หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  ธรรมาภิบาล
  -  สู้แล้วรวย
  -  บทความที่ดี
  -  ขายเก่ง....รวยก่อน.....
  -  เทคนิคการประชุม
  -  จูงใจคน
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  สั่นเพราะไมค์
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  เด็กขายตัว
  -  สู่ผู้นำ
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  ฝึกพูด
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  การเผาป่า
  -  ศิลปะการฟัง
  -  เพศกับวัยรุ่น
  -  ทีม
  -  ปัญหาเลิกจ้างงาน
  -  กล้าล้มเหลวจึงสำเร็จ
  -  ทัศนคติกับการขาย
  -  บทบาทนักบริหาร
  -  เอดส์ สังคมไทย
  -  เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
  -  ธรรมชาติการขาย
  -  ลิขสิทธิ์
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  จริยธรรมของไทย
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  ปัจจัยในการบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  น้ำมันลอยติดลมบน
  -  ปัญหาเยาวชน
  -  อดทนเพื่อชนะ
  -  วาจาของนักบริหาร
  -  โลกร้อน
  -  สื่ออนาคต
  -  พ่อแม่
  -  บุหรี่
  -  เลิกเหล้า เลิกจน
  -  ผู้นำ
  -  คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
  -  ยกระดับบริการและความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ
  -  กฏหมายควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา
  -  เด็กนอกระบบ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  หลักการนำเสนอ
  -  ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
  -  ความคิดสร้างสรรค์
  -  U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)
  -  มึงสู้จริงหรือเปล่า
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
  -  นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ภาษากายของผู้ฟัง
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
  -  การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
เหล้ากับเด็ก
เด็ก กับ เหล้า

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผลวิจัยพบเด็กไทยดื่มเหล้าตั้งแต่ 7 ขวบ (จาก นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ ที่ 07 กันยายน 2552)

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษา การรับรู้ ทัศนคติ ต่อการมีส่วนร่วมของเยาวชนต่อการยับยั้งปัญหาและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในครอบครัว สำรวจเมื่อวันที่ 1-31 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2-6 จำนวน 1,583 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 43% ยอมรับว่าเคยลองดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ซึ่งน่าเป็นห่วงมากเพราะผู้ที่ให้ลองคือ บิดา หรือคนในครอบครัว สำหรับอายุเฉลี่ยที่เริ่มดื่มคือ 9 ขวบ ขณะที่อายุต่ำสุดที่เคยดื่มเพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้น และยังพบว่าเด็ก 65% เคยไปซื้อด้วยตนเอง โดยผู้ขายยอมขายทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย 55%
“ที่สำคัญพบว่าเด็ก 100% รู้จักกับสินค้าเหล้าปั่น เบียร์ เบียร์ปั่น เป็นอย่างดีสามารถแยกแยะยี่ห้อได้โดยรู้จักจาก 1.โฆษณา 2.สื่อตามร้านค้าร้านอาหาร 3.เห็นของจริง 4.เคยถูกใช้ไปซื้อ 5.เคยดื่มแล้ว โดยกลุ่มตัวอย่าง 59% บอกว่าอยากลองดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเด็กอยากลองมากที่สุด คือ 1.เบียร์ 2.เหล้าปั่น 3.เบียร์ปั่น สินค้าใหม่มีขายตามร้านขายน้ำผลไม้ปั่น และมีเด็กยอมรับว่าเคยดื่มเหล้าปั่นด้วยตัวเองโดยไม่มีผู้ใหญ่พาไป และคิดว่าเหล้าปั่นไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นความเชื่อและความคิดที่อันตรายมากเพราะร้านเหล่านี้อยู่ในชุมชนไม่ห่างจากโรงเรียน และอยู่รวมกับร้านขายน้ำหวาน น้ำผลไม้ มีแผงลอย รถเร่ ขายอยู่ทั่วไป ทำให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย”

จากข้อมูลข้างต้นมีความเป็นจริงมากทีเดียว จึงทำให้กระผมมีความเป็นห่วง เด็กและเยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสิ่งเสพติดประเภทแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ เหล้า ไวน์และที่มีส่วนประสมจากแอลกอฮอล์

2-3 เดือนก่อนมีข่าวเรื่องการแฉคลิปเด็ดล่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริเวณร้านค้าข้างรั้ว 10 มหาวิทยาลัยดัง โดย ขายเหล้าเบียร์ให้แก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ในชุดนักเรียน นักศึกษาอย่างโจ๋งครึ๋ม รวมทั้งมีการขายในหอพักนักเรียน นิสิต นักศึกษาอีกต่างหาก ซึ่งกระผมก็ได้เขียนบทความถึงด้วยความเป็นห่วง รวมทั้งให้ทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ว่า สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน รัฐบาล และผู้ปกครอง

และฝากรัฐบาลช่วยดูแลเรื่องของ ร้านเกมส์ อาบอบนวด และร้านคาราโอเกะ ใกล้สถานศึกษา


แต่เมื่อกระผมมาเจอข่าวและผลการวิจัยของ ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ กระผมยิ่งมีความหนักใจและน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น เพราะเด็กเหล่านี้ยังเล็กมาก ถ้าเราไม่แก้ไขหรือหยุดยั้ง เด็กเหล่านี้เมื่อโตขึ้นก็จะเป็นนักดื่มกันต่อไปและปัญหาต่างๆ ก็จะมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรง เรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการเมาแล้วขับ เรื่องของการเรียน เรื่องของครอบครัว เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องเพศสัมพันธ์ และต่อเนื่องไปใช้หรือเสพยาเสพติดประเภทอื่นๆ

การแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเหล้า หรือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ นับว่าเป็นปัญหาที่แก้ไขยากมากเพราะเป็นปัญหาที่มีมานานมากแล้ว ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเรา หลายประเทศก็มีปัญหาดังกล่าว แล้วจะไปห้ามไม่ให้ดื่มก็ไม่ได้ ดังนั้นจะเห็นว่ามีการ รณรงค์เรื่องของการดื่มเหล้า เช่น เมาแล้วไม่ขับ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการดื่มเหล้า ฯลฯ จากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สสส.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข และ เครือข่ายของภาครัฐและเอกชน แต่ก็ไม่สามารถหยุดหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่ก็ยังดีที่หน่วยงานต่างๆได้ช่วยกันทำ เพราะบางช่วงเวลา ช่วยลดความเสียหายบางอย่างได้ เช่น อุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ ช่วงปีใหม่ ฯลฯ

อย่างไรเสีย คงต้องขอฝากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ด้วย เพราะปัญหานี้เกี่ยวข้องกับเด็ก และเด็กก็คือกองกำลังของชาติในอนาคต ถ้ากองกำลังของชาติขาดความเข้มแข็ง ถ้ากองกำลังของชาติติดเหล้า ติดสิ่งเสพติด และมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ แล้วประเทศไทยของเราจะไปแข่งขันกับประเทศไหนได้ครับ




...
  
เด็กขายตัว
ห่วงค่านิยม “ เด็กขายตัว”


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)


ในยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับกันว่า สังคมไทยเราเข้าสู่ยุคทุนนิยม หรือ ยุคแห่งการบริโภคนิยมมากขึ้น ทำให้ผู้คนในสังคมไม่ว่าวัยต่างๆ ต่างก็ต้องหาเงินมาเพื่อบริโภคกันมากขึ้น สินค้าบางอย่างไม่มีความจำเป็นเพราะเป็นสินค้าที่ฟุ้งเฟ้อ ก็ยังซื้อบริโภคกัน มาอวดกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา


เมื่อมีความต้องการบริโภคสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมากขึ้น ไม่ว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนม สินค้าราคาแพง โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ฯลฯ จึงทำให้เงินที่ผู้ปกครองให้เพื่อมาใช้จ่ายจึงไม่พอ จึงต้องมาขายบริการทางเพศ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อสิ่งเหล่านี้ จึงมีข่าวเกี่ยวกับ “ เด็กและเยาวชน ขายตัวกันมากขึ้น ” เช่น


- เด็กขายตัว ผ่านเน็ต “มาร์ค” เร่งแก้ ( ที่มา..ASTVผู้จัดการออนไลน์)


- สลดเด็กไทยคลั่งสวิงกิ้ง-ขายตัวซื้อมือถือ ( ที่มาจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด)


- รวบ 3 นักศึกษาโฆษณาขายตัว ผ่าน HI5 (ที่มาจาก..สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น)


- ขายตัวกระหึ่มเว็บโสเภณีออนไลน์(ที่มาจาก..หนังสือพิมพ์เดลินิวส์)


จากข่าวดังกล่าวข้างต้นทำให้รู้ได้ว่า ในสังคมไทยเราปัจจุบันมีการขายตัวกันมากขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะ


เป็นเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ยันไปกระทั่งสาวที่ทำงานในออฟฟิศ และการเกิดปัญหาหนึ่ง ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ติดตามมา


ที่สถาบันราชภัฏสวนดุสิต มีการสัมมนาเรื่อง " นักเรียน/นักศึกษา ขายตัว : สัมมนาปัญหาเชิงลึก/วิเคราะห์ " จัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต เพื่อระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหา การขายตัวของนักเรียน นักศึกษา โดยเชิญผู้ขายบริการ ผู้ใช้บริการ และผู้จัดบริการ (แม่เล้า) ร่วมสัมมนา มีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้


น้องหน่อย (นามสมมุติ) นักศึกษาที่ขาย บริการทางเพศ "--สาเหตุที่มาทำอาชีพนี้เพราะต้องการนำเงินไปใช้ในการศึกษา เกี่ยวกับอุปกรณ์ ต้องส่งเสีย ครอบครัว เนื่องจากพ่อเสียชีวิต ไม่มีอาชีพอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูง ผิดหวังเรื่องแฟน ต้องการมีวัตถุนิยมตาม เพื่อนและสังคม อยากมีโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้าสวยๆ อยากมีเงินใช้จ่ายตลอด และอยากมีเงินเที่ยวสถานเริงรมย์ ส่วนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานั้น อยากให้ส่งเสริมอาชีพ ที่มีรายได้กระจายทั่วถึง ให้การศึกษา ที่เข้าใจ การดำเนินชีวิต มีความภาคภูมิใจในชีวิต จัดหางานให้เมื่อเรียนจบ และรัฐควรจัดหางานให้ ระหว่างเรียน เพื่อ เป็นรายได้เสริม ที่เข้ามาสู่อาชีพนี้เพราะได้รับการติดต่อจากเพื่อน ตอนที่เพื่อนชวนก็คิดอยู่นาน แต่เพื่อนบอก ว่า ทำแล้วจะได้เงินง่าย อย่างไรก็ตาม ไม่คิดที่จะทำอาชีพนี้ตลอดไป อนาคตคิดจะหยุด และหางานดีๆ ทำ แม้จะได้เงินน้อยกว่า—


" น้องฟิว (นามสมมุติ) นักศึกษา "--สาเหตุเข้าสู่อาชีพเสริมเพราะ ความต้องการ ทาง เศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าลงทะเบียน ค่าที่พัก และค่าเครื่องสำอาง รวมถึงได้รับการชักจูง จาก เพื่อน ในกลุ่มที่ทำอาชีพเสริมอยู่ มีเงินใช้จ่ายคล่องตัวมากขึ้น ที่สำคัญคือผู้ที่ทำอาชีพ เสริมคิดว่า พวกเขา ได้เดินมาถูกต้องแล้ว เพราะชีวิตเป็นของเขาเอง ฉะนั้นจะทำอะไรกับชีวิตของเขาก็ได้ ที่เลือกอาชีพนี้ เพราะ มีรายได้สูง ที่ผ่านมาไม่ได้ติดต่อทางบ้านเลย จึงต้องหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายเอง มีค่าใช้จ่ายประมาณ 400 บาทต่อวัน ถ้าไปทำอาชีพอื่นรายได้จะน้อย แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการ หารายได้จากการขายบริการทางเพศเลย ส่วนแนวทางป้องกันนั้น เห็นว่าต้องสร้างจิตสำนึกในการ ยอมรับ สภาพความจริง พ่อแม่ ครูอาจารย์ต้องสอดส่องใกล้ชิด สร้างความอบอุ่นในครอบครัว หาอาชีพเสริมที่สุจริต และสถานศึกษาจัดหางานพิเศษให้--
แน่นอนปัจจัยที่ทำให้เด็กขายตัว อาจจะมีหลายปัจจัย ได้แก่ ปัญหาความตกต่ำทางด้านเศรษฐกิจ เงินไม่พอใช้ ปัญหาวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป คือ นำวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้มากขึ้น ปัญหาการบริโภคนิยมหรือนิยมวัตถุ ฯลฯ


แต่ปัญหาเหล่านี้ เด็กและเยาวชน ไม่ควรแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการง่ายๆ โดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ของตน โดยการนำร่างกายมาขาย ซึ่งถ้าทำกันมากๆ แนวคิดนี้ก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมไทยในอนาคต

...
  
สู่ผู้นำ
เส้นทางสู่ความเป็นผู้นำ
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

บางคนเกิดมามีชาติตระกูลดี มีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว บางคนเกิดมาต้องมาฝึกฝนตนเองก่อนจึงจะสามารถเป็นผู้นำได้ แต่บางคนเมื่อเกิดเหตุการณ์สถานการณ์ที่วิกฤตจึงได้เป็นผู้นำตามสถานการณ์นั้นๆ


แล้วถ้าเราเกิดมา ไม่ได้มีชาติตระกูลที่ดี แต่เราต้องการเป็นผู้นำ เราก็สามารถฝึกฝนได้ ซึ่งคนเราสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้หลายทาง ดังนี้


- ต้องมีจิตใจที่มุ่งหมั้น อดทน ตั้งเป้าหมายว่าเราจะเป็นผู้นำให้ได้และเมื่อได้เป็นผู้นำในองค์กรใด องค์หนึ่งแล้ว จงแสดงฝีมือออกมาให้ปรากฏ ถ้ามีปัญหาอุปสรรคก็ขอให้ทำใจเยือกเย็น รับสถานการณ์ต่างๆให้ได้


- ต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องบ้าง แต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดก็ได้ เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้นำ


- กล้าที่จะคิดอะไรใหม่ๆ แน่นอน มนุษย์เราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแต่มนุษย์ของเราจะเจริญก้าวหน้าได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การคิดอะไรใหม่ๆ การทำอะไรใหม่ๆ ช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเอง พัฒนาองค์กร รวมทั้งพัฒนาประเทศชาติด้วย จงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา


- กล้าที่จะเสี่ยง พร้อมที่จะยอมรับความล้มเหลว คนเราเมื่อดูภาพคนที่ประสบความสำเร็จมักจะดูด้วยความสรรเสริญ แต่หารู้ไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จโดยมากมักผ่านการล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น เช่น อดีตนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ อดีตประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่มักผ่านการสอบตกหรือไม่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วตั้งมากมาย แต่สุดท้ายและท้ายสุด เขาเหล่านั้นจึงประสบความสำเร็จ


- กล้ารับผิดชอบ คุณสมบัติของผู้นำที่ดีมีอยู่ข้อหนึ่ง ก็คือ ความรับผิดชอบ แน่นอนไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิด หรือ ผิดพลาด การตัดสินใจบางอย่างอาจก่อให้เกิดการผิดพลาด แต่คนที่เป็นผู้นำที่ดีต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเอง


- มีความซื่อสัตย์ การเป็นผู้นำนอกจากทำงานเก่งแล้ว ยังต้องมีความซื่อสัตย์และสัตย์ซื่อต่อองค์กร


เพราะถ้าผู้นำไม่มีความซื่อสัตย์เสียแล้ว เช่น โกงกินเงินขององค์กร เวลาลูกน้องโกงกินบ้างผู้นำมักจะไม่กล้าว่าให้แก่ลูกน้อง เพราะตนเองก็ทำมาก่อน


- ผู้นำที่ดีและมีใจที่กว้างต้องรู้จักสนับสนุนลูกน้อง และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ผู้นำที่ดีต้องรู้จักสร้าง


คนในองค์กร เพราะถ้าคนในองค์กรไม่มีความรู้ความสามารถ ก็มักจะทำให้องค์กรมีปัญหาได้


ดังนั้น ผู้นำที่ดีจำเป็นจะต้องสนับสนุนลูกน้องให้คนที่ทำงานได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และเลื่อน


ขั้นเงินเดือนให้สูงขึ้น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ลูกน้อง


- ผู้นำที่ดีต้องมีบุคลิกภาพที่ดีเยี่ยม สุขภาพร่างกายดีแข็งแรง ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ มีใครเคยเห็น


ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ที่เจ็บป่วย เดินแทบไม่ได้ ขึ้นไปพูดหาเสียง พูดสุนทรพจน์บ้างไหม


ถ้ามีก็ดูแล้วไม่ค่อยสง่างาม ดังนั้น ผู้นำต้องรู้จักรักษาสุขภาพของตนเอง พัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การพูด การเจรจาต่อรอง ต่างๆ


และมีอีกหลายปัจจัย ที่ผู้นำต้องนำไปฝึกฝน เรียนรู้กัน เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำที่ดีได้ คนเราสามารถฝึกฝนกันได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน การพูด บุคลิกภาพ นิสัย ใจคอ จิตใจ ดังนั้น ผู้ต้องการเป็นผู้นำต้องอดทน พัฒนาตนเอง ปรับปรุงตนเอง แล้วเส้นทางสู่ความเป็นผู้นำจะอยู่ไม่ไกลจากเราครับ

...
  
การพูดหน้าชุมชน
การพูดต่อหน้าที่ชุมชน

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ถ้าท่านไม่สามารถลุกขึ้นพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้ท่านไม่ควรปรารถนาเป็นผู้นำ เป็นคำพูดของหลวงวิจิตรวาทการ


เคยมีคนถามผมว่า ความหมายของการพูดในที่ชุมชนจริงๆ ตามหลักวิชาการคืออะไร การพูดในที่ชุมชน คือ การพูดในที่สาธารณะชน โดยมีคนฟังหรือฝูงชนจำนวนมาก ผู้พูดต้องมีการสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง อีกทั้งการพูดในที่ชุมชน ผู้พูดจะต้องแสดงวัจนภาษาและอวัจนภาษา เช่น ภาษาพูด ภาษาร่างกาย การแสดงท่าทางประกอบ การเคลื่อนไหวต่างๆ ต่อหน้าผู้ฟังเป็นจำนวนมาก


ดังนั้นการพูดในที่สาธารณะชนเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พูดได้แสดงความสามารถเฉพาะตัวบุคคล เพราะโดยปกติคนทุกคนที่ไม่เป็นใบ้ย่อมพูดได้ แต่บางคนเท่านั้นที่พูดเป็น ซึ่งการพูดเป็นนั้นต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพรสวรรค์เสมอไปแต่เราสามารถมีพรแสวงได้ด้วยการฝึกฝนการพูดสม่ำเสมอเมื่อมีโอกาส เราต้องหาเวทีในการพูดต่อหน้าที่ชุมชนเมื่อมีโอกาส


การพูดต่อหน้าที่ชุมชนก็เหมือนกับการว่ายน้ำ หรือ กิจกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขับรถ การเล่นกีฬาต่างๆ คือ ยิ่งเราทำมันมากเท่าไรเราก็ยิ่งชำนาญมากขึ้นเท่านั้น และเราก็ยิ่งสนุกที่ได้ทำมันด้วย

เช่น ถ้าเราอยากว่ายน้ำเป็นเราต้องลงไปว่ายน้ำ เราจะมามัวอ่านหนังสือ ตำรา ว่ายน้ำเป็นร้อยเล่ม พันเล่ม หมื่นเล่ม เราก็ไม่สามารถว่ายน้ำเป็น ดังนั้น จงโยนหนังสือ ตำรา ว่ายน้ำทิ้ง แล้ว ลงไปว่ายน้ำจริงๆแล้วเราจะว่ายน้ำเป็นในที่สุด เช่นกัน การพูดก็เหมือนกัน ถึงแม้เราจะอ่านหนังสือ ตำรา การพูดต่อหน้าที่ชุมชนเป็น ร้อยเล่ม พันเล่ม หมื่นเล่ม เราก็ไม่สามารถพูดต่อหน้าที่ชุมชนเป็น ดังนั้น จงโยน หนังสือ ตำรา การพูดต่อหน้าที่ชุมชน ทิ้ง แล้ว ขึ้นเวที หาเวทีการพูดให้มากที่สุด แล้วในที่สุดท่านจะเป็นสุดยอดนักพูด ที่สำคัญ ต้องอดทน ถึงแม้การพูดบางครั้งอาจล้มเหลว แต่ถ้าเรามีฝันว่าอยากเป็นนักพูด เราต้องอดทนรอได้ และไม่ควรดูถูกเวทีเล็ก บางคนอยากพูดเวทีใหญ่เลย ผมว่าคงยาก เพราะนักพูดที่สามารถพูดเวทีใหญ่ๆได้ นักพูดผู้นั้นต้องผ่านเวทีเล็กๆ มาก่อนทั้งนั้น


เช่นกัน นักพูดที่มีค่าตอบแทนสูง ย่อมเคยผ่านการบรรยายในลักษณะ ค่าตอบแทนต่ำมาก่อน บางคนถึงขนาดบรรยายให้ฟรีๆ โดยไม่มีค่าตอบแทนเลยก็มี


และสิ่งที่สำคัญ คือ นักพูดที่ดีต้อง มีการเตรียมการพูด เช่น มีการร่างเรื่องที่จะพูดเป็นโครงเรื่อง ว่าจะขึ้นต้นอย่างไร(โดยปกติจะมี 5-10 %) โดยข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการขึ้นต้น ไม่ควรออกตัว,ไม่ควรถ่อมตนและไม่ควรอ้อมค้อม แต่ควรขึ้นต้นให้มีความตื่นเต้น เช่น การพาดหัวข่าว (Headline) , ขึ้นต้นด้วยคำถาม (Asking Question), ขึ้นต้นด้วยการอ้างบทกวี หรือวาทะของผู้มีชื่อเสียง (Quousing) ฯลฯ
เนื้อเรื่องควรมีอะไรบ้าง(80-90 %) ควรจะต้องสอดคล้องกับคำนำหรือคำขึ้นต้น และสอดคล้องกับการสรุปจบ


ส่วนสรุปควรจะสรุปจบอย่างไร(5-10 %) หลักในการสรุปจบมีอยู่ว่า มีความหมายชัดเจน มีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง และหัวข้อเรื่อง กะทัดรัด โดยอาจสรุปจบแบบสรุปความ,แบบฝากให้ไปคิด,แบบเปิดเผยตอนสำคัญ และอาจจบด้วยคำคม คำพังเพย สุภาษิต


คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า คำโบราณกล่าวมาน่าเชื่อถือ


ความรู้ดีทำงานดีมีฝีมือ แต่ซื่อบื้อเรื่องพูดจาหมดท่าเลย


รูปไม่สวยวาจาเด่นเห็นประจักษ์ ความมีเสน์ห์น่ารักก็เปิดเผย


มีคนรักคนนิยมคนชมเชย อย่าละเลยจงพูดจาให้น่าฟัง


(อ.โอษฐ วารีรักษ์)
































...
  
เลิกเหล้าเข้าพรรษา
เข้าพรรษา เลิกเหล้า เลิกจน


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์




เรื่องของการเลิกเหล้า เข้าพรรษา ได้มีการพูดกันมานานแล้ว หลายปี จากตัวเลขการรณรงค์ นับว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะบางปีสามารถลดการดื่มเหล้าในช่วงดังกล่าวได้ถึง ร้อยละ 30 เลยทีเดียว

การงดเหล้าเข้าพรรษาแค่เพียง 3 เดือน จากข้อมูลการงดเหล้าเข้าพรรษาปี 2549 มีผู้งดเหล้าเข้าพรรษา 5 ล้านคน ทำให้คนงดเหล้าเข้าพรรษามีเงินเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 1,188.97 บาท เท่ากับว่า 3 เดือนเข้าพรรษา จะมีเงินเก็บ 6,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถ้าเราจะคิดง่ายๆ ถ้าเราตั้งสมมุติฐานว่า หากชาวบ้านจำนวน 100 คน ดื่มอย่างหนักวันละ 1 เป็ก ราคาเป็กละ 5 บาท จะสูญเงินลงขวดเท่ากับ 500 บาท ถ้า 30 วัน จะสูญเงินเท่ากับ 15,000 บาท

ถ้า 90 วันหรือ 3 เดือน จะสูญเงินเท่ากับ 45,000 บาท เลยทีเดียว เท่ากับซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่ได้ถึง 1 คัน

แถมการลด ละ เลิก 3 เดือนในช่วงเข้าพรรษา ยังทำให้ช่วยลดอุบัติเหตุต่างๆ รวมทั้งการทะเลาะวิวาท อีกด้วย การเลิกเหล้า เลิกจน แล้วนำเงินที่ดื่มเหล้ามาออม คือ ความคิดที่ควรนำมาใช้ให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในชุมชน หมู่บ้าน เพราะถ้าหากทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านแก้ไขปัญหาการดื่มเหล้า ดื่มสุราได้ตรงจุด จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายในชุมชนอย่างมากมายมหาศาล

โครงการเลิกเหล้าเข้าพรรษาเป็นโครงการที่ดี แต่กระผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น่าจะมีโครงการ

ต่อเนื่องให้คนที่เลิกเหล้าเข้าพรรษาได้เข้าโครงการเลิกดื่มไปเลย คือ ให้เลิกดื่มจาก 3 เดือน เป็น เลิก 12 เดือนไปเลยเพื่อสุขภาพ เพื่อครอบครัว เพื่อสังคมและเพื่อประเทศชาติ

สำหรับตลาดของการดื่มเหล้า บริษัทขายเหล้า ได้พยายามขยายตลาดโดยเฉพาะ กลุ่มเยาวชนและวัยรุ่น เป็นตลาดกลุ่มใหม่ของบริษัทขายเหล้า ขายเบียร์ ซึ่งเด็กเยาวชนและวัยรุ่น เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะ การตลาดของบริษัทขายเหล้า ขายเบียร์ มีการใช้กลยุทธ์หลายอย่างเพื่อจูงใจให้เด็กกลุ่มดังกล่าวได้ มีโอกาสดื่มเหล้า มากขึ้น และกลุ่มนี้ เมื่อได้ดื่มแล้ว คงต้องดื่มไปได้อีกนานเนื่องจากอายุยังน้อยเมื่อเทียบกับวัยผู้ใหญ่ ดังจะเห็นได้จากกรณีมีการถ่ายคลิป การซื้อเหล้า เบียร์ตามบริเวณใกล้สถานศึกษา เมื่อไม่นานมานี้

อีกทั้งกลุ่มเด็ก เยาวชนไม่มีรายได้ ต้องพึ่งผู้ปกครอง พ่อแม่ และเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

สำหรับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา สมัยก่อนไม่มีครับ พึ่งมามีไม่กี่ปี ข้อดีของเงินกู้เพื่อการศึกษาก็คือ ทำให้เด็กที่ต้องการศึกษาต่อมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่ผลเสียก็อย่างที่มีคนกล่าวถึงก็คือ เด็กบางคนนำเงินไปซื้อ มือถือ ผ่อนรถจักรยานยนต์ เที่ยว และที่สำคัญคือนำเงินไปซื้อเหล้า เบียร์ เป็นต้น

และรัฐบาลปัจจุบันก็มีแนวคิดจะขยายเพดานรายได้ครอบครัวของผู้มีสิทธิ์กู้กองทุน กยศ.เป็น 2.5 แสนบาทต่อปี จากเดิม 2 แสนบาทต่อปี ในด้านหนึ่งกระผมคิดว่าเป็นการช่วยเหลือเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสเพิ่มมากขึ้น แต่รัฐบาลต้องมีภาระเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกู้ กยศ.ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ปีเดียว

ท้ายนี้ ก็ต้องขอฝากเด็กที่มีสิทธิ์กู้กองทุน กยศ. เมื่อมีโอกาสก็ต้องใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์มากที่สุดไม่ควรนำเงินไปใช้ นอกวัตถุประสงค์ของผู้ให้กู้

สุดท้ายก็ขอฝากแง่คิดของ ท่าน ว.วชิรเมธี เพื่อให้กำลังใจคนตั้งใจอธิษฐานงดเหล้าเข้าพรรษาว่า

"ขอให้ตั้งใจดีๆ เพราะถ้าตั้งใจก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ขอให้เพียรพยายามต่อไป อย่าท้อ หากล้มเหลวก็จงให้อภัยตัวเองแล้วเริ่มต้นใหม่ เชื่อว่าในที่สุดต้องเอาชนะเหล้าได้อย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่ดื่มเหล้าเราก็อยู่ได้ และถ้าวันหนึ่งเราจะประกาศอิสรภาพจากเหล้า เราก็ต้องทำได้เช่นกัน"




...
  
ฝึกพูด
มาฝึกพูดกันเถอะ


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)


การพูดเก่งทำให้ท่านได้เปรียบผู้อื่น การพูดเก่งทำให้ท่านได้ชื่อเสียง เงินทอง การพูดเก่งทำให้ท่านได้รับตำแหน่งสูงกว่าผู้อื่น และการพูดเก่งทำให้ท่านได้รับสิ่งต่างๆอีกมากมาย


นี่คือข้อดีของการที่ท่านพูดดีและพูดเก่ง สำหรับท่านที่ต้องการจะเป็นนักพูดนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยในยุคปัจจุบัน เพราะในยุคนี้เรามีตัวอย่าง นักพูดที่เก่งๆ เราสามารถหาดูได้ไม่ยากนัก บางทีเราอาจหาดูได้จากห้องนอนด้วยซ้ำไป( ดูโทรศัพท์) ซึ่งยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เราสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายกว่าในอดีตเป็นอันมาก เรามีระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งช่วยให้ผู้ที่ต้องการเป็นนักพูดได้


หาข้อมูลเพื่อมาประกอบการพูดได้ในเวลาอันรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ในอดีต เราต้องไปหาตามห้องสมุด ซึ่งห้องสมุดหลายแห่งไม่มีหนังสือหรือข้อมูลที่เราต้องการ แต่ปัจจุบันเรามีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ อินเตอร์เน็ตนั้นเอง


สำหรับคนที่ต้องการเป็นนักพูดจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้


1.เป็นนักอ่านที่ดี ชอบอ่านหนังสือ หาข้อมูลเพื่อใช้ในงานพูดของตน เนื่องจากงานพูดจำเป็นจะต้องมีเนื้อหา มีสาระ มีศิลปะในการใช้ภาษา ดังนั้น ผู้ที่อ่านมาก ย่อมมีข้อมูลมากและมีความแตกฉานในเรื่องของการใช้ภาษา


สำหรับประเทศไทย มีข้อเท็จจริงในเชิงสถิติที่น่าห่วงใย ปัจจุบันอัตราการอ่านหนังสือของเด็กและเยาวชนไทยต่อปีอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๕ เล่มต่อคนต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเวียดนามที่กำลังเร่งพัฒนาประเทศไล่กวดไทยอยู่ในขณะนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทยอื่นๆ ปรากฏว่าคนสิงคโปร์มีอัตราการอ่านเฉลี่ย ๑๗ เล่มและมาเลเซีย ๔๐ เล่มต่อคนต่อปี ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น มีอัตราการอ่าน ๕๐ เล่มต่อคนต่อปี(ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 กพ.52)


2.เป็นนักจินตนาการและช่างฝัน การเป็นนักพูดที่ดีและประสบความสำเร็จจำเป็นที่ต้องมีจินตนาการเพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้อื่น เพราะถ้าไม่มีจินตนาการและการช่างฝัน นักพูดผู้นั้นก็มักจะพูดแนวทางเดียวกันกับนักพูดทั่วๆไป และเมื่อพูดในแนวทางเดียวกันกับนักพูดทั่วไปแล้ว ก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จ


3.ถ้าอยากเป็นนักพูด ก็จง พูด พูด และพูด จงหาเวทีให้กับตนเอง ท่านที่ต้องการว่ายน้ำเป็น ท่านต้องลงไปว่ายน้ำ ถ้าท่านอยากเป็นนักพูดไม่มีวิธีอื่น ท่านต้องหาเวทีพูดให้กับตัวเอง การพูดเป็นทักษะ ถ้าเราพูดบ่อยๆ เราก็จะเก่งไปเอง


สำหรับท่านที่คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของนักพูดที่ดีแล้ว แต่มีปัญหาว่าจะเข้าสู่วงการได้อย่างไร


สำหรับผมคิดว่า ท่านควรเริ่มเวทีเล็กๆก่อนหรือหาโอกาสพูด ในเวทีเล็ก เมื่อพูดได้ดี คนก็จะเชิญท่านพูดในเวทีระดับชาติเอง เมื่อถึงจุดนั้น เงิน ทอง ชื่อเสียงและตำแหน่งก็จะตามมาเองครับ





จงทำให้ผู้ฟังสนุกสนาน ในขณะเดียวกันก็สอนเขาไปด้วย

...
  
ยาเสพติดประเทศไทย
ประเทศไทยจะเข้มแข็งถ้าป้องกันยาเสพติด


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)






พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


"ยาเสพติดนี่มันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งราชการ ตำรวจ โรงพยาบาล เอกชนต่าง ๆ เดือนร้อนหมดและสิ้นเปลืองคนทั่วประเทศก็สิ้นเปลือง แทนที่จะมีเงินทอง มีทุนมาสร้างบ้านเมืองให้สบาย ให้เจริญมัวแต่ต้องมาปราบปรามยาเสพติด มัวแต่ต้องมาเสียเงินค่าดูแลรักษาทั้งผู้เสพยา ผู้เป็นคนเดือดร้อนอย่างนี้ก็เสียเงิน และเสียชื่อเสียง..."


ข้อความข้างต้นก็เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใย สภาพบ้านเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ปัญหายาเสพติดในภาวะปัจจุบันเริ่มแพร่ระบาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากยุคการปราบปราม และต่อสู้กับยาเสพติดในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยุคนั้นต้องยอมรับว่า ขบวนการค้ายาได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจาก นโยบายและการปฏิบัติของรัฐบาลมีความรุนแรง

เด็ดขาดเมื่อเทียบกับรัฐบาลอื่น ดังข้อความ หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หัวต่างๆ เช่น "ทักษิณ" สั่งปราบยาเสพติดอีกระลอก ต้องหมดภายใน 4 เดือน ”

แต่การกระทำของรัฐบาล พ.ต.ท.ดรทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ถูกหลายฝ่ายโจมตีอย่างมาก ไม่ว่า จะเป็นเรื่อง ฆ่าตัดตอน ฆ่าผู้บริสุทธิ์ เห็นได้จากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น ญาติเหยื่อผลพวงปราบยาเสพติด ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกยึดทรัพย์ 20 ล้านบาท ร้อง กระทรวงยุติธรรม ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

สำหรับยุคปัจจุบัน มีข้อมูล จาก ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC ANCHOR POLL) ได้นำเสนอผลการสำรวจระหว่างวันที่ 2-7 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประมาณการจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุคต้นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)


ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุระหว่าง 12-65 ปี จาก 2,452 ครัวเรือน พบตัวเลข (ประมาณการตามหลักสถิติ)ประชาชนในกทม.กว่า 256,388 คน จาก 4,274,757 คน ใช้ยาเสพติดในช่วง 1 ปี (12 เดือน) ที่ผ่านมา


ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเลขสองแสนห้าหมื่นกว่าคนที่ว่ายังไม่น่าสนใจเท่ากับตัวเลขจำนวนผู้ที่เคยทดลองใช้สารเสพติด (โดยไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่) ที่มีทั้งหมด 593,314 คน หรือเกือบหกแสนคน และอีก 197,338 คน หรือราว 2 แสนคนที่ยังคงใช้ยาเสพติดในช่วง 30 วันที่ผ่านมานี้เอง...!!!


คนสองแสนคนที่กำลังใช้ยาเสพติดหรือเป็นคน “ติดยา” อยู่ในกทม. ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ ที่จะสามารถมองข้ามกันได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และกลุ่มวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 12-24 ปี จำนวน 84,517 หรือเกือบครึ่งของทั้งหมด ที่ยังคงใช้ยาอยู่ในช่วง 1 เดือนนี้ แบ่งเป็นผู้เสพกัญชา 23,981 คน เสพยาบ้า 22,226 คน ยาไอซ์ 18,168 คน กระท่อม 13,347 คน และสารระเหย (กาว-ทินเนอร์) 6,795 คน

จากตัวเลขดังกล่าว จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การใช้ยาเสพติดโดยมากมักแพร่ระบาดในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆมากกว่าชนบท อาจเป็นเพราะในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่มีฐานลูกค้ามากกว่า คนหมุนเวียนเข้าออกมากกว่า

ดังนั้นการแก้ไข ป้องกันเรื่องยาเสพติด กระผมจึงขอวิงวอนทุกฝ่ายร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ชุมชน ครอบครัว โรงเรียน ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง และโดยเฉพาะผู้ที่ค้ายาเสพติดทั้งหลาย ขอให้เลิก

เพื่อประเทศชาติ บ้านเมือง เพื่อเพื่อนมนุษย์ หากสามารถป้องกันยาเสพติดไม่ให้มาทำลายหรือก่อความเดือดร้อน ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ข้างต้น ก็จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง การป้องกันยาเสพติดจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ











...
  
ศิลปะในการบริหาร
ศิลปะในการเป็นผู้บริหาร

โดย... ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

มีหนังสือและองค์ความรู้มากมายที่พูดถึงเรื่องของ ผู้บริหาร มีทั้งนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติจริง ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งกระผมได้อ่าน ได้ศึกษา อาจสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญๆดังนี้


1.ผู้บริหาร ต้องมีพันธะผูกพัน(Commitment) คือ ต้องมีความรับผิดชอบในคำพูด คำสัญญา การแสดงออก การกระทำ ต่อสิ่งที่ได้ทำไปหรือต่อบุคคลอื่น เช่น สัญญาว่าจะทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จภายในวันนี้ ผู้บริหาร ก็ต้องพยายามทำให้เสร็จถึงแม้จะทำถึง เที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 หรือรุ่งเช้าก็ต้องทำ


2.ผู้บริหารที่ดี ต้องมีสติปัญญา และการตัดสินใจที่ถูกต้อง รวดเร็ว เด็ดขาด


แน่นอน การตัดสินใจย่อมต้องมีการผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าผู้บริหาร กลัวการที่จะตัดสินใจลงไปแล้ว อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ องค์กร หน่วยงาน รวมถึงประเทศชาติ ก็ได้ถ้าผู้บริหารคนนั้นบริหารประเทศ สำหรับหลักการตัดสินใจที่ดี เราควรแสวงหาข้อมูลให้มากที่สุดในเรื่องที่เราต้องตัดสินใจแล้ว มองอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูล หาสาเหตุของปัญหา แนวทางแก้ปัญหาและจึงตัดสินใจ เมื่อ ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาดก็ควรรับผิดชอบ


3.ผู้บริหารที่ดี ต้องสร้างความศรัทธา แก่ลูกน้อง ลูกค้า เจ้าของกิจการ รวมทั้งผู้พบเห็น ภาพพจน์(Image) ของผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาบุคลิกภาพ การพูดจา การแต่งกาย และการสร้างชื่อเสียง จึงเป็นส่วนสำคัญในเรื่องนี้ ทำอย่างไรให้คนเชื่อถือไว้วางใจ และเกิดการกระทำในสิ่งที่ผู้นำ จูงใจให้กระทำ


4.ผู้บริหาร ต้องเรียนรู้อย่างไม่หยุดหยั้ง เนื่องจากยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้นผู้บริหาร ต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าเทคโนโลยี การหาข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ใหม่ๆ ดังนั้นการไปดูงานต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญทำให้เห็นสิ่งใหม่ๆแล้วกลับนำมาใช้ในองค์กร ในหน่วยงาน ในประเทศของตน


5.ผู้บริหารที่ดี มักจะเลือกงานที่ตัวเองทำแล้วสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง การเลือกอาชีพในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้น จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้บริหาร ดังนั้น การเลือกงานที่ชอบจึงสำคัญกว่าเลือกงานเพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ


6.ผู้บริหารต้องทำงานโดยใช้วิธีที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ลักษณะงานการบริหารในปัจจุบันมีความแตกต่างจากงานบริหารในอดีต อาจกล่าวได้ว่ามีความแตกต่าง ดังนี้


6.1.ผู้บริหารต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น และต้องทำงานให้เสร็จ จึงทำให้ในแต่ละวัน ผู้บริหารต้องแก้ปัญหามากขึ้น มีความเครียดในการทำงานมากขึ้นกว่าผู้บริหารในอดีต


6.2.ผู้บริหารต้องมีความสามารถหลากหลาย เนื่องจากการทำงานในยุคปัจจุบันผู้บริหารต้องทำงานและทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การเจรจาต่อรอง งานด้านเอกสาร การเป็นประธานในงานต่างๆ การประชุม การกล่าวปราศรัยในงานต่างๆ


6.3.ผู้บริหารต้องทำงานร่วมกับสื่อมวลชนทุกประเภทมากขึ้น การบริหารองค์การในยุคปัจจุบัน มีการแข่งขันสูง ผู้บริหารจึงต้องเป็นนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ บางสถานการณ์จะต้องถูกสัมภาษณ์จากสื่อสารมวลชน


6.4.ผู้บริหารต้องทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารมาก ในยุคปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร




สรุปแล้วการเป็น ผู้บริหาร เป็นทั้งศาสตร์ที่สามารถเรียนกันได้ เป็นทั้งศิลป์ คือ นำมาประยุกต์ได้


โดยไม่จำกัดว่าเกิดในสถานะภาพใด ไม่ว่า ยากดี มีจน เป็นลูกมหาเศรษฐี ไม่ว่ายากดี มีจน คนเราก็สามารถเป็น ผู้บริหารที่ดีได้

...
  
การเผาป่า
เผาป่า


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


มช.แจง3เดือนไฟป่าเผาป่าไม้ เชียงใหม่-ลำพูนแล้ว 8พันไร่ ( ปี 2551)


ชาวบ้านลอบเผาป่าดอยสุเทพวอดกว่า 10 ไร่ (ผู้จัดการออนไลน์17 เมษายน 2551)


สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่บุกรุกเผาป่าประมาณ 10 ไร่ ที่จังหวัดน่าน( 19 มีค.51)


ข้อความข้างต้น เป็นข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับการเผาป่าในปีที่แล้ว ซึ่งมักเกิดขึ้นบริเวณ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน ความจริงกระผมคิดว่าปีนี้น่าจะน้อยลง หรือไม่มีการเผาป่าอีก แต่เหตุการณ์ก็ยังเหมือนเดิม ในปีนี้ พบว่ายังมีการเผาป่ากันอยู่


การเผาป่าทำให้เกิดหมอกควันขึ้นในจังหวัดของตนและบริเวณภาคเหนือ ทำให้คุณภาพของอากาศย่ำแย่


อีกทั้งยังทำลาย สิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศไทยของเราต้องสูญเสียต้นไม้ที่มีค่า โดยการถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหลายล้านต้นต่อปี ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ กว่าจะโต ใช้เวลานาน บางต้นใช้เวลาหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว ยังไม่พอการเผาป่า


ยังทำให้ความสมบูรณ์ของดินลดลง


ซึ่งสาเหตุในการเผาป่า มีอยู่หลายสาเหตุ เช่น การเผาเพื่อหาของป่า (เห็ดถอบ ผัก สัตว์ป่า )


โดยเฉพาะ การหาเห็ดถอบ ในปัจจุบันพบว่าราคาเห็ดถอบในฤดูแล้งมีราคาสูงถึงลิตรละ 200-300 บาทเลยทีเดียวเพราะเป็นของป่าหายาก นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำเห็ดถอบมาบรรจุกระป๋อง โดยทำเป็นธุรกิจเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว


เมื่อความต้องการของคนในการกินหรือบริโภค เห็ดถอบมากจึงทำให้ราคาเห็ดถอบสูง เมื่อราคาสูงคนจึงต้องหามาขาย โดยทำทุกวิธี และวิธีการหนึ่งในนั้นก็คือ การเผาป่า นั้นเอง


การเผาป่าเพื่อหาเห็ดถอบ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยเราเท่านั้นครับ ยังมีประเทศเพื่อนบ้านของเราก็พากันเผาป่าเพื่อหาเห็ดถอบป้อนเพื่อบรรจุกระป๋องอีกด้วยไม่ว่า ประเทศพม่า ลาว ฯลฯ


การลักตัดไม้เพื่อทำฟืน เผาถ่าน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษขึ้นในอากาศ


การบุกรุกโค่นเผาป่าไม้ เพื่อทำการเกษตร อีกสาเหตุหนึ่ง ในการทำร้ายป่าและสิ่งแวดล้อม การทำไร่เลื่อนลอย คือ การบุกรุกป่า เผาป่า เพื่อนำที่ดินไปทำการเกษตร แต่เมื่อผลิตผลทางการเกษตรตกต่ำลง ทำได้แค่ 2-3 ปี เนื่องจากคุณภาพของดินลดลง เป็นดินจืดบ้าง มีวัชพืชปกคลุมมากขึ้น ก็ย้ายไปบุกรุกที่ใหม่โดยการโค่นป่า เผาป่า เพิ่ม


สำหรับการแก้ปัญหาที่ผ่านมา นายพิชิต ปิยะโชติ หัวหน้าหน่วยควบคุมไฟป่าดอยตุง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานบริการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยควบคุมไฟป่าดอยตุง ได้จัดทำโครงการโซเชียลแซงก์ชั่นหรือมาตรการลงโทษทางสังคม มาใช้กับชาวบ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านชาวไทยภูเขาในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ทรงงาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันในฤดูหนาวของทุกปีที่ผ่านมา


นางเนตรนภา แซ่สี ผู้ใหญ่บ้านมูเซอลาบา ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า
ทางหมู่บ้านได้เข้าร่วมโครงการของหน่วยควบคุมไฟป่า โดยได้ติดประกาศกฎข้อห้ามไว้ในหมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจและปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกัน หากใครละเมิดเข้าไปเผาหรือทำลายป่า ก็จะมีมาตรการลงโทษทางสังคม เริ่มตั้งแต่ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมของหมู่บ้าน กู้ยืมเงินจากกองทุนที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้าน หากยังผ่าฝืนหนักอาจถึงขั้นไล่ออกจากหมู่บ้าน(หนังสือพิมพ์ข่าวสด)


การที่จะหยุดการเผาป่า เพื่อลดมลพิษ ลดหมอกควัน เพิ่มคุณภาพในอากาศ คงเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน


ถ้ามนุษย์เรา หรือ คนเรา ยังมีความโลภ ไร้จิตสำนึก ยังมีความเห็นแก่ได้ โดยไม่คำนึงถึง สิ่งแวดล้อม หรือ อนาคต ซึ่ง ลูก หลาน ยังต้องอยู่ในโลกนี้ต่อไป


หัวใจของสิ่งมีชีวิตอยู่ที่ป่า แล้วหัวใจของป่าอยู่ที่ใคร

...
  
ศิลปะการฟัง
ศิลปะการรับฟัง

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

ผู้บริหารที่ดีต้องมีความรู้ ความสามารถ และทักษะต่างๆ มากมาย ทักษะหนึ่งที่ผู้บริหารควรมีในตัวเอง ก็ คือ ทักษะในการรับฟัง หรือ ศิลปะการรับฟัง ครับ ในวันนี้ เราจะมาพูดเรื่องนี้กันครับ


“ความด้อยสมรรถภาพในการสื่อความของมนุษย์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด ขาดความเชี่ยวชาญในการฟัง และไม่สามารถฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ"

เป็นคำพูดของ คาร์ล โรเจอร์ (นักจิตวิทยา)


ผู้บริหารที่มีปัญหาในเรื่องการรับฟังลูกน้อง มักจะมีคำพูดดังนี้ “ รู้แล้ว ๆๆ ” หรือ “ ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ ” คำพูดเหล่านี้มักปิดโอกาสไม่ให้ผู้บริหารได้รับรู้ถึงปัญหา หรือ ข้อมูลใหม่ที่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องการสื่อ


ความจริงแล้ว ข้อเสนอของลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา บางคนถึงแม้จะมีความรู้น้อยแต่อาจจะมีประสบการณ์มากในบางเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาไม่รู้ก็ได้ ดังนั้น ผู้บริหารที่มีทักษะหรือศิลปะการรับฟัง มักจะได้ข้อมูลดีๆ และยังเป็นที่ชื่นชมของลูกน้องอีกด้วย เนื่องจากผู้บริหารคนใด มีศิลปะการรับฟัง มักจะเป็นการให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา


สำหรับข้อมูลความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี มักเกิดขึ้นในที่ประชุม ผู้บริหารที่ดีจึงต้องเปิดโอกาส พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา แสดงความคิดเห็น พยายามจับประเด็นว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อให้เกิดความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากที่สุดในการนำไปใช้ และพยายามทำความเข้าใจว่าลูกน้องหรือผู้พูดต้องการอะไร


ไม่คาดคั้น ผู้พูด


ผู้บริหารควรต้องมีมารยาทในการรับฟัง คือ ควรจะสบสายตา หรือพยักหน้ายิ้มให้แก่ผู้เสนอความคิดเห็นอีกทั้งไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายแสดงความคิดเห็น


ผู้บริหารควรมีความอดทนในการที่จะรับฟัง เพราะผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวนมากมักแสดงความคิดเห็นหรือขาดเทคนิคในการนำเสนอ บางคนพูดวกไปเวียนมา


ผู้บริหารควรรับฟังอย่างกระตือรือร้น คือ ต้องมีสมาธิในการฟัง ไม่ใช่คิดเรื่องอื่นๆ ตลอดเวลาในการฟัง พอผู้ใต้บังคับบัญชาพูดจบ ก็ยังไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไรเลย ไม่ฟังแบบเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา แต่ต้องฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย


ผู้บริหารบางคนที่ไม่มีศิลปะการรับฟัง มักจะรู้สึกว่า “ ทุกอย่างเกิดจากความคิดของตนเองไม่มีใครช่วยคิดเลย ” นั้นแสดงว่า ตนเองไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นช่วยคิดหรือมีโอกาสในการแสดงความคิดเลย ธรรมดามนุษย์เราส่วนใหญ่มักเป็นนักคิดอยู่แล้ว บางคนคิดมาก คิดฟุ้งซ่านไปเลยก็มี


ดังนั้น ทักษะการฟังเป็นทักษะที่สำคัญของผู้บริหาร หรือ ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านใดพึ่งต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะทางด้านการพูด การอ่าน และการเขียน เพราะทักษะการฟังมักจะทำให้ผู้ฟัง ฝึกจับประเด็น ฝึกความจำ ฝึกเป็นนักคิดนักเขียนต่อไปอีกทั้งทำให้ผู้นั้นเกิดสติปัญญาความรู้เพิ่มมากขึ้นในลำดับต่อไป


ทักษะการฟังยังเป็นพื้นฐานในการเข้าสังคม และช่วยลดความขัดแย้งในสังคม ลดการเข้าใจกันผิด อีกด้วย




















...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.