสดงออก ถ้าอย่างนี้เป็นนักพูดหรือพูดเก่งไม่ได้ครับ แล้วมีคนถามผมต่อว่า ผมก็พูดเก่ง ทำไมไม่รวยสักที ? การจะเป็นนักพูดแล้วรวยหรือได้เงิน ได้ตำแหน่งนั้น จำเป็นจะต้องมีหลักการ ถ้าพูดมาก พูดเรื่อยเปื่อย ก็คงไม่รวย

แต่ถ้าเราพูดมีหลักการ ตรงตามวัตถุประสงค์ พูดตามความต้องการของผู้ฟัง รับรองว่า ได้เงินแน่นอน เช่น เขาอยากรู้เรื่องการตลาด เราก็ต้องมีความรู้ทางด้านการตลาด มีศิลปะในการนำเสนอ เมื่อถูกใจผู้ฟัง เขาก็มักจะบอกต่อ แล้วทำให้นักพูดคนนั้นมีรายได้ มีค่าตัวตามมา แต่สิ่งที่สำคัญเราต้องรู้เรื่องที่เราจะบรรยายจริงๆ จังๆ

การพูดที่มีหลักการ ตรงตามวัตถุประสงค์ ในสมัยนี้ มีสถาบัน สโมสร สมาคม หน่วยงาน องค์กรต่างๆ สอนกันมากไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก เหมือนในอดีต แต่ถ้าไม่มีเวลา หรือไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ก็ลองไปหาซื้อหนังสือ เกี่ยวกับการพูดมานั่งอ่าน แล้วลองฝึกฝน ปฏิบัติตามดู เพราะคนที่ฉลาดมักเรียนรู้จากผู้อื่น

สำหรับนักพูด...หน้าใหม่... เป็นเด็ก...อายุน้อย..ประสบการณ์น้อย...จะพูดให้ผู้ใหญ่ฟังได้หรือ..?
ได้ครับ..ได้แน่นอน คนเราไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง เรื่องบางเรื่อง เด็ก คนมีอายุน้อย อาจมีความรู้ดีกว่าผู้ใหญ่เสียอีก

ดังนั้น ไม่ต้องไปตกใจให้มากนัก ขอให้มีความมั่นใจในตนเอง และมีเอกลักษณ์...เป็นของตนเอง..


การมีเอกลักษณ์...จะทำให้เรามีเสน่ห์ ทำให้คนจดจำเราได้ง่ายขึ้น


ท้ายนี้ คนที่จะเป็นนักพูดที่ดี นักพูดที่เก่ง จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้


หนึ่ง...ต้องเป็นนักอ่าน ต้องอ่านมากๆ เพื่อนำข้อมูลไปใช้พูดในอนาคต สอง....ต้องเป็นนักจด คือเห็นเรื่องราวดีๆ คำพูดดีๆ ของนักการเมือง หรือนักพูดที่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องจดเอาไว้ในสมุดเพื่อนำมาใช้ในอนาคต สาม.... ต้องเป็นนักจำที่ดี ต้องจดจำเรื่องราวที่ได้อ่านได้ฟังมาจากอดีตแล้วนำมาใช้ได้ตามสถานการณ์ต่างๆ สี่....ต้องเป็นนักปรุงหรือพ่อครัว เมื่อมีข้อที่หนึ่งถึงสามแล้ว จำเป็นจะต้องมีการนำเสนอในรูปแบบของตนเพื่อให้คนฟังชอบ


เรามักจะเห็นว่า วิทยากร นักพูดหรือนักบรรยาย เมื่อพูดเรื่องเดียวกัน บางคนพูดแล้วคนชอบ บางคนพูดแล้วคนไม่ชอบ เนื่องมาจากการปรุงหรือการนำเสนอนั่นเอง


ดังนั้น การพูดเก่ง พูดเป็น จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จแล้วได้เงิน ได้ตำแหน่ง ได้อำนาจ ตามมาแน่นอน ถ้าท่านตั้งใจ ฝึกฝน ไม่ท้อแท้ ท้อถอย ก่อนวันที่ท่านจะประสบความสำเร็จ

...
  
องค์ประกอบของการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
องค์ประกอบของนักพูดที่ดี มีอยู่หลายองค์ประกอบด้วยกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น แล้วแต่ใครเป็นคนคิดค้น แต่องค์ประกอบของนักพูดที่ดี ในทัศนะของกระผมจะต้องมี 8 ข้อ ต้องมีดังนี้

1. ต้องไม่หยุดนิ่ง มันเป็นวิชาที่ต้องมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งความคิด ความรู้ ข้อมูล ประสบการณ์ เราต้องหาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเราจะล้าหลังคนอื่น

2. ต้องเป็นนักฟัง ต้องเป็นคนชอบฟังเขาพูด ฟังคนนี้คนนั้นพูด ในขณะเดียวกันกระผมคิดว่าเราจะพูดเก่งไม่ได้ถ้าเราไม่มีข้อมูล ฉะนั้นเราจะต้องมีข้อ 3 ด้วยคือ
3. ต้องเป็นนักอ่าน การอ่านทำให้รู้ข้อมูลมาก ข้อมูลทำให้เราดัดแปลงในการพูดในอนาคต


4. ต้องเป็นนักประยุกต์ คือ เวลาเราฟัง เรารู้อะไรมาเราจะต้องมาประยุกต์เป็น ไม่ใช้ข้อมูลดิบ มันจะต้องเป็นข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองดัดแปลงมาแล้ว เราจะต้องพูดให้สนุก ข้อมูลอย่างนี้ พูดให้สนุกได้อย่างไร ข้อมูลอย่างนี้พูดให้จริงจัง พูดให้ซีเรียสอย่างไร


5. ต้องมีบุคลิกที่ดี ไม่จำเป็นต้องสวยต้องหล่อ แต่ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชน ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าเสื้อผ้า การแสดงออก กริยาท่าทางต้องมั่นใจ เชื่อถือได้ ไม่ดูอุบาทว์ ซ๊กม๊ก ไม่แต่งตัวยั่วยวน


6. ต้องเตรียมตัวดี คือ ทุกครั้งก็ขึ้นพูดจะต้องมีการเตรียมตัวที่ดีก่อน ศึกษาว่างานนั้นเป็นงานอะไร ใครฟัง ฟังอะไรและต้องการอะไร จากผู้พูดบ้าง


7. ต้องรู้จักรับฟัง คำประเมิหรือคำวิจารณ์ เหมือนกับเรามองกระจก ก็จะรู้ว่า เราแต่งตัวดีหรือไม่ ทรงผม ใบหน้า เป็นอย่างไร การพูดก็เช่นกัน เราจะไม่ทราบข้อบกพร่อง ผิดพลาด ของเราเลย เนื่องจากคนเรามักเข้าข้างตนเอง ดังนั้นควรมีคนเคยเป็นกระจกให้ คือ เป็นผู้ประเมิน ผู้วิจารณ์ให้ แต่ต้องทำใจรับฟังได้นะครับ เพราะบางคนหัวใจสะออนรับไม่ได้ โกรธและโมโหผู้ประเมินหรือผู้วิจารณ์ จึงทำให้ตนไม่มีการพัฒนา


8. ต้องมีใจรัก เมื่อล้มเหลว ไม่รู้จักท้อแท้ ท้อถอย ในกรณีที่ขึ้นไปพูดแล้วคนไม่ฟัง พูดแล้วคนเล่นกันไม่สนใจการพูด พูดแล้วไม่เป็นดังตั้งใจ ถ้ามีใจรักมักจะอดทนมากกว่าคนปกติ คือ วานนี้ล้มเหลว วันนี้ล้มเหลว พรุ่งนี้ล้มเหลว มะรืนนี้ล้มเหลว มะเรื่องนี้ล้มเหลว แต่ฝันมันก็ยังอยู่


ถ้ามีความตั้งใจ จะไปแปลกอะไรกับความสำเร็จ

...
  
ทำไมการพูดถึงล้มเหลว
ทำไมการพูดถึงล้มเหลว
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ทำไมการพูดต่อหน้าที่ชุมชนของคนบางคนจึงประสบความสำเร็จ แต่ในทางกลับกันการพูดต่อหน้าที่ชุมชนของคนบางคนจึงล้มเหลว ในบทความฉบับนี้ เราจะมาพูดเรื่องนี้กัน ถ้าท่านต้องการให้การพูดของท่านล้มเหลว ท่านควรทำดังนี้
1.จงเตรียมการพูดให้น้อยที่สุด การเตรียมการพูดมีความสำคัญมาก หากท่านเตรียมพูดไม่มากพอ การพูดของท่านก็มักจะล้มเหลว ดังนั้นหากต้องการให้การพูดล้มเหลว ท่านควรเตรียมตัวให้น้อยหรือไม่ต้องเตรียมตัวเลย แต่หากต้องการประสบความสำเร็จในการพูด ท่านควรเตรียมการพูดให้มาก ซึ่งหมายถึง เตรียมเนื้อหา เตรียมข้อมูล เตรียมรูปแบบการนำเสนอ ฯลฯ
2.จงอย่าพยายามยกตัวอย่างประกอบ นักพูดที่ประสบความสำเร็จ มักมีตัวอย่างประกอบเพื่อให้ผู้ฟังได้เห็นภาพ หรือเกิดการเปรียบเทียบ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น แต่ถ้าท่านต้องการให้การพูดของท่านล้มเหลว ท่านควรทำตรงกันข้าม กล่าวคือ ท่านไม่ควรยกตัวอย่างประกอบการพูด
3.จงพูดด้วยน้ำเสียงโทนเดียวหรือน้ำเสียงระดับเดียวกันตลอดการพูดของท่าน น้ำเสียงมีความสำคัญมากในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน สำคัญจนมีคำกล่าวว่า “ ถ้อยคำแสดงถึงภาษาความหมาย แต่น้ำเสียงทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หวั่นไหว ” ดังนั้นหากท่านต้องการล้มเหลวในการพูดต่อหน้าที่ชุมชนแต่ละครั้งในการพูดควรพูดด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกันหรือน้ำเสียงระดับเดียวกัน
4.จงเลือกพูดในเรื่องที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน บุคคลผู้นั้นจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะพูดหรือบรรยายอยู่พอสมควร แต่ถ้ามีความรู้ในเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเชื่อถือ หากต้องการล้มเหลวในการพูด จงเลือกหัวข้อยากๆ หรือเลือกหัวข้อที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ แล้วการพูดของท่านก็จะล้มเหลวอย่างไม่ต้องสงสัย
5.จงอย่าสนใจผู้ฟัง หากต้องการความล้มเหลวในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน เวลาท่านพูดต่อหน้าที่ชุมชน ท่านไม่ควรใส่ใจกับผู้ฟัง ไม่ต้องสนใจผู้ฟัง ไม่ต้องวิเคราะห์ผู้ฟัง ( เพศ อาชีพ วัย อายุ จำนวนผู้ฟัง ประสบการณ์ของผู้ฟัง การศึกษาของผู้ฟัง)
6.จงพูดด้วยความเฉยชา ไม่ต้องกระตือรือร้น จงอย่าพูดด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง หากพูดด้วยกริยาท่าทางดังกล่าว กระผมเชื่อแน่ว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่คงง่วงนอน หรือ ผู้ฟังส่วนใหญ่คงอยากให้การพูดในครั้งนั้นๆ จบโดยเร็ว หากทำได้ดังนี้ การพูดของท่านก็จะล้มเหลวอย่างไม่ต้องสงสัย
7.จงพูดด้วยความสับสน วุ่นวาย ไม่ต้องมีลำดับขั้นตอน หรือไม่ต้องมีสุนทรพจน์ หากต้องการให้เกิดความล้มเหลวในการพูด ท่านไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับเวลา ลำดับเหตุการณ์ หากท่านนึกช่วงไหนได้ ท่านก็นำออกมาพูดเลย เช่น นึกถึง ช่วงกลางของเนื้อหาที่จะพูดได้ก็นำมาพูดขึ้นต้นในการพูด หากนึกถึงช่วงสรุปได้ ท่านก็นำมาพูดในช่วงเนื้อหาของเรื่อง จงพูดให้เกิดความสับสน จงพูดจนกระทั่งจับต้นชนปลายไม่ถูก การพูดของท่านก็จะล้มเหลวในที่สุด
8.จงถ่อมตนให้มากที่สุด หากต้องการการล้มเหลวในการพูด เมื่อท่านเริ่มพูดท่านควร ออกตัว ถ่อมตน ถ่อมตัวให้มากที่สุด เช่น ถ่อมตนว่า “ ท่านไม่มีความรู้ในเรื่องที่จะบรรยายหรือพูดนี้เลย ” “ ท่านไม่ได้มีการเตรียมตัวมาพูดในวันนี้เลย ”
“ ความจริงมีคนพูดในเรื่องนี้เก่งกว่ากระผมอีกมากมาย กระผมคงพูดได้ไม่ดีพอ จึงต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า อีกทั้งการมาพูดในครั้งนี้เป็นมวยแทน ” ยิ่งถ้าท่านออกตัวมากเพียงไร ก็ทำให้ผู้ฟังไม่อยากฟังสิ่งที่ท่านพูดมากเพียงนั้น
ถ้าหากท่านต้องการให้การพูดแต่ละครั้งล้มเหลว ท่านควรปฏิบัติตามทั้ง 8 ข้อ ดังกล่าวนี้ แต่ถ้าท่านต้องการให้การพูดของท่านประสบความสำเร็จ ท่านคงไม่มีวิธีอื่นใด นอกจากทำตรงกันข้ามกับคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นนี้ แน่นอนการทำให้การพูดแต่ละครั้งล้มเหลว ย่อมง่ายกว่า การทำให้การพูดแต่ละครั้งประสบความสำเร็จ ดังคำเปรียบเทียบว่า การทำความชั่วย่อมง่ายกว่าการทำความดี






...
  
ยอวาที
ยอวาที

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

สำหรับการพูดเกี่ยวกับการ “ ยอวาที” มีคนเขียนเป็นหนังสือกันน้อยมากหรือแทบจะไม่มีใครเขียน ซึ่งบทความฉบับนี้ ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับการพูดแบบ “ ยอวาที ” มาจากหนังสือ “ พลังเพิ่มพลังพูด” ของท่านอาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ ซึ่งท่านสามารถหาอ่านเพิ่มได้

การยอวาทีเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.2515 (ก่อนปี พ.ศ.2515 การโต้วาทีเป็นที่นิยมมาก มีการโต้วาทีกันบ่อยมากๆ และนักโต้วาทีเป็นระดับคนที่มีชื่อเสียงของสังคมไทยหรืออยู่ในระดับแนวหน้าของสังคมไทยเช่น นายควง อภัยวงศ์(อดีตนายกรัฐมนตรี) , ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท(อดีตนายกรัฐมนตรี) , คุณหญิงเต็มสิริ บุญยสิงห์ , คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร ฯลฯ ซึ่งการโต้วาทีในช่วงนั้นจะออกในแนวของการสะท้อนปัญหาของบ้านเมืองและวิพากษ์วิจารณ์การปกครองบ้านเมือง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนสมัยนั้นมาก

แต่การปกครองในช่วงนั้น ผู้ปกครองจะมีลักษณะเป็นเผด็จการ อีกทั้งการโต้วาทีในช่วงหลังๆ เริ่มมีลักษณะดุเดือดมีการกระทบผู้มีอำนาจบ้าง ผู้มีอำนาจในสมัยนั้นจึงเริ่มทำหนังสือเตือน มีการตักเตือนผู้โต้วาทีบางท่าน มีการตรวจสอบหัวข้อหรือญัตติของการโต้วาทีทุกครั้ง ซึ่งถ้าหากต้องการโต้วาทีต้องขออนุญาตสันติบาลในสมัยนั้นทุกครั้ง ทำให้สร้างความลำบากใจทุกครั้งเมื่อต้องการจัดการโต้วาที

ทำให้การโต้วาทีในช่วงหลังๆเปลี่ยนไปใช้หัวข้อหรือญัตติที่เบาๆ จะเป็นเพราะการต้องการประชดผู้มีอำนาจก็ไม่อาจทราบได้ เช่น “ อกหักดีกว่ารักไม่เป็น” “ รักผู้หญิง รักลิงดีกว่า ”

“ รักผู้ชาย รักควายดีกว่า” และช่วงหลังสุดใช้ญัตติว่า “ เกิดเป็นหมาดีกว่าเกิดเป็นคน ” เมื่อโต้วาทีญัตตินี้เสร็จปรากฏว่า ฝ่ายหมาเป็นผู้ชนะ ทำให้สื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ ได้ลงข้อความหรือให้ข่าวในทางวิจารณ์แบบเสียหาย ทำนองว่าไม่มีอะไรจะพูดแล้วหรือ จึงได้พูดญัตตินี้ และคนพูดก็เป็นถึงคนที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เป็นครูอาจารย์

ทำให้อาจารย์คุณหญิงเต็มสิริ บุญยสิงห์ ซึ่งท่านคงจะอึดอัดกับเรื่องดังกล่าว กล่าวคือ โต้วาทีเรื่องของบ้านเมืองการเมืองการปกครองก็โดนห้าม พอโต้วาทีในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับบ้านเมืองก็โดนด่า เมื่อพูดไม่ได้ ด่าไม่ได้ กระทบไม่ได้ ก็ชมมันเสียเลยดีกว่า เยินยอสรรเสริญ ยกยอปอปั้นให้มันสิ้นเรื่อง สิ้นราว ท่านจึงคิดรูปแบบของการ “ ยอวาที ” ขึ้นมา โดยมีการแบ่งเป็น 2 ฝ่าย เหมือนกับการโต้วาที แต่เรียกเสียใหม่ว่า “ ฝ่ายเยิน” และ “ฝ่ายยอ” มีจำนวนผู้พูดฝ่ายละ 3-4 คน ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันยก ช่วยกันยอ ช่วยกันเยิน ในหัวข้อหรือญัตตินั้นๆ โดยมากการยอวาทีมักไม่ใช่การแข่งขันที่จะต้องมีการให้คะแนนแต่มักจะเป็นการโชว์มากกว่า

ปี 2515 การ “ ยอวาที ” จึงถือกำเนิดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งใช้ญัตติที่ว่า “ ประชาธิปไตยไทยดีที่สุดในโลก ” แล้วก็มีการยอวาทีต่อมีหลายเวที จนเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้นนิยมยิ่งกว่าการโต้วาทีเสียอีก

การ “ ยอวาที” คือ การใช้ “ ศิลปะการกระแหนะกระแหน ” กล่าวคือการยอวาทีเป็นการพูด ประชดประชัน แดกดัน เหน็บแนม กระทบกระเทียบ ให้แสบๆ คันๆเข้าไปในรูหู บางท่านถึงกับกล่าวว่าการยอวาทีเป็น “ศิลปะการพูดโดยการด่าคนโดยมิให้ติดคุก ” แทนที่จะด่ากันตรงๆ เปลี่ยนมาเป็นการชมซะ ยอซะ เช่น ถ้าต้องการด่าว่าขี้เกียจจนตัวเป็นขน วันๆ เอาแต่นอนไม่ทำอะไร ก็เปลี่ยนมายอหรือชมว่า “ ไอ้เนี่ยมันขยัน เวลาทำอะไรมันชอบทำแบบหักโหม คิดดูซิว่าพอเช้าขึ้นมา ถึงที่ทำงานมันก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตานอนเลย คนอื่นเขาพักเที่ยงกันไปกินข้าวกัน แต่มันยังอดทนนอนอยู่ บางวันยังต้องไปสะกิดบอกมันว่า อย่าหักโหมเกินไปนัก ไงๆ ก็ตื่นขึ้นมาพักผ่อนบ้าง ” ครับ ทำนองนี้ เขาเรียกว่า “ ยอวาที”

แต่เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้การยอวาทีมีความนิยมน้อยลง เพราะเราสามารถโต้วาทีได้กันอย่างตรงๆหรือพูดจาตรงๆได้มากขึ้น แต่ถ้าหากจะจัดการยอวาที ก็สามารถเลือกประเด็นที่ผู้ฟังหรือผู้คนรู้สึกอึดอัดรำคาญใจอยากพูดอยากระบาย เช่น ปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ก็สามารถพูดยอวาทีได้

ส่วนใหญ่การตั้งหัวข้อหรือญัตติในการยอวาที มักจะต้องมีคำว่า “ ดีที่สุด” “ สบายที่สุด” หรืออะไรก็ได้ที่ลงท้ายด้วยคำว่า “ ที่สุด” ซึ่งควรตรงข้ามกับความจริงซึ่งอาจจะ “ เลวที่สุด ” หรือ “ ห่วยที่สุด” “ ลำบากที่สุด” เช่น – เมืองไทยน่าอยู่ที่สุด – กรุงเทพฯน่าอยู่ที่สุด -การจราจรในกรุงเทพฯสะดวกที่สุด – รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ทำงานได้ว่องไวที่สุดในโลก – รัฐบาลนายบรรหาร ใจซื่อมือสะอาดที่สุดในโลก ฯลฯ

จุดเด่นของการ “ยอวาที” กล่าวคือ เป็นการใช้ศิลปะการพูดที่ต้องใช้อารมณ์ขันเพราะถ้าไม่มีอารมณ์ขันก็จะเป็นการพูดที่ดูจริงจังเกินไป อีกทั้งต้องใช้ศิลปะการพูดที่ให้ผู้ฟังเกิดความสะใจ จี้ใจ ต้องพูดในลีลาแบบ ทีเล่นทีจริง ตบหัวแล้วลูบหลัง ฯลฯ สำหรับการใช้อารมณ์ขันมักเป็นการใช้อารมณ์ขันแบบในลักษณะ “ ผิดเส้น ” เช่น

- ท่านทั้งหลายครับ ผมขอยืนยันว่าเมืองไทยนั้นน่าอยู่จริงๆ ครับ เพราะเมืองไทยเรานั้น ในน้ำก็มีปลา ในนาก็มีข้าว ในอ่าวก็มีแก๊ส ในแดดก็มีวิตามินดี ในซ่องโสเภณีก็ยังมีโรคเอดส์เลยครับ

- ผมเองก็ขอกล่าวเสริมว่าข้าราชการไทย ส่วนใหญ่ก็มักเป็นคนที่เที่ยงตรงกันเกือบทั้งนั้น ที่ว่าเป็นคนเที่ยงตรงนั้นหมายถึงว่า ถ้ายังไม่เที่ยงตรงก็ยังไม่โผล่หัวมาทำงานครับ

- ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้าง เพราะโดนโจมตีหนักเหนือเกิน คนที่ไม่รู้อะไรก็อาจจะไม่ทราบว่าการเป็นตำรวจนั้น มันเหนื่อยหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ขนาดเพื่อนของผม คนหนึ่งรับราชการตำรวจมาจนกระทั่งติดยศพันตำรวจโท เป็นสารวัตรแล้ว ก็ยังมาบ่นกับผมว่า เขาเบื่ออาชีพตำรวจเต็มที เขาบ่นว่าอยากจะลาออกจากอาชีพตำรวจเพื่อไปหางานสุจริตอย่างอื่นทำบ้าง

ครับสำหรับ เนื้อหาและลีลา การยอวาที เราอาจจะเห็นว่าบางครั้งมันหมิ่นเหม่ต่อการติดคุกติดตะรางไม่น้อยครับ

ด้านข้อจำกัดของการ ยอวาที เป็นศิลปะการพูดที่ค่อนข้างยากครับ เพราะถ้ามือไม่ถึง ก็จะออกไปในทาง รุนแรง ก้าวร้าว จนกลายเป็นการตั้งวงด่ากันแบบ ตรงๆ ซึ่งจะผิดเจตนารมณ์ของการยอวาทีไป ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะพูด “ แซววาที ” เพราะพูดง่ายกว่ายอวาทีมาก ซึ่งการแซววาทีเราสามารถใช้การยอวาทีผสมลงได้

อีกทั้งการ “ ยอวาที” มักมีคนเข้าใจผิด นึกว่าเขาจัดให้มา ยกย่อง ชมเชย สรรเสริญ กันจริงๆ เขาไม่คิดว่าการ ยอวาที คือ การมาด่าทางอ้อม เพราะฉะนั้น บางงานผู้จัด จัดยอวาทีขึ้นเพื่อให้ผู้พูดมาสรรเสริญ สดุดี สถาบันของตนเอง ส่วนผู้ถูกเชิญก็เข้าใจว่าเขาให้มาพูดกระแหนะกระแหน เลยพูดกระแหนะกระแหน เหน็บแนมเสียยกใหญ่ ทางด้านผู้จัดก็ตกใจว่า เราเชิญเขาให้มาด่าเราหรือ หลังๆ ก็ไม่มีใครกล้าจัดการยอวาที พวกเราเลยหาดูการยอวาทียากขึ้น



...
  
การพูดกับการเป็นผู้นำ
ผู้นำกับการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน (เป็นคำพูดของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ของสหรัฐอเมริกา)
โปรดอย่าถามว่าประเทศชาติของท่านจะทำอะไรให้แก่ท่านได้บ้าง แต่ขอให้ถามว่าเราจะทำอะไรบ้างสำหรับประเทศชาติของท่าน(เป็นคำพูดของอดีตประธานาธิบดี จอห์น ฟิตซ์เจอราล เคนเนดี้)
ถ้าคุณมีเงินหนึ่งรูปปี และฉันมีเงินหนึ่งรูปี แล้วนำเงินนั้นมาแลกกัน ก็จะไม่มีความหมายอะไร เพราะเราก็จะมีเงินแค่หนึ่งรูปีเท่าเดิม แต่ถ้าคุณมีหนึ่งความเห็น และฉันมีหนึ่งความเห็น แล้วเรานำความเห็นนั้นมาแลกกัน เราทั้งคู่ก็จะได้กำไร เพราะเราต่างก็มีความเห็นเพิ่มขึ้นเป็นสองความเห็น (เป็นคำพูดของ นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย)
จากข้อความในประโยคข้างต้น ทำให้เราทราบว่าคำพูดแค่ประโยคเดียว สามารถเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่เป็นผู้นำคำพูดของบุคคลนั้น มักเป็นที่สนใจของสาธารณะ ผู้ที่เป็นผู้นำจึงต้องเป็นผู้ที่ต้องระมัดระวังคำพูด คำพูดแค่ประโยคเดียวสามารถเป็นที่จดจำของบุคคลต่างๆ ได้ทั้งในแง่ดีและในแง่ไม่ดี ดังคำพูดของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยของเราที่กล่าวไว้ว่า “ ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา”
การเป็นผู้นำที่ดีมักมีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ความรอบรู้ , ความอดทน ,เป็นคนดี มีศีลธรรม , มีไหวพริบ ฯลฯ แต่คุณสมบัติหนึ่งที่ผู้นำพึงมีก็คือ การพูดนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการพูดในชีวิตประจำวันและที่สำคัญการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำจึงต้องเป็นผู้ที่ต้องมีการพัฒนาและฝึกฝนการพูดอยู่เสมอ
การพูดของผู้นำที่ดี ผู้นำควรพูดให้มีความหลากหลาย เช่น มีคำคมในการพูด , คำพูดนั้นมีความชัดเจน , มีจิตวิทยาทางการพูด , รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ในการพูด , รู้จักใช้ศาสตร์และศิลปะในการพูดฯลฯ
มีคำคมในการพูด ผู้นำที่ดีมักจะต้องเป็นผู้ที่สะสมคำคมของบุคคลสำคัญๆ มักเป็นผู้รวบรวมคำคมต่างๆ เพื่อที่จะนำไปใช้ในอนาคต เนื่องจากคำคมเป็นคำสั้นๆ แต่สื่อความหมายได้ลึกซึ้ง ผู้นำที่พูดคำคมได้ดีมักเป็นผู้ที่ใช้ภาษาได้ดี รู้จักใช้คำต่างๆ ดั้งนั้น หากผู้นำต้องการฝึกฝนใช้คำคมต่างๆ ผู้นำควรจดจำ บันทึก คำคมของบุคคลต่างๆ ที่ตนชื่นชอบ แล้วว่างๆ ผู้นำควรหัดคิดคำคมหรือปรับเปลี่ยนคำคมของผู้อื่นมาเป็นของตนเพื่อนำไปใช้ในอนาคตในการพูด
คำพูดนั้นมีความชัดเจน ผู้นำควรฝึกพูดให้มีความชัดเจนหรือหัดสื่อความหมายจากความคิดของตนเองให้ผู้ฟังมีความเข้าใจที่ตรงกัน อีกทั้งเวลาพูดก็ต้องพูดให้มีความชัดเจน หนักแน่น ไม่ใช่พูดด้วยความไม่มั่นใจ
มีจิตวิทยาทางการพูด ผู้นำควรเรียนรู้ ศึกษา เรื่องของจิตวิทยาทางการพูด ว่าเวลาพูดกับผู้ฟังในวัย อายุ เพศ อาชีพ จำนวนคนฟังมากน้อย ควรมีการพูดที่แตกต่างกันไป เพื่อจะทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจในการพูดของผู้นำ
รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ในการพูด ผู้นำควรรู้จักพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะการพูดเรื่องเดียวกัน แต่ต่างสถานที่ ต่างเวลา ต่างเหตุการณ์ ก็ควรใช้คำพูดที่มีความแตกต่างกัน
รู้จักใช้ศาสตร์และศิลปะในการพูด ผู้นำควรอ่านหรือฟัง เทคนิคต่างๆ ในการพูดให้มากๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้
อีกทั้งการนำไปใช้หรือเรียกว่า ศิลปะในการพูด ควรมีการพัฒนาตนเอง ทั้งมีการปรับปรุงน้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกภาพ การใช้ถ้อยคำภาษา การแสดงออกทางใบหน้า การเดิน การใช้ไมโครโฟน ฯลฯ จะต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้นหรือให้เหมาะกับตนเอง
ฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำจึงต้องหัดฝึกฝนการพูด อีกทั้งต้องหมั่นศึกษา เรียนรู้ เทคนิคใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ผู้นำควรมีการพัฒนาตนเอง ปรับปรุง แก้ไข ตนเอง เพื่อให้การพูดนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คำพูด เป็นทั้งของขวัญที่ล้ำค่า และ คำพูด เป็นทั้งหอกดาบที่ทิ่มแทง











...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.