หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  บทความที่ดี
  -  บารมีกับผู้นำ
  -  จูงใจคน
  -  ประวัติของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
  -  ลักษณะนักพูด
  -  ผู้นำพูด
  -  ความรู้กับนักบริหาร
  -  IMC ของไทยรักไทย
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  นักเขียน
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  เด็กขายตัว
  -  สู่ผู้นำ
  -  อาหารปลอดภัย
  -  ทำไมคนดีๆ จึงลาออก
  -  อารมณ์ขันกับนักพูด
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  ฝึกพูด
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  องค์กรกับผู้บริหาร
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  ผู้นำกับองค์กรเรียนรู้
  -  เตรียมพูด
  -  ทัศนคติกับการขาย
  -  เป้าหมายกับความสำเร็จ
  -  เอดส์ สังคมไทย
  -  เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
  -  ธรรมชาติการขาย
  -  หัวใจงานบริหาร
  -  ลิขสิทธิ์
  -  กิ๊ก
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  จริยธรรมของไทย
  -  แฟชั่น นักศึกษา
  -  ควบคุมราคาสินค้า
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  ปัจจัยในการบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  น้ำมันลอยติดลมบน
  -  ปัญหาเยาวชน
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
  -  เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
  -  พ่อแม่
  -  บุหรี่
  -  เลิกเหล้า เลิกจน
  -  ขยะเป็นทอง
  -  ผู้นำ
  -  คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
  -  หมวก 6 ใบ
  -  คอร์รัปชั่นภัยร้ายสังคมไทย
  -  หลักการเขียนบทความ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  ความคิดสร้างสรรค์
  -  U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)
  -  มึงสู้จริงหรือเปล่า
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
  -  นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ภาษากายของผู้ฟัง
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
  -  การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ปัญหาสิ่งแวดล้อม
โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 9:03:00 วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2550

คอลัมน์ : บ้านเมืองเรื่องวันจันทร์ : ปัญหาสิ่งแวดล้อม ใครรับผิดชอบ
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ถามว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันใครเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าจะตอบว่า ต้องช่วยกัน ต้องร่วมมือกัน ก็ฟังดูดี แต่อาจเป็นข้อสรุปที่ง่ายเกินไป และอาจจะไม่มีใครปฏิบัติและรับผิดชอบ

ถามต่อว่า ถ้าอย่างนั้น ควรเป็นใครเป็นผู้รับผิดชอบ ในความเห็นของกระผมขอแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

กลุ่มแรก รัฐบาล เป็นกลุ่มที่มีอำนาจหน้าที่ กำกับ ดูแล โดยออกกฎหมายมาเพื่อใช้บังคับ ให้คนในประเทศปฏิบัติ อีกทั้งยังมีกลไก บุคลากร ข้าราชการ งบประมาณ เครื่องมือ ฯลฯ ในการดำเนินการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มธุรกิจ เป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์ จากการผลิตสินค้า บริการ โดยใช้ทรัพยากรต่างๆ ของประเทศ เพื่อทำการผลิตสินค้า และบริการ เพื่อจำหน่ายทั้งภายในและส่งออกต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โดยเฉพาะในกระบวนการผลิต ที่ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เช่น น้ำเสีย บางโรงงานปล่อยน้ำเสีย ของเสียทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง ลำน้ำสาธารณะ โดยไม่มีการบำบัด อากาศเสีย บางโรงงานปล่อยควันพิษ ฝุ่นละอองที่เป็นพิษออกจากโรงงานโดยไม่มีการกรองอากาศ ฯลฯ

กลุ่มที่สาม คือ ประชาชน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่สุด เป็นกลุ่มที่มีสถานะทั้งการผลิตและบริโภค ในฐานะผู้ผลิตคือ ผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้ง ดิน น้ำ ป่าไม้ โดยเฉพาะทางด้านเกษตรกรรม ทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมา เช่น ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ น้ำถูกปนเปื้อนด้วยสารเคมีซึ่งมาจากปุ๋ยและยาฆ่าแมลง อีกทั้งคนในกลุ่มนี้เป็นทั้งผู้บริโภค คือ ใช้สินค้าและบริการ ที่ฝ่ายธุรกิจผลิตออกมา ซึ่งสินค้าบางตัวอาจส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยต่างกัน ตัวอย่าง การใช้สินค้าที่ อุปโภค บริโภค โดยทิ้งสารตกค้าง หรือ ย่อยสลาย ไม่ได้ก่อให้เกิดขยะ หรือสิ่งที่พิษตามมามากมาย

ซึ่งทั้งสามกลุ่ม ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ รัฐ เก็บภาษีได้แล้ว ก็โยนความผิดให้กลุ่มธุรกิจและกลุ่มของประชาชน โดยอ้างว่า เพราะ ขยะ น้ำเสีย อากาศเป็นพิษ มาจากโรงงาน ถ้าจะโยนความผิดอย่างนี้ ก็คงยากที่จะแก้ไขได้

การที่จะร่วมมือกันของทั้งสามกลุ่มได้ต้องอาศัยความเข้าใจในปัญหา การศึกษา การเก็บข้อมูล รวมถึงต้องสร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบ

ดังกรณี การใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร การใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูง จะทำให้สารตะกั่วออกจากท่อไอเสีย และตกค้างอยู่ที่ถนน เมื่อสูดเข้าไปจะมีผลกระทบกับระบบหายใจ ระบบประสาท ระบบสมอง ถ้ารับไปมากๆ ก็จะทำให้ความจำเสื่อม ดังนั้น รัฐบาลจึงเริ่มรณรงค์ให้ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2534 โดยได้รับความร่วมมือ จากกลุ่มธุรกิจและกลุ่มประชาชน ทำให้สารตะกั่วในอากาศและตามท้องถนนลดน้อยลง

สิ่งที่ควรทำหรือควรปฏิบัติสำหรับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
หลักใครทำ ใครทิ้ง ผู้นั้นจ่าย การผลิต ตามกระบวนการต่างๆ กลุ่มธุรกิจและกลุ่มประชาชน อาจก่อให้เกิด น้ำเสีย อากาศ เป็นพิษ ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบการกระทำ โดยอาจเสียค่าระบบป้องกันต่างๆ หรือ ถ้ามีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ต้องจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ควรกระจายความรับผิดชอบ ในการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยกระจายจากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น จนลงไปถึงประชาชน โดยสร้างจิตสำนึก สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทุกประเทศทั่วโลก ล้วนมีปัญหาเช่นกัน ดังนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นปัญหาของชาติที่ทุกคน ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน กระผมเชื่อว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีพลัง ถ้าต้องการแก้ไขอย่างแท้จริงและจริงจัง กระผมเชื่อว่า เราจะสามารถป้องกัน รักษา รวมถึงฟื้นฟูคุณภาพของสิ่งแวดล้อมของประเทศได้ดีขึ้น ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ทั้งสามกลุ่มคือ รัฐบาล กลุ่มธุรกิจ และประชาชน



...
  
ปัจจัยในการบริหาร
ปัจจัยสำคัญสำหรับการบริหาร
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การบริหารนั้น จะต้องยุ่งกับการจัดการ 4 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องของคน เรื่องของเงิน เรื่องของวัสดุสิ่งของและเรื่องของเครื่องจักรอุปกรณ์


ในบรรดา 4 เรื่องนี้ ถ้าใครเป็นนักบริหารก็คงจะทราบอยู่แก่ใจว่า การบริหารที่ยากที่สุดก็คือการบริหารคนหรือบุคลากรนั่นเอง


เพราะคน มีจิตใจ มีความอารมณ์ มีความรู้สึก มีชีวิต จิตใจ ไม่เหมือนกับ เงิน วัสดุสิ่งของหรือเครื่องจักรอุปกรณ์


ถ้าเราหยิบเงินออกไปใช้จ่ายซื้อข้าวซื้อของ เงินมันไม่เคยตั้งคำถามหรือบ่น เราใช้เครื่องจักรอุปกรณ์และวัสดุสิ่งของ ก็เหมือนกันมันไม่เคยบ่น หรือถ้าเราว่าใช้มันทำไม


แต่ถ้าเราใช้คนหรือลูกน้องสักคนให้ไปทำอะไร บางทีอาจถูกถามกลับว่า ทำไมถึงใช้ผม ทำไมไม่ใช้คนอื่น


การบริหารก็เช่นกัน บริหารคนหรือบุคลากรนั้นยาก ยิ่งถ้าใครที่จบจากต่างประเทศมา อาจร้อนวิชาที่ได้เรียนมาจาก ต่างประเทศ แล้วนำมาบริหารกับคนไทยอาจไม่ได้ผล เพราะ มันแตกต่างกัน เรื่องบางอย่าง อาจใช้กับคนไทยเราไม่ได้เหมือนกัน เล่นกับคนไทยก็ต้องใช้การบริหารแบบไทยๆ ให้เข้ากับนิสัยใจ วัฒนธรรมแบบคนไทยเรา


เช่น เราคงเคยได้ยินคำว่า “ อเมริกันแชร์ ” วัฒนธรรมแบบนี้ฝรั่งอาจจะคุ้นเคยและพอใจแต่ถ้านำมาใช้กับคนไทยดูอาจไม่ถูกใจคนไทยเรามากนัก เพราะคนไทยเราเคยชินกับคำว่า “ เจ้าภาพจงเจริญ ” มากกว่า จนแต่งเป็นเพลงและร้องกันอย่างสนุกสนาน


ผู้บริหารหรือหัวหน้าฝรั่ง นั่งกินกาแฟกันสองคน เมื่อกินเสร็จลุกขึ้นต่างคนต่างจ่าย ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้าคนไทย กินกาแฟกันสองคน เมื่อกินเสร็จลุกขึ้นต่างคนต่างจ่าย รับรองได้ว่าหัวหน้าหรือผู้บริหารคนนั้น ถูกลูกน้องนำไปนินทาลับหลังว่า ขี้เหนียว ใจไม่กว้าง เพราะวัฒนธรรมนั่งเองที่แตกต่างกัน


ดังนั้น การเล่าเรียนมาจากต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับทฤษฏีการบริหารต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องนำมาปรับใช้กับสังคมไทยเรา รวมถึงการศึกษานิสัยใจคอของคนไทย จึงจะชนะใจลูกน้องซึ่งเป็นคนไทยได้


การตำหนิ อบรม ลูกน้องซึ่งเป็นคนไทย ผู้บริหารแบบไทยที่ดีนั้น ควรตำหนิลูกน้อง โดยเรียกคนที่จะถูกตำหนิมาพบแล้วจึงอบรม ตำหนิกันสองต่อสองในห้องทำงานของผู้จัดการหรือผู้บริหาร เพราะคนไทยเราไม่ชอบเสียหน้า ไม่ชอบถูกตำหนิ ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน


เวลาตำหนิลูกน้องก็ไม่ควรใส่ท่าทางหรืออารมณ์ความไม่พอใจผสมเข้าไปด้วย จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าเจ้านายหรือผู้บริหาร เพิ่มดีกรีของความไม่พอใจขึ้นไปอีก


สำหรับการชื่นชม ลูกน้องแบบไทยมัก อยากเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน เราก็ควรชื่นชมลูกน้องต่อหน้าที่ประชุมหรือสาธารณชน จึงจะชนะใจของลูกน้องซึ่งเป็นคนไทยได้


ท้ายนี้ขอฝากมงคลชีวิตของพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบทประพันธ์ที่ให้แง่คิดได้มากเลยทีเดียว สำหรับผู้บริหาร


ถ้าท่านอยากมีอำนาจ ก็อย่าขาดความยุติธรรม


ถ้าท่านเห็นแก่ได้ ก็อย่าหวังน้ำใจจากผู้อื่น

...
  
การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
ผู้จัดการกับการเปลี่ยนแปลง
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ในยุคสมัยปัจจุบัน ต้องถือว่า โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ต่อเนื่อง และมีความไม่แน่นอน ดังนั้นผู้ที่จะเป็นผู้จัดการต้องทำความเข้าใจ อีกทั้งต้องมีการปรับตัว เพื่อความอยู่รอดขององค์กร ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อองค์กรที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็คือ เทคโนโลยี สื่อสารมวลชน ฯลฯ


ซึ่งทำให้ผู้จัดการต้องทำงานโดยใช้วิธีที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต


ลักษณะงานการจัดการในปัจจุบันมีความแตกต่างจากงานการจัดการในอดีต อาจกล่าวได้ว่ามีความแตกต่าง ดังนี้


1.ผู้จัดการต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น และต้องทำงานให้เสร็จ จึงทำให้ในแต่ละวัน ผู้จัดการต้องแก้ปัญหามากขึ้น มีความเครียดในการทำงานมากขึ้นกว่าผู้จัดการในอดีต


2.ผู้จัดการต้องมีความสามารถหลากหลาย เนื่องจากการทำงานในยุคปัจจุบันผู้จัดการต้องทำงานและทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การเจรจาต่อรอง งานด้านเอกสาร การเป็นประธานในงานต่างๆ การประชุม การกล่าวปราศรัยในงานต่างๆ


3.ผู้จัดการต้องทำงานร่วมกับสื่อมวลชนทุกประเภทมากขึ้น การจัดการองค์การในยุคปัจจุบัน มีการแข่งขันสูง ผู้จัดการจึงต้องเป็นนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ บางสถานการณ์จะต้องถูกสัมภาษณ์จากสื่อสารมวลชน


4.ผู้จัดการต้องทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารมาก ในยุคปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร


และสารสนเทศ ผู้จัดการจึงต้องมีระบบจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร มีทักษะการใช้ข้อมูลข่าวสารสำหรับใช้ตัดสินใจ ตลอดจนการส่งข้อมูลข่าวสารถึงคนในองค์การ ต้องมีความชัดเจนและทั่วถึง


5.ผู้จัดการต้องทำงานร่วมกับบุคคลต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะคนในองค์การหรือคนนอกองค์การ ต้องมีทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เนื่องจากต้องติดต่อกับคนทุกระดับ เช่น ติดต่อกับลูกค้า ติดต่อกับผู้บังคับบัญชา ติดต่อกับผู้ใต้บังคับบัญชา ติดต่อกับองค์การหรือหน่วยงานต่างๆ ติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน


บางคนบอกกับผู้เขียนว่า ตนไม่มีความสามารถในด้านการจัดการ เนื่องจาก การเป็นผู้จัดการเป็นพรสวรรค์ที่ธรรมชาติหรือพระเจ้าให้มา แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราอาจเห็นบางคนเป็นคนเงียบๆ แต่พอได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ ก็มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องวาทศิลป์ขึ้นมา เนื่องจากการได้ขึ้นเวทีบ่อยๆ นั่นเอง


ผู้จัดการที่ดีต้องมีทีมงานที่ดีและเก่ง บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าผู้จัดการคนนี้เก่งจังที่ทำงานได้หลายหลากและมีความรอบรู้แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากไม่มีใครที่จะเชี่ยวชาญทุกด้าน อีกทั้งรอบรู้ไปหมดทุกเรื่อง ผู้จัดการที่ดีจะต้องมีทีมงานที่ดีและเก่ง คอยช่วยเหลือเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การเป็นผู้จัดการในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผู้จัดการในยุคปัจจุบันจำเป็นจะต้องเก่งกว่าผู้จัดการในยุคอดีต ทำงานหนักกว่า เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ทำงานร่วมกับหน่วยงานนอกองค์กรได้โดยเฉพาะสื่อมวลชน ต้องทำงานเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และต้องมีมนุษยสัมพันธ์ ทำงานกับผู้อื่นได้


ผู้จัดการสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ อีกทั้งความเป็นผู้จัดการที่ดีต้องขึ้นอยู่กับทีมงานที่ดีและเก่ง จึงจะทำให้ผู้จัดการคนนั้นขึ้นชื่อว่า ดีและเก่ง




...
  
น้ำมันลอยติดลมบน
น้ำมัน ...ลอยติดลมบน ประชาชน...ถูกเหยียบติดดิน
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ ม.นเรศวร พะเยา

ลง หนังสือกรุงเทพธุรกิจ ฉบับที่ 6 ธันวาคม 2550 ต่างจังหวัดวันที่ 7 ธันวาคม 2550

6 ธันวาคม พ.ศ. 2550 07:00:00


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ถ้าพูดถึงเรื่องราคาน้ำมันในบ้านเรามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเดือดร้อน และราคาน้ำมันทำท่าว่าจะไม่ลดลงง่ายๆ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ซึ่งช่วงฤดูหนาวของทุกปีจะมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

อีกทั้งเกิดปัจจัยความตึงเครียดระหว่างตุรกีและอิรัก และปัญหาอื่นๆ เพิ่มความรุนแรง ส่งผลให้กองทุนเก็งกำไร หรือที่เรียกว่า "เฮดจ์ฟันด์" เข้ามาทำกำไร อาจทำให้น้ำมันมีการขาดแคลนในอนาคต

สำหรับราคาน้ำมันในบ้านเราขณะนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขยับเข้าใกล้ 30 บาท/ลิตร ทุกขณะ ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32.89 บาท/ลิตร หรือเกือบ 33 บาท/ลิตร

เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นในปัจจุบันก่อให้เกิดผลกระทบกับราคาสินค้าต่างๆ รวมไปถึงพลังงานอื่นๆ ด้วย เช่น ราคาก๊าซแอลพีจีที่ติดตั้งในรถแท็กซี่-รถยนต์ส่วนตัวและใช้ในครัวเรือน รัฐบาลมีนโยบายลอยตัวเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสาเหตุก็คงเกิดจากคนเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจีกันมากขึ้นในรถยนต์ส่วนตัว จึงทำให้ต้องมีการปรับตัวตามความเป็นจริง

สำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ที่เห็นได้ชัดคือ ราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ขนส่งมวลชน ไม่ว่าอาหารสด อาหารแห้ง อาหารทะเล ผัก ผลไม้ มีการขึ้นราคาตามมา รถโดยสารประจำทางก็มีการปรับราคาขึ้น สินค้าหลายตัวมีการปรับราคาขึ้น และกระผมเชื่อว่า หลังปีใหม่ เราคงได้เห็นสินค้าอีกหลายตัวทยอยขึ้นราคาตามมา ทำให้คนที่หาเช้ากินค่ำ ทำงานรายวัน เดือดร้อนไปตามๆ กัน

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขึ้นราคา ก็คือ มาม่าขอขึ้นอีกซองละ 1 บาท และได้รับไฟเขียวให้ขึ้นเรียบร้อยแล้ว ทำให้ประชาชนที่เป็นแฟนประจำของมาม่า ต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันถึงความเดือดร้อนในการขึ้นราคาในครั้งนี้ น้ำมันพืชขอขึ้นอีก 5 บาท จาก 38 บาท/ขวด ขึ้นไปอีกไม่เกิน 43.50 บาท/ขวด โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงในการเปลี่ยนแปลงราคาในครั้งนี้ นมปรับราคา 20% ในช่วงเดือนสิงหาคม เนื่องจากต้นทุนน้ำนมดิบที่มีราคาสูงขึ้น

ด้านตัวเลขเงินเฟ้อในปีหน้าพุ่งขึ้น 4% อย่างไรก็ขอฝากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงคลังและกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้วยครับ ไม่ให้ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงจนเกินไป

สำหรับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้และในปีหน้า ก็ขอฝากกระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าภายใน) ช่วยดูแล ควบคุม เรื่องของราคาสินค้า การกักตุนสินค้า การขาดแคลนสินค้า รวมถึงการดูต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภคมากจนเกินไป เพราะราคาสินค้าขึ้นได้ง่าย แต่โอกาสที่ราคาสินค้าจะถูกลงหรือลดลงมีความเป็นไปได้น้อยมาก

ถึงแม้รัฐบาลหรือครม. ได้ไฟเขียวให้ขึ้นค่าจ้าง 1-7 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2551 แต่เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาตอนนี้และหลังปีใหม่ การขึ้นค่าแรงแทบไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

ด้านหนี้ในครัวเรือน สินเชื่อเพื่อบริโภคส่วนบุคคลก็เติบโตขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่น สินเชื่อผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรพลาสติกที่มีการผ่อนชำระ มีการขยายตัวสูง และก่อให้เกิดหนี้คงค้างชำระบัตรเครดิตติดตามมา จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้รายได้น้อย เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสินเชื่อด้านนี้สูงมาก อีกทั้งหนี้ในครัวเรือนก็มีมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลช่วยหาวิธีแก้ไข เยียวยา ความเดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน ราคาสินค้า หนี้ในครัวเรือน เพราะถ้าประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันกันมาก ก็จะเกิดเหตุความวุ่นวายได้ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากประเทศเพื่อนบ้านของเราคือ ประเทศพม่า ไม่ใช่ราคาน้ำมันหรือ ที่ส่งผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชนชาวพม่า จนทนไม่ไหวจึงออกมาประท้วงกันเป็นจำนวนมาก

เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเกิดความเดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ก็อาจจะส่งผลกระทบกับปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาการปล้น การขโมย ปัญหายาเสพติด ปัญหาสังคม ปัญหาการฆ่าตัวตาย ฯลฯ

จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า ปัญหาใหญ่ก็คือ การดีดตัวของราคาน้ำมันเป็นต้นเหตุให้ราคาสินค้าเพิ่มราคาสูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาล ผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงต้องช่วยกันดูแล และถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ควรที่จะศึกษา วิจัย พลังงานทดแทนใหม่ๆ มาทดแทนน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น

สำหรับการแก้ปัญหาราคาน้ำมันราคาแพง เราอาจทำได้หลายวิธีเช่น

การหาพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ ก๊าซเอ็นจีวี ก๊าซแอลพีจี พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ พลังงานขยะ ฯลฯ พลังงานเหล่านี้สามารถใช้ทดแทนพลังงานจากน้ำมันได้ แต่ในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า เราขาดการวิจัย พัฒนา พลังงานเหล่านี้ เพื่อที่จะนำพลังงานเหล่านี้ขึ้นมาใช้ทดแทนพลังงานจากน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาอีกวิธีก็คือ การประหยัด ประชาชนทุกคนควรช่วยกันประหยัดน้ำมัน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้รถยนต์ส่วนตัว เช่น ถ้าจำเป็นจะต้องเดินทางไปไหนในระยะทางที่ใกล้ๆ ก็ควรเดินไป หรือควรใช้จักรยาน ถ้าไกลไปอีกหน่อยก็ควรใช้จักรยานยนต์ แต่ถ้าจำเป็นต้องเดินทางระยะทางไกลๆ ก็ควรใช้รถโดยสารประจำทาง

อีกทั้งต้องหัดเป็นคนมีการวางแผนการเดินทาง ซึ่งการวางแผนการเดินทางนี้ จะทำให้เราสามารถประหยัดค่าน้ำมันและเวลาได้มากเลยทีเดียวครับ ถ้าจะไปทำธุระที่บริเวณใกล้เคียงกัน ก็ควรวางแผนไปทำธุระในวันเดียวกัน

ฉะนั้นคนไทยเราทุกคนต้องช่วยกันประหยัด จะเดินทางไปไหนควรต้องมีการวางแผนก่อน รัฐบาลหรือผู้บริหารประเทศควรส่งเสริม สนับสนุน วิจัย พัฒนา พลังงานทดแทนที่จะนำมาใช้แทนน้ำมัน เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันในอนาคต



...
  
ปัญหาเยาวชน
คอลัมน์ : บ้านเมืองเรื่องวังจันทร์ : แก้ปัญหาเยาวชน

โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

แก้ปัญหาเยาวชน

แก้ปัญหา มั่วสุม มั่วเซ็กซ์ มั่วสุรา-ยาเสพติด เป็นข้อความที่ประชาสัมพันธ์ตามสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ ของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เป็นการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้ผู้ประกอบกิจการหอพัก อพาร์ตเมนต์ แมนชั่น ห้องเช่า คอนโดมิเนียม ฯลฯ ให้ไปจดทะเบียนหอพักให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการหยุดปัญหาหอพักเถื่อนหรือผู้ประกอบการเถื่อน ในความคิดเห็นของกระผม ซึ่งปัจจุบันกระผมสอนหนังสืออยู่ที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา และเป็นอาจารย์พิเศษ ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงเห็นพฤติกรรม ของเด็กนักเรียน นักศึกษา นิสิต ตามสถาบันศึกษาต่างๆ จึงถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากๆ

การจดทะเบียนหอพักให้ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับเจ้าของสถานที่ ที่ให้นักเรียน นักศึกษา ระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี อายุไม่เกิน 25 ปี เช่าพักอาศัยตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะชื่อ หอพัก แมนชั่น อพาร์ตเมนต์ ห้องเช่า คอนโดมิเนียม ฯลฯ ต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2550 หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 6 เดือน และอาจถูกควบคุมกิจการ

ปัญหาหอพักเถื่อนหรือไม่เถื่อน แต่เป็นหอพักที่เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ หน่วยงานภาครัฐ จำเป็นต้องควบคุม เพราะหอพักที่มีปัญหา มักจะเป็นที่มั่วสุมของเด็กและเยาวชนต่างๆ เพราะบางทีเด็กหนีโรงเรียน แล้วไปพักกับเพื่อนที่หอพัก โดยที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองคิดว่าเด็กไปโรงเรียนแล้ว ดังนั้น จึงเกิดการมั่วสุมของเด็กเยาวชน มั่วเซ็กซ์ มั่วสุรา-ยาเสพติด และการมั่วสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การติดโรคเอดส์ การลักขโมย การทะเลาะ การชกต่อยกัน ปัญหาเด็กขายตัว ตลอดจนทำให้เด็กเยาวชนไม่สนใจเรียนหนังสือ

ท่านผู้อ่านบทความของกระผม บางท่าน อ่านแล้วอาจรู้สึกว่า แค่ปัญหาหอพัก จะทำให้ก่อปัญหามากมายขนาดนั้นเลยหรือ แต่ความจริงที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยเราปัจจุบัน ถ้าเราลองไปสอดส่องหรือสังเกต ตามหอพักภายนอกสถาบันการศึกษาต่างๆ เราจะเห็นว่า เด็กเยาวชนของเราในยุคปัจจุบัน มักจะอยู่กันเป็นคู่ เสมือนหนึ่งว่าเป็นสามีภรรยากัน อีกทั้งหอพักบางส่วนก็เป็นแหล่งรวมหรือศูนย์รวม เวลาเด็กไม่ไปเรียนก็มักจะอาศัยหอพักเป็นแหล่งที่พักอาศัย

หอพักบางแห่ง ก็ไม่มีความปลอดภัย บางแห่งถึงกับใช้หอพัก เป็นแหล่งขายกิจการทางเพศหรือติดต่อซื้อขายกันเลยก็มี ดังนั้น โครงการจัดระเบียบและจดทะเบียนหอพักในครั้งนี้ กระผมเห็นด้วย 100% เพื่อลูกหลานของเรา เพื่ออนาคตของประเทศชาติ กระผมจึงขอความร่วมมือ ผู้ประกอบกิจการหอพักที่ทำมาหากินด้วยความบริสุทธิ์ ได้โปรดสละเวลาไปจดทะเบียนกัน

กรุงเทพฯ ติดต่อขอจดทะเบียนที่ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ ชั้น 2 อาคาร 3 ถ.นิคมมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทร.0-2651-6541, 0-2255-5850 ต่อ 119, 269 สำหรับต่างจังหวัด ติดต่อขอจดทะเบียนที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ทั่วประเทศ

โครงการดีๆ อย่างนี้ จะไม่ให้กระผมช่วยประชาสัมพันธ์ได้อย่างไรกันครับ

...
  
พจนานุกรมวัยรุ่น
คอลัมน์ : บ้านเมือง – เรื่องวังจันทร์ : พจนานุกรมฉบับ วัยโจ๋

โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

พจนานุกรมฉบับ วัยโจ๋

ถ้าพูดถึงเรื่องของการใช้ภาษาไทยในทุกวันนี้ นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก คำบางคำไม่มีการพูดถึงหรือมีการใช้ แต่ตรงกันข้ามได้มีคำที่เกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากที่ฟังแล้วมักไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคำที่ใช้ในกลุ่มของผู้ที่เรียกตัวเองว่า วัยรุ่นหรือวัยโจ๋

ถ้าพวกเราไปเปิดพจนานุกรมฉบับเก่าๆ เพื่อหาคำเหล่านี้ก็มักจะไม่เจอ เนื่องจากคำเหล่านี้ไม่ได้บรรจุในพจนานุกรมฉบับเก่า และยังมีอีกหลายคำที่ไม่สามารถบรรจุได้ในพจนานุกรมฉบับใหม่ได้ คำที่บรรจุในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เช่น คำเหล่านี้

อินเทรนด์ หมายถึง ทำตัวตามกระแสนิยม ชะนี หมายถึง คำที่กะเทยใช้เรียกผู้หญิง เจ๊ดัน หมายถึง ผู้หญิงที่ส่งเสริมให้ผู้อ่อนประสบการณ์ประสบความสำเร็จ ชิ่ง หมายถึง หลบฉาก หลบไปอีกทางหนึ่ง เนียน หมายถึง กลมกลืน แนบเนียน ชิวชิว หมายถึง สบายๆ ง่ายๆ ธรรมดา จอแบน หมายถึง หน้าอกเล็กมาก

แอ๊บแบ๊ว หมายถึง แสร้งทำให้ดูเป็นเด็กไร้เดียงสา ซกมก หมายถึง สกปรก ซอมซ่อ มั่วนิ่ม หมายถึง ฉวยโอกาสปะปนเข้าไปทำให้แยกไม่ออก กิ๊ก หมายถึง เพื่อนสนิทต่างเพศซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว อึ๊บ หมายถึง ร่วมหลับนอน และยังมีคำใหม่อีกจำนวนมาก แต่เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด จึงขอนำมาเสนอเพียงแค่นี้ก่อน

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจ อาจซื้อพจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่ออกใหม่ มาอ่านกันได้ โดยรวบรวมมาจาก โฆษณา หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ กลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นิสิต นักศึกษาไว้ทั้งหมด 1,576 คำ เรียงตามตัวอักษร ก-ฮ

แต่ถ้าท่านผู้อ่านได้มีโอกาสเล่นอินเตอร์เน็ต ท่านก็อาจเจอคำเหล่านี้ได้ไม่ยาก เนื่องจากการสื่อสารในโลกอินเตอร์เน็ตต้องใช้ความเร็ว จึงทำให้ภาษาเกิดการผิดเพี้ยนหรือภาษาวิบัติ แต่ถ้าเป็นมุมมองของพวกวัยโจ๋หรือวัยรุ่น อาจพูดว่า ภาษาเหล่านี้เป็นภาษาที่สร้างสรรค์ก็เป็นได้

ซึ่งคำที่เกิดขึ้นใหม่นี้ อาจเกิดจากคำเดิมที่มีการใช้คำขยายใหม่, คำที่มีอยู่แล้วแต่ขาดตัวอย่างการใช้คำเปรียบเทียบที่ยังไม่ได้เก็บไว้, คำเลียนเสียง แสดงอารมณ์, คำในภาษาต่างประเทศที่ใช้กันมาก, คำภาษาปาก เป็นต้น

แหม! สำหรับพวกเราที่ไม่ใช่วัยโจ๋หรือวัยรุ่น ก็คงต้องทำใจ กระผมเชื่อว่า ทุกภาษา ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเวียดนาม ฯลฯ ก็คงต้องมีคำที่เกิดขึ้นใหม่และคำที่ตายหรือคำที่ไม่มีใครใช้เช่นกัน

สำหรับประเทศไทยของเรานี้ นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่มีภาษาเป็นของตนเอง ต้องขอขอบพระคุณพ่อขุนรามคำแหง ที่พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทย ให้คนไทยได้ใช้กันจนทุกวันนี้ และโชคดีที่ภาษาไทยของเรายังคงอยู่คู่กับประเทศไทยของเรา ซึ่งบางประเทศไม่มีการใช้ภาษาของตนเองแล้ว

...
  
น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 10:27:00 วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2551

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ม.นเรศวร พะเยา)

คอลัมน์ : บ้านเมืองเรื่องวังจันทร์ : ปัญหาน้ำมัน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่

ปัญหาน้ำมัน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่

ปัญหาพลังงานยังคงมีการพูดอยู่อย่างต่อเนื่องไม่หยุด โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันแพงในยุคปัจจุบันและยังมีแนวโน้มแพงขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น ถ้าเกิดภาวะสงคราม, การไม่เพิ่มการผลิตของกลุ่มผู้ค้าน้ำมันโอเปก, การเก็งกำไรน้ำมัน, ความต้องการการใช้น้ำมันมีมากกว่าจำนวนน้ำมัน ฯลฯ

มีคนเคยถามกระผมว่ากลุ่มประเทศโอเปกคือใคร คำตอบคือ กลุ่มประเทศที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันใหญ่ๆ อันได้แก่ อิรัก คูเวต อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2503 และมีสมาชิกเพิ่มในเวลาต่อมาอีก 6 ประเทศ รวมเป็น 11 ประเทศ อันได้แก่ ไนจีเรีย, กาตาร์, ลิเบีย, แอลจีเรีย, อินโดนีเซียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสำนักงานใหญ่เป็นศูนย์ประสานที่ประเทศออสเตรีย ซึ่งประเทศส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม

สำหรับประเทศไทยเองไม่มีบ่อน้ำมันเป็นของตนเอง จึงต้องซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศกว่า 90% ทำให้ต้องเสียเงินกับการซื้อน้ำมันในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกขึ้น จึงกระทบโดยตรงกับประเทศไทยของเรา และเมื่อรวมกับพลังงานอื่นๆ ปี พ.ศ.2550 ไทยเราใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 869,000 ล้านบาท แยกเป็นน้ำมันดิบ 702,637 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูป 50,140 ล้านบาท ก๊าซเอ็นจีวี 79,761 ล้านบาท ไฟฟ้าซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน 7,087 ล้านบาท และถ่านหิน 29,407 ล้านบาท

ตอนนี้รัฐบาลก็กำลังแก้ไขการใช้พลังงานโดยเฉพาะพลังงานน้ำมัน ในการรณรงค์ให้ใช้พลังงานทดแทนน้ำมัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ราคาน้ำมันพลังงานทดแทนที่ใช้แทนน้ำมัน ก็เริ่มมีราคาสูงขึ้นเช่นกัน ไม่ทราบว่าหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่า เช่น แอลพีจี, พลังงานจากพืช ฯลฯ

แต่ในความคิดกระผม เชื่อว่า ถ้าจะให้ดีควรที่จะต้องเริ่มวางแผนแก้ไขในระยะยาว ด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ดีมีมาตรฐาน เชื่อมโยงทั่วประเทศ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง, ระบบขนส่งทางอากาศ, ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน, ระบบขนส่งทางน้ำ ฯลฯ ถ้าทำได้ถูกและมีประสิทธิภาพก็จะทำให้คนหันมาใช้ แทนที่จะขับรถยนต์ส่วนตัวที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน

ถ้าสมมุติว่าระบบขนส่งมวลชนที่ดี ราคาถูก กระผมเชื่อแน่ว่า คนทางภาคเหนือ, ภาคใต้, ภาคอีสาน ฯลฯ ก็จะหันมาใช้จะทำให้มีการบริโภคน้ำมันที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เราจะสังเกตเห็นว่า ประเทศที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ราคาถูก มักจะไม่มีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันมากนัก เช่น ประเทศในยุโรป ประเทศที่เจริญแล้ว


ดังนั้น ก็ขอฝากรัฐบาลช่วยแก้ไขและดูแลด้วยครับ เพราะปัญหาน้ำมันแพงมีผลกระทบกับปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น ผลกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจ, ผลกระทบกับปัญหาสังคม, ผลกระทบกับปัญหาการเมือง, ผลกระทบกับความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน การขึ้นราคาน้ำมันแต่ละลิตรมีผลต่อการขึ้นราคาสินค้า เช่น การขึ้นราคาน้ำมันปาล์มอีกขวดละ 6.50 บาท การขึ้นราคานม-โยเกิร์ตอีก 2 บาท และยังมีสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 40 รายการ จ่อคิวขึ้นราคา

สรุปปัญหาราคาน้ำมันยังคงต้องมีการพูดถึงกันอีกต่อไปในอนาคต เพราะน้ำมันคือทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด และเป็นที่ต้องการของแต่ละประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยของเรา สำหรับการแก้ไขปัญหาจะต้องมองดูรอบด้าน ไม่ว่าการจะหาพลังงานอื่นมาทดแทน การทำโครงการขนส่งมวลชนที่ดี การประหยัด การควบคุมนโยบายของรัฐบาล





...
  
เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การเรียนภาษาอังกฤษให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มีความสำคัญมากต่อกระบวนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก ถามว่าคนไทยเราเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กอนุบาลยันถึงมหาวิทยาลัย แต่ถามว่าทำไมเราถึงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือแม้แต่ทักษะอื่นๆ คือ ฟัง อ่านและเขียน เราก็ไม่เก่งเท่าที่ควร
สาเหตุหนึ่ง เกิดการกระบวนการเรียนภาษาอังกฤษเรา ขาดการเรียนแบบให้นักเรียนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เราจะสังเกตว่า แบบเรียนหรือหนังสือเรียนภาษาอังกฤษที่ให้เด็กนักเรียนเรียน เด็กนักเรียนจะต้องเรียนแบบเรียนแต่ละชั่วโมงไม่ซ้ำกัน เช่น วันนี้เรียนบทที่ 1 พรุ่งนี้เรียนบทที่ 2 มะรืนนี้เรียนบทที่ 3 มะเรื่องนี้เรียนบทที่ 4 เป็นต้น
กล่าวคือเด็กนักเรียนจำเป็นจะต้องเรียนให้จบตามหลักสูตรหรือเรียนตามแผนการสอนที่ครูได้วางเอาไว้ ทำให้เด็กนักเรียนไม่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแบบเรียนอังกฤษแต่ละบท และเมื่อเลื่อนชั้นจาก ป.1 ขึ้น ป.2 ขึ้น ป.3 ก็ต้องเรียนแบบเรียนหรือหนังสือภาษาอังกฤษเล่มใหม่
ถ้าถามว่า “ แล้วจะทำให้อย่างไร ถ้าต้องการเรียนภาษาอังกฤษให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ” ผมขอตอบอย่างนี้ครับ เราจำเป็นจะต้องใช้กระบวนการเรียนซ้ำหรือทำซ้ำ เพราะการทำซ้ำเป็นหัวใจที่ทำให้เกิดทักษะหรือประสบการณ์ทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ความเข้าใจภาษาอังกฤษฝังรากลึกไปยังจิตใต้สำนึก
สมัยกระผมเด็กๆ ผมก็เรียนภาษาอังกฤษแบบเด็กนักเรียนไทยทั่วไปกล่าวคือ เรียนภาษาอังกฤษแบบเข้าใจอย่างผิวเผิน เพราะต้องเรียนเรื่องใหม่ๆตลอดเวลา เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่กระผมเรียนรู้ก็พลอยลืมเลียนไปด้วย ต่อมาเมื่อกระผมรู้เทคนิคในการเรียนรู้แบบทำซ้ำ จึงทำให้ภาษาอังกฤษอยู่ติดตัวกระผมและสามารถดึงเอาออกมาใช้ได้ตลอดเวลา
ในบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึงเทคนิคนั้น วิธีการก็คือ จงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากแบบเรียนที่ง่ายๆก่อน แล้วพยายามทำซ้ำ ไม่ว่าจะโดยการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เมื่อทำซ้ำมากๆจนเข้าใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วจึงเปลี่ยนไปเรียนแบบเรียนที่มีความยากขึ้นอีกนิดหนึ่ง แล้วทำซ้ำ จนเข้าใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเปลี่ยนไปเรียนแบบเรียนที่ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถ้าท่านทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ภาษาอังกฤษของท่านจะพัฒนาไปทีละระดับ และที่สำคัญก็คือท่านจะไม่ลืม
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเริ่มหัดภาษาอังกฤษโดยต้องการพัฒนาทักษะทางด้านการฟัง ขอให้ท่านเริ่มจากการฟังนิทานของเด็ก โดยฟังซ้ำไปเรื่อยๆ เพราะการฟังครั้งแรกท่านอาจจะเข้าใจแค่ 30 % พอครั้งที่สอง อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 35% พอครั้งที่สาม อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 40% พอครั้งที่สี่ อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 45% พอครั้งที่ห้าอาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 50% พอครั้งที่หก อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 55% ครั้งที่เจ็ด อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 60% ครั้งที่แปด อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 65% ครั้งที่เก้า อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 70% ครั้งที่สิบ อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 75% ครั้งที่สิบเอ็ด อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 80% ครั้งที่สิบสอง อาจจะเข้าใจเพิ่มเป็น 85% ครั้งที่สิบสาม อาจจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเป็น 90% เป็นต้น
ส่วนตัว กระผมเองต้องขอบอกว่า กระผมเคยฟังนิทานหรือเรื่องราวบางเรื่องมากกว่า 100 ครั้งขึ้นไป จนกระทั่งจำและเข้าใจนิทานภาษาอังกฤษหรือเรื่องราวนั้นๆได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ดังนั้น ถ้าสมมุติว่าท่านต้องการพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ขอให้ท่านเริ่มหัดอ่านภาษาอังกฤษที่ง่ายๆก่อนแล้วไปหายากขึ้น โดยเริ่มจากการอ่านนิทานของเด็ก โดยการอ่านซ้ำไปเรื่อยๆ อาจจะอ่านเป็น 10 ครั้ง 20 ครั้ง 30 ครั้ง จนกระทั่งมีความเข้าใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วจึงเปลี่ยนไปอ่านนิทานเรื่องใหม่ แล้วอ่านนิทานเรื่องใหม่ซ้ำไปซ้ำมาอีก 10 ครั้ง 20 ครั้ง 30 ครั้ง จนกระทั่งมีความเข้าใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วจึงเปลี่ยนไปอ่านนิทานเรื่องใหม่ที่มีความยากที่มากขึ้น
ถามว่าถ้าเราใช้เทคนิคในการเรียนซ้ำแบบนี้จะทำให้เรียนภาษาอังกฤษช้าไหม คำตอบก็คือ เรียนช้าครับ แต่มันทำให้ภาษาอังกฤษของเรามีความหนักแน่นและอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเข้าใจรูปแบบของแกรมม่า(Grammar)มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราเรียนแบบรวดเร็วอย่างในอดีตคือตอนที่เราเรียนอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย มันพิสูจน์มาแล้วว่าเราเรียนแบบผ่านๆ ถามว่าเราจำสิ่งที่เราเรียนไปในอดีตได้กี่เปอร์เซ็นต์
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนเรียนภาษาอังกฤษ ครูภาษาอังกฤษมักจะสอนประโยคเหล่านี้ให้แก่นักเรียนไทย โดยถามหลายๆรอบ จนเด็กนักเรียนของไทยเราจดจำได้ก็เพราะการถามซ้ำไปถามซ้ำมา คือประโยค Good morning . How are you? I am fine. Thank you and you? เป็นต้น
เช่นกันครับ เด็กชาวอเมริกา พ่อแม่ชาวอเมริกาพูดคำว่า Good morning,Thank you , How are you?กับลูกๆ เกือบทุกๆวัน หากนับได้อาจเป็น ร้อยครั้ง พันครั้ง จนกระทั่งเด็กมีความเข้าใจคำว่า Good morning , Thank you , . How are you? โดยไม่ต้องมีการแปล นี่ก็เพราะการพูดซ้ำและการฟังซ้ำนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าเราต้องการเรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถ้าเราต้องการฝึกทักษะในด้านใด(ฟัง พูด อ่านและเขียน) เราควรฝึกทักษะด้านนั้นโดยการทำซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบจนเกิดทักษะ แล้วการเรียนภาษาอังกฤษของท่านจะพัฒนาขึ้นไปทีละระดับและที่สำคัญมันจะอยู่ติดตัวท่านตลอดไป
...
  
พ่อแม่
พ่อแม่ รังแกฉัน

โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(โทนี่)


อันชนกชนนีนี้รักเจ้า เทียมเท่าชีวาก็ว่าได้


เมื่อสมัยเด็กๆ เมื่อตอนที่กระผมกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน กระผมได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาที่ดีและให้แง่คิดมาก กระผมคิดว่าคนรุ่นวัย 20 ปี ขึ้นไป หลายคนคงได้อ่านเช่นกัน หนังสือเล่มนั้นก็คือ หนังสือเรื่อง “ พ่อแม่ รังแกฉัน “ เนื้อเรื่อง เท่าที่จำได้ พอสรุปได้ว่า เป็นเรื่องราวความรักของพ่อแม่ที่ผิดพลาดโดยการ “ ตามใจ” เรื่องมีอยู่ว่าพ่อแม่ เป็นเศรษฐี รักลูกมากๆ มีอะไรก็หามาให้ ตามใจสารพัด ใครจะว่า กล่าวด่าลูกก็ไม่ได้ ลูกจะผิดจะถูกอย่างไรก็ไม่เคยเตือน สอนสั่ง เมื่อลูกไม่สนใจการเรียนก็ไม่เคยเตือน จนลูกเข้าสู่วัยรุ่น ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่เคยห้าม คบเพื่อนไม่ดี พากันไปเที่ยว พากันไปกินเหล้า พากันเที่ยวไม่ยอมเรียนหนังสือ พ่อแม่ก็ไม่ว่า ตามใจทุกอย่าง จนเมื่อลูกโตใหญ่และพ่อแม่ก็แก่ตามไปด้วย ปรากฏลูกเศรษฐี เอาไม่รอด ความประพฤติชั่วช้า จนพ่อแม่ตายไปชีวิตที่ร่ำรวยเงินทองจากพ่อแม่ก็กลับเป็นยากลำบาก เพราะหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุดต้องกลายเป็นขอทาน ตอนเป็นขอทานกลับไม่สำนึก โทษพ่อแม่ว่าเป็นความผิดที่ตามใจ(รังแกฉัน) จนกระทั่งได้พบกับซินแส ได้เล่าเรียนจนประกอบอาชีพได้


นี่คือ ยาพิษของการเลี้ยงลูกด้วยการตามใจ


หนังสือเล่มนี้ สอนให้รู้ว่า พ่อแม่ ที่รักลูกมากเกินไป ตามใจเกินไป ใครว่ากล่าว สั่งสอนไม่ได้ ในที่สุด เมื่อลูกโตใหญ่ขึ้น ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่เอาตัวไม่รอด


ฉะนั้น ความรักจึงเป็นเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งถูกใช้ในการถากถางในการดำเนินชีวิตและอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นอาวุธที่ร้ายแรงคอยทิ่มแทงผู้ที่ใช้ความรักได้เช่นกัน


และถ้าจะให้ดี ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ควรที่จะให้เด็กไทยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสอ่าน วรรณกรรมประเภทเหล่านี้ให้มากๆ ในโรงเรียนถ้ากระผมจำไม่ผิด หนังสือเรื่อง “ พ่อแม่รังแกฉัน” น่าจะเป็นหนังสือคำประพันธ์บางเรื่องของ ท่านพระยาอุปกิตศิลปสาร


ในสังคมไทยเราปัจจุบันมีมากมาย ไม่ว่าเศรษฐี ไม่ว่าชาวไร่ชาวนา หาเช้ากินค่ำ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคน ที่สอนลูกในลักษณะนี้ คือ ตามใจลูก ลูกผิดครูสั่งสอนก็ไม่ได้ ใครจะเตือนก็ไม่ได้ จึงทำให้เด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จึงมีนิสัย ที่ชั่วร้าย ไม่โต ควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้


ในสังคมไทยเราปัจจุบันเราต้องยอมรับเลยว่า การเลี้ยงลูกในสมัยนี้ยากกว่าสมัยก่อน มาก เพราะ


สังคมปัจจุบันเรามีสิ่งเร้า สิ่งยั่วยุ สิ่งเสพติด สิ่งอบายมุข การพนัน เกมส์ และรวมทั้งสื่อลามกอนาจารเป็นจำนวนมาก


ดังนั้น วิธีการเลี้ยงดูลูกหลาน จึงต้องเปลี่ยนแปลงจากอดีต พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลให้เวลาลูกหลานเพิ่มมากขึ้น มีศาสตร์และมีศิลป์ในการสอน และต้องมีวิธีการดูปัญหา แก้ปัญหา เป็นระบบ


ไม่มองจุดเดียว เพราะปัญหาของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ค่อนข้างเชื่อมโยงกัน เช่น ปัญหาเด็กติดเกมส์ก็มักจะทำให้เด็กเสียการเรียน ร้านเกมส์บางร้านอาจเป็นแหล่งมั่วสุม ซึ่งเป็นที่มาของการขายยาเสพติด การล่อลวงเด็กไปมีเพศสัมพันธ์ เมื่อเด็กต้องการเล่นเกมส์ ต้องการหาเงินไปซื้อยาเสพติด ก็จะเกิดปัญหาลักขโมยตามมา เด็กบางคนอาจมีปัญหามากจนเกิดอาการซึมเศร้า จนกระทั่งต้องฆ่าตัวตายก็มี และยังมีปัญหาที่เชื่อมโยงกับปัญหาเหล่านี้อีกมากมาย


เราจะเห็นได้ว่าปัญหาเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาที่ใหญ่ และถ้ายังไม่ช่วยกันแก้ อนาคตของประเทศไทยเราก็คงต้องแย่ เพราะ เด็กและเยาวชนก็คืออนาคตของชาติ (เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า)


ความรักความห่วงใย คือ สายใยของครอบครัว

...
  
บุหรี่
นายผู้ทารุณ

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
เมื่อวันก่อนกระผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นจดหมายที่กระผมไม่อยากได้รับ เพราะเป็นจดหมายขอบสีดำ เมื่อเปิดออกดูจึงรู้ว่าเป็นจดหมายเชิญให้ไปร่วมงานศพ ของน้าชายซึ่งเป็นที่รักและเคารพของกระผม


น้าชายคนนี้ตายก่อนวัยอันควรด้วยโรคมะเร็งในปอด ซึ่งเป็นผลเกิดจาก บุหรี่ หรือ “ นายผู้ทารุณ ” นั่นเอง


บุหรี่ มีลักษณะเป็นทรงกระบอกม้วนห่อด้วยกระดาษ (ขนาดปกติจะมีความยาวสั้นกว่า 120 มิลลิเมตร และ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 มิลลิเมตร) มีใบยาสูบบดหรือซอยบรรจุภายในห่อกระดาษ ปลายด้านหนึ่งเป็นปลายเปิดสำหรับจุดไฟ และอีกด้านหนึ่งจะมีตัวกรอง ไว้สำหรับใช้ปากสูดควัน คำนี้ปกติจะใช้หมายถึงเฉพาะที่บรรจุใบยาสูบภายใน แต่ในบางครั้งก็อาจใช้หมายถึงมวนกระดาษที่บรรจุสมุนไพรอื่น ๆ เช่น กัญชา (en:marijuana) ( อ้างอิงจาก วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี)




บุหรี่ ต่างจาก ซิการ์ (en:cigar) ตรงที่บุหรี่นั้นมีขนาดเล็กว่า และใบยาสูบนั้นจะมีการบดหรือซอย รวมทั้งกระดาษที่ห่อ ซิการ์โดยปกติจะใช้ใบยาสูบทั้งใบ ซิการ์ชนิดที่มีขนาดเล็กพิเศษเท่าบุหรี่ เรียกว่า ซิการ์ริลโล (en:cigarillo) บุหรี่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่ก่อนสงครามแห่งครายเมีย เมื่อทหารแห่งจักรวรรดิอังกฤษ เริ่มเลียนแบบการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อใบยาสูบ จากทหารตุรกีแห่งอาณาจักรออตโตมัน


( อ้างอิงจาก วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี)


ท่านผู้อ่านครับ ทำไมผมถึงเรียกบุหรี่ว่า “นายผู้ทารุณ ” ก็เพราะมันฆ่าคนไทยไปปีหนึ่ง หลายหมื่นคน ทำลายทรัพย์สินปีละหลายหมื่นล้านบาท ในบุหรี่มีสารพิษมากมาย ซึ่งวงการแพทย์ได้ระบุว่ามีมากถึง 1,350 ชนิด แต่ละอย่างสร้างพิษภัยให้กับผู้สูบอย่างมหันต์ เช่น ไนโครชามีน ทำให้เกิดโรคมะเร็งในปอด อัลคาร์ลอยนิโคติน ทำให้หลอดเลือดตีบ ฯลฯ


นอกจากนั้นยังบั่นทอนสุขภาพโดยตรงแล้ว มันยังสามารถทำให้ท่านตายเร็วขึ้น ในแต่ละมวนจะเพิ่มความตายให้ท่านถึง 6 นาที คนสูบบุหรี่วันละ 1 ซอง หรือ 20 มวน จึงต้องอายุสั้นลงอีก 10 ปี ยังไม่นับถึงเรื่องของบุคลิก หน้าซีดเซียว ริมฝีปากเขียวคล้ำ ตาเหลือง นิ้วมือเหลือง เหม็นกลิ่นบุหรี่ติดตัว


เรื่องการสูญเสียเงินทองไม่ต้องพูดถึง ขณะนี้ราคาบุหรี่เฉลี่ยซองละ 50 บาท หากสูบวันละ 1 ซอง ปีหนึ่งจะเผาผลาญเงินไปถึง 18,250 บาท 10 ปี เท่ากับ 182,500 บาท ถ้าหากท่านหยุดสูญวันนี้แล้วเก็บเงินไปฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล ภายใน 6 ปี ท่านจะได้ดอกเบี้ยทบต้นกลายเป็น 100 % ( 1 แสน เป็น 2 แสนบาท)


ท่านผู้อ่านครับ .... ขอให้ท่านที่สูบบุหรี่เลิกสูบตั้งแต่วันนี้ ขับไล่ “นายผู้ทารุณ ” ออกไปจากชีวิตของท่าน โดยวิธีการคือ ขยี้บุหรี่ในมือของท่านทิ้งไป(ไม่พกบุหรี่ติดตัว) ทิ้งไฟแช็คของท่านทิ้งไป (ทิ้งอุปกรณ์การสูบบุหรี่ทั้งหมด) ไม่เข้าใกล้คนที่กำลังสูบบุหรี่ เบี่ยงเบนความสนใจถ้าอยากสูบบุหร่ขึ้นมา(อาบน้ำ เล่นกีฬา) เสริมกำลังใจให้ตนเอง เช่น ทบทวนผลเสียของการสูบบุหรี่ บอกคนข้างเคียงว่ากำลังเลิกบุหรี่ เก็บเงินใส่ในออกสิน ให้รางวัลตนเองถ้าเลิกบุหรี่ได้ คิดถึงคนที่ท่านรัก กำหนดจิตใจให้เข้มแข็งหนักแน่น ภายใน 1 อาทิตย์


ท่านจะรู้สึกสดชื่นกับชีวิตใหม่ ที่สำคัญท่านยังประหยัดเงินให้ลูกหลานได้กินขนม แทนที่จะซื้อหาบุหรี่มาฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่งอย่างเช่นทุกวัน





...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.