หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  ขายปลุกพลังชีวิต
  -  ระบบ P.K.S.C กับนักขาย
  -  อิทธิบาท 4 สู่ความสำเร็จในงานขาย
  -  การพัฒนาบุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
  -  อยากสำเร็จต้อง.
  -  ธุรกิจเครือข่ายโอกาสทางธุรกิจ
  -  ความสำเร็จของนักขาย
  -  ความล้มเหลวในการทำธุรกิจเครือข่าย
  -  นักการตลาดมืออาชีพ
  -  ผู้นำทีมในธุรกิจเครือข่าย
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
  -  เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
  -  ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
  -  สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
  -  แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
  -  การตลาดสมัยใหม่
  -  Marketing 3.0
  -  ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
  -  อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
  -  Digitalmarketing Communication
  -  Viral Marketing
  -  กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
  -  Marketing Environment
  -  การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
  -  จงเข้าใจการตลาด...ก่อนลงมือทำการตลาด
  -  จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  -  Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
  -  Celebrity Marketing
  -  อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
  -  สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
  -  อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
  -  เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
  -  จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
  -  คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การจัดการเวลา
เทคนิคการจัดการด้านเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่คนเราใช้เวลาไม่เหมือนกัน คนที่ฉลาดมักมีการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ในการจัดการด้านเวลา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ จะต้องเรียนรู้ อีกทั้งต้องนำไปปฏิบัติ สำหรับเทคนิคในการจัดการด้านเวลาที่ดีมีดังนี้
1.ต้องมีการวางแผน คนใช้เวลาเป็น มักเป็นคนที่มีการวางแผนในการทำงานหรือมีการวางแผนในการดำเนินชีวิต ว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไร วันมะรืนนี้จะทำอะไร วันมะเรื่องนี้จะทำอะไร สัปดาห์หน้าจะทำอะไร เดือนหน้าจะทำอะไร ปีหน้าจะทำอะไร ห้าปีข้างหน้าตนเองต้องการอะไร เป็นต้น สำหรับคนที่วางแผนเป็นมีงานวิจัยกล่าวว่า หากใช้เวลาวางแผนเพียง 8-10 นาที จะทำให้ประหยัดเวลาไปถึง 1-2 ชั่วโมง ดังนั้น หากท่านต้องการจัดการด้านเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านควรเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตได้ตั้งแต่บัดนี้
2.ต้องมีเครื่องมือ คนใช้เวลาเป็น มักมีเครื่องมือในการบริหารเวลา ซึ่งเครื่องมือในปัจจุบันมีมากมายกว่าในอดีต เช่น ไดอารี่ , ปฏิทิน , โทรศัพท์มือถือสมัยใหม่ , คอมพิวเตอร์ , ใบงานต่างๆที่ผู้อ่านสามารถออกแบบด้วยตนเองตามความเหมาะสมของตนเอง ฯลฯ
3.การจัดลำดับงานมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในการบริหารเวลา เราสามารถแบ่งงานออกเป็น งานสำคัญ(สำคัญและไม่สำคัญ)และ งานเร่งด่วน(เร่งด่วน,ไม่เร่งด่วน)

ช่องที่ 1 งานเร่งด่วนและงานสำคัญ เป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จเดี๋ยวนี้ เป็นวันสุดท้าย ไม่ทำไม่ได้เพราะจะมีปัญหา หรือ งานประชุมที่มีการเร่งด่วน เช่น เจ้านายให้ทำงานสำคัญส่งในวันพรุ่งนี้เช้าก่อน 8 โมง
ช่องที่ 2 งานสำคัญและไม่เร่งด่วน ต้องมีการวางแผน ต้องมีการเตรียมตัว การดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ เช่น การตรวจสุขภาพทุกปี , การเก็บออมเงิน เป็นต้น ในช่วงนี้พวกเรามักจะผัดผ่อนไปเรื่อยๆ
ช่องที่ 3 งานไม่สำคัญและเร่งด่วน คือ สิ่งที่ขัดจังหวะ สิ่งที่ไม่ทำก็ไม่กระทบมาก เช่นการรวบรวมรายชื่อคนเล่นกีฬาฟุตบอลหรือรวบรวมรายชื่อคนบริจาคเงิน ให้แก่เจ้านายพรุ่งนี้เช้า
ช่องที่ 4 งานไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน สิ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับงานไม่จำเป็น เช่น การช่วยเพื่อนหาเอกสาร , การทำความสะอาดห้องทำงาน เป็นต้น
ซึ่งคนส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับช่องที่ 3 เป็นอันมาก ตรงข้ามกับคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการบริหารเวลามักใช้เวลาอยู่กับช่องที่ 2
4.เป้าหมายกับการจัดการเวลา เช่น เป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายระยะกลางและเป้าหมายระยะยาว ต้องทำให้สอดคล้องกับการใช้เวลา เช่น เป้าหมายระยะสั้นภายใน 1 ปี เราจะทำอะไร , เป้าหมายระยะกลาง 1-5 ปี เราต้องการอะไร และเป้าหมายระยะยาว 6-10 ปี เราต้องการอะไร (ซึ่งระยะเวลาของเป้าหมายของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน)
5.ฝึกให้เป็นนิสัย คนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากว่าเราอ่านแล้ว เรียนรู้แล้ว แต่ไม่ได้นำเอาไปปฏิบัติ ทุกสิ่งที่อ่านมาก็มักจะไม่เกิด การฝึกเป็นนิสัย ควรฝึกทุกๆวัน ให้เป็นนิสัยอย่างน้อย 21 วัน ติดต่อกันแล้ววันที่ 22 ท่านจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวท่าน
ดังนั้น การจัดการเวลาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา และที่สำคัญต้องนำไปปฏิบัติ จึงจะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
...
  
การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
สร้างชื่อให้ตลาดยอมรับ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การสร้างชื่อให้ตลาดยอมรับ มีความสำคัญมากต่อการขายสินค้าหรือบริการ สินค้าหรือบริการ ที่มีชื่อเสียงมักเป็นที่ยอมรับของตลาด อีกทั้งมีการตั้งราคาที่แพงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด ปัจจุบันกระผมมีอาชีพวิทยากร หากว่าวิทยากรท่านใดไม่เป็นที่รู้จักของตลาด คุณคิดว่าจะมีใครอยากไปฟังไหม แต่ตรงกันข้าม หากวิทยากรผู้นั้นมีชื่อเสียงระดับประเทศ ผู้ฟังมักอยากที่จะติดตามฟัง
เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจที่พวกเรามักจะเห็น สินค้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จำนวนมาก เมื่อเข้าสู่ตลาดมักจะต้องมีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทางสื่อต่างๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น โฆษณาทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
ฉะนั้นการจัดงบประมาณทางด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องมี อีกทั้งการสร้างภาพพจน์ขึ้นในใจผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสะสม และต้องทำอย่างต่อเนื่อง
เป๊ปซี่และโคคาโคลา เป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี ในเรื่องของการโฆษณา พวกเราต้องยอมรับว่า เป๊ปซี่และโคลาโคลา มีประโยชน์น้อยกว่า น้ำส้มคั้น แต่ก็ด้วยการโฆษณา จึงทำให้ เป๊ปซี่และโคคาโคลา เป็นที่ยอมรับของตลาด และสามารถขายสินค้าได้แพงกว่าน้ำสั้นคั้นที่ไม่เป็นที่ยอมรับของตลาดเสียอีก
ROLEX หรือ โรเล็กซ์ กลายเป็นนาฬิการาคาแพงและขายดีที่สุด ปัจจัยที่ทำให้มีราคาแพงและขายดีไม่ได้เกิดจากเรื่องของคุณภาพอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างชื่อให้ตลาดยอมรับอีกด้วย
STARBUCKS COFFEE หรือ สตาร์บัคส์ เป็นร้านกาแฟที่มีกาแฟรสชาติต่างกันถึง 40 ชนิด และสามารถขายได้ในราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับกาแฟโดยทั่วไป ก็เพราะว่าสตาร์บัคส์ สามารถสร้างชื่อให้ตลาดยอมรับได้นั้นเอง
การสร้างชื่อให้ตลาดยอมรับในยุคปัจจุบันจึงมักนำเอาการตลาดเข้ามาใช้ในทุกๆวงการ ไม่ว่าจะเป็น วงการค้าขาย วงการศาสนา วงการเมือง วงการการศึกษา ฯลฯ
การสื่อสารทางการตลาดหรือ Integrated Markering Comunication(IMC)จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในยุคปัจจุบัน ซึ่ง IMC จะเป็นกระบวนการในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยใช้เครื่องมือการตลาดหลายๆ อย่างผสมกัน เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การขายโดยพนักงานขาย การจัดแสดงสินค้า การใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ การสัมมนา ฯลฯ
ไม่ว่าคุณจะขายอะไร ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไร คุณมีความจำเป็นจะต้องสร้างชื่อให้ตลาดยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับในด้านของตัวบุคคล ของบริษัท ของหน่วยงาน ขององค์กร หากคุณสามารถสร้างขึ้นมาได้คุณก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา รายได้เงินทอง โอกาส
ดังตัวอย่างเช่น หากท่านต้องการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ท่านจะเข้าไปซื้อที่ร้าน 7-11 หรือ ณ ร้านโชว์หวย กระผมเชื่อแน่ว่า คนส่วนใหญ่มักอยากจะซื้อที่ร้าน 7-11 เพราะมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของตลาดมากกว่า
ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการมีรายได้มากขึ้น มีกำไรมากขึ้น มียอดขายมากขึ้น มีลูกค้ารู้จักมากขึ้น ท่านจำเป็นจะต้องสร้างชื่อให้ตลาดยอมรับ


...
  
เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ในยุคนี้ การแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้ามีความรุนแรงมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต คุณภาพของสินค้ามีความใกล้เคียงกัน แผนการตลาดมีความใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สามารถทำให้เกิดความแตกต่างกันได้ก็คืองานด้านบริการนั่นเอง ดังคำแนะนำของ ปรมาจารย์ด้านการจัดการสมัยใหม่ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ แนะนำว่า อาวุธของการจัดการงานบริหารสมัยใหม่ คือ การบริการที่เป็นเลิศ
เพราะหากบริการลูกค้าไม่ดีลูกค้าไม่พอใจ 1 คน มักจะเกิดการบอกต่ออีก 67 คน ลูกค้าจึงมีความสำคัญมากดังคำกล่าวของ มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า “ ลูกค้าคือบุคคลที่สำคัญที่สุด ที่มาเยือนเราในสถานที่นี้ เขามิได้พึ่งเรา เราต่างหากที่จำเป็นต้องพึ่งเขา เขามิได้มาขัดจังหวะการทำงานของเรา หากแต่การรับใช้เขา คือ วัตถุประสงค์ของงานของเรา เขามิใช่บุคคลภายนอก แต่เขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจของเราทีเดียว ในการรับใช้เขานั้น เรามิได้ช่วยอะไรเขาเลย เขาต่างหากเป็นฝ่ายช่วยเหลือเรา โดยให้โอกาสแก่เรา ที่จะได้รับใช้เขา ”
ทุกธุรกิจต้องมีงานบริการ เมื่อทราบถึงความสำคัญของงานบริการแล้ว ถามว่าแล้วจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและบริการให้อยู่เหนือคู่แข่ง มีงานวิจัยชิ้นสำคัญกล่าวว่า การสร้างความประทับใจต่อลูกค้า มีดังนี้
1.พูดจาสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความกระตือรือร้นในการบริการ
2.บริการด้วยความรวดเร็ว แม่นยำและถูกต้อง
3.บริการเป็นกันเองเสมือนหนึ่งเป็นญาติ
4.พนักงานมีบุคลิกภาพดี มีอัธยาศัยใจคอที่ดี ให้การต้อนรับที่ดี
Service Mind ต้องอยู่ในหัวใจของพนักงาน หากว่าคุณเคยเข้าไปซื้อของที่ร้านขายของชำตามตลาด หากคนขาย พูดจาไม่สุภาพ ไม่ยิ้มแย้ม หน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ทำเสมือนหนึ่งว่าคุณกำลังมารบกวน คุณจะรู้สึกอย่างไร แต่หากว่าคุณเข้าไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 พนักงานยิ้มแย้ม พูดจาสุภาพ คุณจะรู้สึกอย่างไร
หากว่าคุณได้สัมผัสกับคนขายในร้านขายของชำ คุณคงไม่รู้สึกประทับใจตั้งแต่แรกเมื่อเข้าไปใช้บริการในร้าน เหมือนกับการใช้บริการในร้านสะดวกซื้อ 7-11 และเช่นกันหากว่าคุณกำลังทำธุรกิจอยู่คุณคงไม่อยากให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ไม่ประทับใจเช่นนั้นกับธุรกิจของคุณ
Seveic Mind หรือการสร้างหัวใจนักบริการที่ดี จึงเป็นสิ่งที่คุณควรปลูกฝังและสร้างมันให้เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจของคุณ ส่วนใหญ่บริษัท องค์กรธุรกิจมักจะสร้างขึ้นด้วยการฝึกอบรมพนักงาน ถึงแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากก็ตาม แต่ผลที่ได้กลับคืนมาคุ้มกว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเป็นอันมาก
อีกทั้งแนวโน้มของธุรกิจบริการในประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่มากขึ้นเพราะประเทศพัฒนาแล้วได้ลดกำลังการผลิตลง แต่ไปเพิ่มในส่วนของธุรกิจการบริการมากขึ้น เช่น
GE (เจเนอรัลอิเล็กทริก) เดิมทำธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล ปัจจุบันหันมาทำธุรกิจด้านบริการทางการเงิน คือ GE Capital ซึ่งมีสาขาทั่วโลก อีกทั้งทำกำไรได้มากกว่าการผลิตเครื่องจักร ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เสียอีก
IBM เมื่อก่อนผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เป็นอันดับ 1 ของโลก ปัจจุบันได้ขายธุรกิจการผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งหมดแล้วหันมาทำธุรกิจบริการ เช่น การพัฒนาซอฟแวร์ การให้คำปรึกษาในการวางระบบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ดังนั้นแนวโน้มของธุรกิจการบริการเป็นแนวโน้มที่ดีมากๆในอนาคต อีกทั้งในยุคปัจจุบัน หากองค์กรใด หน่วยงานใด มีการบริการที่ดีและเหนือกว่าคู่แข่งขัน ย่อมสร้างความได้เปรียบ ความเป็นต่ออย่างมากในการทำธุรกิจ

...
  
ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
คนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงใด เขามักเริ่มต้นจากความกล้าก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งความกล้าในที่นี้มีหลายประการที่คนประสบความสำเร็จจะต้องกล้าเริ่มต้น คือ
Idea กล้าคิด คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กล้าคิด และคนที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มักจะคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น เขาเหล่านั้นจะกล้าคิดต่าง คิดแปลก จากคนทั่วไป เช่น
- สมัยอดีต รถยนต์สมัยแรกๆ มักใช้แกนเหล็กหมุนเวลาที่จะสตาร์ทเครื่อง ไม่เหมือนกันปัจจุบันที่สตาร์ทรถยนต์ง่ายๆ ด้วยการใช้มือหมุนกุญแจบิดสตาร์ท เช้าวันหนึ่ง นายชาร์ลส ได้ยืนสตาร์ทรถยนต์ด้วยแกนเหล็กที่หน้าบ้าน แต่ปรากฏว่ากระบอกสูบไม่หมุน นายชาร์ลส จึงออกแรงสะบัดแกนเหล็กเพื่อให้กระบอกสูบหมุนปรากฏว่า แกนเหล็กนั้นไปดีดใส่แขนของเขาจนหัก เขาลงไปนอนข้างล่างกับพื้นด้วยความเจ็บปวด หลังจากนั้น เขาก็กล้าที่จากคิดแตกต่างจากคนอื่นๆ เขาคิดว่าจะทำอย่างไรให้การสตาร์ทรถยนต์ง่ายขึ้น เพราะหากเป็นเช่นนี้ อาจเกิดอุบัติเหตุเหมือนกับเขากับคนอื่นๆได้ จึงเป็นที่มาของการสตาร์ทรถยนต์ ด้วยการใช้กุญแจบิดสตาร์ท นี่ก็เพราะการกล้าคิดของ นายชาร์ลส จึงทำให้พวกเราได้สตาร์ทรถยนต์ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการสตาร์ทรถยนต์อีกด้วย
Imagine กล้าจินตนาการ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ” คนปกติธรรมดาในยุคปัจจุบันได้เรียนหนังสือกันเกือบทุกคน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าการทำงาน หน้าที่ สาเหตุหนึ่งเกิดจาก การขาดจินตนาการ คนปกติธรรมดา มักจะทำอะไรเหมือนคนอื่นๆ ไม่กล้าที่จะลองจินตนาการ ไม่กล้าที่จะคิดสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆใหม่ๆขึ้นมาในชีวิต
Action กล้าลงมือทำ เมื่อมีความคิดแล้ว มีจินตนาการแล้ว แต่ขาดซึ่งการลงมือทำ สิ่งต่างๆที่คิด ที่จินตนาการก็ไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ดังนั้นจงกล้าที่จะลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ สิ่งต่างๆจึงจะเกิดขึ้น เหมือนดังที่เราคิดและเราจินตนาการ
Develop กล้าพัฒนา เมื่อลงมือทำไปแล้ว แน่นอนว่าจะต้องเกิดการผิดพลาด บกพร่องในสิ่งที่เราทำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักกล้าที่จะพัฒนา กล้าเปลี่ยนแปลง แผนต่างๆที่คิดไว้ ที่จินตนาการไว้ เพื่อให้การทำงานนั้นเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
Control กล้าที่จะควบคุม คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากแล้ว มักจะเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ ควบคุมตนเอง อยู่เสมอ เขาจะเป็นคนที่มีวินัยในการทำสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะวินัยในการทำงาน เช่น นักเขียนที่ประสบความสำเร็จเขาจะจัดสรรเวลาในการทำงานเขียน แล้วเขาก็จะลงมือเขียนตามแผนการที่เขาวางไว้ โดยที่ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ฉะนั้น เขาจึงมีผลงานการเขียนออกมาสู่สายตาผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอ
Change กล้าเปลี่ยนแปลง คนเราโดยมากมักไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่คนเราจะเจริญก้าวหน้าก็ด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลง หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จท่านต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิด เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน
หากว่าท่านมีความกล้าตามข้อความข้างต้น กระผมเชื่อว่า ท่านจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน จงเดินทางเข้าไปหาความสำเร็จ แทนการที่จะนั่งรอความสำเร็จมาหาท่าน หากว่าท่านต้องการไปเที่ยวภูเขาที่สวยงามสักลูก ขอให้ท่านจงเริ่มต้นออกเดินทาง แทนที่ท่านจะนั่งรอ นอนรอ ให้ภูเขาลูกนั้น เคลื่อนตัวมาหาท่าน จงกล้าที่จะเริ่มต้นแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ
...
  
สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ที่นั่งที่ดีที่สุดคือที่นั่งในหัวใจคน , รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง, อันธรรมดาการทำสงครามจะชนะอย่างเดียวไม่ได้ย่อมมีแพ้บ้างชนะบ้าง....คำคมสุภาษิตเหล่านี้ มีในหนังสือเรื่องสามก๊ก..
สามก๊ก เป็นวรรณกรรมจีนแต่อิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับการทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดน ซึ่งภายในวรรณกรรมเรื่องนี้ ได้ให้ความรู้ทางด้าน ตำราพิชัยสงครามภาคปฏิบัติ การบริหาร การเมือง การจัดการ จิตวิทยา ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ นักการตลาดสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้ได้ ดังต่อไปนี้
1.การคิดนวัตกรรมใหม่ๆ การทำสงครามในวรรณกรรมสามก๊ก เราจะเห็นได้ว่า ก๊กใด กลุ่มใด ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆได้มักจะได้เปรียบในการทำศึกสงคราม เช่น ขงเบ้งประดิษฐ์หรือคิดค้นโคยนต์ซึ่งมีกลไกต่างๆ เพื่อนำเอาไปใช้ขนเสบียง สามารถเดินทางได้ในที่ต่างๆได้อย่างสะดวก ทำให้ประหยัดกำลังและแรงงานของทหารในการขนเสบียง , เครื่องยิงหิน ของ เล่าหัว (กุนซือของโจโฉ) ได้ประดิษฐ์อาวุธนี้เพื่อพิชิตหอรบของอ้วนเสี้ยว ในสงคราม ยุทธการกัวต๋อ
เราจะเห็นได้ว่า ก๊กใด กลุ่มใด ที่มีการคิดค้น ประดิษฐ์ อาวุธหรือเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการทำสงครามย่อมได้เปรียบ ก๊กหรือกลุ่มอื่นๆ เพราะ นวัตกรรมใหม่ๆที่สร้างขึ้นมามักเป็นเครื่องทุ่นแรงในการทำงาน เช่นเดียวกัน หากว่านักการตลาดผู้ใดสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในการทำการตลาด นักการตลาดผู้นั้น มักจะได้เปรียบในการต่อสู้ทางการตลาด
2.ลับ ลวง พราง เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ในสามก๊ก ค่อนข้างมาก เช่น กลศึกปิดเมือง ขงเบ้งเจอสุมาอี้ปิดค่าย แต่ขงเบ้งเก่งกาจและมีปัญญาจึงใช้ กลยุทธ์ ลับ ลวง พราง เปิดประตูค่าย แล้วตนเองก็ตีขิมหรือพิณ อย่างสบายอารมณ์ สุมาอี้เป็นคนคิดมาก จึงไม่กล้าบุกเข้าไปในค่าย แล้วสั่งลูกน้องให้ถอยทัพ กลยุทธ์ ลับ ลวง พราง จึงนิยมใช้ในการทหาร การเมือง รวมทั้งการตลาด ตัวอย่างการปล่อยข่าวของบางบริษัท เพื่อทำการเบี่ยงเบนความสนใจหรือทำให้คู่แข่งเข้าใจผิด เป็นต้น
3.กลยุทธ์แบบ กองโจรหรือป่าล้อมเมือง คือกลยุทธ์ในการโจมตีคู่แข่งในจุดที่คู่แข่งไม่ให้ความสนใจ หรือป้องกัน หรือประมาท เช่น การทำการตลาดของสินค้า ในต่างจังหวัดก่อนที่จะเข้าไปทำการตลาดในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ
4.กลยุทธ์ตีชิงตามไฟ เป็นกลยุทธ์ที่ศัตรูยังอยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอ ย่ำแย่ เราควรรีบฉกฉวยโอกาสเข้าทำศึกเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ตัวอย่างเช่น ตั๋งโต๊ะ ฉกฉวยโอกาสยึดเมืองหลวงและราชสำนักของพระเจ้าหองจูเหียบมาเป็นของตนเอง เช่นกันหากว่าคู่แข่งของเรากำลังอ่อนแอ เจอข่าวร้าย เจอมรสุมทางธุรกิจ นักการตลาดก็ควรใช้จังหวะในการขยายฐานการตลาดหรือทำการตลาดเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้า
5.กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิน เป็นกลยุทธ์ที่โจมตีศัตรูในจุดที่ศัตรูคาดไม่ถึง เช่น ขงเบ้งหลอกล่อ เฮ็กเจียวให้เกิดความสับสน หลงกล ในการนำกำลังทหารเฝ้าระวังการบุกโจมตีด่านตันฉอง
6.กลยุทธ์ตีหญ้าให้งูตื่น เป็นกลยุทธ์ที่ หากมีสิ่งใดพึงสงสัย ผิดแผกจากเดิม ควรส่งคนไปสอดแนมให้มั่นใจเสียก่อน และหากศัตรูสงบนิ่งก็พึงสร้างสถานการณ์ให้ศัตรูเคลื่อนไหวเพื่อเกิดช่องโหว่ ดังตัวอย่าง ขงเบ้งต้องการดูชั้นเชิงกองกำลังทหารของโจโฉ เมื่อคราวเล่าปี่นำกำลังทหารไปตีฮันต๋ง จึงหลอกให้โจโฉเคลื่อนไหว กำลังพล
7.กลยุทธ์จับโจรเอาหัวโจก เป็นกลยุทธ์ที่ทำศึกสงคราม ต้องบุกโจมตีศัตรูในจุดยุทธศาสตร์ของกองทัพ เช่น ขงเบ้งทำสงครามกับวุยก๊ก จึงออกอุบายกำจัดสุมาอี้ เพราะขงเบ้งรู้ดีว่า หากขาดสุมาอี้แล้วกองทัพของวุยก๊ก ก็จะไม่มีความยิ่งใหญ่อีกต่อไป
8.กลยุทธ์กวนน้ำจับปลา เป็นกลยุทธ์ที่ฉกฉวยจังหวะที่ศัตรูเกิดความปั่นป่วยภายในกองทัพให้เป็นประโยชน์ เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์มาเป็นของตนเอง แล้วจึงนำกำลังบุกเข้าโจมตีเพื่อให้ได้ชัยชนะ เช่น อ้วนเสี้ยว หลอกกองทัพซุนจ้านในการนำกองกำลังทหารบุกร่วมเข้าโจมตียึดเอากิจิ๋วจากฮันฮก
8.กลยุทธ์ข่าวสาร เป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลข่าวสาร ประกอบการตัดสินใจในการทำการตลาด ยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ การสื่อสารเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดน เราสามารถสื่อสารไปยังลูกค้าได้ทั่วทั้งประเทศ ทั่วทั้งโลก ก็ด้วยระบบเครือข่ายต่างๆ

9.กลยุทธ์หลบหนี เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ย่อมแพ้ชั่วคราว หากว่ากองกำลังของฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่ง เราก็ควรที่จะถอยไปตั้งหลักก่อน ไม่ควรปะทะ แต่ควรที่จะหลบเลี่ยงการปะทะหรือการเผชิญหน้า การถอยไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด แต่เป็นธรรมดาของการทำสงคราม ไม่ควรคิดว่าตนเองเสียเกียรติหรือเสียหน้า
และยังมีอีกหลายกลยุทธ์ที่กระผมยังไม่ได้พูดถึง ท่านผู้อ่านสามารถไปหาอ่านได้ในหนังสือสามก๊ก หรือ ตำราพิชัยสงครามต่างๆได้ เพราะการทำสงคราม การทหาร การเมือง ไม่มีความแตกต่างกันมากนักกับการทำการตลาด และเราสามารถประยุกต์ใช้ กลยุทธ์ต่างๆเหล่านี้ได้กับการตลาด



...
  
แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
นักบริหารท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ อะไรที่เป็นทรัพยากรเราสามารถบริหารได้ จัดการได้ ” ดังนั้น เวลาก็เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่เราสามารถบริหารได้ จัดการได้ เช่นเดียวกับ ทรัพยากร คน สัตว์ สิ่งของ เครื่องจักร เงิน ทอง ฯลฯ
ถ้าวันหนึ่ง เราเกิดโชคดี ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล 3 ล้านบาท ท่านจะมีวิธีในการบริหารจัดการอย่างไร ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด แน่นอน แต่ละคน คงมีวิธีในการบริหารจัดการไม่เหมือนกัน บางคน เอาไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย บางคนเอาไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ บางคนเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย บางคนเอาไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ
เช่นเดียวกัน ถ้าท่านมีเวลา 3 ปี ท่านจะมีวิธีในการบริหารจัดการอย่างไร กับชีวิตของท่านให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด แต่ละคน คงให้คำตอบที่แตกต่างกัน อีกทั้งได้ผลลัพธ์จากประโยชน์ของเวลาที่แตกต่างกันออกไป
ในการจัดอบรมและสัมมนาของกระผม ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเวลา กระผมมักถามคำถาม กับผู้เข้าร่วมอบรมและสัมมนาว่า เวลา คือ อะไร ขอให้ทุกคนช่วยกันนิยามมา ก็ได้รับคำตอบต่างๆ อย่างมากมาย เช่น
- เวลา คือ ทรัพยากรที่มีค่า
- เวลา คือ สิ่งสมมุติ
- เวลา คือ การเปลี่ยนแปลง ไม่ย้อนกลับ ไม่นิ่ง
- เวลา คือ สิ่งที่ทำให้เกิด อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
- เวลา คือ องค์ประกอบหนึ่งของจักรวาล
- เวลา คือ การบริหารชีวิต

เรามีเวลา 1 วัน เท่ากับ 24 ชั่วโมง หรือ 86,400 วินาที สัปดาห์หนึ่ง เรามีเวลา 7 วันเท่ากัน 1 ปี เรามีเวลา 12 เดือนเท่ากัน
คนเรามีเวลาที่เท่าเทียมกัน แต่ แนวคิด การบริหาร การจัดการ ในเรื่องเวลามีความแตกต่างกัน เราจึงเกิดผลลัพธ์ในชีวิตที่แตกต่างกัน
การใช้เวลาอย่างมีคุณค่า จึงทำให้คนบางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว แต่ตรงกันข้าม การใช้เวลาที่ไม่มีคุณค่า ปราศจากการวางแผน การจัดการ การบริหาร ของคนส่วนใหญ่ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ ไปไม่ถึงไหน ไม่ประสบความสำเร็จ
เวลาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เราไม่สามารถเบิกเวลามาใช้ก่อนได้ เราไม่สามารถขอยืมเวลาของคนอื่นมาใช้ได้ และเราไม่สามารถสะสมเวลาในชีวิตของเราได้ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีจำกัด มีคุณค่า ในตัวของมันเอง ตรงกันข้ามกับ เงิน ทอง สิ่งของ หากว่ามันสูญเสียหรือสูญหายไป หากว่าเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็สามารถหามาทดแทนได้ในอนาคต แต่เวลา เมื่อสูญหายไป เราไม่สามารถ นำเอามาทดแทนได้
ดังนั้น เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เวลาไม่เคยย้อนกลับ จงทำทุกขณะของท่านให้มีคุณค่า จงใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ แล้วท่านจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้ไวกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารหรือจัดการในด้านการใช้เวลา
...
  
การตลาดสมัยใหม่
การตลาดสมัยใหม่
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com

มีนักวิชาการได้แบ่งโลกในยุคปัจจุบันออกเป็น 2 โลก คือ
1.โลกที่เราอาศัยอยู่
2.โลกออนไลน์หรือโลกเสมือน ในอินเตอร์เน็ต
การมีโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน จึงทำให้นักการตลาดในยุคนี้ หลายบริษัท ได้ทุ่มทำการตลาดในโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำการตลาดในยุคปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตค่อนข้างมาก เนื่องจากในยุคนี้ เรามีอินเตอร์เน็ต มีเทคโนโลยี มีเครื่องมือที่ช่วยในการทำการตลาดที่ทันสมัย มีความสะดวก รวดเร็ว และราคาถูกมากกว่าในอดีต
ในยุคสมัยนี้ หลายองค์กร หลายบริษัท ได้ทุ่มงบประมาณไปกับการทำการตลาดใน Social Media หรือ สังคมออนไลน์ที่มีผู้ส่งสาร ผู้รับสาร ซึ่งมีเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ ทั้ง บทความ รูปภาพ วิดีโอ แล้วนำเอามาแบ่งปันแชร์ให้ผู้อื่นในเครือข่ายได้รับรู้ รับฟัง โดยผ่านทาง Social Network ในระบบ Internet
ซึ่ง การทำการตลาดใน Social Media สามารถทำได้ง่าย เนื่องจาก จะมีระบบต่างๆ ควบคุมอยู่ มีการประเมินจากโปรแกรมต่างๆ ซึ่งทำให้รู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าอยู่ไหน มีตัวเลขผู้ใช้หรือถูกสนใจปรากฏให้เห็น
ความจริง Social Media มีความสำคัญ แต่ในความคิดเห็นของกระผมแล้ว เราไม่ควรทำการตลาดแบบทุ่มงบประมาณมากจนเกินไปหรือทุ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ให้กับโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน แต่สิ่งที่ควรทำคือ ทำการตลาดผสมกันระหว่างการตลาดแบบเก่าและการตลาดแบบใหม่ และควรจัดสรรงบประมาณแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรทุ่มงบประมาณไปแบบสุดตัว
การจัดสรรงบประมาณแบบผสม จะทำให้เกิดการส่งต่อได้ดีกว่า เช่น การใช้กลยุทธ์แบบปากต่อปาก หรือ การบอกต่อ ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราดี ลูกค้ามักจะบอกต่อ แต่ถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไม่ดี ลูกค้าก็จะบอกต่อในด้านไม่ดี แล้วเขาก็จะแชร์หรือแบ่งปันกันผ่าน Social Media
เราจะเห็นได้ว่า โลกของเรา ประเทศของเราจะมีการสื่อสารกันมากขึ้น ไม่ว่าการสื่อสารภายในประเทศหรือกับต่างประเทศ ฉะนั้น การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในอดีต อีกทั้งมีความสะดวกสบาย ทันสมัย รวดเร็ว คมชัด จึงทำให้นักการตลาดต้องคำนึงถึงคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ มากขึ้น เพราะถ้าหากบริษัทใด ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ออกสู่ตลาดแบบ ไม่มีคุณภาพหรือคุณภาพต่ำ ก็คงต้องออกจากตลาดหรือตายจากไป การตลาดในยุคปัจจุบันจึงต้องคำนึง ถึงคุณภาพเป็นหลัก บริษัทต้องมีการปรับตัว มีการพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น
สำหรับการทำการตลาดในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่ง ไร้กลยุทธ์ ไร้กระบวนท่า แต่การทำการตลาด ในยุคปัจจุบันและในยุคอนาคต ควรทำให้ถูกสถานการณ์ ถูกจังหวะเวลา ถูกกาลเวลา และต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ในทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ ต้องอาศัยการสังเกตลูกค้า สังเกตสิ่งแวดล้อม สังเกตการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งควรสร้างนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมาให้แก่ลูกค้าอยู่ตลอดเวลา เช่น สตีฟ จอบส์ แห่งบริษัทแอปเปิล ได้สร้างนวัตกรรมสินค้าตระกูล I ขึ้น( iPad , iPhone , iPod ,iTunes) เพราะถ้าสินค้าเหมือนๆกัน ลูกค้าสามารถซื้อสินค้ายี่ห้อใดๆ ก็ได้ แต่ถ้า สินค้าของเรามีความแตกต่างกับยี่ห้ออื่นๆ และก็มีคุณภาพที่ดีกว่า แน่นอน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยากที่จะมาทดลองซื้อ และมีการซื้อซ้ำ ฉะนั้น ความคิดที่มีความแตกต่าง ความคิดที่สร้างสรรค์ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับโลกการตลาดในยุคนี้
นวัตกรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ในทุกวงการ หากว่า ท่านมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดสมัยใหม่ เช่น การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ , การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจยานยนต์, การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจการเงินการธนาคาร , การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจด้านการเกษตรกรรม เป็นต้น
ในยุคนี้ หากต้องการความอยู่รอด และยั่งยืน สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท จะต้องมีคุณภาพอย่างแท้จริงและต้องนำเสนอ สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท ด้วยความจริงใจ ไม่หลอกลวง แต่ต้องทำทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา ด้วยความโปร่งใส และต้องคำนึงถึงตัวของลูกค้าว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร ซึ่งส่วนใหญ่หัวใจของลูกค้าก็จะมีความต้องการดังนี้
1.ลูกค้าต้องการความคุ้มค่าของสินค้าเมื่อเปรียบเทียบกับราคา
2. ลูกค้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว ทันใจ ง่าย ในการเข้าถึงตัวของสินค้าและบริการ
3.ลูกค้าต้องการสินค้าที่ “โดนใจ” หรือ สินค้าที่ “ใช่”
4.ลูกค้าต้องการที่จะติดต่อสื่อสารกับ บริษัท แบบ ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อที่จะถามคำถามต่างๆ
5.ลูกค้าต้องการให้บริษัท สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น มีการติดต่อกับลูกค้าบ้าง มีการออกโปรโมชั่นใหม่ๆ มีการบริการหลังการขาย ฯลฯ
สำหรับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในการทำการตลาดสมัยใหม่ เราควรคำนึงถึง เรื่องต่างๆดังนี้
1.การสร้างภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ ของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริษัท
2.การบริการหรือการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่ดีกว่าคู่แข่งขัน
3.การสร้างความรวดเร็ว ความสะดวก ความง่าย ในการบริการ
4.การใช้เทคโนโลยี เข้าช่วย ซึ่งจะทำให้เกิดความทันสมัย เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เกิดความรวดเร็ว ทันใจ
5.การสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น การนำเสนอมุมมองใหม่ๆ , การนำเสนอสินค้า บริการใหม่ๆ , การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เป็นต้น
6.การดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ในตัวของสินค้าและบริการ
สรุป การตลาดสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดและการสื่อสารในโลกออนไลน์หรือโลกเสมือน แต่ไม่ควรทุ่มงบประมาณหรือให้น้ำหนัก 100% แต่ควรจัดงบประมาณในการทำการตลาดในด้านอื่นๆบ้าง การตลาดสมัยใหม่ เป็นเรื่องของการเปลี่ยงแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง นักการตลาดสมัยใหม่ จึงต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในตลาด การตลาดสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาด การตลาดสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นด้านหลัก และการตลาดสมัยใหม่ ควรสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
จากข้อความข้างต้นเราจะเห็นได้ ว่า
นักการตลาดสมัยใหม่ ที่จะทำการตลาดสมัยใหม่ ต้องมีความเก่งกาจ มีความสามารถ มีความขยัน มากกว่านักการตลาดในอดีต ในด้านต่างๆ เพราะ การตลาดยุคนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต , การตลาดยุคนี้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำหรือคาดการณ์สิ่งต่างๆได้อย่างใกล้เคียงเหมือนอดีต เพราะปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดการคาดเคลื่อนได้อย่างมากมาย เช่น ปัญหาทางด้านการเมือง ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ กล่าวคือปัจจัยต่างๆ มีความแปรผันอยู่ตลอดเวลา
นักการตลาดสมัยใหม่ จึงต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เช่น ต้องฝึกภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียนได้ เพื่อที่จะติดต่อสื่อสารและรับข้อมูลต่างๆกับลูกค้าได้ทั่วโลก , การเข้าศึกษาอบรมเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ , การปรับความคิดของตนเองไม่ให้ยึดติดกับความสำเร็จเก่าๆหรือทฤษฏีเก่าๆ แต่ควรปรับเปลี่ยน หยืดหยุ่น กับสิ่งต่างๆ ได้ เป็นต้น

...
  
Marketing 3.0
Marketing 3.0
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
หากพูดถึง Marketing 3.0 แล้ว หลายคน ก็คงจะถามผมซ้ำอีกว่า แล้ว Marketing 1.0 และ Marketing 2.0 คือ อะไร
Marketing 1.0 เป็นการตลาดเพื่อการผลิต กล่าวคือเป็นยุคของการผลิตสินค้า เป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนและเพื่อที่จะได้ขายในราคาที่ถูก ในยุคนี้ทำให้นายทุนขนาดใหญ่ได้เปรียบนายทุนขนาดเล็ก อีกทั้งสินค้าในยุคนี้ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
Marketing 2.0 เป็นการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นยุคที่เน้นไปยังความต้องของผู้บริโภคหรือลูกค้าเป็นสำคัญ มีการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า มีการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ มีการทำ CRM เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า มีการบริการหลังการขาย ในยุคนี้นักการตลาดคิดว่า หากว่าลูกค้าพอใจจะนำมาซึ่งผลกำไร และสร้างความยั่งยืนได้
Marketing 3.0 เป็นการตลาดเพื่อเน้นค่านิยม มีการมองลูกค้าหรือผู้บริโภค ว่า เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึก และลูกค้าหรือผู้บริโภค สามารถสื่อสารมายังผู้ผลิตได้ ในยุคนี้ นักการตลาดจะมองว่าลูกค้าต้องการหาคุณค่าในการบริโภค ดังนั้น นักการตลาดในยุคนี้ จะทำอย่างไรเพื่อที่จะส่งมอบคุณค่าและความหมายไปยังตัวผู้บริโภค
ซึ่ง Marketing 3.0 เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและปัจจัยทางด้านสังคม ด้านการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในยุคปัจจุบันเรามีอินเตอร์เน็ต เรามีการสื่อสารที่สามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็สามารถติดต่อถึงกันได้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีต เรามี social media ซึ่งทำให้เราทราบวถึงพฤติกรรมของคนทั่วทุกมุมโลก อีกทั้ง การดำรงชิวิต การทำงานในยุคปัจจุบัน คนเราจะเน้นเรื่องของคุณค่ามากยิ่งขึ้น คนจำนวนมากเริ่มทำงานในงานที่ตนเองมีคุณค่าหรือต้องการทำหรือชอบ แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อโลก
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า คนในยุคปัจจุบัน เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องเงิน ในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งโดยการเอาเปรียบผู้อื่น เอาเปรียบธรรมชาติ ลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่จะเน้นในเรื่องของการสร้างความมั่งคั่งโดยการเน้นคุณค่าของตนเองว่า ตนเองจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้มากขนาดไหน ในยุคนี้เราจะเห็นว่าคนเรามีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆมากขึ้น อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษ์โลกมากขึ้น
ซึ่งการทำการตลาดในยุค Marketing 3.0 จะต้องมีความแตกต่างจากยุค Marketing 1.0 และ Marketing 2.0 ในยุคก่อนเราสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าได้ง่ายกว่า มีการแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ เป็นวัยต่างๆ แต่ในยุคนี้ ลูกค้าไม่นิ่ง ลูกค้ามีความต้องการที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และถ้านักการตลาดคนใดจับจุดถูก คนที่จะขยายตลาดให้แก่ธุรกิจของเราก็คือตัวของลูกค้าเอง เพราะถ้าลูกค้าซื้อสินค้า เนื่องจากเห็นคุณค่า ลูกค้าก็พร้อมที่จะกระจายข่าวให้แก่เราโดยการบอกต่อผู้อื่น บอกไปยังสื่อต่างๆ
เช่นกันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หากนำแนวคิดของ Marketing 3.0 ไปใช้ก็คงต้องเน้นสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับตัวของผู้บริโภค โดยเน้นการท่องเที่ยวเพื่อให้ลูกค้าเกิดการเรียนรู้ เกิดการมีส่วนร่วม เกิดความประทับใจ เกิดการยอมรับจนกระทั่งลูกค้าเกิดการบอกต่อ เพื่อให้เพื่อนๆหรือคนรู้จักได้มามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และเกิดความประทับใจที่ได้มาท่องเที่ยว
เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ ตัวสินค้า ตัวของบริการในยุคปัจจุบัน ลูกค้าในยุค Marketing 3.0 มีความต้องการที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นออกแบบ จนถึงขั้นมีส่วนร่วมในการผลิต ซึ่งแตกต่างกันอดีตที่นักการตลาด ผลิต แล้วนำสินค้ามานำเสนอขายโดยผ่านการโฆษณา สินค้าบางอย่างโฆษณาเกินจริงด้วยซ้ำไป เช่น บอกว่า ดีที่สุด ถูกที่สุด ไวที่สุด ฯลฯ ซึ่งหากมีการโฆษณาแบบนั้นในยุคนี้ อาจจะเกิดการต่อต้านจากลูกค้าในยุค Marketing 3.0 ได้
ฉะนั้น นักการตลาดในยุคปัจจุบัน จึงต้องเปิดโอกาสให้ลูกค้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เปิดประตูเทางด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้ในการสื่อสารมากยิ่งขึ้นและควรใช้เทคโนโลยี เพื่อจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอันมากและในยุคนี้ก็มีเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก ที่สามารถเป็นเครื่องมือทางด้านการตลาดเช่น
- เทคโนโลยีทาง TV เรามี Analog TV, Digital TV, Cable TV, Satellite TV, Internet TV เป็นต้น
- เทคโนโลยีทางอินเตอร์เน็ต เรามีเครื่องมือโดยผ่าน Facebook , Blog , Twitter , เว็ปไซค์ เป็นต้น
- เทคโนโลยีทางโทรศัพท์มือถือ เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานต่างๆได้ อย่างง่ายดาย และแทบไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันเรามีเลขหมายของโทรศัพท์มือถือมากถึง 75 ล้านเลขหมาย ซึ่งมากกว่าคนไทยทั้งประเทศเสียอีกเนื่องจากในยุคปัจจุบัน คนบางคนมีโทรศัพท์มากกว่า 1 เครื่อง (บางคนมี 2-3 เครื่อง จึงใช้ 2-3 หมายเลข)
ดังนั้น การตลาดในยุคนี้ Marketing 3.0 นอกจากเราจะขายของให้แก่ลูกค้ายังไม่เพียงพอ แต่เราต้องเห็นความสำคัญของความเป็นมนุษย์ของเขาหรือเห็นคุณค่าที่มีอยู่ภายในตัวของลูกค้าด้วย ซึ่งกระผมขอยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
หากเราอยู่ในธุรกิจขายนม ในยุค Marketing 1.0 เราจะต้องนำเสนอขายนมที่มีปริมาณมาก ขวดใหญ่ ขายในราคาถูก ในยุค Marketing 2.0 เราจะต้องนำเสนอขายนมโดยมีหลายรสชาติ ขวดมีหลายประเภท หลายขนาด ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และสำหรับ Marketing 3.0 เราต้องนำเสนอขายนม โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วม ในการกำหนด รสชาติ อีกหน่อยเราอาจเห็นการขายนมสด โดยให้ลูกค้าผสมรสชาติต่างๆตามใจตนเอง ชอบแบบเข้มข้น ชอบแบบหวาน จืด ลูกค้าสามารถชงเองเติมเองได้ รวมถึงกระทั่งการกำหนดสูตรรสชาติต่างๆ ด้วยตนเอง และทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดการสร้างสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ และลูกค้าจะเลือกดื่มนมจากแหล่งผลิตที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความภาคภูมิใจ แล้วบอกต่อ
สรุป ก็คือ ยุคที่ 1 จะเน้นผลิตภัณฑ์ ยุคที่ 2 จะเน้นลูกค้า และยุคที่ 3 จะเน้นการเข้าสู่จิตวิญญาณของมนุษย์
การสร้างแบรนด์ก็เช่นกัน ยุคที่ 1 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคิดถึงเรื่องของการผลิตเป็นด้านหลัก ยุคที่ 2 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และยุคที่ 3 นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์โดยคำนึงถึงการส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่จิตวิญญาณของลูกค้า
ดังคำพูดของกูรูทางการตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ เคยพูดไว้ว่า ” จะขายสินค้าได้ก็ต้องชนะจิตใจผู้บริโภค แต่อนาคตเราต้องขายจิตวิญญาณ”
สำหรับบริษัทของไทยเราที่ ฟิลิป คอตเลอร์ ยกตัวอย่างและชื่มชมว่าเป็นต้นแบบของการตลาดในยุคที่ 3 หรือ Marketing 3.0 คือ บริษัท AA (บริษัท ดับเบิ้ล เอ 1991) ซึ่งผลิตกระดาษ โดยเฉพาะ A4 ที่พวกเราเห็นกันในท้องตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ ให้เหตุผลว่า บริษัท AA สามารถพึ่งพาตนเองได้ เริ่มจากการปลูกต้นกระดาษ(ยูคาลิปตัส)เอง โดยไม่ต้องไปซื้อไม้จากแหล่งอื่น เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ลูกค้าเกิดการจงรักภักดีต่อแบรด์ของ AA สูงถึง 70-90 % เลยทีเดียว
...
  
ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ถ้าพูดถึงเรื่องการบริการอย่างไรให้ประทับใจลูกค้า ผู้ให้บริการต้องสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ บุคลิกภาพ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “ บุคลิกภาพ” คือ 1.ไม่มีใครมีบุคลิกภาพที่เหมือนกันทุกประการ 2.เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงบุคคลอื่นให้เป็นดังใจเราต้องการได้ 3.คนในโลกนี้ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ 4.การพัฒนาบุคลิกภาพ ส่งผลโดยตรงต่อตนเองและต่อหน้าที่การงานที่เราทำ
ซึ่งบุคลิกภาพ เราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บุคลิกภาพภายนอกกับบุคลิกภาพภายใน
บุคลิกภาพภายนอก เช่น เรื่องของการไหว้ เรื่องของการแต่งกาย เรื่องของหน้าตา เรื่องของการพูดจา รวมไปถึงกิริยาท่าทาง
บุคลิกภาพภายใน เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกระตือรือร้น ความรับผิดชอบ เป็นต้น
สำหรับหัวใจของการบริการ ตัวผู้ให้บริการต้อง คิดและนึกอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้ให้ อีกทั้งต้องทำอย่างจริงใจ อย่างเต็มใจ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องฝึกฝนให้เป็นความเคยชิน หรือจนเป็นนิสัย แล้วจะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานทางด้านบริการ
การชนะใจลูกค้ามีอยู่หลายวิธี เช่น หากเป็นลูกค้าที่มีระดับหรือ VIP เราควรหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวของลูกค้า ว่าลูกค้าชอบอะไร ลูกค้าชอบเล่นกีฬาประเภทไหน ลูกค้าชอบสีอะไร และถ้าหากเป็นไปได้ เราควรมีการบันทึกสิ่งต่างๆที่ลูกค้าชอบ ไว้ในฐานข้อมูล เพราะหากว่าลูกค้ามาใช้บริการ ซ้ำ เราก็ไม่ต้องถามลูกค้าอีก
เมื่อรู้ถึงความต้องการของลูกค้าแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญอีกประการก็คือ ผู้ให้บริการต้องไปทำการบ้านหรือเตรียมตัวก่อน โดยไปซื้อสิ่งที่ลูกค้าชอบทาน หรือลูกค้าต้องการ เช่น โรงแรมหลายแห่งมักจะเตรียมอาหารที่ลูกค้าชอบทาน อีกทั้งรู้เวลาตื่นนอนของลูกค้า รู้แม้กระทั่งกิจกรรมต่างๆที่ลูกค้าทำในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ การออกกำลังกาย เวลาเข้าห้องอาหารเพื่อทานอาหารเช้า อาหารกลางวัน อาหารเย็น เวลาอาบน้ำ ฯลฯ
ชนะใจลูกค้าด้วยการรับโทรศัพท์ การรับโทรศัพท์ถือว่าเป็นด่านแรกก็ว่าได้ในการบริการลูกค้า เพราะลูกค้าหลายคนหรือเป็นจำนวนมาก มักจะโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลก่อนที่จะเข้าไปหาที่สำนักงานหรือเข้าพักในโรงแรม ถ้าหากพนักงานรับโทรศัพท์ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ ลูกค้าก็อาจเปลี่ยนใจที่จะใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากเรา
ชนะใจลูกค้าด้วยการทำงานเป็นทีม แน่นอนครับ องค์กร หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน โรงแรม โรงพยาบาล จะต้องมีคนทำงานในองค์กรเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น เมื่อลูกค้ามาติดต่อใช้บริการ ลูกค้าอาจจะต้องประสางานหรือพูดคุยกับ พนักงานหลายคน และ อาจจะติดต่อหลายแผนก ฉะนั้น การบริการจึงต้องมีการทำงานเป็นทีม จึงจะสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าได้ ไม่ใช่ พนักงานรับโทรศัพท์พูดจาดี ลูกค้าเกิดความประทับใจ แต่พอเข้ามาติดต่อเจอกับพนักงานแผนกต่างๆ บางคนกับพูดจาไม่ดี ลูกค้าก็อาจจะเปลี่ยนใจไปใช้บริการของคู่แข่งได้
สำหรับหน่วยงานราชการหลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านบริการ อาจจะพบกับความเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก แต่ค่าตอบแทนหรือรายได้ก็ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่น บริษัทเอกชนหรือบริษัทมหาชน เราก็ควรมองไปที่คุณค่าของงาน ว่างานที่เราทำได้สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนหรือผู้คนเป็นจำนวนมาก เป็นการสร้างคุณค่าของจิตใจของตนเอง อีกทั้งได้บุญได้กุศล อีกด้วย
สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าและเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้การทำงานด้านบริการได้ประสบความสำเร็จ
...
  
อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
มีคนกล่าวไว้ว่า การแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ใครมีเงินทุนเป็นจำนวนมาก ใครที่ทำธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็ก การทำธุรกิจจึงเปรียบเสมือน ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก แต่ในทางกลับกัน ปลาตัวเล็กก็ได้เปรียบปลาตัวใหญ่ คือ ปลาตัวเล็กว่ายน้ำได้ไวกว่า
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน หากว่าคุณเป็นปลาตัวเล็ก หรือทำธุรกิจขนาดเล็ก คุณสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน บริษัทแอปเปิ้ล ของสตีฟ จอบส์ ในอดีตเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ เมื่อเทียบกับบริษัท IBM ในอดีต แต่บริษัทเล็กๆของสตีฟ จอบส์ ก็สามารถเอาชนะ บริษัท IBM ได้ ก็เพราะการสร้างไอเดียแปลกๆใหม่ๆ เข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ วงการโทรศัพท์มือถือ ดังเราจะเห็นได้จากสินค้าตระกูล I ( Ipad Iphone Ipod Itune)
การสร้างไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ ในโลกของการแข่งขันทางการตลาดในยุคปัจจุบัน ไอเดียหรือความคิดใหม่ๆ มีความสำคัญมาก เพราะโลกยุคปัจจุบัน เป็นโลกของการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ผู้ที่สามารถนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักและไอเดียนั้นเป็นที่ยอมรับ เขาผู้นั้นมักจะเป็นผู้ที่ชนะ
เราจะสังเกตได้จากวงการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนขนาดใหญ่ อีกทั้งเป็นตัวกลางที่ใช้สื่อเพื่อนำเสนอไอเดียให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การโฆษณาในโทรทัศน์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีโฆษณาใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน
ในอุตสหกรรมวงการโฆษณาจะเริ่มจากการซื้อโฆษณาในโทรทัศน์ เพื่อนำเสนอขายสินค้าตอนช่วงละคร ช่วงรายการเกมส์โชว์ซึ่งเป็นช่วงที่ขัดจังหวะการชมรายการนั้นๆอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว ก็จะเกิดกำไร แล้วจึงนำเงินเหล่านั้นมาซื้อโฆษณาเพิ่มอีก
เช่นกันสินค้าต่างๆประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการออกแบบตัวสินค้า ตัวบรรจุภัณฑ์ หากว่าสินค้ามีความเหมือนกัน ลูกค้าก็มักจะไม่มีความสนใจ ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราขับรถไปต่างจังหวัดเราเห็น ควายแต่ละตัว เหมือนกัน เราก็มักจะขับรถผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่ถ้าควายตัวนั้น มีสีม่วง มันก็อาจจูงใจให้เราจอดรถพักเพื่อมอง ควายสีม่วงตัวนั้น แต่ถ้าในอนาคตควายมีสีม่วงมีเป็นจำนวนมาก เราก็อาจจะเบื่อแล้วไม่สนใจมันอีกต่อไป
ตัวสินค้าก็เช่นกัน สินค้าตัวไหนมีไอเดียแปลกใหม่ เมื่อเข้าตลาดก็มักจะติดอันดับยอดขายอันดับต้นๆของวงการเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายก็จะลดลง เพราะสินค้าที่ออกใหม่ๆ จะมีความสด ความใหม่ ความทันสมัย ความเท่ห์ ซึ่งสินค้าที่ออกใหม่ส่วนใหญ่ เตะตา จนลูกค้าต้องสนใจ ลูกค้าบางคนถึงกับอุทาน “ โอ้...สินค้าแบบนี้มีด้วยหรือ”
แม้แต่การโฆษณาใน Facebook หรือใน Line ก็เช่นกันก็ต้องมีการใช้ไอเดียในการโฆษณา ไม่ใช่การนำเสนอขายไปแบบตรงๆ แต่ต้องมีไอเดียในการโฆษณา เช่น รับจัดทัวร์ไปเที่ยวฮ่องกง ลูกค้าก็มักจะไม่สนใจ แต่ถ้าเราสื่อสารให้เขารู้ว่า เขาจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้าง ลูกค้าก็มักจะมีความสนใจมากกว่า ตัวอย่าง “ ช่วง กันยายนนี้ ไปทัวร์ฮ่องกงกับเราสินค้าแบรนด์เนม ลดราคาทั้งเกาะฮ่องกง” เป็นต้น
ไอเดียในการสร้างสินค้าให้ออกมาแปลกๆใหม่ๆก็มีความสำคัญ สินค้าประเภทสบู่ ถ้าเราเข้าไปซื้อสบู่ตามห้างสรรพสินค้า เราก็จะเห็นสบู่มีรูปลักษณะทั่วๆไป กลม สี่เหลี่ยม แต่ในยุคปัจจุบันถ้าเราสร้างสรรค์ไอเดียแปลกๆใหม่ๆ สบู่อาจจะเป็นรูปผลไม้ต่างๆ เช่น รูปมะม่วง รูปทุเรียน รูปมังคุด รูปแอปเปิ้ล ฯลฯ
สำหรับกระบวนการจัดการกับไอเดีย
1.ถ้าเกิดไอเดีย เราควรจดหรือร่างไอเดียนั้นๆ ลงในสมุดหรือจะวาดเป็นภาพได้ยิ่งดี
2.เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของไอเดียว่าเราสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปได้บ้าง ควรปรับไอเดียหรือแก้ไขอย่างไรให้มันดีขึ้น
3.เราต้องมีการวางแผนในการทำไอเดียของเราให้ออกมาเป็นรูปธรรม โดยมีการวางแผนเป็นขั้น เป็นตอน และวิธีการต่างๆที่จะนำไอเดียไปใช้จริงๆได้
4.เราต้องมีการนำเสนอไอเดีย ออกมาคือ นำไปใช้นั้นเอง เราต้องมีเทคนิคในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อว่า ไอเดียของเราดีจริง
5.เราต้องมีการปรับปรุงแก้ไขไอเดีย เมื่อเรานำเอาไอเดียไปใช้จริง มีการนำเสนอไอเดียแล้ว ถ้าเกิดผลออกมาไม่ดี เราก็ควรนำเอาไอเดียนั้นมา พัฒนา แก้ไข เพื่อนำเอาไปต่อยอด และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ต่อไป
สำหรับการคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก กล่าวคือ เราต้องเป็นคนที่สนใจเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องออกไปเยี่ยมชมงานโชว์งานการแสดงต่างๆในวงการที่เราสนใจ เราต้องหาหนังสือต่างๆที่เกี่ยวข้องมาอ่าน เราต้องทำความรู้จักกับคนในวงการเดียวกันเพื่อสอบถามเพื่อหาข้อมูลเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต
ดังนั้น การสร้างไอเดียใหม่ๆจึงมีความสำคัญ หลายคนได้นำเอาไอเดียของคนอื่นมาปรับเปลี่ยนเพียงแค่เล็กน้อยแล้วสร้างความแตกต่างก็สามารถสร้างเงินได้อย่างมากมายมหาศาล
ฉะนั้น ในโลกของการแข่งขันในยุคนี้ เป็นโลกทุนนิยมเสรี ใครสามารถมีและสร้างไอเดียใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ใครสามารถนำเอาไอเดียไปใช้ได้ก่อนคนอื่นๆ ใครสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการตลาดอยู่ตลอดเวลา ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ขายแต่ของเก่าๆ ไม่ยอมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อย่างแน่นอน
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.