หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  ขายปลุกพลังชีวิต
  -  ระบบ P.K.S.C กับนักขาย
  -  อิทธิบาท 4 สู่ความสำเร็จในงานขาย
  -  การพัฒนาบุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
  -  อยากสำเร็จต้อง.
  -  ธุรกิจเครือข่ายโอกาสทางธุรกิจ
  -  ความสำเร็จของนักขาย
  -  ความล้มเหลวในการทำธุรกิจเครือข่าย
  -  นักการตลาดมืออาชีพ
  -  ผู้นำทีมในธุรกิจเครือข่าย
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด
  -  เหนือคู่แข่งด้วยการบริการ
  -  ความสำเร็จเริ่มต้นที่ความกล้า
  -  สามก๊กกับกลยุทธ์การตลาด
  -  แนวคิดเกี่ยวกับเวลา
  -  การตลาดสมัยใหม่
  -  Marketing 3.0
  -  ชนะใจลูกค้าด้วยการบริการ
  -  อาวุธทางการตลาดคือการสร้างไอเดีย
  -  Digitalmarketing Communication
  -  Viral Marketing
  -  กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
  -  Marketing Environment
  -  การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
  -  จงเข้าใจการตลาด...ก่อนลงมือทำการตลาด
  -  จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
  -  Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
  -  Celebrity Marketing
  -  อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
  -  สู่ความเป็นสุดยอด...นักการตลาดมือทอง....
  -  อาวุธทางด้านการตลาด.....ที่นักการตลาดต้องรู้
  -  เทคนิคในการสร้างนวัตกรรมและคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด
  -  จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่พนักงานขาย
  -  คุณสมบัตินักขายมืออาชีพ
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
Digitalmarketing Communication
Digitalmarketing Communication
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
Digitalmarketing Communication คือ การสื่อสารในการทำการตลาดบนโลก Online ซึ่งต้องอาศัย Internet โดยผ่านเครื่องมือหรือ Technology ที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟน และต้องอาศัยการสื่อสารผ่านช่องทาง Social Network คือ Blog หรือ บล็อก ,ไมโครบล็อก (Microblog) เป็นเว็บไซต์ขนาดเล็ก, โซเชียลเน็ตเวิร์คเว็บไซต์ (Facebook, Linkedin, Myspace, Hi5 ) , เว็บโซเชียลบุ๊คมาร์ค (Bookmark Social Site) รวมถึง Youtube , INSTAGRAM ,GOOGLE,FLICKR เป็นต้น ในการสื่อสารผ่านโลก Online ต้องอาศัยความคิดที่สร้างสรรค์ การสื่อสารที่ชักจูงหรือจูงใจให้ลูกค้ามาชอบตัวเรา ชอบบริษัทเรา ชอบสินค้าเรา ชอบบริการของเรา
จากงานวิจัยได้บ่งบอกว่า คนไทยได้ใช้ Social Network ผ่าน Facebook มากเป็นอันดับ 1 ผู้ใช้ 37 ล้านคน โดยใช้ผ่าน Smartphone ถึง 35 ล้านคน โดยค่าเฉลี่ยการใช้งาน Facebook ของคนไทยในแต่ละวัน คือ 2 ชั่วโมง 35 นาที ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านต้องการที่จะทำการสื่อสารในโลก Online ให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดี Facebook จึงเป็นคำตอบในการทำการตลาด Online ในโลกยุคปัจจุบันสำหรับสังคมไทย
ดังตัวอย่างหลายๆ ธุรกิจ เปิดเพจที่ Facebook เมื่อมีคนกด Like หรือคนติดตาม หลายล้าน หลายแสนคน จึงได้เสนอขายสินค้า ขายบริการ ขายกิจกรรมต่างๆ จนร่ำรวยไปตามๆกัน เช่นเพจ Mind English , เพจ K SME, เพจ NerKoo.com , เพจ คิดว่าดีก็ทำต่อไป ฯลฯ
ซึ่งการจะทำเพจให้น่าติดตาม ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูปที่จะใช้ลงในเพจ ต้องออกมาสวย ดูดี เพื่อสร้างความดึงดูด การออกแบบ กราฟิก ตัวหนังสือ สีที่ใช้ โลโก้ ข้อความที่จะต้องสื่อสารออกไป คลิป ช่วงเวลา การซื้อโฆษณา สิ่งเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบของความสำเร็จที่ดึงดูดคนให้มาติดตามเพจ ของเรา
เมื่อคนกด Like เยอะหรือเมื่อคนเป็นสาวกเยอะ โอกาสที่จะขายของ ขายสินค้า ขายบริการ ก็จะมีเยอะตามไปด้วย ดังจะสังเกตได้จากหลาย เพจ ที่ไม่ได้มีการขายสินค้า ขายบริการ ตั้งแต่ก่อตั้งเพจ แต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างชุมชนใน Facebook ที่มีความสนุกสนาน หรือบางเพจก็ต้องการหาเพื่อน หาเครือข่าย แต่เมื่อมีคนสนใจเยอะ มีคนกด Like หรือถูกใจ เป็นจำนวน ล้านครั้ง จึงเสนอขายสินค้า ขายบริการ หรือ จัดงานสัมมนา ผลปรากฏว่า คนที่กด Like จำนวนมากได้ ซื้อสินค้า ซื้อบริการ ซื้องานสัมมนา นี่คือพลังของการสร้างชุมชนในเพจ Facebook
แต่ทั้งนี้ หากว่าท่านต้องการทำการตลาดใน Facebookหรือ Social Network ท่านควรพิจารณาดังนี้ ท่านต้องกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน , ท่านต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของท่านคือคนกลุ่มไหน , ท่านต้องรู้ก่อนว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อสินค้า บริการของท่าน และ ต้องรู้ก่อนว่า ท่านจะนำเสนออย่างไร รวมถึงมีแผนการในการสร้างเนื้อหา(Content) อย่างไรให้ดึงดูด
การทำการตลาดใน Social Network แบบผสมผสาน จะเกิดผลกระทบหรือจะดีกว่าการเลือกทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำแบบมีการแชร์ผ่านถึงกันหรือเชื่อมโยงถึงกัน เช่น เราต้องมี เว็ปไซค์(ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าร้าน) เราต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย Facebook , Youtube , Linkedin, Myspace , Twitter , google ฯลฯ แล้วนำเครื่องมือต่างๆมาเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด จะดีมากกว่าที่เราจะใช้แต่ Facebook เพียงอย่างเดียว
Social Network สามารถวิเคราะห์ฐานลูกค้าได้ เมื่อมีคนเข้ามาเล่น Social Network กันมากๆ เราก็สามารถวิเคราะห์ลูกค้าได้โดยผ่านทาง Social Network ได้ เช่น เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าที่เข้าไปดูเว็ปไซค์ของเราได้โดยผ่าน Google Analytic หรือ เราสามารถวิเคราะห์ลูกค้าของเราโดยผ่าน Facebook ได้
Google Adword , Facebook Ads , Youtube Ads สามารถโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่า ใกล้เคียงกว่า การที่เราโฆษณาผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ซึ่งสื่อหลักๆ เหล่านี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่สื่อออกไปแล้วไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากนัก เพราะเป็นการสื่อสารในวงกว้างมาก
เพราะอะไรนักการตลาดหรือนักธุรกิจควรให้ความสนใจในเรื่องของ Digitalmarketing Communication ก็เนื่องมาจาก ยุคสมัยมีความเปลี่ยนแปลงไป ในสมัยอดีต ถ้าเราเดินทางไปต่างจังหวัดเราต้องการกินอาหารสักร้านที่อร่อยและมีชื่อเสียง ในอดีตเราก็ต้องถามคนในจังหวัดนั้นๆ แต่ในยุคปัจจุบัน ถ้าเราต้องการกินอาหารที่อร่อยและมีชื่อเสียงของจังหวัดนั้นๆ เรามักจะค้นหาใน Google
เช่นกันสินค้า บริการ เกือบทุกประเภท ลูกค้าหากมีความต้องการ เขาก็จะค้นหาข้อมูลต่างๆผ่านทาง Google ก่อน แล้วจึงไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ฉะนั้นเราจะเห็นว่า เมื่อลูกค้าได้รับข้อมูล ข่าวสาร ก็จะเกิดตัดสินใจซื้อ ก่อนที่จะเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ หรือบางคนอาจจะใช้วิธีการส่งสินค้าหรือบริการมาที่บ้าน หรือจ่ายเงิน Online โดยไม่เห็นสินค้าจริงๆหรือไม่ได้แตะต้องสินค้าจริงๆ เหมือนดังในอดีตที่เราจะต้องเดินทางไปดูที่หน้าร้าน แต่ในยุค Online เราสามารถสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต จ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ต และสินค้าบางอย่างก็สามารถส่งทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย ช่วย E-book สินค้าหรือข้อมูลประเภท Download
สุดท้ายนี้ อยากจะฝากแง่คิดของ ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการอันโด่งดัง เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด” ซึ่งสามารถใช้กับการทำธุรกิจและทำการตลาดได้เป็นอย่างดี
ในอดีต ไดโนเสาร์ เป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยการไม่ยอมปรับตัวหรือไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ไดโนเสาร์จึงสูญพันธ์ไป เช่นกัน สินค้าในอดีตเคยยิ่งใหญ่ บริษัทหลายบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อน แต่ปัจจุบัน ได้เลิกกิจการไปแล้ว ก็เพราะการไม่มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเลิกกิจการไปในที่สุด


...
  
Viral Marketing
Viral Marketing
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ มีความสำคัญมากในการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าสินค้า บริการ จะดีอย่างไร แต่ถ้าคนไม่รู้จัก ก็ไม่สามารถสร้างกำไรและความเติบโตให้กับองค์กร ให้กับธุรกิจ ซึ่งยุคนี้ นักการตลาดที่เก่งมักจะใช้การตลาดแบบผสมผสานกัน และต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยุคนี้ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ยุคของการใช้สื่อที่มีมากมายและเปิดกว้างกว่าในอดีต ยิ่งในยุคนี้เรามีอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เกิดสื่อที่ทันสมัย ใช้งานสะดวกสบาย โดยเฉพาะสื่อ Social Medias เช่น Facebook , Twitter , Instagram,Blog, Linkedin, Myspace, Hi5,Line ฯลฯ และสื่อเหล่านี้ ก็สามารถเชื่อมโยงกับสื่อสมัยใหม่ได้อีกมากมายเช่น Youtube , E-mail,GOOGLE,FLICKR ฯลฯ เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างมากมาย จึงทำให้ลูกค้าได้รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ทันสมัย มากยิ่งขึ้น
Viral Marketing (ไวรอล มาเก็ตติ้ง) หรือ การตลาดแบบไวรัส จึงคือคำตอบในการใช้ทำการตลาดกับสื่อที่ทันสมัยเหล่านี้ ซึ่งการใช้ Viral Marketing ในการทำการตลาดจะทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสามารถขายผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการ ได้ง่ายขึ้น Viral Marketing ถ้าหากเปรียบแล้วจะเหมือนกับการแพร่ไวรัสไปอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยการบอกต่อ ปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า Word-of-Mouth (WOM)
สำหรับวิธีการทำ Viral Marketing ควรเริ่มจาก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วทำการส่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ไปยังคนกลุ่มนี้ โดยข้อมูลข่าวสารที่ส่งควร เร้าใจ โดนใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น หรือพูดง่ายๆ ควรเป็นข้อมูลข่าวสารที่ คนอ่านแล้วประทับใจแล้วอยากที่จะส่งข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่เพื่อนๆหรือคนอื่นๆได้ดู ได้ฟัง ถ้าทำเช่นนี้ได้ ข้อมูลข่าวสารก็จะเกิดการทวีคูณและแพร่กระจายเหมือนลักษณะของไวรัส เสมือนการติดเชื้อจากไวรัส แล้วเกิดการลุกลามเหมือนโรคระบาด
นักการตลาดสามารถใช้ Viral Marketing ได้หลายรูปแบบ เช่น
- Video Clips หมายถึงการใช้สื่อคลิปวีดีโอในการทำการตลาดโดยสามารถเข้าไปลงใน
YouTube แล้วก็การแชร์คลิปวีดีโอ ไปยังสื่อต่างๆใน Social Medias
- Images หมายถึงการใช้รูปภาพในการทำการตลาด รูปมีความสำคัญมาก เพราะรูปเพียง 1 รูป
สามารถอธิบายแทนคำพูดได้เป็นพันคำ เราสามารถโพสต์รูปภาพลงในสื่อต่างๆใน Social Medias
- ดารา หรือ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด หมายถึง การทำ Viral Marketing หากว่าเราใช้คนธรรมดา
ในการทำเสนอสินค้า บริการ เปรียบเทียบกับเราใช้ ดาราหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด ผลที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกัน การใช้ ดาราหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด เมื่อคนดูและคนเห็นแล้ว ก็มักจะมีการส่งต่อ พูดถึง มีการแสดงความคิดเห็นมากกว่า การใช้คนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงในการนำเสนอสินค้า บริการ
ตัวอย่าง ป๋าเทพ โพธิ์งาม มีประวัติของการต่อสู้ชีวิตมาอย่างยาวนาน กล่าวคือทำธุรกิจล้มเหลวมาหลายธุรกิจ แต่ก็สู้เปิดกิจการใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดได้เปิดร้านขายขนมเปี๊ยะชื่อ “ ขั้นเทพ” โดยมีการโปรโมทผ่านอินสตาแกรม จนมีคนเข้าไปช่วยซื้อขนมเปี๊ยเป็นจำนวนมาก แล้วมีคนไปพูดต่อ ปากต่อปาก อีกทั้งยังมีการเขียนลงในเว็บไซต์ของพันทิป กระทู้รีวิวชื่อ ร้านของป๋าเทพ "ครัวคุณเทพ" ร้านล่าสุดของแมวเก้าชีวิต "เทพ โพธิ์งาม" ... ชื่อนี้ไม่มีวันตาย ! จนทำให้คนเข้าไปดูไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
- เน็ตไอดอล Net Idol หมายถึง คนที่เป็นดารา คนที่มีชื่อเสียง รวมทั้งคนที่ไม่ได้เป็นดาราหรือมี
ชื่อเสียง แต่นิยมโพสต์รูปตัวเอง โพสต์ข้อความต่างๆลงในสื่อออนไลน์ จนทำให้คนดูคลั่งไคล้ ชื่นชอบอย่างมากมาย บนโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้มีแฟนคลับเป็นของตนเอง และมีโอกาสเข้าวงการบันเทิง
ทั้งนี้ Viral Marketing(ไวรอล มาเก็ตติ้ง) หรือ การตลาดแบบไวรัส จะได้ผลก็ต่อเมื่อถูกการส่งต่อไปยังเพื่อนเป็นจำนวนมากและเพื่อนๆก็ส่งต่อให้กันอีกจำนวนมาก และเมื่อเพื่อนๆ ได้ดู อ่าน ฟังแล้วก็มันจะมีการพูดถึง เขียนถึงหรือมีการโต้ตอบ พูดคุยกันในสื่อต่างๆ
แต่ข้อควรระวังก็คือบริษัทบางแห่งโดยเฉพาะบริษัทใหม่ๆ ต้องการให้ลูกค้ารู้จักสินค้า รู้จักบริษัทอย่างรวดเร็ว เลยใช้กลยุทธ์ Viral Marketing แต่เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารในทางลบหรือทำให้เสียภาพพจน์ ปรากฏว่า การทำ Viral Marketing ได้ผลคนรู้จัก บริษัท สินค้า อย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกัน การทำ Viral Marketing ลักษณะนี้ กับส่งผลในแง่ภาพพจน์กับบริษัทในระยะยาว ซึ่งกว่าจะทำให้ภาพพจน์ของบริษัทดีขึ้น คงต้องใช้ระยะเวลานานถึงจะทำให้คนดู คนฟัง ลบภาพในทางลบออกจากหัวใจของคนได้
การใช้ดาราดังก็เช่นกัน เนื่องจากคนเราไม่ใช่ วัตถุสิ่งของ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต จึงต้องควรระวัง คนเรามีอารมณ์ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การใช้ดาราในการนำเสนอสินค้า หรือบริการทำให้ผู้คนรู้จัก สินค้า บริการของเราอย่างรวดเร็วก็จริง แต่ถ้าวันใด ดาราคนนั้น ไปทำความเสื่อมเสีย เช่นไปตีคนอื่น เมาแล้วขับ เสพยาเสพติด ค้ายาเสพติด ฯลฯ ภาพพจน์ของบริษัท ของสินค้า บริการ ของเราก็จะเสื่อมเสียหรือเสียหายไปด้วย
อีกทั้งการทำ Viral Marketing ควรระวังเรื่องของ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ประเพณี กฎหมาย ข้อบังคับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้ทั่วโลก เช่น การใช้ภาษา การใช้ความตลก ความสนุกสนาน ในการนำเสนอ เราสามารถใช้ได้เฉพาะบางประเทศ การนำเสนอคลิปที่ตลกๆ สนุกสนานของชาวอเมริกา คนไทยดูแล้วอาจไม่รู้สึกตลกหรือสนุกสนานเลยก็ได้






...
  
กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
กลยุทธ์การตลาด 10 P สำหรับนักธุรกิจ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
กลยุทธ์การตลาด 10 P นี้ ต่อยอดมาจาก กลยุทธ์การตลาด 4 P ของฟิลลิป คอตเลอร์
(Philip Kotler) ซึ่งกลยุทธ์การตลาดแบบ 4P ได้รับยกย่องกันมานานและนำเอาไปใช้ไปอย่างแพร่หลายกันในอดีต แต่ในยุคปัจจุบัน หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป การใช้กลยุทธ์เพียงแค่ 4 P คงจะไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน นักวิชาการทางด้านการตลาดก็ได้เพิ่มจำนวน P ขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย
กระผมก็เช่นกัน ก็ได้นำกลยุทธ์ 4 P( 4 ข้อแรก) มาต่อยอดโดยเพิ่มเป็น 10 P ดังนี้
1.Product Strategy กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ ถือว่าเป็นสิ่งแรกสุดที่นักการตลาดจะต้องมี ซึ่งผลิตภัณฑ์จะต้องไปตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ หรือ แก้ไขปัญหาของลูกค้าได้ ผลิตภัณฑ์จึงต้องเป็นสิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สี ขนาด รสชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
2. Price Strategy กลยุทธ์ราคา ราคาต้องตั้งให้มีความเหมาะสมกับการแข่งขัน แน่นอนในยุคนี้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ออกมาขายในตลาด มีความใกล้เคียงหรือเหมือนกันมาก ทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบทางด้านราคาได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ A เหมือนกับ ผลิตภัณฑ์ B แต่ทำไมราคาจึงแตกต่างกันอย่างมากมาย ฉะนั้นการตั้งราคา ควรตั้งราคาให้มีกำไร แต่ต้องให้เหมาะสมกับภาวะตลาด ไม่ตั้งราคาสูงจนเกินไป แต่ถ้าอยู่ในภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ก็ไม่ควรตั้งราคาต่ำจนเกินไป จนต้องประสบภาวะการขาดทุน
3. Place Strategy กลยุทธ์การจัดจำหน่าย การจัดจำหน่ายมีความสำคัญมากต่อการทำการตลาดในยุคนี้ เพราะถ้ามีสินค้า มีการตั้งราคา แต่ไม่รู้จะไปวางขายที่ไหน หรือมีการจัดจำหน่ายที่น้อย ลูกค้าก็ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งการจัดจำหน่ายที่ดี ควรมีหลักการคือ ควรจัดจำหน่ายโดยหาช่องทางให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการซื้อ เช่น มีสินค้า 2 ตัว เหมือนกัน ราคาก็ไม่แตกต่างกันมาก แต่สินค้าตัวที่ 1 วางขายที่ใต้หอพัก ใต้อาคารคอนโด ที่เราพักอาศัยอยู่ แต่สินค้าตัวที่ 2 เราจะต้องเดินไปซื้อที่หน้าปากซอย เราจะเลือกซื้อสินค้าตัวไหน ระหว่างใต้หอพักหรือใต้อาคารคอนโด หรือว่าเราจะเดินไปซื้อสินค้าอีกตัวหนึ่งที่หน้าปากซอย
4. Promotion Strategy กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด การส่งเสริมการตลาด เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการส่งเสริมทางด้านการตลาดไปยังลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เช่น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การส่งเสริมด้านการขาย เป็นต้น
5. Public Relation Strategy กลยุทธ์การให้ข่าวสาร เป็นกลยุทธ์ที่แตกตัวหรือต่อยอดมาจาก Promotion Strategy กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด ยุคสมัยนี้ เป็นยุคแห่งโลกไร้พรมแดน ยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ยุคของอินเตอร์เน็ต กลยุทธ์การให้ข่าวสารจึงต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นช่องทางเพื่อให้เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจ นักการตลาดใช้เพื่อไปติดต่อกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังเป็นกลยุทธ์ในการสร้างตราสินค้า สร้างภาพลักษณ์ ช่วยเพิ่มทัศนคติในเชิงบวก ช่วยสร้างความเข้าใจในการใช้สินค้า บริการ และความเข้าใจที่คาดเคลื่อน ต่อลูกค้าและประชาชนอีกด้วย
6. Personal Strategy กลยุทธ์ด้านการใช้พนักงานขาย เป็นกลยุทธ์ที่แตกตัวหรือต่อยอดมาจาก Promotion Strategy กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด การขายโดยพนักงานขายมีความสำคัญมากสำหรับผลิตภัณฑ์ บางตัว เพราะต้องอาศัยการอธิบาย ความเข้าใจ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เช่น สินค้าประเภท ยา ผลิตภัณฑ์ประเภท อาหารเสริม เป็นต้น
ซึ่งพนักงานขายที่ดี จะต้องมีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ ในการใช้สินค้าและมีเทคนิคในการขาย มีการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์ เพื่อนำพาไปสู่ การตัดสินใจซื้อ
7.People Strategy กลยุทธ์ด้านประชาชน เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการการสนับสนุน จากประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายหรือ คนในพื้นที่ที่ต้องการจัดจำหน่าย เพราะ ผลิตภัณฑ์บางตัวดี ราคาเหมาะสม มีช่องทางมีการจัดจำหน่ายที่ดี กล่าวได้ว่าทุกอย่างดีหมด แต่ประชาชนหรือคนในพื้นที่ ไม่สนับสนุน โจมตี ผลิตภัณฑ์นั้นก็อยู่ไม่ได้ในตลาด ซึ่งในยุคหลังๆ เจ้าของกิจการ นักธุรกิจ จะให้ความสำคัญกับการทำ CSR “Corporate Social Responsibility” คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำธุรกิจ อีกทั้งยังทำให้เกิดการสนับสนุนของผู้คนในพื้นที่ที่ผลิตภัณฑ์ของเราจำหน่ายอีกด้วย
8. Packaging Strategy กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ เป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดมาจาก Product Strategy กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งกลยุทธ์บรรจุภัณฑ์นี้ ได้สร้างความประทับใจแรกพบของลูกค้าหรือ First Impression ซึ่งในยุคนี้ เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจ มีความจำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะการทำบรรจุภัณฑ์ให้ดูดี มีความน่าเชื่อถือ สะอาด สวยงาม มีสีสันโดนใจ ย่อมทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า การที่เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจ ไม่ยอมลงทุนหรือเพิ่มต้นทุน ทางด้านบรรจุภัณฑ์ อีกทั้งควรตั้งคำถามต่างๆเพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าดังนี้ บรรจุภัณฑ์สวยงาม หรือไม่ , บรรจุภัณฑ์สามารถเชิญชวนให้ใช้ หรือไม่,บรรจุภัณฑ์เมื่อนำเอามาใช้แล้วเก็บสะดวก หรือไม่ เป็นต้น
9. Partners Strategy กลยุทธ์คู่ค้าหรือกลยุทธ์หุ้นส่วน เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญ เพราะการมีคู่ค้าหรือหุ้นส่วน จะสามารถช่วยเราในการทำธุรกิจได้หลายประการ เช่น ช่วยคิด ช่วยลงทุน ช่วยทางด้านเทคโนโลยี ช่วยเหลือในเรื่องการวางระบบงาน ฯลฯ ยิ่งถ้าเป็นการทำธุรกิจข้ามชาติหรือทำธุรกิจในต่างประเทศ ระหว่างประเทศ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของ Partners Strategy กลยุทธ์คู่ค้าหรือกลยุทธ์หุ้นส่วน เพราะบางประเทศมีข้อจำกัดในเรื่องของกฏหมาย ถ้ามีหุ้นส่วนก็จะได้รับการช่วยเหลือ ทางด้านกฎหมายของประเทศนั้นๆ อีกด้วย
10. Perception Strategy กลยุทธ์ความเข้าใจ เป็นกลยุทธ์ที่จะต้องเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ เป็นกลยุทธ์ที่จะต้องประยุกต์หลักการตลาดเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์นั้นๆ เพราะโลกยุคปัจจุบัน มีการไหลเวียนในด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร การไหลเวียนของวัตถุดิบ การไหลเวียนของสินค้า บริการ ไปทั่วทุกมุมโลก เราจะเห็นได้ว่า สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่วางขายกันในประเทศไทย เราสามารถนำเข้าจากประเทศอื่นๆ เข้ามาวางขายได้อย่างเสรีมากขึ้น ฉะนั้น นักการตลาด เจ้าของกิจการ นักธุรกิจ ที่มีความเข้าใจมีการปรับตัว มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงประสบความสำเร็จในการทำการตลาดในยุคนี้
กลยุทธ์การตลาด 10 P ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดมาจากกูรูทางด้านการตลาด ซึ่ง ท่านผู้อ่านสามารถนำไปต่อยอดได้อีกเป็น 12P 15 P 20 P ต้องขอขอบคุณ ท่านฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ที่ได้วางทฤษฏีหรือหลักการทางด้านการตลาด ไว้เป็นอย่างดี
สำหรับ กลยุทธ์การตลาด 10 P ถ้าจะนำไปใช้อย่างได้ผล เราควรจะต้องร่วมพิจารณากับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค , วิเคราะห์ SWOT Analysis(S = Strength (จุดเด่น จุดแข็ง) W = Weakness (จุดอ่อน จุดด้อย) O = opportunity (จุดเกิดโอกาส) T = Threat (จุดดับ อุปสรรค ) ,การวางแผนการตลาดเชิงกลยุทธ์ และอีกหลายๆปัจจัย จึงจะส่งผลให้กลยุทธ์การตลาด 10 P ประสบผลสำเร็จ
...
  
Marketing Environment
Marketing Environment
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ก่อนที่จะประกอบธุรกิจ ก่อนที่จะทำการตลาดในยุคปัจจุบัน การศึกษา สิ่งแวดล้อมทางด้านการตลาด(Marketing Environment) มีความสำคัญมาก เพราะการศึกษาสิ่งแวดล้อมทางด้านการตลาดจะทำให้เราได้รู้ถึง สถานการณ์ต่างๆในการแข่งขัน ยิ่งถ้าเรามีข้อมูลของผู้แข่งขันมาก ถ้าเรารู้ถึงสภาพเศราฐกิจของโลกของประเทศมาก ก็จะยิ่งทำให้เราประเมินสถานการณ์ต่างๆได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น และจะทำให้เราตัดสินใจในการทำการตลาดและทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับสิ่งแวดล้อม เราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1.สิ่งแวดล้อมภายใน (Internal Factors) คือ ปัจจัยต่างๆที่เราสามารถควบคุมได้ จัดการได้ เช่น การจัดการทางด้านการเงิน(Financial) การจัดการทางด้านการผลิต(Production) การจัดการทางด้านทรัพยากรมนุษย์(Human Resource) การจัดหาที่ตั้งของบริษัท(Company Location) การวิจัย (Research) รวมไปจึงถึงการจัดการทางด้าน 4P คือ ผลิตภัณฑ์(Product) ราคา(Price) ช่องทางในการจัดจำหน่าย(Place) การส่งเสริมการตลาด(Promotion)
ซึ่งปัจจัยสถาพแวดล้อมภายในเหล่านี้ หากบริษัทสามารถบริหาร จัดการได้ดีก็จะส่งผลกระทบในด้านบวก ต่อการสร้างจุดแข็ง(Strategy)ของบริษัท และถ้าหากว่า บริษัท บริหารหรือจัดการได้ไม่ดีก็จะส่งผลกระทบทางด้านลบจนการเป็นจุดอ่อน(Weakness)ของบริษัทได้เช่นกัน
2.สิ่งแวดล้อมภายนอก คือ ปัจจัยต่างๆที่เราไม่สามารถควบคุมได้ บริหารจัดการได้ซึ่ง ขอแบ่งเป็น 2 ระดับคือ ระดับ จุลภาค(Micro) กับ ระดับ มหาภาค( Macro)
สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับจุลภาค(Micro External Environment)
1.คู่แข่งขัน(Competitors) คือ เป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในยุคปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรง จึงทำให้คู่แข่งขันในวงการธุรกิจเดียวกัน ดำเนินธุรกิจและใช้กลยุทธ์ต่างๆคล้ายคลึงกัน เช่น คู่แข่งขันทางธุรกิจใช้วัตถุดิบที่มาจากแหล่งเดียวกัน มีช่องทางจัดจำหน่ายแห่งเดียวกัน ตั้งราคาเดียวกัน มีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน มีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เหมือนๆกัน มีการใช้สื่อโฆษณาเดียวกัน เป็นต้น
2.กลุ่มพ่อค้าคนกลาง(Marketing Intermediaries) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น บริษัทของเราได้ทำการส่งสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ให้แก่ 7-11 แต่อยู่มาวันหนึ่ง 7-11 ไม่รับจัดจำหน่ายให้แก่เรา ช่องทางจัดจำหน่ายจึงมีความสำคัญในการทำธุรกิจ ซึ่งในยุคปัจจุบัน หลายบริษัท จึงหันมา ซื้อบริษัทที่จัดจำหน่าย เพื่อเป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายของตนเอง เช่น บริษัท CP ผลิตสินค้าประเภทอาหารเพื่อจำหน่าย ต่อมา บริษัท CP จึงได้ซื้อบริษัท แม็คโคร และ บริษัท 7-11 มาเป็นของตนเอง เป็นต้น
3. ผู้จัดหาวัตถุดิบ (Supplier) มีความสำคัญไม่ใช่น้อย เพราะถ้าหากผู้จัดหาวัตถุดิบไม่ยอมส่งวัตถุดิบมาให้เราผลิต แต่กลับส่งให้กับคู่แข่งขัน บริษัทของเราก็คงจะเดือดร้อนเป็นอันมาก
4.ผู้บริโภค(Customer) ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคมีสิทธิ์ เลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หรือบริการได้มากขึ้น สามารถเลือกราคาได้ตามต้องการ และสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หรือบริการได้ตลอดเวลา
สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับมหาภาค(Macro External Environment)
1.เศรษฐกิจ Economic ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางด้านการตลาดของบริษัทอย่างแน่นอน ตัวอย่าง ถ้าเศรษฐกิจประเทศและระดับโลกตกต่ำ ก็จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้กำไรของบริษัทลดตัวลง และทำให้บริษัทต้องลดต้นทุน เช่น มีการเลิกจ้างงาน มีการลดกำลังการผลิต เป็นต้น
2.ประชากรศาสตร์(Demography) จำนวนประชากร มีผลกระทบต่อผลกำไรและขาดทุนของบริษัท เช่น ประชากรไทยมีประมาณ 62 ล้านคน แต่ในปัจจุบันมีการเปิด AEC หรือ Asean Economics Community คือ การรวมตัวของ 10 ประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันจึงทำให้บริษัทสามารถขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ให้แก่ประชากรของ Asean ได้ถึง 636 ล้านคน เลยทีเดียว
3. การเมืองและกฏหมาย (Political and Legal) เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากมาก ทั้งนี้ แล้วแต่การเปลี่ยนแปลงของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศไทยมีการปกครองในระบบประชาธิปไตย แต่อยู่มาวันหนึ่งมีการปฏิวัติ รัฐประหารโดยทหาร จึงมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและกฎหมายโดยรวมของประเทศ เป็นต้น
4.เทคโนโลยี(Technology) ในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกว่าในอดีต ไม่ว่าเทคโนโลยีทางการเกษตร เรามีการตัดต่อพันธุ์กรรมในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยียานยนต์ เรามีเครื่องยนต์กลไกใหม่ๆ ในการช่วยทำงานด้านการเกษตรและอุตสหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ เรามีระบบอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เราทำงานอย่างได้สะดวก สบายและรวดเร็วขึ้น เช่นมีการค้าขายผ่านเว็ปไซค์ มีการติดต่อกันผ่าน E-mail มีการพูดคุยกันผ่านช่องทางต่างๆ ได้ในราคาที่ถูกและดีขึ้นกว่าในอดีต เช่น การประชุมกลุ่มผ่านไลน์ ผ่าน Facebook เป็นต้น
5.สถาวการณ์โลก เช่น ภาวะโลกร้อน ธรรมชาติ ฤดูกาล สภาพแวดล้อม อากาศ น้ำ ดิน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น ยุคนี้ ฤดูกาลต่างๆ มักจะไม่นิ่งหรือไม่ตรงตามกาลเหมือนในอดีต บางช่วงฤดูหนาวกลับร้อน ฤดูร้อนกับหนาว บางประเทศไม่เคยมีหิมะตกแต่ในปัจจุบันกลับมี เป็นต้น
ดังนั้น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกจะทำให้เราได้รู้ถึง การสร้างโอกาส (Opportunity) ได้ และสามาถทำให้เราวิเคราะห์ถึงอุปสรรค(Threats)ในการทำการตลาดได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น
ฉะนั้น การดำเนินธุรกิจ การดำเนินการตลาดในยุคปัจจุบัน เราควรเรียนรู้ เราควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางด้านการตลาดด้วย จึงจะทำให้เราดำเนินกลยุทธ์ทางด้านการตลาดได้ดียิ่งขึ้น และถ้าเป็นไปได้ นักการตลาดควรทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาดโดยการประยุกต์ทฤษฏี Swot ใช้อย่างละเอียด ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในการทำการตลาดได้ดีกว่านักการตลาดที่ไม่มีหลักการในการคิดหรือไม่มีหลักการในการดำเนินธุรกิจ แต่ ดำเนินการตลาดหรือดำเนินธุรกิจไปตามแบบยถากรรม



...
  
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางด้านการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด มีด้วยกันหลายวิธีเช่น กลยุทธ์ด้านราคาหรือต้นทุน , กลยุทธ์ทางด้านความรวดเร็ว และกลยุทธ์ที่สำคัญและเป็นที่นิยมในโลกยุคนี้ก็คือ การสร้างความแตกต่างหรือการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ในบทความนี้ เราจึงมาพูดเกี่ยวกับเรื่อง การสร้างสรรค์และนวัตกรรมทางด้านการตลาดกัน
อันดับแรกเรามาทราบความหมายกันก่อน
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Creative thinking) เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ (New, Original) ใช้การได้ (Workable) และมีความเหมาะสม (Appropriate)
ปัจจุบันเรามีอาชีพวิทยากร ถ้าผมแก้ผ้าไปบรรยายหรือสอน พวกเราคิดว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ ถึงแม้จะเป็นสิ่งใหม่คือไม่มีใครทำมาก่อน แต่ไม่มีความเหมาะสมและใช้การได้
ส่วนความหมายของคำว่า “นวัตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ๆที่ได้จากองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ การทดลอง โดยออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนการที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเงินเป็นทองได้อีกด้วย
ซึ่งการสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบ่งออกเป็น 2 แบบ
1.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนโลก
2.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงแบบไม่มาก
1.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนโลก เช่น การสร้างสรรค์และนวัตกรรม รถยนต์คันแรกของโลกของเฮนรี่ ฟอร์ด ,
สตีฟ จ็อบ กับสินค้าตระกูล I (ipad iphone ipod imac) , เครื่องบินลำแรกของโลก ของสองพี่น้องตระกูลไรค์ เป็นต้น
2.การสร้างสรรค์และนวัตกรรมแบบเปลี่ยนแปลงแบบไม่มาก เช่น สินค้าที่พวกเราเห็นในยุคปัจจุบัน มีการพัฒนาสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ สี รสชาติ รูปทรงให้มีความแตกต่างกันออกไป


ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีดังนี้
1.การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มีอยู่ 3 อย่าง คือ1.1.กลยุทธ์ผู้นำด้านต้นทุน(Cost Leadership)1.2.กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง(Differentiation) 1.3.กลยุทธ์สร้างความรวดเร็ว( speed) กลยุทธ์สร้างความแตกต่างจึงเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และนวัตกรรมนั้นเอง
2.การวิจัยทางการตลาด เราสามารถวิจัยการตลาดได้หลายอย่างเช่น 2.1. การวิจัยผู้บริโภค 2.2. การวิจัยผลิตภัณฑ์
2.3. การวิจัยราคา 2.4. การวิจัยช่องทางการจำหน่าย 2.5. การวิจัยการส่งเสริมการตลาด
3.พฤติกรรมผู้บริโภค เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคโดยใช้ทฤษกี 6W 1H คือ Who? ใครเป็นลูกค้าเป้าหมาย
, What? ผู้บริโภคซื้ออะไร , Why? ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ , Who? ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ,
When? ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด , Where? ผู้บริโภคซื้อที่ไหน และ How? ผู้บริโภคซื้ออย่างไร
4.วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ขั้นแนะนำ ขั้นเติบโต ขั้นเติบโตเต็มที่ และขั้นถดถอย
5.การเปลี่ยนแปลงของโลก มีความรวดเร็วมากกว่าในอดีตเนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะยุคนี้เรามีอินเตอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างมีความรวดเร็วไม่ว่า เรื่องของข้อมูลข่าวสาร เรื่องของการบริการโดยผ่านอินเตอร์เน็ต
ปัจจัย 5 ข้อข้างต้น จึงก่อให้เกิดการตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรมขึ้น
การตลาดเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม เราควรสร้างสรรค์และนวัตกรรม 4P หรือสร้างสรรค์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix ) นั่นเองคือ 1.1. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Product 1.2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Price 1.3. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place 1.4. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Promotion
1.1. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Product เราควรสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าให้มี คุณภาพและก่อให้เกิดความแตกต่าง ความแปลกใหม่ ไม่ว่าในเรื่องของ ความคงทน สะอาด รสชาติต่างๆ รูปร่างลักษณะแปลกใหม่ เช่น ทรงกลม ทรงกระบอก ให้ใช้งานง่าย ทันสมัย พกพาสะดวก เป็นต้น
1.2. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Price การสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านราคา มีหลายรูปแบบเช่น
1.2.1.ตั้งราคาให้เท่ากันทุกชิ้น(ทั้งร้าน 10 บาททุกชิ้น ทั้งร้าน 20 บาททุกชิ้น ทั้งราคา 90 บาททุกชิ้น)
1.2.2.ตั้งราคาด้วยเลข 9หรือลงท้ายด้วยเลข 9 เป็นการตั้งราคาตามจิตวิทยา เคยมีนักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกาเคยทำการวิจัย โดยตั้งราคาสินค้าชนิดเดียวกันอย่างเดียวกัน แต่เอาไว้คนละร้าน ร้านที่ 1 ตั้งราคาที่ 44 บาท ร้านที่ 2 ตั้งราคาที่ 39 บาท ปรากฏว่า 39 บาทขายดีกว่า 44 (หลายคนคงบอกว่าก็แน่นอนเพราะมันถูกกว่ากัน) ต่อมานักวิชาการคนเดียวกันก็เลยตั้งราคาใหม่ให้ร้านที่ 1 ขายในราคา 33 บาท แต่ร้านที่ 2 ขายราคาเดิมคือ 39 บาท ปรากฏว่า ราคา 39 บาทก็ยังขายดีกว่า 33 บาท ดังนั้นการตั้งราคาด้วยเลข 9 หรือลงท้ายด้วย 9 มีผลอย่างมากในทางจิตวิทยา แต่นักวิชาการคนดังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การตั้งราคาด้วยเลข 9 หรือลงท้ายด้วย 9 ไม่ควรตั้งเกินหรือมากกว่า 30% ของสินค้าทั้งหมดในร้าน เพราะจะทำให้ดูเหมือนว่าสินค้าไม่มีค่าหรือเป็นของที่ไม่มีคุณภาพเนื่องจากราคาถูก
1.2.3.ตั้งราคาแบบ Pay-What-You Want เกิดขึ้นที่อเมริกา ตามร้านอาหารหลายแห่งและตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เป็นการใช้บริการก่อน ไม่มีกำหนดราคา ลูกค้าจะจ่ายก็ต่อเมื่อ ใช้บริการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าเห็นว่าดีหรือมีคุณภาพก็เอาเงินใส่ในกล่อง
1.2.4.ตั้งราคาแบบ pay it forward เกิดขึ้นที่อเมริกาเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จหรือใช้บริการเสร็จ ตอนคิดเงิน ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการก็บอกว่า มีคนจ่ายแทนคุณแล้วก็คือคนที่กินก่อนหน้าคุณ แล้วคุณจะจ่ายให้คนต่อไปเท่าไร เป็นการจ่ายเงินให้คนต่อไปที่ใช้บริการต่อจากเรา
1.3. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place(ช่องทางการจัดจำหน่าย) คือการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีกิจกรรมได้แก่ การขนส่ง การคลังสินค้า / การบริหารสินค้าคงเหลือ การตัดสินใจเรื่องคนกลาง เป็นต้น
ในยุคปัจจุบันมีการสร้างสรรค์และนวัตกรรม Place หลายอย่าง เช่น การใช้รถยนต์เคลื่อนที่(รถยนต์อาหารหรือรถยนต์กาแฟเคลื่อนที่), E-commerce ฯลฯ
1.4. การสร้างสรรค์และนวัตกรรม Promotion หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้รับข่าวสารซึ่งเป็นผู้บริโภค ให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้า รวมไปถึงข้อมูลกิจการของผู้จำหน่าย เช่น E-Mail Marketing , Online (Advertising and Search agent) , Billboard ฯลฯ
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกับการสร้างแบรนด์ การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆมีผลมากต่อการสร้างแบรนด์ เพราะการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาจะทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความทันสมัย ความก้าวหน้า ของแบรนด์อยู่ตลอดเวลา เช่น แบรนด์ แอปเปิลคอมพิวเตอร์ ของสตีฟ จอบส์ ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกมาตลอดเวลา จึงทำให้แบรนด์แอปเปิลคอมพิวเตอร์มีความแข็งแกร่งและมีความทันสมัย อีกทั้งยังได้สร้างความมั่งคั่งในด้านเงินทองอย่างมากมายมหาศาล
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกับสารสนเทศ เทคโนโลยี ยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับกันว่า สารสนเทศมีความสำคัญและมีความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งมีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ธุรกิจให้เติบโต เราจะเห็นได้ว่าบริษัทระดับโลกที่มีความยิ่งใหญ่มักใช้สารสนเทศ ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยีในการขาย เช่น บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับโซเซียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น youtube , Facebook , google , Twitter , Line , Instagram ฯลฯ บริษัทเหล่านี้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ประเทศไทยเรายังทำเรื่องเหล่านี้น้อยมาก
ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจของไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนานวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้า นวัตกรรมเกี่ยวกับกระบวนการผลิต หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการบริการ เพราะในยุคปัจจุบัน ถ้าเราจะแข่งขันด้านราคา เราคงพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะประเทศจีน สินค้า ผลิตภัณฑ์ของจีน มีราคาถูกมากๆ ถูกจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหลายประเทศสู้ไม่ได้ ยิ่งในยุคของอินเตอร์เน็ต ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าได้อย่างเสรีและได้ในราคาถูกยิ่งขึ้น เช่น เราสามารถสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนได้โดยผ่านเว็ป aliexpress ซึ่งมีบริการส่งสินค้าถึงที่บ้านเลยทีเดียว
โดยภาพรวมเราจะเห็นได้ว่าประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศอเมริการ่ำรวย แต่มีปัจจัยหนึ่งที่น่าคิดและพิจารณาก็คือ ประเทศอเมริกามี บุคคลสำคัญๆของโลกที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือกล้าที่จะคิดนวัตกรรมใหม่ๆออกมา จึงทำให้ประเทศอเมริกาจดลิขสิทธิ์แล้วสามารถขายสินค้าไปได้ทั่วโลก เช่น 1.สตีฟ จอบส์ ได้ลิขสิทธิ์ในสินค้าแบรนด์แอปเปิลคอมพิวเตอร์เป็นชาวอเมริกา 2.บิล เกตส์ บริษัทไมโครซอฟท์ เป็นชาวอเมริกา 3.ทอมัส แอลวา เอดิสัน เป็นนักประดิษฐ์ของโลกและนักธุรกิจชาวอเมริกัน 4.พี่น้องตระกูลไรท์ ผู้สร้างเครื่องบินได้สำเร็จเป็นคนแรกเป็นชาวอเมริกา 5.เฮนรี ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์คันแรกก็เป็นชาวอเมริกา และมีอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นนักคิดนวัตกรรมชาวอเมริกา
...
  
จงเข้าใจการตลาด...ก่อนลงมือทำการตลาด
จงเข้าใจการตลาด...ก่อนลงมือทำการตลาด
โดย...ผศ.ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
นักการตลาดที่ดี ควรที่จะต้องทำการศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของการทำการตลาดก่อนที่จะลงมือทำการตลาดจริง เพราะถ้ามีความเข้าใจไม่ถ่องแท้ เวลานำศาสตร์ทางการตลาดไปใช้หรือนำไปปฏิบัติอาจเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เนื่องจากการตลาดยุคใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการแข่งขันที่สูง มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ทำให้เกิดความรวดเร็วในการแข่งขัน ดังนั้นก่อนที่จะลงมือทำการตลาดควรทำความเข้าใจเรื่องของการตลาดเสียก่อน การทำการตลาดที่ควรทำความเข้าใจมีดังนี้
1.การตลาดเป็นเรื่องของการลงทุน บริษัท ห้างร้าน โรงงาน ในอดีตปิดกิจการไปก็เพราะมัวแต่เน้นเรื่องของการผลิต กล่าวคือ ต้องผลิต สินค้า ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นจำนวนมากๆ โดยไม่ยอมลงทุน ทำการตลาด เช่น ลงทุนทำการวิจัยการตลาด , ลงทุนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า , ลงทุนโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ,ลงทุนทำกลยุทธ์ 4 P ฯลฯ จึงทำให้ขายไม่ได้แล้วในที่สุดก็ต้องปิดกิจการไป แต่ในยุคปัจจุบัน บริษัท ห้างร้าน ต่างๆให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านการตลาดมาเป็นอันดับต้นๆ
2.การตลาดไม่ใช่ขายได้ทุกคนหรือทุกๆคนไม่ใช่ลูกค้า นักการตลาดต้องทราบก่อนว่า การที่เราจะขายสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือการบริการ ลูกค้าของเราคือกลุ่มไหน เพราะไม่ใช่ทุกๆคนจะเป็นลูกค้าของเรา เช่น เราขายรถยี่ห้อหนึ่ง เราต้องทราบก่อนว่า ใครจะซื้อรถของเรา ไม่ใช่ทุกๆคนจะซื้อรถของเราไปใช้ เนื่องจากทุกๆคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างๆกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ วัย อาชีพ อายุ รสนิยม ดังนั้น จึงมีรถหลากหลายยี่ห้อให้ทุกๆคนได้เลือกซื้อและเลือกใช้
3.การตลาดต้องใช้เวลาในการทำการตลาด นักการตลาดต้องทราบเสียก่อนว่า กว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งจะเป็นที่นิยมของตลาดหรือมีส่วนแบ่งการตลาดที่มาก ต้องใช้เวลาในการทำการตลาด เช่น โค้ก (เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัทโคคา-โคล่าในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1944) ปัจจุบันมีอายุ 74 ปี ซึ่งกว่า โค้ก จะมียอดขายอันดับหนึ่งโดยมียอดขายรวมทั่วทั้งโลก โค้กต้องใช้เวลาในการทำการตลาด เช่น ลงทุนในการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม ฯลฯ
4.การตลาดไม่ใช่แค่ 4 P หรือไม่ใช่แค่การส่งเสริมการตลาด แต่การตลาดมีมากกว่านั้น เช่น จะต้องมีการวิจัยทางด้านการตลาด จะต้องมีเรื่องของการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค จะต้องมีเรื่องของกฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ของประเทศหรือของพื้นที่ที่เราจะทำการตลาด เป็นต้น
5.การตลาดไม่ใช่คำตอบสุดท้าย นักการตลาดหลายคน ทำการตลาด ศึกษาการตลาด วางแผนกลยุทธ์การตลาดได้เป็นอย่างดี แต่ผลสุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากการตลาดไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะการทำการตลาดในบางครั้ง จำเป็นจะต้องมีเรื่องของ บุญ วาสนา จังหวะ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักการตลาดบางคนทำการตลาดถูกจังหวะ ผลปรากฏว่า สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ขายได้มากจึงสร้างความร่ำรวยมหาศาลให้แก่กิจการ แต่ตรงกันข้ามกับนักการตลาดบางคนทำการตลาดผิดจังหวะผิดเวลา สินค้า บริการ ก็ไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าหรือผู้บริโภคเท่าที่ควร เป็นต้น
ดังนั้น นักการตลาดที่ดีหรือประสบความสำเร็จจะต้องใส่ใจศึกษา ค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับการทำการตลาดก่อนที่จะนำสินค้า บริการ หรือผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การแข่งขัน อย่างน้อย ก็ควรนั่งเขียน แผนการตลาดทางธุรกิจก่อน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่าเราจะวางแผนการตลาดอย่างไร เราจะแก้ไข ปรับปรุงอย่างไร เพราะการเขียนแผนการตลาดจะเป็นเสมือนแผนที่ทางการตลาดให้เราได้เดินไปถูกทิศถูกทาง

...
  
จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
จะแข่งขันทางการตลาด....อย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
อดีตเรามีการปฏิวัติสังคมเกษตร อดีตเรามีการปฏิวัติสังคมอุตสหกรรม และในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่อีกครั้งคือการปฏิวัติสังคมดิจิทัล ซึ่งในยุคสังคมเกษตรใครมีที่ดินมากกว่าย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนยุคสังคมอุตสหกรรมใครมีกำลังการผลิตที่มากกว่าคนคนนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนสังคมในยุคนี้ เราสามารถเอาชนะหรือหาทางได้เปรียบในการแข่งขันจากอะไร?
คำตอบก็คือ ในยุคนี้ เราสามารถเอาชนะในการแข่งขันหรือสร้างความได้เปรียบก็ด้วย วิธีคิดครับ...
โดยเฉพาะการคิดสร้างสรรค์การคิดเชิงนวัตกรรม และอีกหลายปัจจัยที่จะกล่าววอีกต่อไป ซึ่งเราจะเห็นว่า ในยุคปัจจุบัน คนใช้อินเตอร์เน็ตกันเยอะมากๆ โดยใช้กันทั่วทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทยของเราก็เช่นกัน เรามีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทุกๆปี
Smartphone (สมาร์ทโฟน) คือเครื่องมือและคำตอบในปัจจุบัน ในอดีตเราเล่นอินเตอร์เน็ตโดยผ่านคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบัน Smartphone (สมาร์ทโฟน) มาแทนที่เนื่องจากมีความสะดวกสบาย สามารถพกพาไปได้ทุกแห่ง ง่ายต่อการใช้งาน พวกเราลองสังเกตในชีวิตประจำวัน เวลาเราขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน เราจะเห็นผู้คนใช้ Smartphone (สมาร์ทโฟน)หรือแม้แต่คนในครอบครัวเราเองก็เช่นกัน
อินเตอร์เน็ต คือ แหล่งที่รวมของ ข้อมูล ข่าวสาร การค้า การศึกษา ความบันเทิง เกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งที่ใหญ่มาก และถ้าใครที่เก่งภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษก็จะยิ่งได้รับประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไม บริษัท องค์กรต่างๆ จึงเลือกที่จะสื่อสารกับลูกค้า ผู้บริโภค หรือประชาชน โดยผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
ถามว่า แล้วจะแข่งขันอย่างไรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล คำตอบก็คือ
1.การใช้ความคิดสร้างสรรค์และการใช้ความคิดสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การสื่อสารหรือการขายของหรือการประชาสัมพันธ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ถ้ามีความเหมือนกัน ไม่แตกต่างกัน ก็จะทำให้ผู้ชมหรือผู้เข้ามาดูไม่เกิดความน่าสนใจ ดังนั้น การคิดสร้างสรรค์และการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะการสร้างความแตกต่าง จะทำให้เกิดความน่าสนใจ เกิดการอยากติดตาม เกิดการอยากที่จะซื้อ หรือพูดง่ายๆว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลจะต้องคิดนอกกรอบมากขึ้น
2.การใช้ Big Data เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในยุคนี้ บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัยก็เพราะการใช้ประโยชน์จาก Big Data ต่อมาโดนัลด์ ทรัมป์และฮิลลารี คลินตัน ก็พยายามใช้ Big Data เช่นเดียวกัน Big Data สามารถนำเอามาใช้ในการวิเคราะห์ฐานเสียง ซึ่งทั้งสองคนถึงกับลงทุนจ้างบริษัทที่ทำงานด้านนี้มาช่วยในการหาเสียง ดังนั้น ข้อมูลจึงมีความสำคัญ ใครที่มีข้อมูลที่ลึกกว่า ดีกว่า ถูกต้องมากกว่า เร็วกว่า ทันสมัยกว่า แล้วสามารถนำเอามาวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์มักที่จะได้เปรียบต่อการแข่งขัน
3.การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เทคโนโลยีทำให้เกิดความสะดวก เกิดความรวดเร็ว เกิดความแม่นยำและถูกต้อง ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ให้ความสำคัญ เช่น การวางระบบจ่ายเงินผ่านธนาคารออนไลน์ , การเลี้ยงไก่และเลี้ยงหมูโดยการใช้เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรเข้าช่วย , การใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ทันสมัยเข้าช่วยทำงานแทนแรงงานคน ฯลฯ
4.การค้นหาหรือการสร้างธุรกิจ Startup ขึ้นมา คือ ธุรกิจประเภทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หรือแบบก้าวกระโดด ส่วนใหญ่จะเป็น แอพพลิเคชั่นหรือเวปไซค์ที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น สมัยอดีต Facebook กับ Youtube ถือว่าเป็น Startup ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งต้องอาศัยไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม มากกว่าการใช้เงินทุน
5.การใช้กลยุทธ์ Growth Hacking คือ การค้นหากลยุทธ์ใหม่ๆที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้เครื่องมือโปรโมทหรือเครื่องมือการสื่อสารใหม่ๆ แทนที่จะใช้ Facebook ads หรือมีการปรับใช้เวปไซค์ที่ทันสมัยเพื่อให้รูปสวยขึ้น(รูปบ้าน รูปรถ รูปสินค้าต่างๆของลูกค้า) , หรือการเปลี่ยนแปลงสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ให้เกิดความแปลกใหม่ แล้วทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 50 เท่า 100 เท่า
6.การคิดและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกๆวัน ทุกๆอาทิตย์ ทุกๆปี คนที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้จะต้อง คิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง ต้องคิดต่อยอดอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง กล่าวคือจะต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้สินค้าดีขึ้น จะทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้มากขึ้น จะทำอย่างไรให้ช่องทางการจัดจำหน่ายดียิ่งขึ้น จะทำอย่างไรให้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น
7.การเข้าหาหน่วยงานที่คอยให้การช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัย กรมส่งเสริมอุตสหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารหลายแห่ง อีกทั้งในยุคปัจจุบัน รัฐบาลมีกองทุนสนับสนุน และจัดตั้งหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าเรื่องการฝึกอบรม การเป็นที่ปรึกษา การหาแหล่งเงินทุน การรวมกลุ่มกันเพื่อเป็นพันธมิตรทางด้านการค้า แก่ บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ในการทำธุรกิจ จงเข้าไปหาหน่วยงานและขอรับการช่วยเหลือจากหน่วยงานเหล่านั้น
8.การขยายกิจการ ไปยังต่างประเทศ เริ่มต้นเราอาจทำธุรกิจในประเทศไทย มีคนประชากรประมาณ 63 ล้านคน แต่ถ้าเราขยายไปยังอาเซียนหรือขยายธุรกิจไปทั่วโลก เราก็จะมีฐานลูกค้ามากขึ้นเป็นหลายพันเท่าเลยทีเดียวซึ่งในยุคนี้สามารถทำได้ง่ายกว่ายุคในอดีต เพราะเราสามารถขายผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร หรือทำคลิปแนะนำโดยพูดเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น
ดังนั้นเราจะสามารถเอาชนะในการแข่งขันทางด้านการตลาด ก็ด้วยปัจจัยที่กล่าวไปในข้างต้น ซึ่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัว มีการปรับปรุง และพัฒนาตนเองตลอดเวลา จึงจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันในยุคนี้



...
  
Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การตลาดแบบ Attraction Marketing เป็นการตลาดที่ดึงความสนใจของผู้บริโภค ของผู้มุ่งหวัง ให้มาขอซื้อสินค้าหรือมาขอทำธุรกิจเครือข่ายกับเรา โดยที่เราไม่ต้องไปเสนอขอให้เขามาทำธุรกิจเครือข่ายหรือซื้อสินค้าจากเรา ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเสนอขายสินค้าหรือนำเสนอขายธุรกิจเครือข่าย ซึ่งทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ความน่ารำคาญ จากลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง จากพฤติกรรมการตามตื้อ ตามง้อของเรา
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่า เมื่อใช้การตลาดแบบ Attraction Marketing คนจะไม่ปฏิเสธ
หรือถูกโดนปฏิเสธจากลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง เพราะเป็นธรรมดางานขายหรืองานนำเสนอจะต้องมีทั้งการตอบรับและการถูกปฏิเสธ
การตลาดแบบ Attraction Marketing ส่วนใหญ่มักจะทำกันในโลกอินเตอร์เน็ตหรือโลกออนไลน์ เพราะ โลกออนไลน์มีลักษณะเป็น Mass สูง เป็นโลกของ Social ที่ทันสมัย แต่คนจำนวนมากมักคิดว่า ถ้าอย่างไร เราต้องโพสต์หรือส่งข้อความของบริษัทของเรา สินค้าของเรา ตัวเรามากๆ คนเขาจะได้เข้ามาซื้อหรือเข้ามาติดตาม
แต่จริงๆแล้ว การตลาดแบบ Attraction Marketing จะต้องมีการนำเสนอ Content และการนำเสนอ Profile ที่น่าสนใจ จึงจะสามารถดึงดูดผู้คนรวมทั้งลูกค้าและผู้มุ่งหวังมาให้สนใจเรามากกว่าการโพสต์หรือการส่งข้อความเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีความแตกต่าง ไม่มีความน่าดึงดูด ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาสนใจ
กล่าวคือ เราจะต้องสร้างมูลค่าให้กับตัวเราเองเสียก่อน การสร้าง Brand จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะต้องนำเอามาใช้ เพราะการสร้าง Brand จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความจดจำ สร้างความศรัทธาภายในใจของกลุ่มเป้าหมาย จนกระทั่งกลุ่มเป้าหมายอยากที่จะซื้อสินค้าหรืออยากจะทำงานร่วมกับเรา
การรู้จักกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการทำการตลาดแบบ Attraction Marketing ให้ประสบความสำเร็จ เช่น ในตลาดแชมพู มีหลายยี่ห้อ เราต้องรู้ก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเราคือใคร คนที่มีผมเสีย ผมแตกปลายใช่หรือไม่ คนที่มีผมเป็นรังแคใช่หรือไม่ คนที่มีผมร่วงใช่หรือไม่ คนที่เป็นเด็กใช่หรือไม่ เมื่อเรารู้กลุ่มเป้าหมายแล้ว เราจึงสามารถทำการตลาดแบบดึงดูด กลุ่มเป้าหมายของเราได้สำเร็จ ไม่ใช่ดึงดูดทุกกลุ่มเข้ามา เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทอง สิ้นเปลืองเวลา สิ้นเปลืองงบประมาณ สิ้นเปลืองทรัพยากรต่างๆ โดยใช่เหตุ
การสร้างการตลาดแบบดึงดูดมีองค์ประกอบดังนี้
1.การสร้าง Brand โดยผ่านเครื่องมือออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผ่านเวปไซด์ และ Social Media เช่น Youtube , twitter , Facebook , Line , Blog ฯลฯ
2.การสร้างช่องทางการสื่อสารให้แก่ผู้มุ่งหวังหรือลูกค้า ให้สามารถติดต่อกับเราได้และเราก็สามารถติดต่อเขาได้ เช่น E-mail พูดคุยผ่าน Facebook , Massager , Line , E-mail , Instragram เป็นต้น
3.การสร้างหรือรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง(กล่าวคือเราต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย) ข้อมูลของบริษัทของสินค้า ข้อมูลบทความ ความรู้ต่างๆ เคล็ดลับการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เป็นต้น
4.การสร้างหรือการส่งมอบสิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เคล็ดลับต่างๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ได้มีการเตรียมไว้ และเมื่อลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังต้องการติดต่อก็สามารถตอบหรือหาข้อมูลต่างๆ ส่งไปให้ได้
แล้ว ธุรกิจใดเหมาะที่จะนำ Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด มาใช้มากที่สุด สำหรับในความคิดของกระผม ธุรกิจเครือข่ายครับ หรือ ธุรกิจที่ต้องการสมาชิกเป็นจำนวนมากๆ ยอดขายมากๆ ซึ่ง Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด สามารถช่วยได้ ดังเราจะสังเกตเห็นว่า หลาย เว็ปไซค์ของธุรกิจเครือข่าย มักจะมีการนำเสนอ Content และการนำเสนอ Profile ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดผู้คน ให้เข้ามาอ่าน เข้ามาดู และอีกหลายเว็ปไซค์ ก็จะมีการเปิดโอกาสให้คนที่สนใจ ฝากเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์(Email Marketing) เพื่อติดต่อกลับ หากว่าสนใจในตัวของบริษัท สินค้า หรือบริการ ด้วย
ซึ่ง Email Marketing เป็นส่วนหนึ่งของ Attraction Marketing พวกเราลองไปศึกษาเพิ่มเติม เพราะการใช้ Email Marketing อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มการดึงดูดได้มากยิ่งขึ้น เราจะไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหาลูกค้าเพื่อคุยเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ เราจะรู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร(คนที่สนใจธุรกิจของเราหรือตัวเราจริงๆ) ยิ่งบริษัทใดมีรายชื่อลิสต์ลูกค้ามากๆ การไปพูดคุยต่อตัวต่อ ยิ่งทำได้อย่างยากลำบาก เสียเวลา เสียเงินทอง เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ การใช้ Email Marketing จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ติดต่อลูกค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งตอบสนอง ในโลกยุคออนไลน์หรือในโลกยุคนี้ ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ที่พนักงานขายหรือผู้นำธุรกิจเครือข่ายจะต้องเดินทางไปพูดคุยตัวต่อตัว หรือโทรศัพท์พูดคุยกัน หากมีจำนวนไม่มากก็ไม่น่ามีปัญหาแต่ถ้ามีเป็นจำนวนมากหลายพันคน หลายหมื่นคน คงลำบากที่จะติดต่อ
สำหรับธุรกิจเครือข่ายหลายบริษัทที่มีการทำการตลาด Attraction Marketing อย่างมีประสิทธิภาพ มักจะวางระบบไว้อย่างดี ทำให้มีการปิดการขายหรือมีการปิดรับสมัครคนเข้าในเครือข่ายได้เป็นจำนวนมาก
โดยสรุปแล้ว การทำ Attraction Marketing การตลาดแบบดึงดูด เป็นเครื่องมือเครื่องมือหนึ่งในการทำการตลาด และถ้าต้องการทำอย่างได้ผล เราจะต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราเสียก่อน เราจะต้องสร้างความแตกต่าง เราจะต้องสร้างความจดจำ เราจะต้องหาช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เราจะต้องมอบสิ่งที่ดีๆให้แก่กลุ่มเป้าหมาย จนกระทั่งกลุ่มเป้าหมายมาติดต่อเราเอง ขอความรู้จากเรา ขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษาจากเรา ขอซื้อสินค้าจากเรา หรือพูดง่ายๆ คือ เราได้หัวใจของกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

...
  
Celebrity Marketing
Celebrity Marketing
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
Celebrity Marketing (เซเลบริตี้ มาร์เก็ตติง) คือ การนำบุคคล คนดัง คนมีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง นักการเมือง นักสื่อสารมวลชน นักกีฬาชื่อดัง มาช่วยในการทำการตลาด เพราะบุคคล คนดัง มักจะเป็นที่รู้จักของสาธารณชนอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเสียเวลาในการแนะนำตัว อีกทั้ง บุคคล คนดัง มักจะมีแฟนคลับหรือคนที่ติดตามผลงานอยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้น บุคคล คนดัง มักจะเป็นผู้นำทางความคิด จิตวิญญาณ เป็นต้นแบบ ของผู้ติดตาม จึงทำให้บุคคลที่เป็นแฟนคลับหรือผู้ติดตามเลียนแบบทั้งทางด้านพฤติกรรม เลียนแบบการใช้ชีวิต เครื่องแต่งกาย ทรงผม รวมไปถึงการใช้สินค้าและบริการของบุคคล คนดังหรือบุคคลที่เป็นต้นแบบ การตลาดสมัยใหม่จึงนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ซึ่งบางบริษัทสามารถนำเอาไปใช้จนได้ผลทำให้เกิดกระแสโด่งดังขึ้นในสังคม ซึ่งการตลาดแบบ Celebrity Marketing มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจหลายอย่างดังนี้
1.Celebrity Marketing ช่วยทำให้สินค้าติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว
2.Celebrity Marketing ช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก เป็นการเพิ่มยอดขาย
3. Celebrity Marketing ช่วยส่งเสริมภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ในตัวของสินค้าและบริการ
4. Celebrity Marketing ช่วยให้ภาพการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ฉะนั้น จากข้อความข้างต้น การใช้บุคคล คนดัง หรือ Celebrity Marketing มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งถ้ารู้จักประยุกต์ใช้ เพราะจะทำให้สินค้าและบริการของเรา ติดตลาดในช่วงเวลาอันสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บุคคลที่ไม่มีชื่อเสียงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สืบเนื่องมาจาก เมื่อผู้บริโภคเห็นบุคคล คนดัง ก็มักจะนึกถึงสินค้าและบริการ ที่บุคคล คนดัง โฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือ เมื่อผู้บริโภคเห็น สินค้าและบริการที่โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ก็จะคิดถึงบุคคล คนดัง อีกทั้งช่วยให้เกิดยอดขายเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดยอดขายมากขึ้น ธุรกิจก็มีโอกาสในการคืนทุนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับข้อด้อยในการใช้ Celebrity Marketing คือ การใช้บุคคล คนดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ต้องใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากในการว่าจ้างบุคคล คนดัง อีกทั้งเมื่อบุคคล คนดัง มีปัญหาคือมีคดี ขึ้นศาล หรือทำตัวให้ภาพลักษณ์ของตนเองเสียหาย ก็จะส่งผลกระทบกับตัวสินค้าและบริการตามไปด้วย ดังนั้นการเลือก ฟรีเซ็นเตอร์ จะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และใคร่ครวญว่าจะใช้ใครมาเป็น Celebrity Marketing
สำหรับเรทค่าตัวดาราชายและดาราหญิงในประเทศไทยเรา 6 อันดับแรก (ข้อมูลจากเว็บไซค์ สยาม ดารา http://www.siamdara.com/hot-news/thai-news/1071916)
อันดับที่ 1 เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย สปอนเซอร์เจ้าใด กระเป๋าหนักสามารถจ่ายค่าตัวที่สูงลิบลิ่วเกือบ 30 ล้านบาทได้ ก็จะได้ตัวซุปเปอร์สตาร์ยอดนิยมอย่าง "ป๋าเบิร์ด" ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าอย่างแน่นอน
อันดับที่ 2 อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ บรรดาเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังต่างแย่งชิงตัวกันชุลมุน ถึงแม้ว่าค่าตัวของสาว Hot(ฮอต) รายนี้จะสูงลิบไม่ต่ำว่า 10 ล้านบาท
อันดับที่ 3 ชมพู่ อารยา เอฮารเก็ต ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางดังกับราคาค่าตัวที่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทเช่นกัน
อันดับที่ 4 ณเดชน์ คูกิมิยะ มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาจับจองกันแทบไม่เว้น เรตค่าตัว "ณเดชน์" สูงถึง 10 ล้านบาท
อันดับที่ 5 ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ค่าเหนื่อยของ "ใหม่-ดาวิกา" สนนราคาจิ๊บๆ เพียงแค่ 10 ล้านเท่านั้น!
อันดับที่ 6 ญาญ่า อุรัสยา สเปอร์บัน "ญาญ่า" ดำรงตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ "สาวญาญ่า" คว้าพรีเซ็นเตอร์ไปกว่า 30 ตัวเลยทีเดียว! กับราคาเบาๆ ไม่แรงเท่ารุ่นพี่ 7-10 ล้านบาทเท่านั้น!
ฉะนั้น Celebrity Marketing (เซเลบริตี้ มาร์เก็ตติง) คือ กลยุทธ์ทางการตลาดแบบหนึ่ง ซึ่งบริษัท สามารถนำเอากลยุทธ์ทางการตลาดไปใช้กับ สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ได้ หากประยุกต์ใช้ ปรับใช้อย่างได้ผล ก็จะทำให้เกิดยอดขาย เม็ดเงิน ผลกำไร กลับคืนมายังบริษัทอย่างมหาศาล
ทั้งนี้การใช้ Celebrity Marketing ที่ดีควรใช้ผสมผสานหรือพิจารณาปัจจัยทางการตลาดกับกลยุทธ์อื่นๆด้วย ก็จะยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น กลยุทธ์ IMC (Integrated Marketing Communication)
เราจะเห็นได้ว่าการใช้ กลยุทธ์ IMC (Integrated Marketing Communication) จะทำให้เกิดการต่อยอดและทำให้การใช้กลยุทธ์ Celebrity Marketing ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการใช้สื่อสมัยใหม่ช่วย เช่น การใช้ Twitter , Facebook , Line , Instagram เป็นเครื่องมือทำการตลาดบน Social Media
ซึ่งการใช้บุคคล คนดัง เพื่อทำ Celebrity Marketing ควรคำนึงถึง แบรนด์ บุคคลหรือคนดังด้วยว่า สอดคล้องหรือมีภาพลักษณ์ไปกับสินค้า บริการของเราด้วยหรือไม่ ซึ่ง แบรนด์บุคคลหรือคนดัง ที่นำมาใช้ควรมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
-มีความน่าเชื่อถือ(Believe)และ มีความไว้วางใจ(Trust) กล่าวคือสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้กับตราสินค้า (Credibility) ของเราได้
-มีภาพลักษณ์ที่มีเสน่ห์และสามารถดึงดูดความสนใจลูกค้าหรือผู้บริโภคให้มาสนใจตราสินค้า (Attractiveness) ของเราได้
ตัวอย่างเช่น ไทเกอร์ วู้ด นักกีฬากอล์ฟมืออาชีพอันดับ 1 ของโลก ส่วนใหญ่บริษัทที่ผลิตเกี่ยวกับ ไม้กอล์ฟ รองเท้ากีฬา เสื้อผ้า กางเกง หมวก กีฬา มักจะใช้ ไทเกอร์ วู้ด เป็นพรีเซ็นเตอร์ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้กับสินค้าของตนเอง
สำหรับข้อที่ควรคำนึงถึงในการใช้ฟรีเซ็นเตอร์ คือ การใช้บุคคล คนดัง ควรมีบุคลิกภาพ นิสัย ใจคอ ตรงกับแบรนด์ของสินค้า , การใช้บุคคล คนดัง ที่ Hot (ฮอต)มากๆ ไปเป็นฟรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าหลายตัว อาจจะทำให้ผู้บริโภคจดจำไม่ได้ว่าเป็นฟรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าใด แบรนด์ใดบ้าง เราควรหลีกเลี่ยงฟรีเซ็นเตอร์นั้น , การใช้บุคคล คนดัง ไม่ควรผูกติดกับคนๆเดียว เพราะการใช้คนๆเดียว มีทั้งประโยชน์และโทษ คือ ประโยชน์ทำให้ลูกค้า ผู้บริโภค จดจำ บุคคล คนดังกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ของเรา ส่วนข้อด้อยคือเมื่อบุคคล คนดัง คนนั้นตายไปก็ย่อมส่งผลกระทบต่อแบรนด์ได้เช่นกัน
ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ช่วยส่งเสริมให้ Celebrity Marketing ประสบความสำเร็จ เช่น การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ , การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย , การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น


...
  
อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์
อาวุธทางการตลาด การสร้างแบรนด์

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก

www.drsuthichai.com

สภาพแวดล้อมในการแข่งขันในยุคปัจจุบันทำให้ธุรกิจทุกประเภท ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน ซึ่งรวมไปถึงหน่วยงานในองค์กรราชการด้วย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน

เมื่อองค์กรจำเป็นจะต้องมีการปรับตัว ฉะนั้น หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กรเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัว ไม่ว่าฝ่ายบุคคล ฝ่ายการเงิน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการตลาด

สำหรับบทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ กระผมขอพูดถึงเฉพาะเรื่องของการตลาด และขอเขียนถึงเฉพาะเรื่องของการสร้างแบรนด์ ซึ่งการสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากในการทำการตลาดขององค์กร ของบุคคล ของสินค้า ของบริการ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์มีดังนี้

1.จงสร้างการจดจำในแบรนด์ให้กับลูกค้า เช่น

เมื่อกล่าวถึง KFC ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง ผู้พัน KFC คิดถึงไก่ทอด

เมื่อกล่าวถึง Nike ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รองเท้า คิดถึงคำว่า Just do it และคิดถึงเครื่องหมายถูก

เมื่อกล่าวถึง Volvo ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รถที่มีความปลอดภัยสูง

เมื่อกล่าวถึง Marlboro ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่าคิดถึง บุหรี่ คิดถึงเคาบอยและคิดถึงสีแดง

เมื่อกล่าวถึง Benz ท่านคิดถึงอะไร หลายคนบอกว่า คิดถึง รถที่มีราคาแพง รถที่มีความหรูหรา สมฐานะ มีระดับ

ฉะนั้น ท่านต้องการให้ลูกค้าจดจำสินค้า บริการ องค์กร ของท่านในแง่มุมใด จงเขียนมันออกมา จงทำการบ้านก่อนที่จะเริ่มโฆษณา เริ่มประชาสัมพันธ์ เพราะเมื่อท่านยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจะให้ลูกค้าจดจำท่านในแง่มุมใด ท่านก็จะเสียเวลา เสียเงินทองในการโฆษณา ในการประชาสัมพันธ์ สินค้า บริการ องค์กร โดยเปล่าประโยชน์

2.จงสร้างโลโก้ (Logo Design) พร้อมทั้งสโลแกน ขึ้นมา

Logo Design เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่แทนตัวของสินค้า บริการ องค์กร การออกแบบโลโก้ จึงมีความละเอียดอ่อน ควรต้องคำนึงถึงเรื่องของสี เรื่องของตัวอักษร เรื่องของขนาดตัวอักษร เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ที่สามารถสื่อสารผ่านโลโก้

การสร้างสโลแกน ก็เช่นกัน ควรใช้คำพูด ถ้อยคำ ความหมายที่สามารถทำให้ลูกค้า จดจำหรือสามารถทำให้ลูกค้าพูดได้จนติดปากได้ยิ่งดี ส่วนใหญ่ สโลแกนมันจะเป็นคำสั้นๆ มีความคล้องจองกัน

3.จงสร้างความแตกต่างของสินค้า บริการ องค์กร เพื่อนำไปสู่การสร้างแบรนด์ที่มีความแตกต่าง เมื่อสินค้า บริการ องค์กร มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกันกับคู่แข่ง การสร้างแบรนด์ที่แตกต่างกันกับคู่แข่งขัน ก็จะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้า ตัวสินค้า บริการ องค์กร มีความแตกต่างกันกับคู่แข่ง การสร้างแบรนด์ให้มีความแตกต่างกับคู่แข่งขันจะทำได้ง่ายกว่า

4.จงสร้างเนื้อหาในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้โดนใจเพื่อให้แบรนด์เป็นที่จดจำ หลายคนทำธุรกิจประเภท SME หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก มักบ่นว่า ไม่มีงบประมาณในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถ ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในราคาที่ถูก และแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ เช่น นำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ไปลงในอินเตอร์เน็ต ( Youtube , Blog , Facebook,เว็ปไซค์ ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ ท่านจะต้องทำเนื้อหาของเรื่องที่จะโฆษณาให้โดนใจ จึงจะสร้างการจดจำให้แก่ผู้ดูได้

ฉะนั้น บริษัทใหญ่ มีงบประมาณจำนวนมาก ทำโฆษณาในโทรทัศน์คนดู 1 ล้านคน เสียเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท ตรงกันข้าม หากท่านเป็นบริษัทขนาดกลางขนาดเล็ก ท่านใช้เงินแค่ 1 หมื่นบาทหรือไม่กี่พันบาท แล้วนำไปลงใน Youtube มีคนดูถึง 3 ล้านคน นั้นแสดงว่า ท่านสามารถใช้งบประมาณจำนวนน้อย แต่สามารถเอาชนะบริษัทใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก

5.จงสร้างแบรนด์ ให้มีความเชื่อมโยงกัน ความจริงเราสามารถแบ่งการสร้างแบรนด์ได้หลายประเภท เช่น 1.แบรนด์บริการ 2.แบรนด์สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ 3.แบรนด์องค์กร 4.แบรนด์บุคคล 5.แบรนด์สถานที่หรือเมือง(ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ)

ฉะนั้น การสร้างแบรนด์ เราควรคำนึงถึงการเชื่อมโยงกันหรือการสร้างแบรนด์ไปพร้อมๆกัน ก็จะเกิดผลกระทบหรือเกิดความสนใจมากกว่าการสร้างแบรนด์แค่ประเภทเดียว เช่น ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า เจ้าของบริษัท มักจะใช้ตนเองในการนำเสนอสินค้าโดยการลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ดังตัวอย่าง ตัน ภาสกรนที ใช้ตนเองในการนำเสนอสินค้า(ชาเขียว) โดยผ่านสื่อโฆษณา สื่อประชาสัมพันธ์

6.จงให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆด้วยในการสร้างแบรนด์ เช่น ผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการต้องมีคุณภาพจริงๆ , ต้องมีการนำเสนอสินค้าอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่หยุด , วิธีการสื่อสารต้องเหมาะสมมีความสัมพันธ์กับตัวของสินค้า รวมไปถึงการออกแบบเว็ปไซค์ , ต้องมีการวางแผนที่ดี , ภาพลักษณ์ของแบรนด์ต้องไม่ขัดแย้งกันเอง

จากปัจจัยข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากในการทำการตลาดขององค์กร การสร้างแบรนด์ ก่อให้เกิดกำไร การสร้างแบรนด์ทำให้เกิดผลดีในระยะยาว ฉะนั้น นักการตลาดที่เก่งหรือนักการตลาดมืออาชีพ จึงต้องคำนึงเรื่องของการสร้างแบรนด์ มาเป็นอันดับต้นๆ ...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.