หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  บทความที่ดี
  -  บารมีกับผู้นำ
  -  จูงใจคน
  -  ประวัติของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
  -  ลักษณะนักพูด
  -  ผู้นำพูด
  -  ความรู้กับนักบริหาร
  -  IMC ของไทยรักไทย
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  นักเขียน
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  เด็กขายตัว
  -  สู่ผู้นำ
  -  อาหารปลอดภัย
  -  ทำไมคนดีๆ จึงลาออก
  -  อารมณ์ขันกับนักพูด
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  องค์กรกับผู้บริหาร
  -  ผู้นำกับองค์กรเรียนรู้
  -  เตรียมพูด
  -  ทัศนคติกับการขาย
  -  เป้าหมายกับความสำเร็จ
  -  เอดส์ สังคมไทย
  -  ธรรมชาติการขาย
  -  หัวใจงานบริหาร
  -  ลิขสิทธิ์
  -  กิ๊ก
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  จริยธรรมของไทย
  -  แฟชั่น นักศึกษา
  -  ควบคุมราคาสินค้า
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  ปัจจัยในการบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  น้ำมันลอยติดลมบน
  -  ปัญหาเยาวชน
  -  วาจาของนักบริหาร
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
  -  เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
  -  สื่ออนาคต
  -  บุหรี่
  -  ยาเสพติด
  -  เลิกเหล้า เลิกจน
  -  ขยะเป็นทอง
  -  ผู้นำ
  -  สนุกกับงาน
  -  คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
  -  คอร์รัปชั่นภัยร้ายสังคมไทย
  -  พ่อแม่ รังแกฉัน
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  ความคิดสร้างสรรค์
  -  U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)
  -  มึงสู้จริงหรือเปล่า
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
  -  นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ภาษากายของผู้ฟัง
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
  -  การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความที่ดี
บทความที่ดี

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่มักจะเป็นนักสื่อสาร ไม่ว่าจะด้วยการพูดหรือการเขียน ถามถ้าว่าระหว่างการพูดกับการเขียน อะไรยากกว่ากัน ผมเชื่อแน่ว่า คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเขียนซิยากกว่าพูด

แต่การเขียนก็เหมือนกับการพูดอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าเราอยากเป็นนักเขียน เราต้องเริ่มศึกษาหาความรู้หลักวิชาการเขียนแล้วจึงเริ่มเขียนครับ เหมือนกัน คนพูดเก่งก็มักจะมีหลักวิชาแล้วจึงพัฒนาฝึกฝนการพูดจนสามารถพูดได้ดี การเขียนก็เช่นกัน

ดังนั้นเราสามารถพัฒนาการเขียนของเราได้ถ้าเรามีความพยายามเพราะการเขียนมีความสำคัญต่อชีวิต

นักเรียน ต้องเขียน การบ้าน ข้อสอบ รายงานส่งครู , ครู อาจารย์ ต้องเขียน หนังสือ ตำรา เอกสารประกอบการสอน , นักข่าว ต้องเขียนข่าว ฯลฯ้วจึงเริ่มเขียนครับ เ


แต่ถ้าจะพูดถึงงานเขียนแล้วมีหลากหลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่างานเขียนนวนิยาย งานเขียนสารคดี งานเขียนตำรา งานเขียนเรียงความ งานเขียนบันทึก และ งานเขียนบันเทิงคดี เรื่องเล่า นิทาน เรื่องสั้น บทละครพูด ฯลฯ สำหรับบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึงงานเขียนบทความที่ดี

การเขียนบทความมีความคล้ายกับการเขียนเรียงความ คือ มีชื่อเรื่อง มีคำนำ มีเนื้อเรื่องและสรุปจบ

แต่มีความแตกต่างกันบางประการเช่น บทความมักจะต้องมีความคิดเห็นของผู้เขียนกับข้อเท็จจริงประกอบอ้างอิง

ส่วนเรียงความมักจะมุ่งเรื่องความรู้มากกว่าการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนบทความ ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ การเขียนบทความมักจะมีความทันสมัยมากกว่าการเขียนเรียงความ การเขียนเรียงความอาจเขียนเรื่องในอดีต อนาคต แต่การเขียนบทความผู้เขียนมักจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

สำหรับประเภทของบทความ มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน เช่น บทความทางวิชาการ,บทความแสดงความคิดเห็น,บทความเชิงวิจารณ์,บทความประเภทสัมภาษณ์ ฯลฯ


แต่การเขียนบทความที่ดีส่วนใหญ่มักจะแบ่งส่วนสำคัญออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนแรก คือ ชื่อเรื่อง ส่วนที่สอง คือ คำนำ ส่วนที่สาม คือ เนื้อเรื้อง ส่วนที่สี่ คือ สรุป จบ

เราลองมาดูส่วนแรกกัน คือชื่อเรื่อง ทำอย่างไรให้ผู้อ่าน เห็นแล้วเกิดอาการอยากอ่าน...อยากรู้....การตั้งชื่อเรื่องที่ดีเป็นอย่างไร...ผมอยากแนะนำให้ไปดู พาดหัวตัวใหญ่ หน้าหนึ่ง...หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น นสพ.ไทยรัฐ , นสพ.เดลินิวส์ ,นสพ.มติชน ฯลฯ เมื่อได้อ่านแล้วเกิดอาการอยากอ่านเนื้อหาต่อ

ส่วนที่สองคือ คำนำ ต้องสอดคล้องกับหัวข้อเรื่อง...บอกย่อๆว่า...เกิดอะไร...ที่ไหน...เมื่อไร.. เร้าความสนใจ...คำนำมักจะอยู่ย่อหน้าแรกของบทความ อาจขึ้นต้นด้วยคำถาม อาจขึ้นต้นด้วยการยกตัวอย่างหรือด้วยการเหตุการณ์เพื่อโยงไปถึงส่วนของเนื้อหา


ส่วนที่สาม คือ เนื้อเรื่อง ต้องสอดคล้องกับคำนำและสรุปจบ ...มีความเป็นเอกภาพ...บอกรายละเอียด...มีความกลมกลืน...อาจลำดับเวลา สถานที่ ก่อนหลัง จากอดีต มาปัจจุบัน ไปอนาคต หรือจากน้อยไปหามาก ส่วนของเนื้อเรื่องจะใช้พื้นที่มากที่สุดในการเขียนบทความ


ส่วนที่สี่ คือ สรุปจบมักจะเฉลยส่วนสำคัญของเรื่อง....มักจะอยู่ย่อหน้าสุดท้ายของบทความ อาจให้แง่คิดที่สำคัญของบทความที่เขียน มีความสั้นกระชับ มีความยาวใกล้เคียงกับคำนำ

สรุป การตั้งชื่อเรื่องต้องหยุดคนอ่านได้ เห็นชื่อเรื่องแล้วอยากรู้อยากอ่านต่อ คำนำต้องยั่วยุให้อยากอ่านเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องต้องกลมกลืน มีเอกภาพ สรุปจบต้องประทับใจผู้อ่าน

...
  
บารมีกับผู้นำ
ผู้นำจำเป็นจะต้องมีบารมี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

หลายหลายคน เมื่อถูกเชิญให้เป็นผู้นำหรือขอให้เป็นผู้นำ มักจะพูดว่า ให้คนโน้น ให้คนนี้ ดีกว่า ผมยังมีบารมีไม่พอ คำว่าบารมีคืออะไร คนจำนวนไม่น้อยมักยังไม่เข้าใจ


เนื่องจากบารมีมีความสำคัญมากต่อการเป็นผู้นำของสังคมไทย โดยเฉพาะผู้นำทางการเมือง เรามักจะได้ยินคำว่า นายพลคนนี้ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพราะเป็นคนมีบารมี


บารมี หมายถึง การดูท่าทางแล้ว สง่างาม มีราศี บุคลิกภาพดี เวลาเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนยกมือไหว้ มีอำนาจ มีตำแหน่ง


การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีบารมี แล้วถามว่าบารมีเกิดขึ้นได้อย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรถึงทำให้เกิดบารมีได้ คุณสมบัติที่ทำให้ผู้นำเกิดบารมี มีดังนี้


1.เป็นคนมีชื่อเสียง คือกล่าวแล้วคนทั่วไปรู้จักว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำงานอะไร ฉะนั้น เราจึงเห็นว่า ผู้นำส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องใช้สื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้คนทั่วไปรู้จัก เช่น มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ วารสาร และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น


2.เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถนำหรือชี้นำคนอื่นได้ มีลักษณะบุคลิกภาพที่ดี สง่า ดูแล้วประทับใจ


3.เป็นคนดี มีคุณธรรม คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต


4.มีประสบการณ์ในงานนั้นๆ มากพอ หรือมีอายุการทำงานนานพอสมควร หรือมีความอาวุโส โดยเฉพาะสังคมไทย มักให้ความสำคัญกับคนที่มีอาวุโสมากกว่าคนอายุน้อย


5.มีฐานะดี มีฐานะสังคมดี เกิดจากตระกูลดี มีการศึกษาดี


6.ถ้าทำงานควรอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ หรือตำแหน่งที่มีความสำคัญ คนเกรงกลัว


และอีกหลายคุณสมบัติ ที่ทำให้เกิดบารมี แต่การเป็นผู้นำที่มีบารมีไม่จำเป็นจะต้องมีหมดทุกข้อนะครับ แต่ขอให้มีมากที่สุด ยิ่งมีคุณสมบัติตามข้อความข้างบนยิ่งมากยิ่งดีครับ


เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีคุณสมบัติดังนี้ เป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ คือ เมื่อเป็นทหาร ก็ได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการทหารบก ถ้าได้ตำแหน่งตำรวจ ก็ได้เป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าเป็นตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้เป็น นายกรัฐมนตรี ( เราจะสังเกตว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่มีอำนาจ ตำแหน่งหนึ่ง มักจะเป็นฐาน ทำให้ได้อีกตำแหน่งหนึ่งนั่นเอง) คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคนที่มีฐานะดี


เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีฐานะดีมักจะถูกเรียกให้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ทางสังคม เพราะตำแหน่งต่างๆ ทางสังคมจำเป็นจะต้องออกเงิน ช่วยเหลือ องค์กรต่างๆ อีกทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีท่าทางเด็ดขาด สง่างาม มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจรวดเร็ว ฉับไว เป็นต้น


พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติคือ เป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นคนมียศ มีตำแหน่ง เป็นตำรวจ


เป็นนายกรัฐมนตรี มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินใจเด็ดขาด มีประสบการณ์ในการบริหาร บุคลิกภาพดี สง่า และที่สำคัญคือ เป็นคนมีฐานะดี ร่ำรวยมากถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐี


แล้วทำอย่างไรถึงจะสร้างบารมีให้แก่ตนเองได้ เราจะเห็นผู้นำทางธุรกิจและผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน มีวิธีในการสร้างบารมีให้แก่ตนเองกล่าวคือ


พยายามทำกิจกรรมต่างๆให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่ตนเองต้องการมากที่สุด แล้วกระจายข่าวผ่านสื่อ


ต่างๆให้มากที่สุด เพื่อให้คนทั่วไปทราบหรือรู้จัก เช่น อดีตนายทหารหลายท่าน ที่มีอำนาจ มีตำแหน่งที่สำคัญๆในกองทัพ เมื่อต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ แล้วกระจายข่าวตามสื่อต่างๆเพื่อให้คนเห็นภาพหรือรู้จัก จนคนทั่วไปเห็นว่าคนนี้ เป็นคนดี เป็นคนทำงาน มีความรู้ มีความสามารถ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี


ดังนั้น บารมีจึงมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กับผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำภาคธุรกิจ หรือผู้นำทางการเมือง

...
  
จูงใจคน
การจูงใจคนต้องรู้พื้นฐานแห่งจิตใจคน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


การที่จะทำงานร่วมกับคน เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เรื่องความต้องการ ความชอบ หรือความไม่ชอบของคนเรา แน่นอน คนเราทุกคนมีความต้องการ ความชอบที่แตกต่างกันทุกคน แต่มีบางอย่างที่คนเราชอบหรือไม่ชอบเหมือนกัน เป็นส่วนใหญ่ เช่น


1.คนเราไม่ชอบให้ใครตำหนิ โดยส่วนมากแล้วคนเราไม่ว่าชาย หญิง เด็ก วัยรุ่น คนทำงาน คนชรา โดยมากมักไม่ชอบให้ใครตำหนิ เพราะการตำหนิ หรือการพูดสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องของคนนั้นๆ ถึงแม้จะเป็นความจริงก็ตาม คนเราก็ไม่ชอบหรือมองไม่เห็น ตรงกันข้าม การมองข้อบกพร่องผิดพลาดของคนอื่นเรากับมองชัดเจน ดังนั้น ถ้าไม่มีความจำเป็นใดๆ เราไม่ควรตำหนิ ผู้อื่น แต่ถ้าท่านทำงาน ถ้าไม่ตำหนิ ก็อาจทำให้งานเสียหายได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องตำหนิลูกน้อง เราควรเรียกมาตำหนิ เป็นรายบุคคลสองต่อสอง ไม่ควรตำหนิลูกน้องต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน หรือผู้อื่น


2.คนเราต้องการการยอมรับ ต้องการมีชื่อเสียงและ ต้องการเด่นดัง คนเราโดยมากต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะคนเราเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน


การอยู่ร่วมกันและต้องการให้คนชอบเรา เราต้องไม่พูดขัดคอเขาหรือขัดขวางความเด่นดังของเขา แต่ตรงกันข้ามเราต้องช่วยสนับสนุนให้เขาเด่นต่อไปแล้วเขาก็จะชอบเราในที่สุด


3.คนเราชอบคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่าคนหน้าตาบึ้งตึง ดังนั้น เราต้องพยายามยิ้มแย้มแจ่มใส คนจึงกล้าเข้ามาหาเรา แต่ถ้าเราทำหน้าตาบึ้งตึง คนก็ไม่กล้าถามและไม่กล้าเข้าหา การยิ้มแย้มไม่เคยเป็นอันตรายต่อผู้ยิ้มตรงกันข้ามการยิ้มแย้มสามารถเอาชนะใจผู้อื่น และไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไร เวลาที่เรายิ้มแย้ม การยิ้มของเราจะแสดงความเป็นมิตร ความบริสุทธิ์ใจ ดังนั้นจงยิ้มเข้าไว้ ถึงแม้เราจะแต่งตัวใส่เสื้อผ้าราคาแพง แต่ถ้าเราขาดการยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้คนมักจะไม่กล้าคบค้าสมาคมด้วย


4.คนเราชอบให้คนจำชื่อ การที่เราจะจูงใจคนหรือชนะใจคนได้ เราจำเป็นจะต้องจำชื่อของคนคนนั้นให้ได้ ไม่ใช่เรียกชื่อเขาผิดๆ ถูกๆ ดังนั้น เราต้องฝึกจำชื่อบุคคลให้แม่นยำด้วยและเมื่อเจอกันเราควรเข้าไปทักทายเขาก่อน


5.คนเราต้องการให้คนอื่นฟังตัวเองพูดมากกว่าที่จะตั้งใจฟังผู้อื่นพูด เราจะเห็นได้ว่า คนที่สนทนาเก่งๆ มักจะพูดน้อยกว่า แต่สามารถชนะใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ เนื่องจาก ธรรมชาติของคน โดยมากมักชอบพูดมากกว่าชอบฟัง ดังนั้น ถ้าต้องการชนะใจอีกฝ่ายเราควรสนับสนุนให้เขาพูดโดยเราเป็นฝ่ายตั้งใจฟัง เขาก็จะชื่นชอบเรา


6.คนเราต้องการเห็นการสารภาพผิด เมื่อทำผิด แน่นอน เราต้องเกิดมาทุกคน ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิดพลาด แต่ถ้าเราทำผิด เราต้องขอโทษ การขอโทษหรือสารภาพผิดจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นใจและให้ความช่วยเหลือ บางคนไม่กล้าขอโทษเนื่องจากกลัวเสียหน้า อย่าคิดอย่างนั้นครับ เพราะการที่คนทำงานย่อมต้องมีผิดพลาดอยู่บ้าง เพราะคนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย


7.คนเราเมื่อเกิดความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง ก็มักจะพยามทุกอย่างเพื่อหาสิ่งนั้น ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเขาต้องการอะไร เราก็ควรให้การสนับสนุน ไม่ควรไปขัดขวาง


ดังนั้น การที่คนเราจะจูงใจคนหรือชนะใจคนนั้น จึงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง และข้อความข้างต้นนี้ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้ท่านชนะใจคนหรือจูงใจคน เราควรฝึกฝน เรียนรู้ไป แก้ไขปรับปรุง ผมเชื่อแน่ว่าท่านสามารถจูงใจหรือชนะใจฝ่ายตรงกันข้ามของท่านได้ แม้กระทั้งศัตรู






...
  
ประวัติของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
อาจารย์จตุพล ชมภูนิช นักพูดชื่อดัง ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมเสวนา "บนเส้นทางสู่อาชีพนักพูด" แก่นักศึกษา บุคลากร และผู้สนใจ ซึ่งจัดโดยภาควิชาสื่อสารมวลชน ในโอกาสครบรอบ 38 ปีแห่งการสถาปนาคณะมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุมพวงแสด คณะมนุษยศาสตร์

อาจารยจตุพล ชมพูนิช นักพูดชื่อดังและศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสกลับมาเยือนรามคำแหง ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่ด้อยกว่าใคร แม้ว่าหลายคนที่เข้ามาเรียนที่นี่สอบเอนทรานซ์ไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราแพ้หรือจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะการสอบเข้าเรียนได้ถือเป็นเพียงการวิ่ง 100 เมตรแรกเท่านั้น และการที่เราแพ้ใน 100 เมตรแรก ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแพ้ทั้งชีวิต

"ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ถ้าไม่มีรามคำแหง ก็คงไม่มีผมในวันนี้ รามคำแหงจึงอยู่ในหัวใจของผมเสมอมา ซึ่งสมัยเรียนที่รามคำแหง ผมมีความตั้งใจเรียนอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว แต่เข้าร่วมกับชมรมต่างๆ ทั้งชมรมปาฐกถาโต้วาที และชมรมภาษาอังกฤษ เวลาว่างมักจะเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ เพราะผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักพูด ซึ่งการเป็นนักพูดที่ดีจะต้องมีความรู้ และต้องพยายามฝึกฝนทักษะการพูด ซ้อมพูดกับตัวเอง และสอนตัวเองตลอดเวลา

ครั้งแรกที่มีโอกาสได้พูด ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะพูดแล้วไม่มีคนสนใจฟัง แต่ผมก็ยังพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ และหากเราทำอะไรไม่สำเร็จ อย่าคิดว่าเป็นเพราะของสิ่งนั้นอยู่ไกล แต่อาจเป็นเพราะว่ามือเราสั้นไป ฉะนั้นจึงควรพยายามขยับไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรสูงเกินไปถ้าเราจะไขว่คว้า ผมฝึกพูดระหว่างเดินเข้าซอยทุกวัน และต้องสรุปการพูดของตัวเองในแต่ละวัน" อ.จตุพล กล่าว

อาจารย์จตุพล กล่าวต่อว่า ทุกความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน อย่างแรกอยากให้เริ่มต้นที่หัวใจ ถ้าอยากเป็นนักพูด ใจก็ต้องมุ่งมั่นต่อสิ่งเดียวคือการเป็นนักพูด เหมือนกับกล้องที่ต้องโฟกัสให้นิ่งแล้วเป้าหมายจะชัด แต่ถ้าขยับเขยื้อนไปมา ภาพก็จะไม่นิ่ง เมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว การที่เราจะทำความฝันเป็นความจริงก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามุ่งมั่นฝ่าฟันและลงมือทำมาตลอด สิ่งนั้นก็จะมาสู่ตัวเรา

ฉะนั้น ถ้าอยากทำสิ่งใดให้สำเร็จ 1. ต้องโฟกัสให้ชัด ให้นิ่ง อย่าเปลี่ยนบ่อย 2. ใจต้องรัก เมื่อใจรักแล้ว ปัญหาเล็กจะกลายเป็นไม่เป็นปัญหา ปัญหาใหญ่จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าใจรักแต่ไม่ลงมือทำก็ไม่เกิดประโยชน์ คนที่เก่งกว่าคือคนที่พยายามมากกว่า ซึ่งการพยายามมากกว่าคือการที่พยายามฝึกพูดตลอดเวลา ล้มแล้วต้องลุก และคนที่พูดบ่อยก็จะเป็นเหมือนการได้ฝึกฝน และจะมีทักษะในที่สุด และนอกจากจะมีฝัน มีใจแล้ว ต้องลงแรงลงกาย และต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

"การเรียนในรั้วมหาลัย ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย รับรองว่าเรียนจบทุกคน แต่ถ้าทำเกินกว่าการเป็นนักศึกษา หน้าที่ที่สำคัญคือตั้งใจเรียนหนังสือ หลายคนอยากจะมีความฝัน อยากเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ถ้าได้เป็นแล้วไม่เรียนหนังสือ ผมก็ไม่เห็นด้วย อยากให้เห็นความสำคัญของการเรียนเป็นอันดับแรก เรียนให้เต็มที่และเสริมสร้างความสามารถให้มากที่สุด เพราะถ้าคนมีความสามารถมากกว่าย่อมได้เปรียบกว่า อย่าเรียนอย่างเดียวโดยไม่มีความสามารถพิเศษอะไร เราต้องมีความสามารถพิเศษซึ่งเป็นสิ่งที่เราสนใจ

ผมเป็นคนชอบภาษาอังกฤษ มนุษย์ที่ได้เปรียบจะต้องรู้ภาษาและรู้เทคโนโลยี จะต้องสร้างเขี้ยวเล็บให้กับตนเอง แต่ต้องเรียนเป็นหลัก เช่น ถ้าอยากเป็นดารา ซึ่งอาชีพดารานั้นไม่ยั่งยน วันนี้แสดงเป็นพระเอก พรุ่งนี้อาจแสดงเป็นพ่อก็ได้ ฉะนั้น จะต้องมีปริญญาเป็นอาวุธ ต้องเสริมสร้างกระดูก เสริมสร้างความสามารถให้เพิ่มขึ้น แล้วรอโอกาส แต่ถ้าโอกาสยังไม่มา จะต้องสร้างโอกาสขึ้นมาเอง เช่น รายการตีสิบ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถได้แสดงความสามารถของตน ถ้าเรามีความสามารถ ก็ย่อมเข้าร่วมแสดงความสามารถได้ ถึงจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่อาจจะตรงตามความต้องการของคนอื่นได้" อ.จตุพลกล่าว

อาจารย์จตุพล กล่าวอีกว่า การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป ซึ่งศาสตร์คือการที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้หลักการออกเสียง อักขระ หรือการใช้ช่วงเสียงทำนองที่มีความเป็นธรรมชาติ ทำให้ดึงดูดใจผู้ฟัง ตลอดจนศิลปะการใช้ท่าทาง การสร้างอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ แต่ศิลป์คือ เมื่อเราเรียนรู้แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมๆ กัน ศิลปะแต่ละคนก็จะต่างกัน เสมือนกับการเรียนวาดรูป ที่เรียนมาเหมือนกัน แต่ความมีศิลป์ต่างกัน ซึ่งศิลป์เป็นสิ่งที่เราต้องเสริมหลังจากได้ความรู้ไปแล้ว

อ.จตุพล กล่าวว่า การเป็นนักพูดต้องมีความรู้ ตนเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ทำให้ได้รับความรู้จากหนังสือแล้วนำมาผ่านกระบวนการปรุงแต่งให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ และต้องเสิร์ฟออก ซึ่งการพูด ถ้าจะพูดอย่างมีศิลป์ต้องสามารถพูดแล้วถูกใจคนฟัง ซึ่งการศึกษาเป็นกระบนการที่ทำให้เราค้นพบตัวเองอย่างแท้จริง ช่วงเวลาเรียนเป็นช่วงเวลานาทีทอง ทำให้เราได้รับความรู้และเป็นการเพิ่มความสามารถ ทำให้ค้นพบตัวเอง เพระาถ้าค้นพบตัวเองได้เร็วกว่า ก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้เร็วกว่าคนอื่น

"การแสดงท่าทางประกอบการพูดถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การใช้ท่าทางจะต้องมีความเป็นธรรมชาติ และเสียงที่พูดต้องเป็นเธรรมชาติ เสียงต้องขึ้นลงตามจังหวะการพูด ซึ่งเทคนิคที่จะทำให้พูดได้อย่างคล่องแคล่วคือ จะต้องฝึกอ่านหนังสือดังๆ และฝึกออกเสียงให้ถูกอักขระวิธี ถ้าอยากเป็นนักพูดต้องบรรจุความรู้เข้าสมองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และสามารถดึงออกมาใช้ได้ตลอดเวลา ต้องฝึกฝน เตรียมพร้อม เตรียมตัวมีจิตใจที่มุ่งมั่น และค้นหาตัวเองให้พบ

คนเกิดมาไม่ต่างกัน มีมือมีเท้าเท่ากัน อะไรที่เขาทำได้เราย่อมทำได้ อย่าขังตัวเองไว้กับสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ เพราะทุกหนึ่งความคิดจะเป็นหนึ่งปมที่ขังตัวเอง โลกของเรากว้างใหญ่เสมอ และท้องฟ้าไม่มีขีดจำกัดสำหรับคนที่ต้องการบิน เราสามารถจะบินได้สูงที่สุดเท่าที่ใจเราต้องการ ที่รามคำแหง พร้อมจะเปลี่ยนคุณให้มีราคา มากเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่หัวใจเราต้องการ ชีวิตเราเกิดมาเราสามารถเลือกได้ และขอให้ทุกคนเป็นบัณฑิตที่ทรงคุณค่าของรามคำแหงต่อไป" อ.จตุพลกล่าว

ข่าววันที่: 12/10/2009
แหล่งข่าว: หนังสือพิมพ์ข่าวรามคำแหง (12-18 ตุลาคม 2552)


...
  
ลักษณะนักพูด
ลักษณะของผู้ที่จะเป็นนักพูด

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การจะเป็นนักพูดสามารถฝึกฝนได้พัฒนาได้และบุคคลที่อยากจะเป็นนักพูดนั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเอง ที่ทำให้เขาได้เป็นนักพูด ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องลักษณะนิสัยดังนี้

- มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้ออกไปพูด คนที่จะเป็นนักพูดได้จะต้องเป็นนักถ่ายทอดชอบพูด ชอบสอน ชอบบรรยาย จึงไม่ต้องแปลกใจเมื่อได้รับเชิญให้ไปพูดแล้ว จึงมีความอยากไปพูด อยากไปบรรยาย ไม่ใช่ใครเชิญก็บ่น บอกกับตัวเองในลักษณะทำไมต้องเชิญเรานะ คนอื่นมีตั้งเยอะ

- เป็นนักฟังที่ดี ฟังแล้วสามารถจับประเด็นในการพูดของวิทยากร สามารถวิเคราะห์ได้ว่านักพูดหรือวิทยากรที่บรรยายอยู่นั้น มีข้อดี ข้อเด่นอะไร แล้วนำข้อดี ข้อเด่นมาปรับ มาพัฒนาเพื่อเป็นแนวทางของตน

- เป็นนักอ่าน การจะเป็นนักพูดที่ดีต้องมีข้อมูลในการพูด การอ่านหนังสือต่างๆ มากๆ จะทำให้มีข้อมูลที่หลากหลาย เมื่อถึงเวลาบรรยาย หรือต้องพูด จะสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การเตรียมการพูดเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว

- มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา การที่จะเป็นนักพูดที่ดีและยั่งยืนนั้นจะต้องมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพราะโลกของเราในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้น ผู้รักที่จะเป็นนักพูดต้องพัฒนาการพูดของตนเองอยู่เสมอ ต้องแก้ไข ปรับปรุงตนเองเสมอ อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังข่าว ดูละครเพื่อจะได้มีข้อมูลที่ทันสมัยหรือทันเหตุการณ์เพื่อนำไปบรรยายหรือใช้พูด

- มีความพยายาม อดทน เมื่ออยากจะเป็นนักพูดและยิ่งถ้าอยากที่จะเป็นนักพูดระดับประเทศก็ยิ่งต้องมีความพยายาม อดทนให้มากขึ้นไปอีก การที่จะเป็นนักพูดที่ดีหรือเก่งนั้นไม่ใช่ผ่านเวทีการพูดมาแค่หนึ่งหรือสองเวที ถึงเก่ง แต่ยิ่งผ่านเวทีการพูดมากเท่าใด ก็จะมีความเก่งหรือทักษะมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น แล้วจึงจะเก่งขึ้นในที่สุด เพราะฉะนั้น จะต้องมีความพยายาม อดทน บางเวทีอาจล้มเหลว แต่ถ้าฝันเราที่อยากจะเป็นนักพูดยังอยู่ เราก็สามารถอดทนได้มากกว่าปกติ

- ต้องมีศิลปะ การที่จะนำศาสตร์ทางการพูดมาใช้ ผู้รักจะเป็นนักพูดต้องมีศิลปะ คือต้องสร้าง ลีลา น้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกภาพให้เป็นของตนเอง มีมุขตลกในลีล่าท่าทางของตนเอง เพราะการเลียนแบบนักพูดคนอื่น เราอาจเลียนแบบได้เหมือน แต่มันไม่ใช่ตัวเรา จึงทำให้ขาดการเป็นธรรมชาติ ดังนั้น จงเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด แล้วผู้ฟังก็จะประทับใจในความเป็นตัวของตัวเรา

- ต้องเตรียมตัวทุกครั้ง นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัว เพราะการเตรียมตัวจะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้นในเวลาพูดจริง เปรียบดัง นักมวยเวลาที่ขึ้นชก เราอาจเห็นว่าใช้เวลาไม่นานในการชกแต่หารู้ไม่ว่า เขาต้องซ้อมชกมวยเป็นเวลานาน จึงจะขึ้นชกจริงได้ เหมือนกัน นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัว ยิ่งเตรียมตัวมากยิ่งจะทำให้การพูดแต่ละครั้งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

- ต้องมีหลักการหรือศาสตร์ในการพูด นักพูดที่ดีต้องมีหลักการหรือเรียนรู้ ศาสตร์หรือตำราการพูดมาบ้างแล้ว หรือเข้ารับการอบรมหลักการมาพอสมควรเมื่อรู้หลักการก็จะทำให้พูดได้ดีขึ้น การรู้หลักการเปรียบดังนักมวยที่มีการอบรมการชกมวยมาจะทำให้รู้เทคนิคในการชกไม่ได้ชกเหมือนมวยวัด

ดังนั้นผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดต้องมีนิสัยดังกล่าวจึงจะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมาย ในท้ายนี้ขอฝากแง่คิดดังนี้ “ การเป็นนักพูดที่ดีไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์แต่เกิดจากการตั้งใจและการพัฒนาฝึกฝนอย่างไม่หยุดยั้ง ”




...
  
ผู้นำพูด
การพูดแบบผู้นำ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


บทความในวันนี้กระผมขอพูดถึงเรื่องของการพูดแบบผู้นำ ซึ่งการพูดแบบผู้นำนี้จะพูดธรรมดาเหมือนผู้ตาม หรือคนทั่วไปไม่ได้ เพราะมันจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ตามดังนั้นคนที่ต้องการเป็นผู้นำหรือเป็นผู้นำอยู่แล้ว จึงต้องเรียนรู้หลักการวิธีการเพื่อนำไปใช้ในการพูดในแต่ละครั้ง ผมเชื่อว่าพวกเราคงเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับประโยคคำคมของผู้นำภายในประเทศและในต่างประเทศมาบ้างแล้ว คำคมเหล่านี้ทำให้เป็นที่จดจำและนำไปคิดเพิ่มแล้วก่อให้เกิดปัญญาขึ้นเช่น


“ จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรแก่ประเทศบ้าง ”

เป็นคำพูดสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคนาดี้

“ ถ้าท่านไม่สามารถลุกขึ้นพูดต่อหน้าฝูงชนได้ ก็อย่าปราถนาเป็นผู้นำ"


เป็นคำพูดของหลวงวิจิตร

หรือ “ ระบบประชาธิปไตยคือระบบที่ปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

เป็นคำพูดสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดี ลินคอล์น

ดังนั้นในวันนี้เราจะมาพูดเรื่องเทคนิคการพูดแบบผู้นำ ดังนี้

- ผู้นำจะต้องพูดด้วยความมั่นใจ พูดชัด ไม่ติดติดขัดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาก็ต้องพูดชัดไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่พูดภาษาอังกฤษหรือพูดภาษาไทย ผู้นำจะต้องรู้จักการใช้ภาษานั้นได้เป็นอย่างดี และมีการใช้คำได้หลากหลายมากกว่าผู้ตาม การพูดการใช้ภาษาของผู้นำจะทำให้ผู้ตามทราบว่าผู้นำมีการศึกษาดีมากน้อยแค่ไหนดังคำโบราณได้พูดไว้ว่า “ สำเนียงบอกภาษา กริยาบอกสกุล ” การพูดด้วยความมั่นใจจะทำให้ผู้ตามเกิดความมั่นใจตามด้วย

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีคำคมอยู่บ้าง เพราะการพูดที่ไม่มีคำคมอยู่เลยจะทำให้ผู้ฟังจำเนื้อหาไม่ได้ทั้งหมดแต่ผู้นำคนใดมีคำคมอยู่บ้าง ก็จะเป็นที่น่าสนใจและเป็นที่จดจำของผู้ฟังดังคำคมประโยคข้างต้นที่กระผมได้กล่าวถึง เนื่องจากคำคมเป็นคำสั้นๆหรือประโยคสั้นๆ แต่กินใจความและสามารถขยายความได้มากขึ้น คำคมบางคำทำให้คนฟังคิดตามแล้วเกิดปัญญาขึ้นตามมาด้วย

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีอารมณ์ขันบ้าง เพราะการพูดจริงจังตลอดเวลาจะทำให้ผู้ฟังเครียด แต่ถ้าผู้นำคนใดนำอารมณ์ขันมาใช้ คนฟังมักจะชอบโดยเฉพาะสังคมไทย ผู้ฟังมักชอบฟังอะไรที่ตลก ขบขัน มากกว่าฟังอะไรที่เครียด ดูจริงจัง

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีไหวพริบปฏิภาณในการพูด เนื่องจากการพูด การปราศรัย บางแห่งจะมีผู้ฟังถามลองของหรือถามลองภูมิผู้พูด ดังนั้น ผู้เป็นผู้นำจะต้องตอบให้ได้หรือให้ทันเหตุการณ์ผู้นำจะต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการพูดตอบโต้

- ผู้นำจะต้องพูดด้วยอารมณ์ กระผมไม่ได้หมายถึงใช้อารมณ์ในการพูดนะครับ ไม่ใช่ไปด่าผู้ฟังอะไรทำนองนั้น แต่ผู้นำจะต้องใส่อารมณ์ในการพูด เช่นพูดเรื่องเศร้าก็ต้องใช้น้ำเสียงและสีหน้า ท่าท่างอย่างหนึ่ง พูดเรื่องตลก ก็ต้องทำสีหน้า น้ำเสียงอีกอย่างหนึ่ง พูดจูงใจ ก็ต้องใช้น้ำเสียงจริงจัง ท่าทางจริงจัง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อมั่น

และยังมีอีกหลายทักษะ ที่ผู้นำจะต้องเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพราะการพูดแบบผู้นำเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ก็คือสามารถเรียนรู้ได้ จากหนังสือ ตำรา ทฤษฏีต่างๆ ศิลป์คือการประยุกต์ใช้เพื่อนำศาสตร์ไปปฏิบัติ ท้ายนี้อยากฝากบทกลอนของผู้แต่งที่มีคนแต่งเอาไว้กระผมเคยเห็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“ วาทะการนั้นเป็นเช่นของสูง เป็นเครื่องจูงใจคนดั่งมนต์ขลัง

เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ทรงพลัง และเป็นทั้งศาสตราเป็นอาภรณ์

เราจะใช้วิชาล้ำค่านี้ เพื่อสร้างสรรค์ สิ่งดีเป็นนุสรณ์

เพื่อเทิดธรรมพัฒนาประชากร เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนแผ่นดินไทย”




...
  
ความรู้กับนักบริหาร
อาวุธอันแหลมคมของนักบริหาร คือ ความรู้
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีสติปัญญาที่แหลมคม


นักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จ ย่อมไร้ซึ่ง สติปัญญา


สาเหตุหรือเหตุผล หนึ่งของการเป็นนักบริหารที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ ขาดการศึกษาหาความรู้ ขาดการอ่าน การฟัง วิชาการและการหาข้อมูลต่างๆ และขาดการฝึกอบรม


ดังนั้น นักบริหารที่มีความรู้ ย่อม ประสบความสำเร็จได้มากกว่านักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา


ถามว่าทำไมละถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ ถ้านักบริหารที่ไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล ไม่มีสติปัญญา ถ้าแก้ปัญหาต่างๆไม่เป็น แล้วจะเอาอะไรไปบริหารและแก้ปัญหาต่างๆให้ลูกน้องได้


ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า นักบริหารที่ไร้ซึ่งสติปัญญา ไม่มีความรู้ จะไม่ประสบความสำเร็จในงานบริหารอย่างมั่นคงและต่อเนื่องเลย แม้แต่คนเดียว


เพราะยุคปัจจุบัน เป็นยุคข้อมูล สารสนเทศ เป็นยุคที่ต้องแข่งขัน เคลื่อนไหวตลอดเวลา ลูกน้องและ ลูกค้าไม่ใช่คนโง่ หรือไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ตรงกันข้าม ลูกน้องและลูกค้า บางคนรู้ดีกว่านักบริหารเสียอีก หมดยุคสมัยที่จะบริหารได้ เพราะโชคช่วย หมดยุคสมัยที่จะบริหารด้วยเล่ห์เพทุบาย แต่ยุคนี้เป็นยุคสมัยของนักบริหารที่


ทำจริง รู้จริง บริหารได้จริง จริงใจและซื่อสัตย์


ทำจริง คือ ต้องขยันไปพบลูกค้าและช่วยให้คำปรึกษาแก่ลูกน้องหรือไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกน้อง รู้จริง คือ ต้องรู้ข้อมูลต่างๆ รายละเอียดของบริษัท รายละเอียดของลูกค้า นิสัยของลูกน้อง รู้เทคนิคต่างๆ อ่านมาก ฟังมาก


บริหารได้จริง คือ ไม่ท้อแท้ท้อถอย ตั้งใจบริหารองค์กร ถ้าลูกน้องไม่เชื่อหรือทำตามก็อย่าท้อถอย สู้ต่อไป


จริงใจและซื่อสัตย์ คือ ต้องไม่พูดโกหกลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่หลอกลวงหรือล่อหลอกลูกน้อง


ดังนั้นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จจึงจะต้องมีความรู้ โดยการที่จะมีความรู้ได้นั้น ก็ย่อมต้องผ่านการเรียนรู้ 2 ประการ กล่าวคือ


1.เรียนรู้จากประสบการณ์จริงหรือจากการทำงานจริง คือ เรียนรู้จากการบริหารงานจริง เมื่อได้พบเห็นอะไรหรือมีปัญหาอะไร ก็จะได้นำมาแก้ไขปรับปรุงในการบริหารครั้งต่อไปให้มันดีขึ้น เป็นการลองผิดลองถูก จนประสบความสำเร็จ วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลานานในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านในชีวิตในการบริหาร จนนักบริหารบางรายท้อแท้ และ ลาออกจากอาชีพการเป็นนักบริหารไปในที่สุด


2.เรียนลัด คือ เรียนรู้จาก การอ่าน การฟัง การฝึกอบรม การฟังสัมมนา การสอบถามจากนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ การอ่านมากๆ จะทำให้เกิดปัญญา การอ่านดีกว่าการฟัง เพราะทำให้เราคิดได้ในขณะอ่าน โต้แย้งในเนื้อหาได้ แต่การฟัง ถ้าฟังไม่ทัน เราอาจเชื่อโดยไม่มีเวลาคิดตามเนื่องจากบางคนพูดไวจนคนฟังคิดไม่ทัน ต้องอบรม การอบรมช่วยให้ได้เทคนิคใหม่ๆ การไปฟังสัมมนาก็เช่นกันทำให้เราได้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการบริหาร จัดการในองค์กร หรือ มิเช่นนั้น การสอบถามผู้บริหารรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยให้แก่ความคิดในการบริหาร จัดการได้อีกวิธีหนึ่ง


ฉะนั้น นักบริหารที่ประสบความสำเร็จหรือต้องการความสำเร็จในการบริหาร จะต้อง ฝึกฝน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญต้องเรียนรู้จากทั้ง 2 วิธี ดังกล่าวในข้างต้น


การศึกษาหาความรู้ คือ อาวุธที่แหลมคมของนักบริหาร


































...
  
IMC ของไทยรักไทย
IMC ไทยรักไทย

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองที่มีอายุไม่ถึง 5 ปี แต่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองได้ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีใครทำมาก่อน เครื่องมือหนึ่งที่ทางพรรคไทยรักไทยนำมาใช้คือ


IMC (Integrated Marketing Comunication) หรือเรียกว่า การสื่อสารการตลาด หมายถึง กระบวนการของการพัฒนาแผนงานการสื่อสารการตลาดที่ต้องใช้การสื่อสารเพื่อการจูงใจหลายรูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของ IMC คือการที่จะมุ่งสร้างพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของการตลาด โดยการพิจารณาวิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand Contacts) เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะได้รู้จักสินค้า ที่จะนำไปสู่ความรู้ ความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นในสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง(เสรี วงษ์มณฑา)


ดังนั้น IMC จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเชิงธุรกิจ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยนำมาใช้แล้วพัฒนาอย่างจริงจัง จึงได้สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองขึ้น ด้วยการคว้าคะแนนเสียงกว่า 250 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง(ส.ส.)ซึ่งถือได้ว่าไม่ธรรมดา


ถ้าวิเคราะห์ดูจะเห็นได้ว่าเครื่องมือ IMC ที่พรรคไทยรักไทยใช้จะมุ่งเน้นที่การสร้างตราสินค้า(Brand Name) คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนมีส่วนตั้งชื่อพรรค เพื่อสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของ


มีการเลือกวิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand contact point) เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การขายโดยใช้พนักงานขาย การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ยานพาหนะเคลื่อนที่ การตลาดเจาะตรง แผ่นพับ ฯลฯ จึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคไทยรักไทยในสมัยนั้นใช้งบประมาณมากมายมหาศาล


สำหรับคำขวัญของพรรคไทยรักไทยในสมัยนั้นคือ “ คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน ” เป็นการแต่งขึ้นเพื่อสร้างความหวังให้แก่ประชาชนคนไทยในสมัยนั้น เพราะประชาชนเบื่อการบริหารการจัดการในลักษณะเดิมๆ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมีภาพลักษณ์ที่เชื่องช้าและตัดสินใจไม่เด็ดขาดรวดเร็ว


ด้านการกำหนดบุคลิกภาพของตราสินค้า(Brand personality) เป็นการกำหนดว่าพรรคการเมืองมีบุคลิกภาพอย่างไร นับตั้งแต่หัวหน้าพรรคและส.ส.ในพรรค เมื่อพิจารณาภาพลักษณ์บุคลิกภาพของหัวหน้าพรรค พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจด้านธุรกิจโทรคมนาคมที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ด้านการบริหารการจัดการ กล้าตัดสินใจ กล้าคิด กล้าทำ สำหรับบุคลิกภาพ ส.ส.ในพรรค เป็นกลุ่มนักธุรกิจ เป็นกลุ่มนักบริหาร เป็นกลุ่มนักการเมืองมืออาชีพ เป็นกลุ่มนักวิชาการ ฯลฯ


เราต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความสำเร็จคือคณะทำงานการวางแผน IMC ของพรรคไทยรักไทย มีความสำคัญ มีการสื่อสารได้อย่างมีเอกภาพและได้ผล ยกตัวอย่างเช่น ป้ายหาเสียงของผู้สมัครในช่วงรณรงค์หาเสียงถ้าพวกเราจำได้ ป้ายหาเสียงของผู้สมัครมีมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสีของป้าย ขนาดของป้าย สามารถสร้างความจดจำให้แก่ตราสินค้าและประชาชนได้ จนทำให้พรรคการเมืองหลายพรรค เลียนแบบในเวลาต่อมา


จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าทฤษฏีและแนวคิด IMC (Integrated Marketing Comunication) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางการเมืองได้ แต่ต้องอาศัยศิลปะในการประยุกต์ด้วย


โดยดูสถานการณ์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมของการเมืองในสมัยนั้นๆ เพราะการเมืองเป็นพลวัต มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่นิ่ง




...
  
อาชีพ ผู้นำ องค์กร
การเลือกอาชีพ ผู้นำและองค์กร

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การเป็นผู้นำ(Leader) มีความสำคัญมากกับการอยู่รอด การเจริญก้าวหน้า การถดถอย การก้าวกระโดด ขององค์กร ถ้าองค์กรใด มีผู้นำที่เก่ง มีผู้นำที่ดี องค์กรนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี


ตรงกันข้าม ถ้าองค์กรใดมีผู้นำที่ไม่เก่ง ไร้ซึ่งความสามารถ ก็จะทำให้องค์กรนั้นเจริญก้าวหน้าไปอย่างช้าๆและบางแห่งถึงขนาดถดถอย ล้าหลังไปเลยก็มี


สำหรับทักษะหรือสิ่งที่ผู้นำควรมี ได้แก่ การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน,วิสัยทัศน์ของผู้นำ,เทคนิคในการตัดสินใจ,การสื่อสารที่ดี , คุณธรรมของผู้นำ , การทำงานด้วยความสนุก ฯลฯ


โดยเฉพาะการทำงานด้วยความสนุก บุคคลหรือผู้นำที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะเลือกงาน เลือกองค์กร ที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข มีความสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง


การเลือกอาชีพ การเลือกองค์กร ในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้นหรือผู้นำ จะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา ดังนั้น การเลือกงานหรือการเลือกองค์กรที่ตนเองชอบจึงสำคัญมากกว่าการเลือกงานหรือเลือกองค์กร เพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ หรือองค์กรนั้น


ผู้นำบางคนเลือกอาชีพ เลือกเข้าไปทำงานในองค์กรตามกระแส คนบางคนอาจจะไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้ว่าตนต้องการอะไร เหมือนกับเด็กๆ เห็น ภราดร ตีเทนนิส ประสบความสำเร็จ บางคนก็อยากให้ลูกตีเทนนิส บางคนเห็น ไทเกอร์วูล ตีกอฟล์ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ก็อยากให้ลูกเป็นนักกอฟล์บ้าง แต่หารู้ไม่ว่า คนเรามีความสามารถแตกต่างกันไป เราไม่อาจเลียนแบบคนอื่นแล้วประสบความสำเร็จตามคนๆนั้นได้ ถ้าคนเราไม่มีความชอบ มีพรสวรรค์ มีพรแสวง ก็จะทำงานหรือฝึกฝนตนเองด้วยความเบื่อหน่าย


การเลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม ผู้นำบางคนซึ่งอาจเป็นคนส่วนใหญ่ก็ว่าได้ เลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม เห็นว่างานไหน องค์กรไหน มีตำแหน่งว่างก็สมัครไปก่อน เมื่อได้ทำแล้ว ก็ทำแบบสบายๆ ไม่กระตือรือร้น ไม่มีความสนุกในงาน เกิดอาการเบื่อหน่าย ดูสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของที่ทำงานก็เกิด


อาการเซ็ง ถ้าเป็นอย่างนี้ กระผมขอแนะนำให้เปลี่ยนงานใหม่ หรือ เปลี่ยนองค์กร ที่ตรงกับความชอบ ความรัก และตรงกับความสามารถ รวมทั้งความฝันของตนเองจะเป็นการดีกว่า


แต่แท้จริงแล้ว การเลือกอาชีพ หรือ เลือกงานนั้น มีความหมายมากๆ สำหรับการดำเนินชีวิตและผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ตนเองเกิดความสนุก การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ผู้นั้นทำงานได้นานกว่าปกติ การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้น


มีความอดทนต่อความล้มเหลวได้มากกว่าคนธรรมดา การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้นอดทนต่อการถูกด่าทอ อดทนต่อการดูถูก กว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย และการทำงานที่ตนเองชอบ เราจะไม่คิดว่าเรากำลังทำงานแต่เราคิดว่าเรากำลังสนุก เรากำลังได้พักผ่อน


ผู้นำหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จ ของจะเลือกทำงานที่ตนเองรัก ไม่ใช่เลือกทำงานตามวุฒิ ตามปริญญาที่ตนเองเรียนจบมา เช่น คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ก็ไม่ได้จบทางด้านประชาสัมพันธ์มา แต่จบปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์ แต่ก็เป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของบริษัทโตโยต้า ประเทศไทย จนทำงานบริษัทโตโยต้า ประเทศไทยมียอดขายมากมาย อาจารย์จตุพล ชมพูนิช ก็จบนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพในการใช้วิชาทางด้านกฏหมายมา แต่มาเป็นนักพูด นักฝึกอบรม นักบรรยาย นักทอล์คโชว์


ดังนั้น ผู้นำหรือบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงเลือกงานที่ตนเองชอบ จงเลือกองค์กรที่ตนเองรัก แล้วเราจะมีความสุข เราจะมีความสนุก และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต

























...
  
เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
ปัญหาเอดส์ ปัญหาวัยรุ่น กับสังคมไทย

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

เอดส์ เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษา เอดส์เป็นโรคที่ฆ่าพลเมืองของโลกไปมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งสังคมไทย เอดส์เป็นโรคที่ทำให้สังคมไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการรักษาไม่ว่าจะเป็นค่ารักษา ค่ายาต้านไวรัสเอดส์

สำหรับ ตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ในปัจจุบันของประเทศไทยเรา



กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจความชุกการติดเชื้อเอชไอวีประจำปี 2551 ในประชากร 8 กลุ่ม พบส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง ยกเว้นชายขายบริการและนักศึกษาที่มาบริจาคโลหิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังขยายผลไปยังกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อกลุ่มใหม่ๆ ได้แก่ ชายขายบริการทางเพศ ชาวประมง และแรงงานต่างชาติด้วย




สรุปกลุ่มที่มีการติดเชื้อมีหลากหลายกลุ่ม แต่กลุ่มที่น่าสนใจ คือ วัยรุ่น หรือ นักศึกษา เพราะวัยรุ่นหรือนักศึกษาเป็นวัยที่กำลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกความต้องการ และจิตใจ อีกทั้งวัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาหาความรู้ ซึ่งอยู่ในช่วงเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ


และในปัจจุบันมีสิ่งเร้าต่างๆ มากขึ้น สำหรับที่จะทำให้วัยรุ่นหรือนักศึกษาเสียคนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ยาเสพติด ไฮไฟว์ การโชว์อึ๋ม การมีแฟนควงแบบไม่ซ้ำหน้า การติดเพื่อน ติดแฟน ติดเหล้า ติดเกมส์ การอยากโกอินเตอร์ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเร้า ให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคเอดส์

ซึ่งติดต่อได้หลายทาง เช่น ทางเลือด ทางเข็มฉีดยา ทางแม่สู่ลูก แต่โดยมากมักจะติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์

ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่ห้ามได้ยากมากในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือ การสอนให้เด็กวัยรุ่น นักศึกษา ได้รู้จักป้องกันตัวเอง เช่น การสวมถุงยางอนามัย การให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์ การรักนวลสงวนตัว ฯลฯ

ที่ผ่านมาถึงแม้จะมีภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ความสนใจเรื่องการแก้ไข เรื่องโรคเอดส์ แต่ก็ทำในลักษณะที่ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ ทำๆ หยุดๆ

และสุดท้าย หลายหน่วยงาน หลายองค์กร หลายครอบครัว ก็มอบให้เป็นภาระแก่ วัดพระบาทน้ำพุ พระอุดมประชาทร ซึ่งขณะนี้ท่านต้อง แบกรับภาระ ผู้ป่วยโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละปีต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างหนักยิ่งขึ้นสำหรับค่าใช้จ่ายเนื่องจากภาวะเศษรฐกิจโลกและของประเทศตกต่ำ

อย่างไรต้องขอฝากปัญหาดังกล่าวให้แก่รัฐบาลด้วย ถ้าเรามุ่งเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง เรื่องการหารายได้ แต่เราลืมไปว่า ถ้าเราเน้นหาเงิน เน้นการหาทรัพยากร แต่ บุคลากรในชาติ อ่อนแอ เป็นโรค แล้วเราจะมุ่งเน้นหาสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร หาเงินไปเพื่อซื้อยารักษาโรคเหล่านี้หรือ

ถึงแม้ปัจจุบันในทางแพทย์จะคิดวัคซีนโรคเอดส์แล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จง่ายๆ เพราะอาจจะมีหลายปัจจัยที่ใช้แล้วไม่ได้ผล ฉะนั้นต้องใช้เวลาในการทดลอง ดังนั้นคนที่รักสนุก ควรป้องกันตนเองนะครับ

สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ อย่างได้ประมาท

...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.