หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  
  -  ขายปลุกพลังชีวิต
  -  อยากสำเร็จต้อง.
  -  ความสำเร็จของนักขาย
  -  การพูดเพื่อขาย
  -  ความล้มเหลวในการทำธุรกิจเครือข่าย
  -  การขายทางโทรศัพท์
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
  -  เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
  -  ข้อห้ามสำหรับเจ้าหน้าที่ในการจัดการแสดงสินค้า
  -  ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
  -  ใช้ชีวิต...ให้เต็มชีวิต...
  -  การตลาดยุคใหม่ : Modern Marketing
  -  นิสัยความสำเร็จ...สำคัญกว่าทำก่อน
  -  การตลาดยุคใหม่ : นักการตลาดยุคใหม่
  -  Brand Experience
  -  คิดต่าง
  -  การตลาดรุ่ง เราต้องมุ่งที่การสร้างความสัมพันธ์
  -  การส่งเสริมการตลาดแบบกองโจร
  -  การตลาด.ภิวัตน์
  -  อยากดัง ต้อง สร้างแบรนด์
  -  ยุทธวิธีการตลาด
  -  ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด
  -  การตลาดขั้นเทพ
  -  ชนะคู่แข่งด้วย SERVICE
  -  การตลาดกับธุรกิจบริการ
  -  แนวความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
  -  การตลาดของมหาเศรษฐีโลก
  -  สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
  -  การตลาดสมัยใหม่
  -  Marketing 3.0
  -  อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
  -  Digitalmarketing Communication
  -  Viral Marketing
  -  กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
  -  การตลาดผ่าน Brand Ambassador
  -  การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
  -  จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  -  กลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก
  -  Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
  -  Celebrity Marketing
  -  อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
  -  สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
  -  อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
  -  เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
  -  จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
  -  คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การตลาดสมัยใหม่
การตลาดสมัยใหม่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com

มีนักวิชาการได้แบ่งโลกในยุคปัจจุบันออกเป็น 2 โลก คือ
1.โลกที่เราอาศัยอยู่
2.โลกออนไลน์หรือโลกเสมือน ในอินเตอร์เน็ต
การมีโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน จึงทำให้นักการตลาดในยุคนี้ หลายบริษัท ได้ทุ่มทำการตลาดในโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำการตลาดในยุคปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตค่อนข้างมาก เนื่องจากในยุคนี้ เรามีอินเตอร์เน็ต มีเทคโนโลยี มีเครื่องมือที่ช่วยในการทำการตลาดที่ทันสมัย มีความสะดวก รวดเร็ว และราคาถูกมากกว่าในอดีต
ในยุคสมัยนี้ หลายองค์กร หลายบริษัท ได้ทุ่มงบประมาณไปกับการทำการตลาดใน Social Media หรือ สังคมออนไลน์ที่มีผู้ส่งสาร ผู้รับสาร ซึ่งมีเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ ทั้ง บทความ รูปภาพ วิดีโอ แล้วนำเอามาแบ่งปันแชร์ให้ผู้อื่นในเครือข่ายได้รับรู้ รับฟัง โดยผ่านทาง Social Network ในระบบ Internet
ซึ่ง การทำการตลาดใน Social Media สามารถทำได้ง่าย เนื่องจาก จะมีระบบต่างๆ ควบคุมอยู่ มีการประเมินจากโปรแกรมต่างๆ ซึ่งทำให้รู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าอยู่ไหน มีตัวเลขผู้ใช้หรือถูกสนใจปรากฏให้เห็น
ความจริง Social Media มีความสำคัญ แต่ในความคิดเห็นของกระผมแล้ว เราไม่ควรทำการตลาดแบบทุ่มงบประมาณมากจนเกินไปหรือทุ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ให้กับโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน แต่สิ่งที่ควรทำคือ ทำการตลาดผสมกันระหว่างการตลาดแบบเก่าและการตลาดแบบใหม่ และควรจัดสรรงบประมาณแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรทุ่มงบประมาณไปแบบสุดตัว
การจัดสรรงบประมาณแบบผสม จะทำให้เกิดการส่งต่อได้ดีกว่า เช่น การใช้กลยุทธ์แบบปากต่อปาก หรือ การบอกต่อ ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราดี ลูกค้ามักจะบอกต่อ แต่ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไม่ดี ลูกค้าก็จะบอกต่อในด้านไม่ดี แล้วเขาก็จะแชร์หรือแบ่งปันกันผ่าน Social Media
เราจะเห็นได้ว่า โลกของเรา ประเทศของเราจะมีการสื่อสารกันมากขึ้น ไม่ว่าการสื่อสารภายในประเทศหรือกับต่างประเทศ ฉะนั้น การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในอดีต อีกทั้งมีความสะดวกสบาย ทันสมัย รวดเร็ว คมชัด จึงทำให้นักการตลาดต้องคำนึงถึงคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ มากขึ้น เพราะถ้าหากบริษัทใด ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ออกสู่ตลาดแบบ ไม่มีคุณภาพหรือคุณภาพต่ำ ก็คงต้องออกจากตลาดหรือตายจากไป การตลาดในยุคปัจจุบันจึงต้องคำนึง ถึงคุณภาพเป็นหลัก บริษัทต้องมีการปรับตัว มีการพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น
สำหรับการทำการตลาดในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่ง ไร้กลยุทธ์ ไร้กระบวนท่า แต่การทำการตลาด ในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต ควรทำให้ถูกสถานการณ์ ถูกจังหวะเวลา ถูกกาลเวลา และต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ในทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ ต้องอาศัยการสังเกตลูกค้า สังเกตสิ่งแวดล้อม สังเกตการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งควรสร้างนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมาให้แก่ลูกค้าอยู่ตลอดเวลา เช่น สตีฟ จอบส์ แห่งบริษัทแอปเปิล ได้สร้างนวัตกรรมสินค้าตระกูล I ขึ้น( iPad , iPhone , iPod ,iTunes) เพราะถ้าสินค้าเหมือนๆกัน ลูกค้าสามารถซื้อสินค้ายี่ห้อใดๆ ก็ได้ แต่ถ้า สินค้าของเรามีความแตกต่างกับยี่ห้ออื่นๆ และก็มีคุณภาพที่ดีกว่า แน่นอน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยากที่จะมาทดลองซื้อ และมีการซื้อซ้ำ ฉะนั้น ความคิดที่มีความแตกต่าง ความคิดที่สร้างสรรค์ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับโลกการตลาดในยุคนี้
นวัตกรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ในทุกวงการ หากว่า ท่านมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดสมัยใหม่ เช่น การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ , การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจยานยนต์, การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจการเงินการธนาคาร , การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจด้านการเกษตรกรรม เป็นต้น
ในยุคนี้ หากต้องการความอยู่รอด และยั่งยืน สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท จะต้องมีคุณภาพอย่างแท้จริงและต้องนำเสนอ สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท ด้วยความจริงใจ ไม่หลอกลวง แต่ต้องทำทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา ด้วยความโปร่งใส และต้องคำนึงถึงตัวของลูกค้าว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร ซึ่งส่วนใหญ่หัวใจของลูกค้าก็จะมีความต้องการดังนี้
1.ลูกค้าต้องการความคุ้มค่าของสินค้าเมื่อเปรียบเทียบกับราคา
2. ลูกค้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว ทันใจ ง่าย ในการเข้าถึงตัวของสินค้าและบริการ
3.ลูกค้าต้องการสินค้าที่ “โดนใจ” หรือ สินค้าที่ “ใช่”
4.ลูกค้าต้องการที่จะติดต่อสื่อสารกับ บริษัท แบบ ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อที่จะถามคำถามต่างๆ
5.ลูกค้าต้องการให้บริษัท สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น มีการติดต่อกับลูกค้าบ้าง มีการออกโปรโมชั่นใหม่ๆ มีการบริการหลังการขาย ฯลฯ
สำหรับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในการทำการตลาดสมัยใหม่ เราควรคำนึงถึง เรื่องต่างๆดังนี้
1.การสร้างภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ ของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท
2.การบริการหรือการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่ดีกว่าคู่แข่งขัน
3.การสร้างความรวดเร็ว ความสะดวก ความง่าย ในการบริการ
4.การใช้เทคโนโลยี เข้าช่วย ซึ่งจะทำให้เกิดความทันสมัย เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เกิดความรวดเร็ว ทันใจ
5.การสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น การนำเสนอมุมมองใหม่ๆ , การนำเสนอสินค้า บริการใหม่ๆ , การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เป็นต้น
6.การดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ในตัวของสินค้าและบริการ
สรุป การตลาดสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดและการสื่อสารในโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน แต่ไม่ควรทุ่มงบประมาณหรือให้น้ำหนัก 100% แต่ควรจัดงบประมาณในการทำการตลาดในด้านอื่นๆบ้าง การตลาดสมัยใหม่ เป็นเรื่องของการเปลี่ยงแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง นักการตลาดสมัยใหม่ จึงต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในตลาด การตลาดสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาด การตลาดสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นด้านหลัก และการตลาดสมัยใหม่ ควรสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
จากข้อความข้างต้นเราจะเห็นได้ ว่า
นักการตลาดสมัยใหม่ ที่จะทำการตลาดสมัยใหม่ ต้องมีความเก่งกาจ มีความสามารถ มีความขยัน มากกว่านักการตลาดในอดีต ในด้านต่างๆ เพราะ การตลาดยุคนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต , การตลาดยุคนี้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำหรือคาดการณ์สิ่งต่างๆได้อย่างใกล้เคียงเหมือนอดีต เพราะปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดการคาดเคลื่อนได้อย่างมากมาย เช่น ปัญหาทางด้านการเมือง ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ กล่าวคือปัจจัยต่างๆ มีความแปรผันอยู่ตลอดเวลา
นักการตลาดสมัยใหม่ จึงต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เช่น ต้องฝึกภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียนได้ เพื่อที่จะติดต่อสื่อสารและรับข้อมูลต่างๆกับลูกค้าได้ทั่วโลก , การเข้าศึกษาอบรมเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ , การปรับความคิดของตนเองไม่ให้ยึดติดกับความสำเร็จเก่าๆหรือทฤษฏีเก่าๆ แต่ควรปรับเปลี่ยน หยืดหยุ่น กับสิ่งต่างๆ ได้ เป็นต้น

...
  
Marketing 3.0
Marketing 3.0
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
หากพูดถึง Marketing 3.0 แล้ว หลายคน ก็คงจะถามผมซ้ำอีกว่า แล้ว Marketing 1.0 และ Marketing 2.0 คือ อะไร
Marketing 1.0 เป็นการตลาดเพื่อการผลิต กล่าวคือเป็นยุคของการผลิตสินค้า เป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนและเพื่อที่จะได้ขายในราคาที่ถูก ในยุคนี้ทำให้นายทุนขนาดใหญ่ได้เปรียบนายทุนขนาดเล็ก อีกทั้งสินค้าในยุคนี้ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
Marketing 2.0 เป็นการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นยุคที่เน้นไปยังความต้องของผู้บริโภคหรือลูกค้าเป็นสำคัญ มีการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า มีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ มีการทำ CRM เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า มีการบริการหลังการขาย ในยุคนี้นักการตลาดคิดว่า หากว่าลูกค้าพอใจจะนำมาซึ่งผลกำไร และสร้างความยั่งยืนได้
Marketing 3.0 เป็นการตลาดเพื่อเน้นค่านิยม มีการมองลูกค้าหรือผู้บริโภค ว่า เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึก และลูกค้าหรือผู้บริโภค สามารถสื่อสารมายังผู้ผลิตได้ ในยุคนี้ นักการตลาดจะมองว่าลูกค้าต้องการหาคุณค่าในการบริโภค ดังนั้น นักการตลาดในยุคนี้ จะทำอย่างไรเพื่อที่จะส่งมอบคุณค่าและความหมายไปยังตัวผู้บริโภค
ซึ่ง Marketing 3.0 เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและปัจจัยทางด้านสังคม ด้านการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในยุคปัจจุบันเรามีอินเตอร์เน็ต เรามีการสื่อสารที่สามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็สามารถติดต่อถึงกันได้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีต เรามี social media ซึ่งทำให้เราทราบวถึงพฤติกรรมของคนทั่วทุกมุมโลก อีกทั้ง การดำรงชิวิต การทำงานในยุคปัจจุบัน คนเราจะเน้นเรื่องของคุณค่ามากยิ่งขึ้น คนจำนวนมากเริ่มทำงานในงานที่ตนเองมีคุณค่าหรือต้องการทำหรือชอบ แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อโลก
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า คนในยุคปัจจุบัน เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องเงิน ในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งโดยการเอาเปรียบผู้อื่น เอาเปรียบธรรมชาติ ลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่จะเน้นในเรื่องของการสร้างความมั่งคั่งโดยการเน้นคุณค่าของตนเองว่า ตนเองจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้มากขนาดไหน ในยุคนี้เราจะเห็นว่าคนเรามีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆมากขึ้น อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษ์โลกมากขึ้น
ซึ่งการทำการตลาดในยุค Marketing 3.0 จะต้องมีความแตกต่างจากยุค Marketing 1.0 และ Marketing 2.0 ในยุคก่อนเราสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าได้ง่ายกว่า มีการแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ เป็นวัยต่างๆ แต่ในยุคนี้ ลูกค้าไม่นิ่ง ลูกค้ามีความต้องการที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และถ้านักการตลาดคนใดจับจุดถูก คนที่จะขยายตลาดให้แก่ธุรกิจของเราก็คือตัวของลูกค้าเอง เพราะถ้าลูกค้าซื้อสินค้า เนื่องจากเห็นคุณค่า ลูกค้าก็พร้อมที่จะกระจายข่าวให้แก่เราโดยการบอกต่อผู้อื่น บอกไปยังสื่อต่างๆ
เช่นกันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หากนำแนวคิดของ Marketing 3.0 ไปใช้ก็คงต้องเน้นสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับตัวของผู้บริโภค โดยเน้นการท่องเที่ยวเพื่อให้ลูกค้าเกิดการเรียนรู้ เกิดการมีส่วนร่วม เกิดความประทับใจ เกิดการยอมรับจนกระทั่งลูกค้าเกิดการบอกต่อ เพื่อให้เพื่อนๆหรือคนรู้จักได้มามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเกิดความประทับใจที่ได้มาท่องเที่ยว
เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ ตัวสินค้า ตัวของบริการในยุคปัจจุบัน ลูกค้าในยุค Marketing 3.0 มีความต้องการที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นออกแบบ จนถึงขั้นมีส่วนร่วมในการผลิต ซึ่งแตกต่างกันอดีตที่นักการตลาด ผลิต แล้วนำสินค้ามานำเสนอขายโดยผ่านการโฆษณา สินค้าบางอย่างโฆษณาเกินจริงด้วยซ้ำไป เช่น บอกว่า ดีที่สุด ถูกที่สุด ไวที่สุด ฯลฯ ซึ่งหากมีการโฆษณาแบบนั้นในยุคนี้ อาจจะเกิดการต่อต้านจากลูกค้าในยุค Marketing 3.0 ได้
ฉะนั้น นักการตลาดในยุคปัจจุบัน จึงต้องเปิดโอกาสให้ลูกค้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เปิดประตูเทางด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้ในการสื่อสารมากยิ่งขึ้นและควรใช้เทคโนโลยี เพื่อจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอันมากและในยุคนี้ก็มีเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก ที่สามารถเป็นเครื่องมือทางด้านการตลาดเช่น
- เทคโนโลยีทาง TV เรามี Analog TV, Digital TV, Cable TV, Satellite TV, Internet TV เป็นต้น
- เทคโนโลยีทางอินเตอร์เน็ต เรามีเครื่องมือโดยผ่าน Facebook , Blog , Twitter , เว็ปไซค์ เป็นต้น
- เทคโนโลยีทางโทรศัพท์มือถือ เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานต่างๆได้ อย่างง่ายดาย และแทบไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันเรามีเลขหมายของโทรศัพท์มือถือมากถึง 75 ล้านเลขหมาย ซึ่งมากกว่าคนไทยทั้งประเทศเสียอีกเนื่องจากในยุคปัจจุบัน คนบางคนมีโทรศัพท์มากกว่า 1 เครื่อง (บางคนมี 2-3 เครื่อง จึงใช้ 2-3 หมายเลข)
ดังนั้น การตลาดในยุคนี้ Marketing 3.0 นอกจากเราจะขายของให้แก่ลูกค้ายังไม่เพียงพอ แต่เราต้องเห็นความสำคัญของความเป็นมนุษย์ของเขาหรือเห็นคุณค่าที่มีอยู่ภายในตัวของลูกค้าด้วย ซึ่งกระผมขอยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
หากเราอยู่ในธุรกิจขายนม ในยุค Marketing 1.0 เราจะต้องนำเสนอขายนมที่มีปริมาณมาก ขวดใหญ่ ขายในราคาถูก ในยุค Marketing 2.0 เราจะต้องนำเสนอขายนมโดยมีหลายรสชาติ ขวดมีหลายประเภท หลายขนาด ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และสำหรับ Marketing 3.0 เราต้องนำเสนอขายนม โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วม ในการกำหนด รสชาติ อีกหน่อยเราอาจเห็นการขายนมสด โดยให้ลูกค้าผสมรสชาติต่างๆตามใจตนเอง ชอบแบบเข้มข้น ชอบแบบหวาน จืด ลูกค้าสามารถชงเองเติมเองได้ รวมถึงกระทั่งการกำหนดสูตรรสชาติต่างๆ ด้วยตนเอง และทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดการสร้างสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ และลูกค้าจะเลือกดื่มนมจากแหล่งผลิตที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความภาคภูมิใจ แล้วบอกต่อ
สรุป ก็คือ ยุคที่ 1 จะเน้นผลิตภัณฑ์ ยุคที่ 2 จะเน้นลูกค้า และยุคที่ 3 จะเน้นการเข้าสู่จิตวิญญาณของมนุษย์
การสร้างแบรนด์ก็เช่นกัน ยุคที่ 1 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคิดถึงเรื่องของการผลิตเป็นด้านหลัก ยุคที่ 2 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และยุคที่ 3 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคำนึงถึงการส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่จิตวิญญาณของลูกค้า
ดังคำพูดของกูรูทางการตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ เคยพูดไว้ว่า ” จะขายสินค้าได้ก็ต้องชนะจิตใจผู้บริโภค แต่อนาคตเราต้องขายจิตวิญญาณ”
สำหรับบริษัทของไทยเราที่ ฟิลิป คอตเลอร์ ยกตัวอย่างและชื่มชมว่าเป็นต้นแบบของการตลาดในยุคที่ 3 หรือ Marketing 3.0 คือ บริษัท AA (บริษัท ดับเบิ้ล เอ 1991) ซึ่งผลิตกระดาษ โดยเฉพาะ A4 ที่พวกเราเห็นกันในท้องตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ ให้เหตุผลว่า บริษัท AA สามารถพึ่งพาตนเองได้ เริ่มจากการปลูกต้นกระดาษ(ยูคาลิปตัส)เอง โดยไม่ต้องไปซื้อไม้จากแหล่งอื่น เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ลูกค้าเกิดการจงรักภักดีต่อแบรด์ของ AA สูงถึง 70-90 % เลยทีเดียว
...
  
อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
มีคนกล่าวไว้ว่า การแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ใครมีเงินทุนเป็นจำนวนมาก ใครที่ทำธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็ก การทำธุรกิจจึงเปรียบเสมือน ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก แต่ในทางกลับกัน ปลาตัวเล็กก็ได้เปรียบปลาตัวใหญ่ คือ ปลาตัวเล็กว่ายน้ำได้ไวกว่า
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน หากว่าคุณเป็นปลาตัวเล็ก หรือทำธุรกิจขนาดเล็ก คุณสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน บริษัทแอปเปิ้ล ของสตีฟ จอบส์ ในอดีตเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ เมื่อเทียบกับบริษัท IBM ในอดีต แต่บริษัทเล็กๆของสตีฟ จอบส์ ก็สามารถเอาชนะ บริษัท IBM ได้ ก็เพราะการสร้างไอเดียแปลกๆใหม่ๆ เข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ วงการโทรศัพท์มือถือ ดังเราจะเห็นได้จากสินค้าตระกูล I ( Ipad Iphone Ipod Itune)
การสร้างไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ ในโลกของการแข่งขันทางการตลาดในยุคปัจจุบัน ไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ มีความสำคัญมาก เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นโลกของการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ผู้ที่สามารถนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักและไอเดียนั้นเป็นที่ยอมรับ เขาผู้นั้นมักจะเป็นผู้ที่ชนะ
เราจะสังเกตได้จากวงการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนขนาดใหญ่ อีกทั้งเป็นตัวกลางที่ใช้สื่อเพื่อนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การโฆษณาในโทรทัศน์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีโฆษณาใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน
ในอุตสหกรรมวงการโฆษณาจะเริ่มจากการซื้อโฆษณาในโทรทัศน์ เพื่อนำเสนอขายสินค้าตอนช่วงละคร ช่วงรายการเกมส์โชว์ซึ่งเป็นช่วงที่ขัดจังหวะการชมรายการนั้นๆอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว ก็จะเกิดกำไร แล้วจึงนำเงินเหล่านั้นมาซื้อโฆษณาเพิ่มอีก
เช่นกันสินค้าต่างๆประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการออกแบบตัวสินค้า ตัวบรรจุภัณฑ์ หากว่าสินค้ามีความเหมือนกัน ลูกค้าก็มักจะไม่มีความสนใจ ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราขับรถไปต่างจังหวัดเราเห็น ควายแต่ละตัว เหมือนกัน เราก็มักจะขับรถผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้าควายตัวนั้น มีสีม่วง มันก็อาจจูงใจให้เราจอดรถพักเพื่อมอง ควายสีม่วงตัวนั้น แต่ถ้าในอนาคตควายมีสีม่วงมีเป็นจำนวนมาก เราก็อาจจะเบื่อแล้วไม่สนใจมันอีกต่อไป
ตัวสินค้าก็เช่นกัน สินค้าตัวไหนมีไอเดียแปลกใหม่ เมื่อเข้าตลาดก็มักจะติดอันดับยอดขายอันดับต้นๆของวงการเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายก็จะลดลง เพราะสินค้าที่ออกใหม่ๆ จะมีความสด ความใหม่ ความทันสมัย ความเท่ห์ ซึ่งสินค้าที่ออกใหม่ส่วนใหญ่ เตะตา จนลูกค้าต้องสนใจ ลูกค้าบางคนถึงกับอุทาน “ โอ้...สินค้าแบบนี้มีด้วยหรือ”
แม้แต่การโฆษณาใน Facebook หรือใน Line ก็เช่นกันก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการโฆษณา ไม่ใช่การนำเสนอขายไปแบบตรงๆ แต่ต้องมีไอเดียในการโฆษณา เช่น รับจัดทัวร์ไปเที่ยวฮ่องกง ลูกค้าก็มักจะไม่สนใจ แต่ถ้าเราสื่อสารให้เขารู้ว่า เขาจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้าง ลูกค้าก็มักจะมีความสนใจมากกว่า ตัวอย่าง “ ช่วง กันยายนนี้ ไปทัวร์ฮ่องกงกับเราสินค้าแบรนด์เนม ลดราคาทั้งเกาะฮ่องกง” เป็นต้น
ไอเดียในการสร้างสินค้าให้ออกมาแปลกๆใหม่ๆก็มีความสำคัญ สินค้าประเภทสบู่ ถ้าเราเข้าไปซื้อสบู่ตามห้างสรรพสินค้า เราก็จะเห็นสบู่มีรูปลักษณะทั่วๆไป กลม สี่เหลี่ยม แต่ในยุคปัจจุบันถ้าเราสร้างสรรค์ไอเดียแปลกๆใหม่ๆ สบู่อาจจะเป็นรูปผลไม้ต่างๆ เช่น รูปมะม่วง รูปทุเรียน รูปมังคุด รูปแอปเปิ้ล ฯลฯ
สำหรับกระบวนการจัดการกับไอเดีย
1.ถ้าเกิดไอเดีย เราควรจดหรือร่างไอเดียนั้นๆ ลงในสมุดหรือจะวาดเป็นภาพได้ยิ่งดี
2.เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของไอเดียว่าเราสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปได้บ้าง ควรปรับไอเดียหรือแก้ไขอย่างไรให้มันดีขึ้น
3.เราต้องมีการวางแผนในการทำไอเดียของเราให้ออกมาเป็นรูปธรรม โดยมีการวางแผนเป็นขั้น เป็นตอน และวิธีการต่างๆที่จะนำไอเดียไปใช้จริงๆได้
4.เราต้องมีการนำเสนอไอเดีย ออกมาคือ นำไปใช้นั้นเอง เราต้องมีเทคนิคในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อว่า ไอเดียของเราดีจริง
5.เราต้องมีการปรับปรุงแก้ไขไอเดีย เมื่อเรานำเอาไอเดียไปใช้จริง มีการนำเสนอไอเดียแล้ว ถ้าเกิดผลออกมาไม่ดี เราก็ควรนำเอาไอเดียนั้นมา พัฒนา แก้ไข เพื่อนำเอาไปต่อยอด และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ต่อไป
สำหรับการคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก กล่าวคือ เราต้องเป็นคนที่สนใจเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องออกไปเยี่ยมชมงานโชว์งานการแสดงต่างๆในวงการที่เราสนใจ เราต้องหาหนังสือต่างๆที่เกี่ยวข้องมาอ่าน เราต้องทำความรู้จักกับคนในวงการเดียวกันเพื่อสอบถามเพื่อหาข้อมูลเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต
ดังนั้น การสร้างไอเดียใหม่ๆจึงมีความสำคัญ หลายคนได้นำเอาไอเดียของคนอื่นมาปรับเปลี่ยนเพียงแค่เล็กน้อยแล้วสร้างความแตกต่างก็สามารถสร้างเงินได้อย่างมากมายมหาศาล
ฉะนั้น ในโลกของการแข่งขันในยุคนี้ เป็นโลกทุนนิยมเสรี ใครสามารถมีและสร้างไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ใครสามารถนำเอาไอเดียไปใช้ได้ก่อนคนอื่นๆ ใครสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการตลาดอยู่ตลอดเวลา ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ขายแต่ของเก่าๆ ไม่ยอมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อย่างแน่นอน
...
  
Digitalmarketing Communication
Digitalmarketing Communication
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
Digitalmarketing Communication คือ การสื่อสารในการทำการตลาดบนโลก Online ซึ่งต้องอาศัย Internet โดยผ่านเครื่องมือหรือ Technology ที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟน และต้องอาศัยการสื่อสารผ่านช่องทาง Social Network คือ Blog หรือ บล็อก ,ไมโครบล็อก (Microblog) เป็นเว็บไซต์ขนาดเล็ก, โซเชียลเน็ตเวิร์คเว็บไซต์ (Facebook, Linkedin, Myspace, Hi5 ) , เว็บโซเชียลบุ๊คมาร์ค (Bookmark Social Site) รวมถึง Youtube , INSTAGRAM ,GOOGLE,FLICKR เป็นต้น ในการสื่อสารผ่านโลก Online ต้องอาศัยความคิดที่สร้างสรรค์ การสื่อสารที่ชักจูงหรือจูงใจให้ลูกค้ามาชอบตัวเรา ชอบบริษัทเรา ชอบสินค้าเรา ชอบบริการของเรา
จากงานวิจัยได้บ่งบอกว่า คนไทยได้ใช้ Social Network ผ่าน Facebook มากเป็นอันดับ 1 ผู้ใช้ 37 ล้านคน โดยใช้ผ่าน Smartphone ถึง 35 ล้านคน โดยค่าเฉลี่ยการใช้งาน Facebook ของคนไทยในแต่ละวัน คือ 2 ชั่วโมง 35 นาที ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านต้องการที่จะทำการสื่อสารในโลก Online ให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดี Facebook จึงเป็นคำตอบในการทำการตลาด Online ในโลกยุคปัจจุบันสำหรับสังคมไทย
ดังตัวอย่างหลายๆ ธุรกิจ เปิดเพจที่ Facebook เมื่อมีคนกด Like หรือคนติดตาม หลายล้าน หลายแสนคน จึงได้เสนอขายสินค้า ขายบริการ ขายกิจกรรมต่างๆ จนร่ำรวยไปตามๆกัน เช่นเพจ Mind English , เพจ K SME, เพจ NerKoo.com , เพจ คิดว่าดีก็ทำต่อไป ฯลฯ
ซึ่งการจะทำเพจให้น่าติดตาม ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูปที่จะใช้ลงในเพจ ต้องออกมาสวย ดูดี เพื่อสร้างความดึงดูด การออกแบบ กราฟิก ตัวหนังสือ สีที่ใช้ โลโก้ ข้อความที่จะต้องสื่อสารออกไป คลิป ช่วงเวลา การซื้อโฆษณา สิ่งเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบของความสำเร็จที่ดึงดูดคนให้มาติดตามเพจ ของเรา
เมื่อคนกด Like เยอะหรือเมื่อคนเป็นสาวกเยอะ โอกาสที่จะขายของ ขายสินค้า ขายบริการ ก็จะมีเยอะตามไปด้วย ดังจะสังเกตได้จากหลาย เพจ ที่ไม่ได้มีการขายสินค้า ขายบริการ ตั้งแต่ก่อตั้งเพจ แต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างชุมชนใน Facebook ที่มีความสนุกสนาน หรือบางเพจก็ต้องการหาเพื่อน หาเครือข่าย แต่เมื่อมีคนสนใจเยอะ มีคนกด Like หรือถูกใจ เป็นจำนวน ล้านครั้ง จึงเสนอขายสินค้า ขายบริการ หรือ จัดงานสัมมนา ผลปรากฏว่า คนที่กด Like จำนวนมากได้ ซื้อสินค้า ซื้อบริการ ซื้องานสัมมนา นี่คือพลังของการสร้างชุมชนในเพจ Facebook
แต่ทั้งนี้ หากว่าท่านต้องการทำการตลาดใน Facebookหรือ Social Network ท่านควรพิจารณาดังนี้ ท่านต้องกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน , ท่านต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของท่านคือคนกลุ่มไหน , ท่านต้องรู้ก่อนว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อสินค้า บริการของท่าน และ ต้องรู้ก่อนว่า ท่านจะนำเสนออย่างไร รวมถึงมีแผนการในการสร้างเนื้อหา(Content) อย่างไรให้ดึงดูด
การทำการตลาดใน Social Network แบบผสมผสาน จะเกิดผลกระทบหรือจะดีกว่าการเลือกทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำแบบมีการแชร์ผ่านถึงกันหรือเชื่อมโยงถึงกัน เช่น เราต้องมี เว็ปไซค์(ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าร้าน) เราต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย Facebook , Youtube , Linkedin, Myspace , Twitter , google ฯลฯ แล้วนำเครื่องมือต่างๆมาเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด จะดีมากกว่าที่เราจะใช้แต่ Facebook เพียงอย่างเดียว
Social Network สามารถวิเคราะห์ฐานลูกค้าได้ เมื่อมีคนเข้ามาเล่น Social Network กันมากๆ เราก็สามารถวิเคราะห์ลูกค้าได้โดยผ่านทาง Social Network ได้ เช่น เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าที่เข้าไปดูเว็ปไซค์ของเราได้โดยผ่าน Google Analytic หรือ เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าของเราโดยผ่าน Facebook ได้
Google Adword , Facebook Ads , Youtube Ads สามารถโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่า ใกล้เคียงกว่า การที่เราโฆษณาผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ซึ่งสื่อหลักๆ เหล่านี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่สื่อออกไปแล้วไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากนัก เพราะเป็นการสื่อสารในวงกว้างมาก
เพราะอะไรนักการตลาดหรือนักธุรกิจควรให้ความสนใจในเรื่องของ Digitalmarketing Communication ก็เนื่องมาจาก ยุคสมัยมีความเปลี่ยนแปลงไป ในสมัยอดีต ถ้าเราเดินทางไปต่างจังหวัดเราต้องการกินอาหารสักร้านที่อร่อยและมีชื่อเสียง ในอดีตเราก็ต้องถามคนในจังหวัดนั้นๆ แต่ในยุคปัจจุบัน ถ้าเราต้องการกินอาหารที่อร่อยและมีชื่อเสียงของจังหวัดนั้นๆ เรามักจะค้นหาใน Google
เช่นกันสินค้า บริการ เกือบทุกประเภท ลูกค้าหากมีความต้องการ เขาก็จะค้นหาข้อมูลต่างๆผ่านทาง Google ก่อน แล้วจึงไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ฉะนั้นเราจะเห็นว่า เมื่อลูกค้าได้รับข้อมูล ข่าวสาร ก็จะเกิดตัดสินใจซื้อ ก่อนที่จะเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ หรือบางคนอาจจะใช้วิธีการส่งสินค้าหรือบริการมาที่บ้าน หรือจ่ายเงิน Online โดยไม่เห็นสินค้าจริงๆหรือไม่ได้แตะต้องสินค้าจริงๆ เหมือนดังในอดีตที่เราจะต้องเดินทางไปดูที่หน้าร้าน แต่ในยุค Online เราสามารถสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต จ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ต และสินค้าบางอย่างก็สามารถส่งทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย ช่วย E-book สินค้าหรือข้อมูลประเภท Download
สุดท้ายนี้ อยากจะฝากแง่คิดของ ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการอันโด่งดัง เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด” ซึ่งสามารถใช้กับการทำธุรกิจและทำการตลาดได้เป็นอย่างดี
ในอดีต ไดโนเสาร์ เป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยการไม่ยอมปรับตัวหรือไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ไดโนเสาร์จึงสูญพันธ์ไป เช่นกัน สินค้าในอดีตเคยยิ่งใหญ่ บริษัทหลายบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อน แต่ปัจจุบัน ได้เลิกกิจการไปแล้ว ก็เพราะการไม่มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเลิกกิจการไปในที่สุด


...
  
Viral Marketing
Viral Marketing
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ มีความสำคัญมากในการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าสินค้า บริการ จะดีอย่างไร แต่ถ้าคนไม่รู้จัก ก็ไม่สามารถสร้างกำไรและความเติบโตให้กับองค์กร ให้กับธุรกิจ ซึ่งยุคนี้ นักการตลาดที่เก่งมักจะใช้การตลาดแบบผสมผสานกัน และต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยุคนี้ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ยุคของการใช้สื่อที่มีมากมายและเปิดกว้างกว่าในอดีต ยิ่งในยุคนี้เรามีอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เกิดสื่อที่ทันสมัย ใช้งานสะดวกสบาย โดยเฉพาะสื่อ Social Medias เช่น Facebook , Twitter , Instagram,Blog, Linkedin, Myspace, Hi5,Line ฯลฯ และสื่อเหล่านี้ ก็สามารถเชื่อมโยงกับสื่อสมัยใหม่ได้อีกมากมายเช่น Youtube , E-mail,GOOGLE,FLICKR ฯลฯ เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างมากมาย จึงทำให้ลูกค้าได้รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ทันสมัย มากยิ่งขึ้น
Viral Marketing (ไวรอล มาเก็ตติ้ง) หรือ การตลาดแบบไวรัส จึงคือคำตอบในการใช้ทำการตลาดกับสื่อที่ทันสมัยเหล่านี้ ซึ่งการใช้ Viral Marketing ในการทำการตลาดจะทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสามารถขายผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการ ได้ง่ายขึ้น Viral Marketing ถ้าหากเปรียบแล้วจะเหมือนกับการแพร่ไวรัสไปอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยการบอกต่อ ปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า Word-of-Mouth (WOM)
สำหรับวิธีการทำ Viral Marketing ควรเริ่มจาก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วทำการส่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ไปยังคนกลุ่มนี้ โดยข้อมูลข่าวสารที่ส่งควร เร้าใจ โดนใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น หรือพูดง่ายๆ ควรเป็นข้อมูลข่าวสารที่ คนอ่านแล้วประทับใจแล้วอยากที่จะส่งข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่เพื่อนๆหรือคนอื่นๆได้ดู ได้ฟัง ถ้าทำเช่นนี้ได้ ข้อมูลข่าวสารก็จะเกิดการทวีคูณและแพร่กระจายเหมือนลักษณะของไวรัส เสมือนการติดเชื้อจากไวรัส แล้วเกิดการลุกลามเหมือนโรคระบาด
นักการตลาดสามารถใช้ Viral Marketing ได้หลายรูปแบบ เช่น
- Video Clips หมายถึงการใช้สื่อคลิปวีดีโอในการทำการตลาดโดยสามารถเข้าไปลงใน
YouTube แล้วก็การแชร์คลิปวีดีโอ ไปยังสื่อต่างๆใน Social Medias
- Images หมายถึงการใช้รูปภาพในการทำการตลาด รูปมีความสำคัญมาก เพราะรูปเพียง 1 รูป
สามารถอธิบายแทนคำพูดได้เป็นพันคำ เราสามารถโพสต์รูปภาพลงในสื่อต่างๆใน Social Medias
- ดารา หรือ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด หมายถึง การทำ Viral Marketing หากว่าเราใช้คนธรรมดา
ในการทำเสนอสินค้า บริการ เปรียบเทียบกับเราใช้ ดาราหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด ผลที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกัน การใช้ ดาราหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด เมื่อคนดูและคนเห็นแล้ว ก็มักจะมีการส่งต่อ พูดถึง มีการแสดงความคิดเห็นมากกว่า การใช้คนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงในการนำเสนอสินค้า บริการ
ตัวอย่าง ป๋าเทพ โพธิ์งาม มีประวัติของการต่อสู้ชีวิตมาอย่างยาวนาน กล่าวคือทำธุรกิจล้มเหลวมาหลายธุรกิจ แต่ก็สู้เปิดกิจการใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดได้เปิดร้านขายขนมเปี๊ยะชื่อ “ ขั้นเทพ” โดยมีการโปรโมทผ่านอินสตาแกรม จนมีคนเข้าไปช่วยซื้อขนมเปี๊ยเป็นจำนวนมาก แล้วมีคนไปพูดต่อ ปากต่อปาก อีกทั้งยังมีการเขียนลงในเว็บไซต์ของพันทิป กระทู้รีวิวชื่อ ร้านของป๋าเทพ "ครัวคุณเทพ" ร้านล่าสุดของแมวเก้าชีวิต "เทพ โพธิ์งาม" ... ชื่อนี้ไม่มีวันตาย ! จนทำให้คนเข้าไปดูไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
- เน็ตไอดอล Net Idol หมายถึง คนที่เป็นดารา คนที่มีชื่อเสียง รวมทั้งคนที่ไม่ได้เป็นดาราหรือมี
ชื่อเสียง แต่นิยมโพสต์รูปตัวเอง โพสต์ข้อความต่างๆลงในสื่อออนไลน์ จนทำให้คนดูคลั่งไคล้ ชื่นชอบอย่างมากมาย บนโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้มีแฟนคลับเป็นของตนเอง และมีโอกาสเข้าวงการบันเทิง
ทั้งนี้ Viral Marketing(ไวรอล มาเก็ตติ้ง) หรือ การตลาดแบบไวรัส จะได้ผลก็ต่อเมื่อถูกการส่งต่อไปยังเพื่อนเป็นจำนวนมากและเพื่อนๆก็ส่งต่อให้กันอีกจำนวนมาก และเมื่อเพื่อนๆ ได้ดู อ่าน ฟังแล้วก็มันจะมีการพูดถึง เขียนถึงหรือมีการโต้ตอบ พูดคุยกันในสื่อต่างๆ
แต่ข้อควรระวังก็คือบริษัทบางแห่งโดยเฉพาะบริษัทใหม่ๆ ต้องการให้ลูกค้ารู้จักสินค้า รู้จักบริษัทอย่างรวดเร็ว เลยใช้กลยุทธ์ Viral Marketing แต่เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารในทางลบหรือทำให้เสียภาพพจน์ ปรากฏว่า การทำ Viral Marketing ได้ผลคนรู้จัก บริษัท สินค้า อย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกัน การทำ Viral Marketing ลักษณะนี้ กับส่งผลในแง่ภาพพจน์กับบริษัทในระยะยาว ซึ่งกว่าจะทำให้ภาพพจน์ของบริษัทดีขึ้น คงต้องใช้ระยะเวลานานถึงจะทำให้คนดู คนฟัง ลบภาพในทางลบออกจากหัวใจของคนได้
การใช้ดาราดังก็เช่นกัน เนื่องจากคนเราไม่ใช่ วัตถุสิ่งของ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต จึงต้องควรระวัง คนเรามีอารมณ์ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การใช้ดาราในการนำเสนอสินค้า หรือบริการทำให้ผู้คนรู้จัก สินค้า บริการของเราอย่างรวดเร็วก็จริง แต่ถ้าวันใด ดาราคนนั้น ไปทำความเสื่อมเสีย เช่นไปตีคนอื่น เมาแล้วขับ เสพยาเสพติด ค้ายาเสพติด ฯลฯ ภาพพจน์ของบริษัท ของสินค้า บริการ ของเราก็จะเสื่อมเสียหรือเสียหายไปด้วย
อีกทั้งการทำ Viral Marketing ควรระวังเรื่องของ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ประเพณี กฎหมาย ข้อบังคับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้ทั่วโลก เช่น การใช้ภาษา การใช้ความตลก ความสนุกสนาน ในการนำเสนอ เราสามารถใช้ได้เฉพาะบางประเทศ การนำเสนอคลิปที่ตลกๆ สนุกสนานของชาวอเมริกา คนไทยดูแล้วอาจไม่รู้สึกตลกหรือสนุกสนานเลยก็ได้






...
  
กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
กลยุทธ์การตลาด 10 P นี้ ต่อยอดมาจาก กลยุทธ์การตลาด 4 P ของฟิลลิป คอตเลอร์
(Philip Kotler) ซึ่งกลยุทธ์การตลาดแบบ 4P ได้รับยกย่องกันมานานและนำเอาไปใช้ไปอย่างแพร่หลายกันในอดีต แต่ในยุคปัจจุบัน หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป การใช้กลยุทธ์เพียงแค่ 4 P คงจะไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน นักวิชาการทางด้านการตลาดก็ได้เพิ่มจำนวน P ขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย
กระผมก็เช่นกัน ก็ได้นำกลยุทธ์ 4 P( 4 ข้อแรก) มาต่อยอดโดยเพิ่มเป็น 10 P ดังนี้
1.Product Strategy กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ ถือว่าเป็นสิ่งแรกสุดที่นักการตลาดจะต้องมี ซึ่งผลิตภัณฑ์จะต้องไปตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ หรือ แก้ไขปัญหาของลูกค้าได้ ผลิตภัณฑ์จึงต้องเป็นสิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สี ขนาด รสชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
2. Price Strategy กลยุทธ์ราคา ราคาต้องตั้งให้มีความเหมาะสมกับการแข่งขัน แน่นอนในยุคนี้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ออกมาขายในตลาด มีความใกล้เคียงหรือเหมือนกันมาก ทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบทางด้านราคาได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ A เหมือนกับ ผลิตภัณฑ์ B แต่ทำไมราคาจึงแตกต่างกันอย่างมากมาย ฉะนั้นการตั้งราคา ควรตั้งราคาให้มีกำไร แต่ต้องให้เหมาะสมกับภาวะตลาด ไม่ตั้งราคาสูงจนเกินไป แต่ถ้าอยู่ในภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ก็ไม่ควรตั้งราคาต่ำจนเกินไป จนต้องประสบภาวะการขาดทุน
3. Place Strategy กลยุทธ์การจัดจำหน่าย การจัดจำหน่ายมีความสำคัญมากต่อการทำการตลาดในยุคนี้ เพราะถ้ามีสินค้า มีการตั้งราคา แต่ไม่รู้จะไปวางขายที่ไหน หรือมีการจัดจำหน่ายที่น้อย ลูกค้าก็ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งการจัดจำหน่ายที่ดี ควรมีหลักการคือ ควรจัดจำหน่ายโดยหาช่องทางให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการซื้อ เช่น มีสินค้า 2 ตัว เหมือนกัน ราคาก็ไม่แตกต่างกันมาก แต่สินค้าตัวที่ 1 วางขายที่ใต้หอพัก ใต้อาคารคอนโด ที่เราพักอาศัยอยู่ แต่สินค้าตัวที่ 2 เราจะต้องเดินไปซื้อที่หน้าปากซอย เราจะเลือกซื้อสินค้าตัวไหน ระหว่างใต้หอพักหรือใต้อาคารคอนโด หรือว่าเราจะเดินไปซื้อสินค้าอีกตัวหนึ่งที่หน้าปากซอย
4. Promotion Strategy กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด การส่งเสริมการตลาด เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการส่งเสริมทางด้านการตลาดไปยังลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เช่น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การส่งเสริมด้านการขาย เป็นต้น
5. Public Relation Strategy กลยุทธ์การให้ข่าวสาร เป็นกลยุทธ์ที่แตกตัวหรือต่อยอดมาจาก Promotion Strategy กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด ยุคสมัยนี้ เป็นยุคแห่งโลกไร้พรมแดน ยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ยุคของอินเตอร์เน็ต กลยุทธ์การให้ข่าวสารจึงต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นช่องทางเพื่อให้เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจ นักการตลาดใช้เพื่อไปติดต่อกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังเป็นกลยุทธ์ในการสร้างตราสินค้า สร้างภาพลักษณ์ ช่วยเพิ่มทัศนคติในเชิงบวก ช่วยสร้างความเข้าใจในการใช้สินค้า บริการ และความเข้าใจที่คาดเคลื่อน ต่อลูกค้าและประชาชนอีกด้วย
6. Personal Strategy กลยุทธ์ด้านการใช้พนักงานขาย เป็นกลยุทธ์ที่แตกตัวหรือต่อยอดมาจาก Promotion Strategy กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด การขายโดยพนักงานขายมีความสำคัญมากสำหรับผลิตภัณฑ์ บางตัว เพราะต้องอาศัยการอธิบาย ความเข้าใจ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เช่น สินค้าประเภท ยา ผลิตภัณฑ์ประเภท อาหารเสริม เป็นต้น
ซึ่งพนักงานขายที่ดี จะต้องมีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ ในการใช้สินค้าและมีเทคนิคในการขาย มีการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์ เพื่อนำพาไปสู่ การตัดสินใจซื้อ
7.People Strategy กลยุทธ์ด้านประชาชน เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการการสนับสนุน จากประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายหรือ คนในพื้นที่ที่ต้องการจัดจำหน่าย เพราะ ผลิตภัณฑ์บางตัวดี ราคาเหมาะสม มีช่องทางมีการจัดจำหน่ายที่ดี กล่าวได้ว่าทุกอย่างดีหมด แต่ประชาชนหรือคนในพื้นที่ ไม่สนับสนุน โจมตี ผลิตภัณฑ์นั้นก็อยู่ไม่ได้ในตลาด ซึ่งในยุคหลังๆ เจ้าของกิจการ นักธุรกิจ จะให้ความสำคัญกับการทำ CSR “Corporate Social Responsibility” คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำธุรกิจ อีกทั้งยังทำให้เกิดการสนับสนุนของผู้คนในพื้นที่ที่ผลิตภัณฑ์ของเราจำหน่ายอีกด้วย
8. Packaging Strategy กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ เป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดมาจาก Product Strategy กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งกลยุทธ์บรรจุภัณฑ์นี้ ได้สร้างความประทับใจแรกพบของลูกค้าหรือ First Impression ซึ่งในยุคนี้ เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจ มีความจำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะการทำบรรจุภัณฑ์ให้ดูดี มีความน่าเชื่อถือ สะอาด สวยงาม มีสีสันโดนใจ ย่อมทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า การที่เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจ ไม่ยอมลงทุนหรือเพิ่มต้นทุน ทางด้านบรรจุภัณฑ์ อีกทั้งควรตั้งคำถามต่างๆเพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าดังนี้ บรรจุภัณฑ์สวยงาม หรือไม่ , บรรจุภัณฑ์สามารถเชิญชวนให้ใช้ หรือไม่,บรรจุภัณฑ์เมื่อนำเอามาใช้แล้วเก็บสะดวก หรือไม่ เป็นต้น
9. Partners Strategy กลยุทธ์คู่ค้าหรือกลยุทธ์หุ้นส่วน เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญ เพราะการมีคู่ค้าหรือหุ้นส่วน จะสามารถช่วยเราในการทำธุรกิจได้หลายประการ เช่น ช่วยคิด ช่วยลงทุน ช่วยทางด้านเทคโนโลยี ช่วยเหลือในเรื่องการวางระบบงาน ฯลฯ ยิ่งถ้าเป็นการทำธุรกิจข้ามชาติหรือทำธุรกิจในต่างประเทศ ระหว่างประเทศ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของ Partners Strategy กลยุทธ์คู่ค้าหรือกลยุทธ์หุ้นส่วน เพราะบางประเทศมีข้อจำกัดในเรื่องของกฏหมาย ถ้ามีหุ้นส่วนก็จะได้รับการช่วยเหลือ ทางด้านกฎหมายของประเทศนั้นๆ อีกด้วย
10. Perception Strategy กลยุทธ์ความเข้าใจ เป็นกลยุทธ์ที่จะต้องเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ เป็นกลยุทธ์ที่จะต้องประยุกต์หลักการตลาดเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์นั้นๆ เพราะโลกยุคปัจจุบัน มีการไหลเวียนในด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร การไหลเวียนของวัตถุดิบ การไหลเวียนของสินค้า บริการ ไปทั่วทุกมุมโลก เราจะเห็นได้ว่า สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่วางขายกันในประเทศไทย เราสามารถนำเข้าจากประเทศอื่นๆ เข้ามาวางขายได้อย่างเสรีมากขึ้น ฉะนั้น นักการตลาด เจ้าของกิจการ นักธุรกิจ ที่มีความเข้าใจมีการปรับตัว มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงประสบความสำเร็จในการทำการตลาดในยุคนี้
กลยุทธ์การตลาด 10 P ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดมาจากกูรูทางด้านการตลาด ซึ่ง ท่านผู้อ่านสามารถนำไปต่อยอดได้อีกเป็น 12P 15 P 20 P ต้องขอขอบคุณ ท่านฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ที่ได้วางทฤษฏีหรือหลักการทางด้านการตลาด ไว้เป็นอย่างดี
สำหรับ กลยุทธ์การตลาด 10 P ถ้าจะนำไปใช้อย่างได้ผล เราควรจะต้องร่วมพิจารณากับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค , วิเคราะห์ SWOT Analysis(S = Strength (จุดเด่น จุดแข็ง) W = Weakness (จุดอ่อน จุดด้อย) O = opportunity (จุดเกิดโอกาส) T = Threat (จุดดับ อุปสรรค ) ,การวางแผนการตลาดเชิงกลยุทธ์ และอีกหลายๆปัจจัย จึงจะส่งผลให้กลยุทธ์การตลาด 10 P ประสบผลสำเร็จ
...
  
การตลาดผ่าน Brand Ambassador
การตลาดผ่าน Brand Ambassador
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
กระผมได้ตั้งชื่อบทความนี้ว่า การตลาดผ่านBrand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) หลายคนคงอาจตั้งคำถามว่า แล้ว Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) คืออะไร มัน แตกต่างจาก Presenter (พรีเซนเตอร์)อย่างไร?
Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) หากเปรียบเทียบแล้ว ก็เหมือนกับเป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งมีการว่าจ้างหรือบางบริษัทอาจจะไม่มีการว่าจ้างแต่จะใช้เจ้าของบริษัทเป็นตัวแทนของบริษัทหรือบางบริษัทอาจจะใช้ ดารา นักแสดง นักกีฬา นักร้อง โดยจะมีการทำกิจกรรมของบริษัทผ่าน Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์)
Presenter (พรีเซนเตอร์)คือดารา นักแสดง นักร้อง นักกีฬาหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่บริษัทจ้างมาเล่นโฆษณา ออกสื่อต่างๆ เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ สื่อออนไลน์ หรือ ป้ายโฆษณาสินค้าต่างๆ
ซึ่งหากพูดถึงเรื่องของบทบาท ความสำคัญ แล้ว Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) จะมีบทบาทและมีความสำคัญมากกว่า Presenter (พรีเซนเตอร์) เพราะ Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือทูตของบริษัท ซึ่งการว่าจ้าง Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) จะมีโอกาสจ้างต่อเนื่องมากกว่าหรือทำสัญญาจ้างที่ยาวนานกว่า สำหรับ Presenter (พรีเซนเตอร์) บริษัทสามารถมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลได้ตลอดเวลา
ซึ่งการเลือก Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์)ที่ดี เราควรพิจารณาถึง
1.คนที่มีบุคลิก นิสัย หน้าตา จริต วิญญาณ ตรงกับตัวสินค้า ตรงกับตัวผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์นั้นๆ
2.คนนั้นจะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวของสินค้า จะต้องมีการใช้สินค้า ใช้ผลิตภัณฑ์หรือประทับใจในแบรนด์
3.คนนั้นจะต้องเป็นคนดี มีประวัติ มีพฤติกรรมที่ดี เพราะถ้าหากประพฤติไม่ดีในอนาคตก็จะทำให้แบรนด์เสียหายได้ง่ายๆ และจะต้องเสียค่าใช้จ่าย จะต้องลงทุน จะต้องเสียเวลา ในการหา Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์)คนใหม่ ซึ่งจะต้องมีการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นในการสร้าง Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์)คนใหม่
4. คนนั้นจะต้องทำตัวให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ คนนั้นจะต้องมีเสน่ห์ มีแรงดึงดูดและสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ผู้บริโภคเข้าใจ และ ดึงดูดให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อและใช้สินค้าหรือใช้แบรนด์ได้
ตัวอย่าง Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์)
- ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” มาเป็น Brand Ambassador ให้กับซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)
จำกัด ซึ่งบริษัทฯ มองเห็นว่า ซิโก้ มีบุคลิกภาพเหมาะสมและสอดคล้องกับแบรนด์ของซูซูกิ ซึ่งตัวของซิโก้เองเคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อีกทั้งยังเป็นโค้ชฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งตัวเขาเป็นตัวแทนของแรงบันดาลใจให้กับคนในชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเขามีความมุ่งมั่นนำพาทีมชาติไทยไปสู่จุดมุ่งหมายนั่นคือชัยชนะ ซึ่งเปรียบเทียบกับรถซูซูกิที่เน้นการนำเสนอเรื่องของคุณภาพ เรื่องของผลิตภัณฑ์หรือสินค้า และบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้ามีความประทับใจ มีความสุขทุกเส้นทาง ดังสโลแกน Way of Life
- ณเดชน์ คูกิมิยะ ดาราหนุ่มชื่อดังของคนไทย เป็น Brand Ambassador ให้ ไทย แอร์เชีย
(Thai AirAsia) ซึ่งได้ออกโฆษณาหลายชุดเช่น “แอร์เอเชียบินคุ้ม คุณภาพครบ ตอน Love Story…นายลั้ลลา วิ่งตามหาหัวใจ”
- การใช้ Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) ในยุคปัจจุบัน เราจะเห็นว่า เจ้าของ
บริษัทมักจะโดนลงมาเป็น Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) เสียเอง เพราะ เจ้าของบริษัท มักจะมีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีผลประโยชน์ในตัวสินค้า มากกว่า ดารา นักร้อง นักแสดง นักกีฬาหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงที่รับจ้างจึงทำให้เจ้าของหรือ Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) ต้องทำตัวให้ดีตลอด เพราะกลัวสินค้าหรือแบรนด์ได้รับผลกระทบ
อีกทั้งการที่เจ้าของลงมาเล่นเป็น Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) เองจะทำให้เกิดการประหยัดงบประมาณ ค่าใช้จ่าย ในการว่าจ้าง Brand Ambassador(แบรนด์ แอมบาสเดอร์) อีกทั้งยังสามารถ สร้าง Personal Brands (แบรนด์บุคคล)ให้กับตัวเองได้อีกด้วย ดังตัวอย่าง
- แอ๊ด คาราวบาว เป็น Brand Ambassador (แบรนด์ แอมบาสเดอร์)ให้กับสินค้าของตนเอง คารา
บาวแดง เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก จนกระทั่งปัจจุบัน มีส่วนแบ่งมาเป็นอันดับ 2 รองจากแบรนด์ M-150 ของ “โอสถสภา” ส่วนอันดับ 3 คือ กระทิงแดง สำหรับตลาดต่างประเทศ คาราวบาวแดงมียอดขายมาเป็นอันดับ 1 ในประเทศกัมพูชา เฉลี่ย 1,000 ล้านบาทต่อปี และยังคงส่งไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆอีกหลายประเทศเช่น อัฟกานิสถาน,เยเมน,พม่า,เวียดนาม เป็นต้น
คาราบาวแดง เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาอีกตัวอย่างหนึ่งในการสร้างแบรนด์จากตัวศิลปินที่มีชื่อเสียง ซึ่งต้องยอมรับกันว่า แอ๊ด คาราวบาว คือ ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการทำการตลาดของคาราบาวแดง เนื่องจากตัว แอ๊ด คาราวบาว มีแฟนคลับเป็นจำนวนมาก และแฟนคลับจำนวนมากส่วนหนึ่งก็นิยมบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังอยู่แล้ว
คาราบาวแดง มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผูกโยงกับแอ๊ด คาราวบาว อยู่ตลอดโดยเฉพาะในช่วงต้นๆของการทำการตลาด การใช้บทเพลงในการโฆษณา “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” , การออกคอนเสิร์ตของคาราวบาวแดงร่วมกับแอ๊ด คาราวบาวพร้อมวงคาราบาว , การให้แอ๊ด คาราวบาว ไปเยี่ยมร้านขายปลีกพร้อมแจกลายเซ็น,การนำฝาคาราวบาวแดง 500 ฝากับเงิน 100 บาท มาแลก กีต้าร์พร้อมลายเซ็นของแอ๊ด คาราบาว ,การให้แอ๊ด คาราวบาว ไปมอบของรางวัลต่างๆ เช่น แท็กซี่คาราบาวแดง , รถจักรยานยนต์คาราบาวแดง , นาฬิกาคาราวบาวแดง , เสื้อคาราบาวแดง ฯลฯ
- ตัน ภาสกรนที เป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็น Brand Ambassador (แบรนด์ แอมบาสเดอร์)ให้กับ
เครื่องดื่มยี่ห้อ โออิชิ ต่อมาเมื่อมีการขายหุ้นใหญ่ของ บมจ.โออิชิกรุ๊ป ให้กับบริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน)แล้ว ตัน ภาสกรนที ก็สามารถใช้ต้นทุนที่มีอยู่ไป สร้าง เครื่องดื่มยี่ห้อ อิชิตัน จนประสบความสำเร็จอย่างสูง
- สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น Brand Ambassador ให้กับสินค้าและบริษัทของตนเองคือ
บริษัทแอปเปิล และสินค้าของแอปเปิลก็มีตัวตนของ สตีฟ จอบส์ อยู่ด้วย
ฉะนั้น การทำการตลาดผ่าน Brand Ambassador (แบรนด์ แอมบาสเดอร์) จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่
นักการตลาดหรือเจ้าของกิจการไม่ควรที่จะมองข้าม เพราะการใช้ Presenter (ฟรีเซนเตอร์) ดารา พริตตี้ นักแสดง บุคคลที่มีชื่อเสียง คงจะไม่สามารถสร้างความโดดเด่นที่ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือทำให้เกิดความผูกพันธ์กับตัวสินค้าได้มากเท่ากับการใช้ Brand Ambassador (แบรนด์ แอมบาสเดอร์)และยิ่งถ้าเจ้าของกิจการเป็น Brand Ambassador (แบรนด์ แอมบาสเดอร์) เองก็ยิ่งจะเพิ่มจุดแข็งให้กับบริษัทของตนเองได้ ในยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เช่นยุคปัจจุบัน


...
  
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด มีด้วยกันหลายวิธีเช่น กลยุทธ์ด้านราคาหรือต้นทุน , กลยุทธ์ทางด้านความรวดเร็ว และกลยุทธ์ที่สำคัญและเป็นที่นิยมในโลกยุคนี้ก็คือ การสร้างความแตกต่างหรือการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ในบทความนี้ เราจึงมาพูดเกี่ยวกับเรื่อง การสร้างสรรค์และนวัตกรรมทางด้านการตลาดกัน
อันดับแรกเรามาทราบความหมายกันก่อน
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Creative thinking) เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ (New, Original) ใช้การได้ (Workable) และมีความเหมาะสม (Appropriate)
ปัจจุบันเรามีอาชีพวิทยากร ถ้าผมแก้ผ้าไปบรรยายหรือสอน พวกเราคิดว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ ถึงแม้จะเป็นสิ่งใหม่คือไม่มีใครทำมาก่อน แต่ไม่มีความเหมาะสมและใช้การได้
ส่วนความหมายของคำว่า “นวัตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ๆที่ได้จากองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ การทดลอง โดยออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนการที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเงินเป็นทองได้อีกด้วย
ซึ่งการสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบ่งออกเป็น 2 แบบ
1.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนโลก
2.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงแบบไม่มาก
1.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนโลก เช่น การสร้างสรรค์และนวัตกรรม รถยนต์คันแรกของโลกของเฮนรี่ ฟอร์ด ,
สตีฟ จ็อบ กับสินค้าตระกูล I (ipad iphone ipod imac) , เครื่องบินลำแรกของโลก ของสองพี่น้องตระกูลไรค์ เป็นต้น
2.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงแบบไม่มาก เช่น สินค้าที่พวกเราเห็นในยุคปัจจุบัน มีการพัฒนาสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ สี รสชาติ รูปทรงให้มีความแตกต่างกันออกไป


ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีดังนี้
1.การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มีอยู่ 3 อย่าง คือ1.1.กลยุทธ์ผู้นำด้านต้นทุน(Cost Leadership)1.2.กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง(Differentiation) 1.3.กลยุทธ์สร้างความรวดเร็ว( speed) กลยุทธ์สร้างความแตกต่างจึงเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และนวัตกรรมนั้นเอง
2.การวิจัยทางการตลาด เราสามารถวิจัยการตลาดได้หลายอย่างเช่น 2.1. การวิจัยผู้บริโภค 2.2. การวิจัยผลิตภัณฑ์
2.3. การวิจัยราคา 2.4. การวิจัยช่องทางการจำหน่าย 2.5. การวิจัยการส่งเสริมการตลาด
3.พฤติกรรมผู้บริโภค เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคโดยใช้ทฤษกี 6W 1H คือ Who? ใครเป็นลูกค้าเป้าหมาย
, What? ผู้บริโภคซื้ออะไร , Why? ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ , Who? ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ,
When? ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด , Where? ผู้บริโภคซื้อที่ไหน และ How? ผู้บริโภคซื้ออย่างไร
4.วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ขั้นแนะนำ ขั้นเติบโต ขั้นเติบโตเต็มที่ และขั้นถดถอย
5.การเปลี่ยนแปลงของโลก มีความรวดเร็วมากกว่าในอดีตเนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะยุคนี้เรามีอินเตอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างมีความรวดเร็วไม่ว่า เรื่องของข้อมูลข่าวสาร เรื่องของการบริการโดยผ่านอินเตอร์เน็ต
ปัจจัย 5 ข้อข้างต้น จึงก่อให้เกิดการตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรมขึ้น
การตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม เราควรสร้างสรรค์และนวัตกรรม 4P หรือสร้างสรรค์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix ) นั่นเองคือ 1.1. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Product 1.2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Price 1.3. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place 1.4. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Promotion
1.1. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Product เราควรสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าให้มี คุณภาพและก่อให้เกิดความแตกต่าง ความแปลกใหม่ ไม่ว่าในเรื่องของ ความคงทน สะอาด รสชาติต่างๆ รูปร่างลักษณะแปลกใหม่ เช่น ทรงกลม ทรงกระบอก ให้ใช้งานง่าย ทันสมัย พกพาสะดวก เป็นต้น
1.2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Price การสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านราคา มีหลายรูปแบบเช่น
1.2.1.ตั้งราคาให้เท่ากันทุกชิ้น(ทั้งร้าน 10 บาททุกชิ้น ทั้งร้าน 20 บาททุกชิ้น ทั้งราคา 90 บาททุกชิ้น)
1.2.2.ตั้งราคาด้วยเลข 9หรือลงท้ายด้วยเลข 9 เป็นการตั้งราคาตามจิตวิทยา เคยมีนักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกาเคยทำการวิจัย โดยตั้งราคาสินค้าชนิดเดียวกันอย่างเดียวกัน แต่เอาไว้คนละร้าน ร้านที่ 1 ตั้งราคาที่ 44 บาท ร้านที่ 2 ตั้งราคาที่ 39 บาท ปรากฏว่า 39 บาทขายดีกว่า 44 (หลายคนคงบอกว่าก็แน่นอนเพราะมันถูกกว่ากัน) ต่อมานักวิชาการคนเดียวกันก็เลยตั้งราคาใหม่ให้ร้านที่ 1 ขายในราคา 33 บาท แต่ร้านที่ 2 ขายราคาเดิมคือ 39 บาท ปรากฏว่า ราคา 39 บาทก็ยังขายดีกว่า 33 บาท ดังนั้นการตั้งราคาด้วยเลข 9 หรือลงท้ายด้วย 9 มีผลอย่างมากในทางจิตวิทยา แต่นักวิชาการคนดังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การตั้งราคาด้วยเลข 9 หรือลงท้ายด้วย 9 ไม่ควรตั้งเกินหรือมากกว่า 30% ของสินค้าทั้งหมดในร้าน เพราะจะทำให้ดูเหมือนว่าสินค้าไม่มีค่าหรือเป็นของที่ไม่มีคุณภาพเนื่องจากราคาถูก
1.2.3.ตั้งราคาแบบ Pay-What-You Want เกิดขึ้นที่อเมริกา ตามร้านอาหารหลายแห่งและตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เป็นการใช้บริการก่อน ไม่มีกำหนดราคา ลูกค้าจะจ่ายก็ต่อเมื่อ ใช้บริการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าเห็นว่าดีหรือมีคุณภาพก็เอาเงินใส่ในกล่อง
1.2.4.ตั้งราคาแบบ pay it forward เกิดขึ้นที่อเมริกาเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จหรือใช้บริการเสร็จ ตอนคิดเงิน ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการก็บอกว่า มีคนจ่ายแทนคุณแล้วก็คือคนที่กินก่อนหน้าคุณ แล้วคุณจะจ่ายให้คนต่อไปเท่าไร เป็นการจ่ายเงินให้คนต่อไปที่ใช้บริการต่อจากเรา
1.3. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place(ช่องทางการจัดจำหน่าย) คือการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีกิจกรรมได้แก่ การขนส่ง การคลังสินค้า / การบริหารสินค้าคงเหลือ การตัดสินใจเรื่องคนกลาง เป็นต้น
ในยุคปัจจุบันมีการสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place หลายอย่าง เช่น การใช้รถยนต์เคลื่อนที่(รถยนต์อาหารหรือรถยนต์กาแฟเคลื่อนที่), E-commerce ฯลฯ
1.4. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Promotion หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้รับข่าวสารซึ่งเป็นผู้บริโภค ให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้า รวมไปถึงข้อมูลกิจการของผู้จำหน่าย เช่น E-Mail Marketing , Online (Advertising and Search agent) , Billboard ฯลฯ
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกับการสร้างแบรนด์ การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆมีผลมากต่อการสร้างแบรนด์ เพราะการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาจะทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความทันสมัย ความก้าวหน้า ของแบรนด์อยู่ตลอดเวลา เช่น แบรนด์ แอปเปิลคอมพิวเตอร์ ของสตีฟ จอบส์ ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกมาตลอดเวลา จึงทำให้แบรนด์แอปเปิลคอมพิวเตอร์มีความแข็งแกร่งและมีความทันสมัย อีกทั้งยังได้สร้างความมั่งคั่งในด้านเงินทองอย่างมากมายมหาศาล
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกับสารสนเทศ เทคโนโลยี ยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับกันว่า สารสนเทศมีความสำคัญและมีความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งมีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ธุรกิจให้เติบโต เราจะเห็นได้ว่าบริษัทระดับโลกที่มีความยิ่งใหญ่มักใช้สารสนเทศ ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยีในการขาย เช่น บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับโซเซียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น youtube , Facebook , google , Twitter , Line , Instagram ฯลฯ บริษัทเหล่านี้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ประเทศไทยเรายังทำเรื่องเหล่านี้น้อยมาก
ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจของไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนานวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้า นวัตกรรมเกี่ยวกับกระบวนการผลิต หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการบริการ เพราะในยุคปัจจุบัน ถ้าเราจะแข่งขันด้านราคา เราคงพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะประเทศจีน สินค้า ผลิตภัณฑ์ของจีน มีราคาถูกมากๆ ถูกจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหลายประเทศสู้ไม่ได้ ยิ่งในยุคของอินเตอร์เน็ต ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าได้อย่างเสรีและได้ในราคาถูกยิ่งขึ้น เช่น เราสามารถสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนได้โดยผ่านเว็ป aliexpress ซึ่งมีบริการส่งสินค้าถึงที่บ้านเลยทีเดียว
โดยภาพรวมเราจะเห็นได้ว่าประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศอเมริการ่ำรวย แต่มีปัจจัยหนึ่งที่น่าคิดและพิจารณาก็คือ ประเทศอเมริกามี บุคคลสำคัญๆของโลกที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือกล้าที่จะคิดนวัตกรรมใหม่ๆออกมา จึงทำให้ประเทศอเมริกาจดลิขสิทธิ์แล้วสามารถขายสินค้าไปได้ทั่วโลก เช่น 1.สตีฟ จอบส์ ได้ลิขสิทธิ์ในสินค้าแบรนด์แอปเปิลคอมพิวเตอร์เป็นชาวอเมริกา 2.บิล เกตส์ บริษัทไมโครซอฟท์ เป็นชาวอเมริกา 3.ทอมัส แอลวา เอดิสัน เป็นนักประดิษฐ์ของโลกและนักธุรกิจชาวอเมริกัน 4.พี่น้องตระกูลไรท์ ผู้สร้างเครื่องบินได้สำเร็จเป็นคนแรกเป็นชาวอเมริกา 5.เฮนรี ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์คันแรกก็เป็นชาวอเมริกา และมีอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นนักคิดนวัตกรรมชาวอเมริกา
...
  
จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
อดีตเรามีการปฏิวัติสังคมเกษตร อดีตเรามีการปฏิวัติสังคมอุตสหกรรม และในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่อีกครั้งคือการปฏิวัติสังคมดิจิทัล ซึ่งในยุคสังคมเกษตรใครมีที่ดินมากกว่าย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนยุคสังคมอุตสหกรรมใครมีกำลังการผลิตที่มากกว่าคนคนนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนสังคมในยุคนี้ เราสามารถเอาชนะหรือหาทางได้เปรียบในการแข่งขันจากอะไร?
คำตอบก็คือ ในยุคนี้ เราสามารถเอาชนะในการแข่งขันหรือสร้างความได้เปรียบก็ด้วย วิธีคิดครับ...
โดยเฉพาะการคิดสร้างสรรค์การคิดเชิงนวัตกรรม และอีกหลายปัจจัยที่จะกล่าววอีกต่อไป ซึ่งเราจะเห็นว่า ในยุคปัจจุบัน คนใช้อินเตอร์เน็ตกันเยอะมากๆ โดยใช้กันทั่วทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทยของเราก็เช่นกัน เรามีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทุกๆปี
Smartphone (สมาร์ทโฟน) คือเครื่องมือและคำตอบในปัจจุบัน ในอดีตเราเล่นอินเตอร์เน็ตโดยผ่านคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบัน Smartphone (สมาร์ทโฟน) มาแทนที่เนื่องจากมีความสะดวกสบาย สามารถพกพาไปได้ทุกแห่ง ง่ายต่อการใช้งาน พวกเราลองสังเกตในชีวิตประจำวัน เวลาเราขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน เราจะเห็นผู้คนใช้ Smartphone (สมาร์ทโฟน)หรือแม้แต่คนในครอบครัวเราเองก็เช่นกัน
อินเตอร์เน็ต คือ แหล่งที่รวมของ ข้อมูล ข่าวสาร การค้า การศึกษา ความบันเทิง เกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งที่ใหญ่มาก และถ้าใครที่เก่งภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษก็จะยิ่งได้รับประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไม บริษัท องค์กรต่างๆ จึงเลือกที่จะสื่อสารกับลูกค้า ผู้บริโภค หรือประชาชน โดยผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
ถามว่า แล้วจะแข่งขันอย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล คำตอบก็คือ
1.การใช้ความคิดสร้างสรรค์และการใช้ความคิดสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การสื่อสารหรือการขายของหรือการประชาสัมพันธ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ถ้ามีความเหมือนกัน ไม่แตกต่างกัน ก็จะทำให้ผู้ชมหรือผู้เข้ามาดูไม่เกิดความน่าสนใจ ดังนั้น การคิดสร้างสรรค์และการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะการสร้างความแตกต่าง จะทำให้เกิดความน่าสนใจ เกิดการอยากติดตาม เกิดการอยากที่จะซื้อ หรือพูดง่ายๆว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลจะต้องคิดนอกกรอบมากขึ้น
2.การใช้ Big Data เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในยุคนี้ บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัยก็เพราะการใช้ประโยชน์จาก Big Data ต่อมาโดนัลด์ ทรัมป์และฮิลลารี คลินตัน ก็พยายามใช้ Big Data เช่นเดียวกัน Big Data สามารถนำเอามาใช้ในการวิเคราะห์ฐานเสียง ซึ่งทั้งสองคนถึงกับลงทุนจ้างบริษัทที่ทำงานด้านนี้มาช่วยในการหาเสียง ดังนั้น ข้อมูลจึงมีความสำคัญ ใครที่มีข้อมูลที่ลึกกว่า ดีกว่า ถูกต้องมากกว่า เร็วกว่า ทันสมัยกว่า แล้วสามารถนำเอามาวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์มักที่จะได้เปรียบต่อการแข่งขัน
3.การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เทคโนโลยีทำให้เกิดความสะดวก เกิดความรวดเร็ว เกิดความแม่นยำและถูกต้อง ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ให้ความสำคัญ เช่น การวางระบบจ่ายเงินผ่านธนาคารออนไลน์ , การเลี้ยงไก่และเลี้ยงหมูโดยการใช้เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรเข้าช่วย , การใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ทันสมัยเข้าช่วยทำงานแทนแรงงานคน ฯลฯ
4.การค้นหาหรือการสร้างธุรกิจ Startup ขึ้นมา คือ ธุรกิจประเภทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หรือแบบก้าวกระโดด ส่วนใหญ่จะเป็น แอพพลิเคชั่นหรือเวปไซค์ที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น สมัยอดีต Facebook กับ Youtube ถือว่าเป็น Startup ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งต้องอาศัยไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม มากกว่าการใช้เงินทุน
5.การใช้กลยุทธ์ Growth Hacking คือ การค้นหากลยุทธ์ใหม่ๆที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้เครื่องมือโปรโมทหรือเครื่องมือการสื่อสารใหม่ๆ แทนที่จะใช้ Facebook ads หรือมีการปรับใช้เวปไซค์ที่ทันสมัยเพื่อให้รูปสวยขึ้น(รูปบ้าน รูปรถ รูปสินค้าต่างๆของลูกค้า) , หรือการเปลี่ยนแปลงสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ให้เกิดความแปลกใหม่ แล้วทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 50 เท่า 100 เท่า
6.การคิดและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกๆวัน ทุกๆอาทิตย์ ทุกๆปี คนที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้จะต้อง คิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง ต้องคิดต่อยอดอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง กล่าวคือจะต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้สินค้าดีขึ้น จะทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้มากขึ้น จะทำอย่างไรให้ช่องทางการจัดจำหน่ายดียิ่งขึ้น จะทำอย่างไรให้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น
7.การเข้าหาหน่วยงานที่คอยให้การช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัย กรมส่งเสริมอุตสหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารหลายแห่ง อีกทั้งในยุคปัจจุบัน รัฐบาลมีกองทุนสนับสนุน และจัดตั้งหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าเรื่องการฝึกอบรม การเป็นที่ปรึกษา การหาแหล่งเงินทุน การรวมกลุ่มกันเพื่อเป็นพันธมิตรทางด้านการค้า แก่ บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ในการทำธุรกิจ จงเข้าไปหาหน่วยงานและขอรับการช่วยเหลือจากหน่วยงานเหล่านั้น
8.การขยายกิจการ ไปยังต่างประเทศ เริ่มต้นเราอาจทำธุรกิจในประเทศไทย มีคนประชากรประมาณ 63 ล้านคน แต่ถ้าเราขยายไปยังอาเซียนหรือขยายธุรกิจไปทั่วโลก เราก็จะมีฐานลูกค้ามากขึ้นเป็นหลายพันเท่าเลยทีเดียวซึ่งในยุคนี้สามารถทำได้ง่ายกว่ายุคในอดีต เพราะเราสามารถขายผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร หรือทำคลิปแนะนำโดยพูดเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น
ดังนั้นเราจะสามารถเอาชนะในการแข่งขันทางด้านการตลาด ก็ด้วยปัจจัยที่กล่าวไปในข้างต้น ซึ่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัว มีการปรับปรุง และพัฒนาตนเองตลอดเวลา จึงจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันในยุคนี้



...
  
กลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก
กลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การแข่งขันในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างกับการแข่งขันในยุคอดีตอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ากว่าในอดีต (เทคโนโลยีทางด้านอินเตอร์เน็ต,เทคโนโลยีทางด้านยานยนต์,เทคโนโลยีทางด้านเครื่องมือที่ช่วยในการทำงาน ฯลฯ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่มีความรวดเร็ว สะดวก ราคาถูก ชัดเจนมากกว่าในอดีต
โลกของการแข่งขันจึงมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในปัจจุบันเราจะสังเกตเห็นว่า โลกมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น เราจะเห็นคนต่างประเทศเข้ามาอยู่ในประเทศไทยกันมากขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้นกว่าในอดีต เราสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกได้อย่างง่ายดายโดยผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อ E-mail , การพูดคุยกัน การเขียนผ่านสื่อจำพวก Facebook , Line , twitter ฯลฯ เรามีการใช้ชีวิตเหมือนโลกตะวันตก การแต่งตัว การกิน การใช้ชีวิต การดูหนังและการฟังเพลง(ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษ) เรามีร้าน KFC , mcdonald's , 7-11 , Mister Donut , Coca-Cola(โค้ก) ฯลฯ ซึ่ง สินค้าพวกนี้ ร้านค้าพวกนี้ มีขายในหลายประเทศทั่วโลก
ฉะนั้น เจ้าของกิจการต่างๆที่อยู่ในประเทศไทย ถ้ามองในแง่ของการแข่งขันในด้านการตลาด ก็สามารถมองได้ 2 แง่มุมก็คือ มุมลบ(เราคงแข่งขันกับบริษัทระดับโลกยาก,เราคงสู้กับเขาไม่ได้) และมองอีกมุมหนึ่งก็คือ มุมบวก(เรามีโอกาสมากขึ้นกว่าในอดีต เราสามารถขยายกิจการ ขยายตลาด ไปได้ทั่วโลกแบบบริษัทระดับโลก)
ในบทความฉบับนี้ ผู้เขียนจึงต้องการเขียนเกี่ยวกับ กลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งมี 4 วิธีคือ
1. กลยุทธ์ระหว่างประเทศ (International Strategy)
2. กลยุทธ์ข้ามชาติ (Multinational Strategy)
3. กลยุทธ์ระดับโลก (Global Strategy)
4. กลยุทธ์ส่งผ่านข้ามชาติ (Transnational Strategy)
สำหรับรายละเอียด มีดังนี้
1.กลยุทธ์ระหว่างประเทศ (International Strategy) คือกลยุทธ์ในการจัดการทางด้านธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขายบริการ การขายสินค้า ผลิตภัณฑ์ จากบริษัทในประเทศแม่ไปยังบริษัทต่างๆที่มีสาขาซึ่งตั้งในประเทศอื่น ซึ่งนโยบายหลักยังคงเป็นเป็นบริษัทในประเทศแม่เป็นผู้ดูแลอยู่ แต่ในบางกรณีอาจให้บริษัทตัวแทนที่อยู่ในประเทศอื่น สามารถทำการบางอย่างได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ตกลงร่วมกัน เช่น บริษัท McDonald, บริษัทP&G เป็นต้น
2.กลยุทธ์ข้ามชาติ (Multidomestic Strategy) คือกลยุทธ์ที่มีการกระจายอำนาจ กระจายการตัดสินใจให้บริษัทตัวแทนในต่างประเทศเป็นผู้ดูแลมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนราคา การปรับเปลี่ยนสินค้า และการบริการ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของคนในประเทศนั้นๆ มากขึ้นและมีความง่ายและรวดเร็วในการแข่งขัน เช่น KFC ของไทยมีข้าวยำไก่แซ่บ KFCของฮังการีมี Qurrito(อกไก่ เชดดาร์ชีส ซอสบาร์บีคิว อัดแน่นในแผ่นตาร์ตียา) KFC ของเม็กซิโก มีCruji jalapeno (ไก่ทอดชุบซอสพริกฮาลาเปนโญ่) KFCของแคนาดา มีPoutine(เฟรนซืฟรายส์ราดด้วยน้ำเกรวีและชีส) KFC ของไต้หวันมีข้าวต้มใส่ไก่ทอด KFC ของบังกลาเทศมี Tom yum burger KFC ของศรีลังกามี Buryani (ข้าวหมกไก่สไตล์ศรีลังกา) KFCของอินเดีย มีPaneer zinger เป็นเบอร์เกอร์ที่ใส่ชีสสดปานีร์มาก KFC ของฟิลิปปินส์ มี Chizza คือไก่ทอดพิซซ่า KFC ของเกาหลีใต้มี เบอร์เกอร์ Zinger Double Down Maxx เป็นต้น
3.กลยุทธ์ระดับโลก (Global Strategy)คือกลยุทธ์ที่มุ่งเน้น การสร้างมาตราฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่ง บริษัท สินค้า ผลิตภัณฑ์ การบริการ จะต้องเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยบริษัทจะใช้ ฟรีเซ็นเตอร์ในการนำเสนอคนเดียวกันที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์ระดับโลกนี้ ผู้ใช้สินค้าหรือผู้บริโภคจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับตัวของสินค้า ตัวผลิตภัณฑ์และบริการเอง เช่น น้ำหอมยี่ห้อดังระดับโลก
4.กลยุทธ์ส่งผ่านข้ามชาติ (Transnational Strategy) คือกลยุทธ์ที่ต้องการลดต้นทุนในการผลิตเนื่องมาจาก ต้นทุนในการผลิตมีต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการให้สนองตอบความต้องการของคนในประเทศนั้นๆ ด้วย
ฉะนั้น ผู้บริหาร ที่จะทำการตลาดในระดับโลก คงต้องทำการบ้านและศึกษาค้นคว้าให้มากขึ้นก่อนที่จะกำหนดการใช้กลยุทธ์ใดในการทำการตลาดในระดับโลกซึ่งคงต้องคำนึงถึงศาสตร์อื่นๆประกอบด้วยเช่น เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิติศาสตร์ สถิติ ประชากรศาสตร์ มนุษยวิทยา วัฒนธรรม เป็นต้น
อีกทั้งคงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของการตลาดคือ 4 Ps ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) สถานที่ (Placement) การโฆษณา (Promotion) การวิจัยทางการตลาดระดับโลก (Global Marketing Research) ผู้อ่านหลายท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงคิดว่า มันคงยากในการทำกลยุทธ์การตลาดในการแข่งขันระดับโลก แล้วมีสินค้าไทยตัวไหนบ้างที่พอแข่งกับเขาได้ มีครับ เช่น Redbull เป็นต้น
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.