หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  จูงใจคน
  -  ประวัติของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
  -  ผู้นำพูด
  -  IMC ของไทยรักไทย
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  นักเขียน
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  เด็กขายตัว
  -  สู่ผู้นำ
  -  อาหารปลอดภัย
  -  ทำไมคนดีๆ จึงลาออก
  -  อารมณ์ขันกับนักพูด
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  ฝึกพูด
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  องค์กรกับผู้บริหาร
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  มาเขียนกันเถอะ
  -  คำคม 3 ก๊ก
  -  ปัญหาเลิกจ้างงาน
  -  เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
  -  ผู้บริหารกับประชาสัมพันธ์
  -  หัวใจงานบริหาร
  -  ลิขสิทธิ์
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  จริยธรรมของไทย
  -  แฟชั่น นักศึกษา
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  น้ำมันลอยติดลมบน
  -  ปัญหาเยาวชน
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
  -  เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
  -  บุหรี่
  -  เลิกเหล้า เลิกจน
  -  ผู้นำ
  -  คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
องค์กรกับผู้บริหาร
ผู้จัดการกับองค์การ
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

เมื่อพูดถึงเรื่องของผู้จัดการที่จะเข้ามาจัดการกับองค์กร หน่วยงานหรือบริษัท ห้าง ร้าน


ผู้จัดการจะต้องมีความสามารถ หลากหลาย อาจกล่าวได้ดังนี้


1.เข้าใจพฤติกรรมของคน คนนับเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของผู้จัดการ เพราะคนเป็นผู้ควบคุมทรัพยากรอื่นที่ผู้จัดการต้องการ คือ เงิน พลังงาน วัตถุดิบ ที่ดิน เครื่องจักรและข่าวสาร คนจะเป็นผู้นำสิ่งเหล่านี้ประสานเข้าด้วยกัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้จัดการที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนจะได้เปรียบผู้จัดการที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว


2.ทักษะในการติดต่อสื่อสาร การทำงานให้เสร็จโดยผู้อื่นเป็นผู้ทำนั้นต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารที่ดีด้วยการใช้การพูดหรือการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในการสื่อข้อมูล ผู้จัดการที่ไม่รับฟังหรือไม่ได้ยินไม่ได้ฟังข่าวสารจากลูกค้า คู่แข่ง เพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการเช่นนี้ มักจะประสบความล้มเหลวในการทำงาน โดยนัยเดียวกันผู้จัดการที่ไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่กลุ่มต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็มักจะประสบความล้มเหลวในการทำงานเช่นกัน


3.การใช้อิทธิพล ภาวะผู้นำและอำนาจ การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการผู้จัดการต้องใช้อิทธิพล (influence) อิทธิพล คือ กระบวนการของการทำให้คนอื่นประพฤติปฏิบัติตามที่ตนต้องการให้เป็นเช่นนั้น ในขณะที่ภาวะผู้นำ(leadership) เป็นรูปแบบพิเศษของการใช้อิทธิพลโดยมุ่งมีอิทธิพลเหนือกลุ่มมิใช่ปัจเจกบุคคล ส่วนอำนาจ (power) เป็นสมรรถนะในการใช้อิทธิพลซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้คนหนึ่งมีอิทธิพลเหนือคนอื่น


ในการทำงานทุกวัน ผู้จัดการจะใช้อิทธิพลและถูกอิทธิพลจาก ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปในแง่มุมต่างกัน เช่น กับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ กับผู้ร่วมงานให้มีการร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดและกับผู้บังคับบัญชาให้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่ตนเองเสนอเพื่อตัดสินใจ


4.การตัดสินใจ การบริหารได้รับการขนานนามว่าเป็นงานตัดสินใจ(decision-making job) ซึ่งความจริงแล้วการจัดการเป็นมากกว่านั้น ผู้จัดการเป็นผู้ใช้อิทธิพล เป็นผู้นำและผู้ใช้อำนาจ นอกจากนี้ยังเป็นผู้รวบรวมและกระจายข้อมูลข่าวสาร ตรวจตราและประเมินผลและเป็นตัวแทนของกลุ่ม หน่วยงานหรือองค์การด้วย อย่างไรก็ตามหน้าที่ด้านการบริหาร(การวางแผน การจัดองค์การ การบรรจุ และการจัดวางกำลังคน การสั่งการ การจูงใจ และการควบคุม) ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเกือบทั้งสิ้น


5.เทคนิคการบริหารการปฏิบัติงาน ความรู้เกี่ยวกับด้านเทคนิค หมายถึงความรู้เกี่ยวกับเรื่องเฉพาะอย่างที่องค์การมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ เทคนิคการบริหารการปฏิบัติงานเป็นเครื่องมือพิเศษที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาช่วยผู้จัดการรุ่นใหม่ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างกว้างขวางและแวดล้อมไปด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมากมาย เทคนิคในการบริหารการปฏิบัติงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการและศาสตร์การจัดการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และตัวแบบทางคณิตศาสตร์ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ เป็นหัวใจของเทคนิคทั้งหลาย เรื่องราวทั้งหลายที่ผู้บริหารเผชิญอยู่สามารถจะแก้ไขด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ ตั้งแต่การวางแผน การคาดการณ์ การจัดสรรทรัพยากร การจัดกำหนดระยะเวลา การต่อรองและการเจรจา


กล่าวโดยสรุป การจัดการกับองค์การเปรียบเสมือนคนละด้านของเหรียญเดียวกัน โดยการจัดการจะเป็นตัวประสานเชื่อมโยงทรัพยากรต่างๆ ที่องค์การมีอยู่ให้บังเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่องค์การกำหนดไว้ล่วงหน้า ในทุกวันนี้การจัดการยิ่งมีความสำคัญต่อองค์การอย่างมาก เพราะสภาพแวดล้อมขององค์การได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในขณะที่องค์การก็มีขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการองค์การเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าขององค์การเอง





...
  
ศิลปะในการบริหาร
ศิลปะในการเป็นผู้บริหาร

โดย... ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

มีหนังสือและองค์ความรู้มากมายที่พูดถึงเรื่องของ ผู้บริหาร มีทั้งนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติจริง ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งกระผมได้อ่าน ได้ศึกษา อาจสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญๆดังนี้


1.ผู้บริหาร ต้องมีพันธะผูกพัน(Commitment) คือ ต้องมีความรับผิดชอบในคำพูด คำสัญญา การแสดงออก การกระทำ ต่อสิ่งที่ได้ทำไปหรือต่อบุคคลอื่น เช่น สัญญาว่าจะทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จภายในวันนี้ ผู้บริหาร ก็ต้องพยายามทำให้เสร็จถึงแม้จะทำถึง เที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 หรือรุ่งเช้าก็ต้องทำ


2.ผู้บริหารที่ดี ต้องมีสติปัญญา และการตัดสินใจที่ถูกต้อง รวดเร็ว เด็ดขาด


แน่นอน การตัดสินใจย่อมต้องมีการผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าผู้บริหาร กลัวการที่จะตัดสินใจลงไปแล้ว อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ องค์กร หน่วยงาน รวมถึงประเทศชาติ ก็ได้ถ้าผู้บริหารคนนั้นบริหารประเทศ สำหรับหลักการตัดสินใจที่ดี เราควรแสวงหาข้อมูลให้มากที่สุดในเรื่องที่เราต้องตัดสินใจแล้ว มองอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูล หาสาเหตุของปัญหา แนวทางแก้ปัญหาและจึงตัดสินใจ เมื่อ ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาดก็ควรรับผิดชอบ


3.ผู้บริหารที่ดี ต้องสร้างความศรัทธา แก่ลูกน้อง ลูกค้า เจ้าของกิจการ รวมทั้งผู้พบเห็น ภาพพจน์(Image) ของผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาบุคลิกภาพ การพูดจา การแต่งกาย และการสร้างชื่อเสียง จึงเป็นส่วนสำคัญในเรื่องนี้ ทำอย่างไรให้คนเชื่อถือไว้วางใจ และเกิดการกระทำในสิ่งที่ผู้นำ จูงใจให้กระทำ


4.ผู้บริหาร ต้องเรียนรู้อย่างไม่หยุดหยั้ง เนื่องจากยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้นผู้บริหาร ต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าเทคโนโลยี การหาข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ใหม่ๆ ดังนั้นการไปดูงานต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญทำให้เห็นสิ่งใหม่ๆแล้วกลับนำมาใช้ในองค์กร ในหน่วยงาน ในประเทศของตน


5.ผู้บริหารที่ดี มักจะเลือกงานที่ตัวเองทำแล้วสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง การเลือกอาชีพในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้น จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้บริหาร ดังนั้น การเลือกงานที่ชอบจึงสำคัญกว่าเลือกงานเพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ


6.ผู้บริหารต้องทำงานโดยใช้วิธีที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ลักษณะงานการบริหารในปัจจุบันมีความแตกต่างจากงานบริหารในอดีต อาจกล่าวได้ว่ามีความแตกต่าง ดังนี้


6.1.ผู้บริหารต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น และต้องทำงานให้เสร็จ จึงทำให้ในแต่ละวัน ผู้บริหารต้องแก้ปัญหามากขึ้น มีความเครียดในการทำงานมากขึ้นกว่าผู้บริหารในอดีต


6.2.ผู้บริหารต้องมีความสามารถหลากหลาย เนื่องจากการทำงานในยุคปัจจุบันผู้บริหารต้องทำงานและทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การเจรจาต่อรอง งานด้านเอกสาร การเป็นประธานในงานต่างๆ การประชุม การกล่าวปราศรัยในงานต่างๆ


6.3.ผู้บริหารต้องทำงานร่วมกับสื่อมวลชนทุกประเภทมากขึ้น การบริหารองค์การในยุคปัจจุบัน มีการแข่งขันสูง ผู้บริหารจึงต้องเป็นนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ บางสถานการณ์จะต้องถูกสัมภาษณ์จากสื่อสารมวลชน


6.4.ผู้บริหารต้องทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารมาก ในยุคปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร




สรุปแล้วการเป็น ผู้บริหาร เป็นทั้งศาสตร์ที่สามารถเรียนกันได้ เป็นทั้งศิลป์ คือ นำมาประยุกต์ได้


โดยไม่จำกัดว่าเกิดในสถานะภาพใด ไม่ว่า ยากดี มีจน เป็นลูกมหาเศรษฐี ไม่ว่ายากดี มีจน คนเราก็สามารถเป็น ผู้บริหารที่ดีได้

...
  
มาเขียนกันเถอะ
มาเขียนหนังสือกันเถอะ
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

การเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้เปรียบผู้อื่น การเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้ชื่อเสียง เงินทอง การเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้รับตำแหน่งสูงกว่าผู้อื่น และการเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้รับสิ่งต่างๆอีกมากมาย


ในอดีต ท่านอาจจะได้ยินคำพูดที่ว่าการเป็นนักเขียนนั้นไส้แห้ง อาจเป็นความจริง แต่ในยุคปัจจุบันถ้าท่านเขียนหนังสือเก่ง ท่านสามารถมีรายได้มากมายมหาศาลดังเช่น เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กลายเป็นนักเขียนที่รวยที่สุดในโลกขณะนี้


สำหรับท่านที่ต้องการจะเป็นนักเขียนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เราสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายกว่าในอดีตเป็นอันมาก เรามีระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งช่วยให้ผู้ที่หัดเขียน


หาข้อมูลเพื่อมาประกอบการเขียนได้ในเวลาอันรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ในอดีต เราต้องไปหาตามห้องสมุด ซึ่งห้องสมุดหลายแห่งไม่มีหนังสือหรือข้อมูลที่เราต้องการ แต่ปัจจุบันเรามีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ อินเตอร์เน็ตนั้นเอง


สำหรับคนที่ต้องการเป็นนักเขียนจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้


1.เป็นนักอ่านที่ดี ชอบอ่านหนังสือ หาข้อมูลเพื่อใช้ในงานเขียนของตน เนื่องจากงานเขียนจำเป็นจะต้องมีเนื้อหา มีสาระ มีศิลปะในการใช้ภาษา ดังนั้น ผู้ที่อ่านมาก ย่อมมีข้อมูลมากและมีความแตกฉานในเรื่องของการใช้ภาษา


สำหรับประเทศไทย มีข้อเท็จจริงในเชิงสถิติที่น่าห่วงใย ปัจจุบันอัตราการอ่านหนังสือของเด็กและเยาวชนไทยต่อปีอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๕ เล่มต่อคนต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเวียดนามที่กำลังเร่งพัฒนาประเทศไล่กวดไทยอยู่ในขณะนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทยอื่นๆ ปรากฏว่าคนสิงคโปร์มีอัตราการอ่านเฉลี่ย ๑๗ เล่มและมาเลเซีย ๔๐ เล่มต่อคนต่อปี ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น มีอัตราการอ่าน ๕๐ เล่มต่อคนต่อปี(ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 กพ.52)


2.เป็นนักจินตนาการและช่างฝัน การเป็นนักเขียนที่ดีและประสบความสำเร็จจำเป็นที่ต้องมีจินตนาการเพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้อื่น เพราะถ้าไม่มีจินตนาการและการช่างฝัน นักเขียนผู้นั้นก็มักจะเขียนแนวทางเดียวกันกับนักเขียนทั่วไป และเมื่อเขียนในแนวทางเดียวกันกับนักเขียนทั่วไปแล้ว ก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จ


3.ถ้าอยากเป็นนักเขียน ก็จง เขียน เขียน และเขียน เนื่องจากการเขียนมีหลายแนว เช่น แนวนิยายตำราเรียน บทความ กลอน คำคม เขียนบทละครวิทยุ เขียนบทละครโทรทัศน์ จงหัดเขียนเรื่องที่ตนถนัดก่อน เพราะการฝืนเขียนเรื่องที่ตนไม่ถนัดนักมันจะทรมานมากกว่าที่จะเกิดความสนุกสนาน ยากนักที่จะประสบความสำเร็จ เมื่อคิดว่าทรมานสุดท้ายก็จะเลิกเขียนในที่สุด จงเขียนด้วยภาษาที่ง่ายๆ บางคนคิดว่าควรเขียนภาษาที่ยากๆ เข้าใจยังหรือคำศัพท์ยากนะดี ความจริงไม่ใช่เลย นักเขียนที่ดีควรใช้ภาษาที่เรียบง่าย เพื่อให้คนอ่านเกิดความเข้าใจที่ตรงกันกับผู้เขียน และถ้าเป็นไปได้จงเขียนทุกๆวัน


สำหรับท่านที่คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของนักเขียนที่ดีแล้ว แต่มีปัญหาว่าจะเข้าสู่วงการได้อย่างไร


สำหรับผมคิดว่า ท่านควรเริ่มเวทีเล็กๆก่อนหรือหาโอกาสส่งข้อเขียนของท่านไปยังหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วารสารท้องถิ่น หรือของหน่วยงานก่อน อย่าไปหวังว่าถ้าไม่ได้ลงในหนังสือพิมพ์ระดับชาติแล้วจะไม่เขียน ในที่สุดท่านอาจจะไม่ได้เขียน เพราะ หนังสือพิมพ์ระดับชาติ วารสารระดับชาติ ส่วนใหญ่เขาก็จะมีนักเขียนที่มีชื่อเสียงเขียนให้อยู่แล้ว


ดังนั้น ขอให้ใช้เวทีเล็กให้เป็นประโยชน์ก่อน เมื่อเขียนเก่ง เมื่อมีชื่อเสียง เดี๋ยว หนังสือพิมพ์ วารสารระดับชาติ เขาก็จะเชิญเอง เนื่องจาก ท่านเขียนดีขึ้น เก่งขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้นนั้นเอง


สำหรับ นักเขียนใหม่ กระผมแนะนำว่า ท่านควรหางานประจำทำเพื่อเลี้ยงชีพก่อน แล้วจึงใช้เวลาว่างจากการทำงาน เขียนบทความ ข้อเขียนที่ตนถนัด เพราะถ้าหวังแต่จะหารายได้จากการเขียน ทั้งๆที่ยังไม่ดัง เกรงว่าท่านจะอดตายเสียก่อน


จงทำให้ผู้อ่านสนุกสนาน ขณะเดียวกันก็สอนเขาไปด้วย

...
  
คำคม 3 ก๊ก
แผ่นดินเป็นจราจลครั้งนี้ หาผู้ใดคิดทำนุบำรุงไม่
ถ้าชีวิตข้าพเจ้าตายก็ตายเสียเถอด
ขอให้ท่านอยู่รอดจะได้คิดการทำนุบำรุงสืบไป
(ตอนที่ 5:โจหองช่วยโจโฉตอนตามตีตั๋งโต๊ะ พาโจโฉหนีข้ามแม่น้ำสำเร็จ)




ภรรยาเหมือนเสื้อผ้า
ขาดหรือหายไปก็หาไหม่ได้
พี่น้องเหมือนแขนซ้ายขวา
ขาดแล้วยากที่จะต่อได้
(ตอนที่12:เตียวหุยหนีลิโป้ไปหาเล่าปี่แล้วคิดฆ่าตัวตาย)




อันคำโบราณกล่าวไว้ว่า
ผู้จะตั้งตัวเป็นใหญ่
ถึงจะมีบ้านเมืองได้ก็เอาแต่ชัยชนะเท่านั้น
ผู้ใดเป็นเสี้ยหนามก็ทำอันตรายผู้นั้น
มิได้ทำอันตรายแก่บุตรภรรยาและราษฎรทั้งปวง
(ตอนที่17:บิต๊กกล่าวแก่ลิโป้ ตอนที่ลิโป้ตีเมืองเสียวพ่ายของเล่าปี่แตก)




อันธรรมดาการศึกนั้น
ถ้าจะว่าสิ่งใดกับแม่ทัพนายกอง
จงประมาณการให้แน่นอนก่อนจึงว่า
(ตอนที่23:เตียวเลี้ยวทัดทานกวนอูดูฝีมืองันเหลียงก่อนออกรบ)




อันธรรมดาพี่น้องกันนั้น
อุปมาเหมือนหนึ่งแขนซ้ายแขนขวา
เหตุใดท่านจะมาคิดใจเบาตัดแขนซ้ายขวาเสียนั้นไม่ควร
(ตอนที่ 29:อองสิ้วเข้าห้ามปรามอ้วนถำมิให้รบด้วยอ้วนซง)




อันคำโบราณกล่าวไว้ว่า
ธรรมดาเป็นข้าท้าวบ่าวพระยา
ให้ตั้งใจจงรักภักดีต่อนาย
ถ้าเจ้านายนั้นมีความสุขก็พลอยสบายด้วย
แม้มีทุกข์ร้อนก็พงให้ทรมาณกายลำบากด้วยจึงจะควร
(ตอนที่ 30: โจโฉชวนซินเบ้งมาอยู่ราชการด้วย)




อันฮกหลงกับฮองซูสองคนนี้
ถ้าได้เป็นที่ปรึกษาด้วยแต่ผู้ใดผู้หนึ่ง
ก็อาจสามารถจะคิดปราบปรามศัตรูแผ่นดินให้สงบได้
(ตอนที่32: เล่าปี่สนทนากับสุมาเต็กโช)




ซึ่งจะเอาความคิดแลปัญญาข้าพเจ้าไปเปรียบนั้นไกลนัก
ตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนหนึ่งกาจะมาเปรียบพญาหงส์นั้นไม่ควร
อนึ่งม้าอาชามีกำลังน้อย หรือจะมาเปรียบพญาราชสีห์ได้
อันคนนี้มีปัญญาลึกซึ้งกว้างขวางนัก
อาจสามารถที่จะหยั่งรู้การในแผ่นดินแลอากาศเป็นเอกอยู่แต่ผู้เดียว
ซึ่งจะหาผู้ใดเปรียบเสมอสองนั้นมิได้
(ตอนที่ 33:ชีซีกล่าวแนะนำขงเบ้งแก่เล่าปี่)




อันธรรมดาว่าสงคราม
จะหมายเอาชนะฝ่ายเดียวไม่ได้
ย่อมแพ้บ้างชนะบ้าง
(ตอนที่33:โจโฉว่าแก่โจหยินตอนถูกชีซีตีแตก)




ตัวเรานี้อุปมาเหมือปลาเกลือกอยู่บนดอน
ซึ่งได้ขงเบ้งมาไว้นี้เหมือนเราเกลือกลงมาถึงน้ำได้
(ตอนที่35:เล่าปี่ว่าแก่เตียวหุยให้เชื่อใจขงเบ้ง)




แต่ธรรมดานกทั้งปวงซึ่งตกฟองในรัง
แม้ว่ารังทำลายแล้วฟองนั้นก็ตกแตก
มิอาจสามารถจะตั้งอยู่ได้
(ตอนที่36:บุตรขงหยงว่าแก่คนใช้ เมื่อรู้ว่าบิดาขงหยงถูกโจโฉสั่งฆ่า

...
  
ปัญหาเลิกจ้างงาน
วิกฤตเลิกจ้างงาน คนตกงาน 1 ล้าน


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ดร.โทนี่





สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สคช.) ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจ ว่า ปี 52 จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6 แสนคน คิดเป็นอัตราร้อยละ 2 -2.5 ของจำนวนผู้ใช้แรงงาน ซึ่งต่ำกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ที่มีอัตราว่างงานที่ระดับร้อยละ 4.4 ของจำนวนผู้ใช้แรงงาน ทั้งนี้ คาดว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แรงงานที่ตกงานในปีหน้าประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีแรงงานที่จบการศึกษาใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีแรก อาจว่างงานอีกประมาณ 3 แสนคน ทำให้ในช่วงต้นปีหน้า จะมีคนตกงานทั้งสิ้น 9 แสนคน


สำหรับการวิเคราะห์ของหน่วยงานบางแห่ง กล่าวว่า อาจถึง ล้านคนเลยที่เดียว เช่นเดียวกับนางอุไรวรรณ เทียนทอง รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงงาน กล่าวไว้ (4 ธ.ค.2551) ว่า ยอมรับว่าสถานการณ์การเลิกจ้างในขณะนี้น่าเป็นห่วง อาจมีตัวเลขคนตกงานนับล้านคนตามที่หลายฝ่ายคาดไว้ ถ้าพูดถึงสาเหตุของการว่างงานของคนทำงานในปี 52 อาจกล่าวได้ว่ามาจากหลายสาเหตุ เช่น


ภาวะเศรษฐกิจของโลกมีปัญหาหรือชะลอตัว โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งเราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเราส่งสินค้าออกไปขายให้ประเทศเหล่านี้ถึง 80 % เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าประเทศเหล่านี้งดการนำเข้า หรือพูดง่ายๆว่าไม่ซื้อสินค้าจากประเทศไทยของเรา จึงกระทบกับโรงงานที่ผลิตสินค้าสำหรับส่งออก ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากนิคมอุตสาหกรรมภาคกลางที่พระนครศรีอยุธยา ลามมาถึงนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือที่ลำพูน และอีกหลายประเทศที่พึ่งการส่งออก ก็มีปัญหาเช่นกัน

ภาวะการเมือง จากที่ผ่านมาประเทศไทยเรา ประสบเหตุการณ์ทางการเมือง เกิดความไม่


สงบ เกิดความวุ่ยวาย เกิดการแตกแยกทางความคิดกัน ไม่สามัคคีกัน เช่น การยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้คนตกงานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจการท่องเที่ยว และภาคการส่งออก ซึ่งกระทบกับคนในวงกว้าง


ถึงแม้ปัจจุบันจะมีรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก อาจเกิดการยุบสภา การประท้วง ดังนั้น เมื่อการเมืองไม่นิ่ง ต่างชาติหรือต่างประเทศ ก็ไม่มีความมั่นใจในการที่จะนำเงินมาลงทุน ทำให้เกิดผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง


ด้านตัวเลขสถานการณ์เลิกจ้าง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2551 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงงาน ในขณะนั้น ได้เปิดเผยว่า มีสถานประกอบการปิดกิจการเพิ่มขึ้นเป็น 519 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 44,794 คน และยังมีสถานประกอบการที่มีแนวโน้มจะถูกเลิกจ้างอีก 2,000 แห่ง ลูกจ้าง 83,721 คน


สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหารัฐบาลอาจเพิ่มงบประมาณให้มากขึ้น สำหรับช่วยเหลือคนว่างงาน อาจจะมีการจ้างงานตามโครงการต่างๆของรัฐบาลให้มากขึ้น เช่น โครงการบัณฑิตอาสา


การเพิ่มงบประมาณในการช่วยเหลือและสนับสนุนการประกอบอาชีพหรือธุรกิจอิสระ SME การให้ความรู้ทางด้านวิชาชีพแก่ประชาชนมากขึ้น เพื่อให้เกิดการจ้างงาน พร้อมไปกับการฟื้นฟู การส่งเสริมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง


และที่สำคัญที่สุดจะต้องยึดหลักโดยนำเอาพระราโชบายเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ตั้ง ก็จะทำให้ประเทศไทยของเรารอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้




























...
  
เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด สู่การเป็นเลิศของผู้บริหาร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

ถ้าพูดถึงผู้บริหารเรามักจะแบ่งระดับของผู้บริหารออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ


ผู้บริหารระดับต้น มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานของคนงานให้เป็นไปตามกฎระเบียบ ส่วนใหญ่มักเป็น หัวหน้าแผนก หัวหน้างาน


ผู้บริหารระดับกลาง มีหน้าที่รับนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงไปปฏิบัติ ดูแลระเบียบงานให้สอดคล้องกับนโยบายองค์กร ส่วนใหญ่มักเป็น ผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการฝ่าย


และผู้บริหารระดับสูง มีหน้าที่บริหารงานทั้งองค์กร ได้แก่การกำหนดนโยบาย วางแผนระยะยาว ส่วนใหญ่มักเป็น ประธานกรรมการ ผู้จัดการใหญ่


สำหรับแต่ละระดับใช้ทักษะหรือความสามารถในการบริหารที่แตกต่างกัน ซึ่งทักษะของผู้บริหาร ตามหลักของทฤษฏีที่เรียนมามักจะมีครู อาจารย์ พูดถึง 3 ทักษะที่สำคัญ คือ


1.ทักษะด้านเทคนิค หรือ เก่งงาน (Technical Skill) คือ ความสามารถของผู้บริหารในการทำงานให้เกิดความเชี่ยวชาญหรือต้องใช้ฝีมือในการทำงาน เมื่อมีปัญหาสามารถแก้ปัญหาหรือสอนงานให้ลูกน้องได้


เพราะผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต้นได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ ทั้งในห้องเรียน ทดสอบ ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริง มาเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้รับแต่งตั้งในเป็นผู้บริหารระดับต้น ฉะนั้นการมีทักษะด้านเทคนิคหรือเก่งงาน จึงเป็นทักษะของผู้บริหารระดับต้นที่ต้องทำงานหรือต้องเก่งงาน ให้มากกว่าผู้บริหารระดับกลางหรือระดับสูง ซึ่งต้องอาศัยทักษะด้านบุคคลหรือด้านความคิด


2.ทักษะด้านบุคคล หรือ เก่งคน ( Human Skill)คือ ความสามารถของผู้บริหารในการใช้คน จูงใจคน โน้มน้าวคนให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้งานที่ทำเกิดการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อผู้บริหารระดับต้นทำงานและได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับกลาง ดังนั้นจึงมีลูกน้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว การที่ผู้บริหารระดับกลางจะทำงานให้ได้จำนวนมากจึงต้องอาศัย ผู้อื่นหรือลูกน้องทำงานให้ โดยสรุป สำหรับทักษะด้านบุคคลหรือ เก่งคน ผู้บริหารระดับกลางต้องมีข้อนี้ให้มาก


3.ทักษะด้านความคิด หรือ เก่งคิด (Conceptual Skill)คือ ความสามารถในการมองปัญหา หรือ ความสามารถในการแก้ไขปัญหา เป็นความสามารถของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ซึ่งต้องสามารถตัดสินหรือมองภาพองค์กรโดยรวม มีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด อาจทำให้องค์กรถึงขั้นล้มละลายเลยก็ได้


สรุป ผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ มักจะมีระดับบริหาร 3 ระดับด้วยกัน คือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ผู้บริหารระดับต้น ต้องรู้จักประสานงานให้คนงานทำงานเพื่อเป้าหมาย ทักษะที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ต้องเก่งงาน ผู้บริหารระดับกลาง ต้องมีศิลป์ในการทำงานร่วมกับคน ใช้คนเป็น ทักษะที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ต้องเก่งคน และสำหรับผู้บริหารระดับสูง ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถแก้ปัญหาให้องค์กรอยู่รอด กำไร ก้าวหน้าได้ ทักษะที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ต้องเก่งคิด


วันนี้ขอจบด้วยบทกลอนของต่างประเทศ เป็นบทกลอน เจ้านายกับผู้นำ แปลโดย ยอดวิทย์ เครือวรรณ ใน THE MAGAZINE OF HUMAN RESOURCE DEVELPOMENT


เจ้านายจ้อง คอยจับ บังคับให้ ลูกน้องทำ งานไป ตามคำสั่ง


ผู้นำสอน ชี้แนะเพิ่ม เสริมพลัง แนะแนวทาง ลูกน้องตาม ความร่วมมือ


เจ้านายชอบ ใช้อำนาจ หน้าที่ย้ำ ส่วนผู้นำ ใช้ศรัทธา น่าเชื่อถือ


เจ้านายสร้าง ความกลัวล้น จนเลื่องลือ ผู้นำสร้าง ความกระตือ รือร้นดี


เจ้านายติ ตำหนิย้ำ เมื่อทำพลาด ผู้นำพร้อม สามารถ ช่วยแก้ไข


เจ้านายรู้ งานนั้น ทำอย่างไร ผู้นำให้ คนอื่นเห็น ทำเป็นจริง


เจ้านายทำ งานเล็กให้ ใหญ่โตนัก ผู้นำจัก ทำให้หมาย ท้าทายยิ่ง


เจ้านายเน้น ตรงไป ให้เสร็จจริง ผู้นำอิง การชวนให้ เราไปกัน































...
  
ผู้บริหารกับประชาสัมพันธ์
ไม่ได้เรียนมาด้านการประชาสัมพันธ์ แต่ผู้บริหารก็เป็นนักประชาสัมพันธ์ได้
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่มีการแข่งขันรุนแรง จึงทำให้ทุกธุรกิจ ทุกองค์กร จำเป็นจะต้องทำงานในเชิงรุกและรับ อีกทั้งมีความจำเป็นต้องดูแลภาพลักษณ์ขององค์กรให้ดูดีอยู่เสมอ ฉนั้นทุกองค์กรจึงมีความจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานที่จัดตั้งมาเพื่อดูแลงานด้านนี้ หน่วยงานนั้น เรียกว่า หน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์


พอพูดถึง งานประชาสัมพันธ์ บางคนอาจคิดว่าเป็นคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ Information คอยชี้ทางห้องน้ำอยู่โน้น แผนกตั๋วอยู่นี่ แผนกเครื่องใช้สำนักงานอยู่นั่น อันนี้ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์ครับ แต่งานประชาสัมพันธ์มีความสำคัญมาก


ดังนั้นคนที่เป็นผู้บริหารและต้องทำงานด้านประชาสัมพันธ์ จะต้องมีความสามารถหลายอย่าง เช่น ความสามารถในด้านการติดต่อประสานงานเพราะเป็นงานที่ต้องคอยติดต่อกับคน เช่น นักข่าว ลูกค้า , นักประชาสัมพันธ์จำเป็นจะต้องเป็นนักการตลาดในภาวะปัจจุบันที่มีการแข่งขันรุนแรง นักประชาสัมพันธ์จะต้องเป็นนักวางแผนและสร้างสรรค์งานใหม่ๆ และสำหรับยุคปัจจุบันเป็นยุคการค้าไร้พรมแดน นักประชาสัมพันธ์ จึงจำเป็นจะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี


มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านที่ต้องการเป็นผู้บริหารอาจท้อใจ โอ้ ถ้าเก่งหลายด้านอย่างนี้ ตัวเองคงเป็นไปได้ยาก และไม่ได้เรียนมาทางด้านประชาสัมพันธ์ด้วย ความจริงผู้เขียนอยากบอกว่า การเป็นนักประชาสัมพันธ์ เป็นได้ไม่ยากและไมง่ายครับ ถ้ามีใจรัก มีการใฝ่หาความรู้ อีกอย่างหนึ่งไม่จำเป็นหรอกครับ ที่จะต้องเรียนจบด้านการประชาสัมพันธ์มาจะทำงานด้านประชาสัมพันธ์เก่ง อย่างตัวผู้เขียนเองไม่ได้เรียนจบมาทางด้านประชาสัมพันธ์มาเลย จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ แต่ก็สามารถเป็นหัวหน้างานด้านประชาสัมพันธ์ของ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยาได้ หรือ อย่างคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เอง ไม่ได้เรียนจบทางด้านการประชาสัมพันธ์ แต่เรียน จบนิติศาสตร์ แต่ก็สามารถเป็นผู้บริหารและหัวหน้างานประชาสัมพันธ์ ของบริษัทโตโยต้า ประเทศไทย จนสร้างชื่อเสียง จนกระทั่งบัดนี้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ บริษัท อสมท. หรือแม้แต่บางหน่วยงาน เช่น บริษัทการบินไทย เป็นบริษัทระหว่างประเทศ


คือทำธุรกิจสายการบินระหว่างประเทศ หน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ของบริษัทการบินไทยเอง ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้จบ สาขาประชาสัมพันธ์โดยตรง แต่จะรับคนที่เก่งภาษาต่างประเทศเป็นหลักก่อน


ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่มีใจรักต้องการเป็นผู้บริการและต้องรู้งานด้านประชาสัมพันธ์ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้เรียนจบมาทางด้านการประชาสัมพันธ์ แต่ท่านก็สามารถทำงานด้านประชาสัมพันธ์ได้ อาจจะทำได้ดีกว่าคนที่เรียนมาทางด้านประชาสัมพันธ์เสียอีก ถ้าท่านมีใจรัก มีความขยัน มีความอดทน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีการใฝ่หาความรู้ในงานด้านประชาสัมพันธ์อยู่เสมอ ท่านก็สามารถทำงานด้านประชาสัมพันธ์และจะประสบความสำเร็จในงานด้านประชาสัมพันธ์ในที่สุด





...
  
หัวใจงานบริหาร
เสมอต้นเสมอปลาย คือหัวใจของงานบริหาร


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมพ่ายแพ้ความสม่ำเสมอ


เคยมีคนกล่าวไว้ว่า 3 สิ่งนี้ ต้องการความเสมอต้นเสมอปลาย


“การกิน การเรียน และ ความรัก”


การกิน คนเราต้องกินตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะไม่มีใครกินแค่มื้อเดียวแล้วอยู่ได้ตลอดชีวิตหรือตลอดปี ดังนั้นช่วงชีวิตของคนเรา ย่อมเสียเวลาไปกับการกิน คนเรากินมื้อ เช้า กลางวัน


เย็น และถ้าใครเข้ารับการอบรม สัมมนา เสวนาต่างๆ ก็อาจมี อาหารว่าง ช่วงเช้า ช่วงบ่าย อีกต่างหาก


การเรียน คนเราต้องหมั่นเรียน เขียน อ่าน ท่องตำรา หนังสืออยู่เป็นประจำ มิเช่นนั้น ความรู้จะไม่เพิ่มพูนขึ้นมาได้ ไม่ใช่ อ่านกันปีละครั้ง ย่อมมีความรู้ที่ล้าสมัย แต่คนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้อง อ่านมาก ศึกษามาก เรียนในวิชาการต่างๆในสาขาอาชีพของตน จึงประสบความสำเร็จ


ความรัก ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ทั้งช่วง ก่อนรัก กำลังรัก หลังแต่งงาน หรือ เมื่อมีครอบครัว มีลูก ก็ต้องสม่ำเสมอในความรักที่มีต่อครอบครัว ต่อลูก





และอีกอย่างหนึ่งต้องอาศัยความสม่ำเสมอ คือ งานด้านบริหาร ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ทั้งก่อนการได้รับมอบหมายให้บริหาร ขณะบริหาร เพื่อให้ลูกน้องและลูกค้าเกิดความมั่นใจ ฉะนั้นผู้บริหาร จำเป็นจะต้องใส่ใจลูกน้องและ ก็ต้องขยันออกไปเจอลูกค้าบ้าง เพื่อไม่ให้งานเกิดความเสียหายขึ้น และเพื่อถามปัญหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หรือ เพื่อขายสินค้าเพิ่มได้อีก ขยันสำรวจตลาดบ้าง ดูว่ามีคู่แข่งเกิดขึ้นมาใหม่ไหม สินค้าของเราสู้คู่แข่งได้ไหม ทั้ง ราคา บริการ ตัวสินค้า สถานที่ การส่งเสริมการตลาด ขยันไปหาลูกน้องและทีมบ้าง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ทีมงาน จะได้รู้ปัญหาการทำงานของลูกทีมหรือทีมงานของเรา ปีใหม่หรือวันสำคัญ ก็ต้องมีของไปฝากไปเยี่ยมเยือนเขาบ้าง ไม่ใช่ขายประกันชีวิตให้เขาแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เอาหน้าไปให้เขาดูอีกเลย ก็ใช้ไม่ได้


นักบริหารที่ดี จำเป็นจะต้องประพฤติตนให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ทุจริต มาทำงานตรงเวลา ไม่เอาเปรียบองค์กร ฯลฯ ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้ลูกน้องเอาเป็นเยี่ยงอย่าง


นักบริหารที่ดี จำเป็นจะต้องหาความรู้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีออกใหม่ต้องตามให้ทัน เพราะถ้าลูกน้อง รู้ไวกว่ารู้มากกว่า เราก็อาจมีความคิดไม่ทันสมัย ไม่ก้าวหน้า ไม่ทันเหตุการณ์


นักบริหารที่ดี จำเป็นจะต้องควบคุมอารมณ์ของตนเอง ให้ได้ เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงบางอย่าง ต้องไม่หลุด เพราะถ้าอารมณ์หลุด ก็จะทำให้ตนเองและองค์กร เกิดความเสียหายขึ้นมาได้


คนที่เดินก้าวยาว...ถึงก่อน คนที่เดินเร็ว...ถึงก่อน แต่คนที่เดินไม่หยุด...ถึงก่อนคนอื่นๆ ดังนั้น ผู้บริหารที่ดี จะต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย ในการเอาใจใส่ลูกน้องและลูกค้า


ฉะนั้น งานด้านบริหาร จำเป็นจะต้องมีกิจกรรมที่นักบริหาร ทุกคนพึงยึดถือปฏิบัติไม่ใช่ดีต้น ปลายเสีย


ดังนั้น 3 สิ่งเบื้องต้น ต้องการความสม่ำเสมอฉันใด การบริหารก็ต้องมีหัวใจที่สม่ำเสมอฉันนั้น


กินทุกวัน เรียนสม่ำเสมอ


รักอย่างยืดยาว บริหารด้วยความใส่ใจ










...
  
ลิขสิทธิ์
กฎหมายลิขสิทธิ์


โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


www.drsuthichai.com


085-0294726


ถ้าพูดถึงเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ ต้องถือว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่ค่อยเข้าใจและหลายคนทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์โดยไม่รู้ตัวหรือตั้งใจ เช่น การคัดลอกถ่ายเอกสารหนังสือ ตำราต่างๆ ตามร้านถ่ายเอกสารเพื่อจำหน่าย , การคัดลอกแผ่น vcd dvd ภาพยนตร์ เพลง ต่าง ๆ , การที่คนหนึ่งถ่ายภาพวัดวาอารามต่างๆ แล้ว ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ถ่ายแล้วมีคนนำไปใช้โดยไม่ขออนุญาต ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ มีความผิดตามกฎหมายแต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบเพราะเห็นหลายๆคนเขาทำกันในบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึงกฎหมายลิขสิทธิ์กัน


กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายที่ให้การคุ้มครองแก่ผู้สร้างสรรค์งานของตนเอง โดยไม่ให้มีผู้อื่นกระทำการผลิตซ้ำ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งงานคุ้มครองเหล่านี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดงานที่ได้รับการคุ้มครอง คือ งานสร้างสรรค์ประเภท นาฏกรรม ศิลปกรรม วรรณกรรม ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุ ดนตรี งานแพร่ภาพแพร่เสียง ฯลฯ


สำหรับงานด้านวรรณกรรม กระผมขอขยายรายละเอียดเพิ่มเติมได้แก่พวกงานนิพนธ์ทุกชนิด เช่น จุลสาร หนังสือ สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ สุนทรพจน์ คำปราศรัย ปาฐกถา เทศนา รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้จะคุ้มครองลิขสิทธิ์ทันทีเมื่อสร้างเสร็จโดยไม่ต้องมีขั้นตอนทางกฎหมายใดๆ อีกทั้งยังไม่ต้องเผยแพร่แก่สาธารณชนก่อน


ดังนั้น ผู้ใดจะเอาผลงานของเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องได้รับการยินยอมก่อน การมีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองทำให้ผู้ผลิตงานมีกำลังใจในการทำงานอีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนได้ ดังเช่น มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง อย่างบิลเกต ซึ่งได้ผลิตซอฟแวร์ไมโครซอฟขึ้นแล้วนำไปขายทั่วโลกจนร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือ เจ้าของกูเกิ้ล เซริร์ชเอนจินระดับโลก หรือ เจ้าของผลงานหนังสือ แฮรี่ พอลเตอร์ เป็นต้น หากไม่มีกฎหมายลิขสิทธิ์ก็จะทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานหมดกำลังใจและไม่อยากสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมและโลก


สำหรับงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์นั้น คือ งานที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อนซึ่งจะนำไปใช้ประโยชน์ส่วนรวมหรือส่วนตัวก็ได้ ได้แก่ ข่าวประจำวัน รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจงและหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ เป็นต้น


มีคนมักถามผมว่า ลักษณะอย่างไรจึงถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ การกระทำที่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ คือ


การนำผลงานของผู้สร้างสรรค์ไป ขาย ให้เช่า เผยแพร่ต่อสาธารณชน นำหรือสั่งเข้ามาในประเทศ แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ฯลฯ


สำหรับโทษทางกฎหมายมีทั้งทางแพ่งและทางอาญา กล่าวคือ ต้องมีโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หากพฤติกรรมทำละเมิดดังกล่าวเพื่อการค้า ผู้กระทำจะต้องโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ


แต่จากการสังเกตของกระผม ในประเทศไทยเรากฎหมายมีผลบังคับใช้ หรือนำไปปฏิบัติไม่เคร่งครัดเท่าที่ควร หากวิเคราะห์ดูแล้ว หากปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เราจะเห็นผู้กระทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์อีกมากมายเลยทีเดียว สำหรับกรณีที่เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ส่วนใหญ่มักมีผลประโยชน์มาก แต่หากมีผลประโยชน์น้อย ผู้ฟ้องอาจไม่คุ้มค่าเนื่องจาก เสียเวลา เสียเงิน และปวดหัวกับการมีเรื่องมีราว จึงไม่มีการฟ้องร้องกันขึ้น


ดังนั้น หากจะคัดลอกผลงานหรือดัดแปลงของใคร ก็ควรจะขออนุญาตเจ้าของผลงานเขาด้วย อีกทั้งควรศึกษาด้วยว่า การกระทำในลักษณะไหนจึงถือว่ามีความผิดกฏหมายที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์







...
  
เมืองไทยเมืองเซ็กส์
หรือเมืองไทยจะเป็นเมืองเซ็กส์
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


เมื่อวานนี้ กระผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์เก่าๆ ได้มีนักการเมืองที่เป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่งบอกว่า วิธีการผูกใจสามี ต้องไม่นุ่งชุดชั้นใน ไม่ต้องนุ่งยกทรง และกางเกงใน แล้ว ภรรยาที่ดีต้องเป็นโสเภณีตอนอยู่บนเตียงกับสามี นักการเมืองหญิงท่านนี้ปัจจุบันก็มีข่าวอยู่หน้าหนึ่งตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ คอยวิจารณ์ มรรยาทหรือการแต่งตัว โป๊ ของดาราต่างๆ บ้าง คอยวิจารณ์การสอนลูกของดาราบ้าง แต่สิ่งที่กระผมสนใจก็คือ การบรรยายต่อหน้าที่ชุมชนของท่านเรื่องการผูกใจสามี โดยใช้เซ็กส์เป็นตัวนำ


การผูกใจต่อสามีมีตั้งมากมายแต่ทำไม ต้องมาลงที่เรื่อง เซ็กส์ หรือเมืองไทยจะเป็นเมืองเซ็กส์ นี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่กระผมได้ยินเรื่องพรรณนี้มาตั้งหลายครั้ง แม้กระทั่ง ชาวต่างชาติ ต่างประเทศเอง เขาก็พูดทำนองนี้ กระผมเองได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศอยู่บ้าง และได้มี โอกาสสอบถามชาวต่างประเทศว่า คุณเคยไปเมืองไทยหรือเปล่า เขาตอบว่าเคย แล้ว คุณคิดว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร ฝรั่ง หรือ แขก เขาตอบทันทีว่า เป็นเมืองเซ็กส์ ทำไม เขาคิดอย่างนั้น แล้วเราไม่สามารถห้ามให้เขาคิดได้ด้วย เมื่อไม่กี่ปีก่อนเขาก็บันทึกไว้ ในหนังสือบันทึกที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆไว้ในโลก เขาบันทึกว่าเมืองไทยมีดี 2 อย่าง คือ เซ็กส์ และ กอฟส์ กระผมเป็นคนมีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าอยากรู้เรื่องอะไร กระผมจะพยายามค้นหาและสืบค้นจนพบ ดังนั้นผมจึงอยากรู้เรื่องว่าทำไมชาวต่างชาติ มาเที่ยวเมืองไทยกลับไปประเทศเขาแล้วทำไมถึงว่าไทยเป็นเมืองเซ็กส์ จึงได้ถาม เขาบอกว่า บริษัทนำเที่ยวพาเขาเที่ยวเมืองไทย ในเมืองต่างๆที่สวยงาม แต่ไปจบที่สถานที่ท่องเที่ยวประเภทขายบริการทางเพศ เช่น ย่านพัฒน์พงษ์ ย่านรัชดา ส่วนต่างจังหวัดก็ไม่น้อยหน้า เช่น พัทยา ไกด์ก็พาไปสถานบริการทางเพศ หรือ แม้แต่โรงแรมดังๆในกรุงเทพฯเอง กระผมก็เคยเจอด้วยตัวกระผมเอง ตอนกลางคืนมักจะมีหญิงขายบริการทางเพศ มาเคาะประตู แล้วถามขายบริการทางเพศ เราเองมักเคยชินกับสิ่งเหล่านี้แต่นักท่องเที่ยว เขาไม่คิดอย่างนั้น เขาคิดว่าถ้ามาเมืองไทย ต้องมานอนกับหญิงสาวไทย


ดังนั้น กระผมต้องขอร้อง บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านท่องเที่ยวบางบริษัท เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวมีตั้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัดวาอาราม ทะเล ภูเขา น้ำตก วัฒนธรรม ประเพณีไทยที่งดงาม ฯลฯ ทำไมไม่พาเขาไปดู แต่พาไปดูสถานบริการทางเพศหรือมีการแสดงลามก อนาจาร เกี่ยวกับทางเพศ


ถ้าบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยว ถ้ารักเมืองไทย ถ้าเกิดมาเป็นคนไทย เราต้องช่วยกัน อย่าเห็นแค่เพียง เงินทองแค่เล็กน้อย แต่ทำให้ภาพพจน์ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยต้องเสียไป


อีกธุรกิจหนึ่งที่ทำลายภาพพจน์ของไทยเราเช่นกัน ก็คือ แหล่งขายบริการทางเพศที่มีมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน รวมกับการถ่ายภาพ และ วีดีโอเกี่ยวกับภาพลามก อนาจาร ผ่านทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วีซีดี ดีวีดี อินเตอร์เน็ต ฯลฯ


เมื่อสื่อเหล่านี้เผยแพร่ออกไป ทำให้ภาพพจน์ของคนไทยเสียไป ชาวต่างประเทศมักคิดว่า


เมืองไทยมีโสเภณีเด็ก ทั้งชายและหญิง รวมถึงความต้องการมาเมืองไทยเพื่อใช้บริการทางเพศแบบต่างๆ


ดังนั้น การจะรักษาภาพลักษณ์ของเมืองไทย เพื่อให้พ้นจากการเป็นเมือง เซ็กส์ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น รัฐบาลต้องออกกฎหมายควบคุม ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง


ธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเลิกกิจการ และที่สำคัญคือประชาชนทุกคนต้องคอยสอดส่องดูแล

...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.