หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  การตรึงอารมณ์ผู้ฟัง
  -  บัญญัติ 7 ประการ ทะยานสู่นักพูด
  -  พูดเก่ง...ด้วยปัญญา...
  -  คำคม เกี่ยวกับการพูด
  -  ถ้าอยากเป็นนักพูด...เชิญทางนี้....
  -  นักพูดผู้ยิ่งใหญ่
  -  อัตลักษณ์ของนักพูด...มีผลต่อการพูดจูงใจคน
  -  คุณสมบัติของนักพูดที่ดี
  -  ศิลปะการพูดจูงใจ
  -  อยากเป็นนักพูด
  -  วิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ปาก
  -  การแต่งตัวกับนักพูด
  -  ศิลปะการพูด
  -  พูดเพื่อให้ได้
  -  นักพูดชั้นนำ
  -  พูดดีเป็นศรีแก่งาน
  -  องค์ประกอบของการพูด
  -  ถ้อยคำการพูด
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  การพูดแบบผู้นำ
  -  บุคลิกภาพของนักพูด
  -  การพูดจูงใจคน
  -  การวิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ควรพูดให้ได้ทั้งสาระและความบันเทิง
  -  ทำไมการพูดถึงล้มเหลว
  -  ผู้ฟังอันตราย
  -  วิธีการฝึกพูดด้วยตนเอง
  -  ครบเครื่องนักพูด
  -  ยอวาที
  -  พูดเป็นเขียนเป็นอย่างนักพูดนักเขียน
  -  เส้นทางสู่วิทยากร
  -  การพูดในชีวิตประจำวัน
  -  การพูดต่อที่ชุมชน
  -  การพูดกับการเป็นผู้นำ
  -  ศิลปะการพูดในงานบริการ
  -  การเปิดฉากการพูด
  -  การดำเนินเรื่องในการพูด
  -  วิธีการฝึกฝนการพูด
  -  การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
  -  การพูดที่ล้มเหลว
  -  การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
  -  Actions Speak Lound Than Words (ท่าทางนั้นดังกว่าคำพูด)
  -  คำคม คำพูด ข้อคิดนักพูด
  -  จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร
  -  มาเป็นวิทยากรกันเถอะ
  -  ความเชื่อมั่นในการพูด
  -  การพูดเพื่อนำเสนอ
  -  6 W 1 H สำหรับการพูด
  -  วิทยากรสมัยใหม่
  -  พูดอย่างฉลาด
  -  การฝึกพูด
  -  วิธีการนำเสนอ
  -  การพูดให้น่าเชื่อถือ
  -  เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ
  -  จะพูดให้ได้ดีต้องมีเครื่องปรุง
  -  จงระวังความเคยชินในการพูด
  -  ภาษากายกับการพูด
  -  การพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  ศิลปะการพูด
  -  สู่วิทยากรมืออาชีพ
  -  ข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่
  -  การสร้างพลังสามัคคี
  -  ความเชื่อมั่นในตนเองเวลาพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  กิริยาท่าทางในการพูด
  -  พูดโทรศัพท์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
  -  ศิลปะการพูดในที่ประชุม
  -  การฝึกซ้อมการพูด
  -  การพูดเพื่องานประชาสัมพันธ์
  -  วัตถุดิบสำหรับการพูด
  -  การพูดอย่างมีตรรกะ
  -  การพูดเชิงบวก
  -  การเตรียมความพร้อมในการพูด
  -  คำพูดประเภทต่างๆ
  -  พูดเหมือนผู้นำ
  -  การสื่อสารโดยการพูด...ภายในองค์กร
  -  บริหารเวลา กับ เป้าหมาย
  -  ศิลปะการพัฒนาการพูด
  -  การพูดหาเสียงเลือกตั้ง
  -  การอ้างวาทะคนดังในการพูด
  -  สุนทรพจน์ในการพูด
  -  การพูดทางการเมือง
  -  คำพูดเจาะจิต
  -  การสร้างเสน่ห์ในการพูด
  -  พูดบวกเปิดประตูสู่ความสำเร็จ
  -  จังหวะในการพูด
  -  วิทยากรกับการเป็นวิทยากร
  -  วิทยากรที่ดีต้องรู้จักผสมผสาน
  -  การเลือกวิทยากร
  -  ประโยชน์ของการฝึกอบรม
  -  พูดให้ถูกสถานการณ์
  -  ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
  -  เห็นไมค์แล้วไข้ขึ้น
  -  วิธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์
  -  วิธีฝึกพูดของ เดล คาร์เนกี
  -  ศิลปะการโต้วาที
  -  ศิลปะการพูดว่าความในศาล
  -  การเตรียมตัวก่อนสมัครเป็นนักการเมือง
  -  คุณธรรมนักพูด
  -  คุณก็เป็นนักพูดได้
  -  การประชาสัมพันธ์เพื่อการตลาด
  -  เทคนิคการพูดของ บารัค โอบามา
  -  วิธีสร้างความกล้าในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  จงพูดอย่างกระตือรือร้น
  -  โฆษกกับการพูดที่ดี
  -  การนำเสนอและการพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดี
  -  การเขียนสคิปในการพูด
  -  การใช้โน๊ตย่อในการพูด
  -  การพูดโน้มน้าวใจ​
  -  ภาษากายไม่เคยโกหก
  -  การอ่านใจคนจากภาษากาย
  -  การพูดสำหรับโฆษกฟุตบอล
  -  การสื่อสารสำหรรับข้าราชการ
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
พูดเป็นเขียนเป็นอย่างนักพูดนักเขียน
พูดเป็นเขียนเป็นอย่างนักพูดนักเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การสื่อสารโดยการเขียนก็คล้ายกับการสื่อสารทางการพูด กล่าวคือ ใครที่เกิดมาไม่เป็นใบ้ก็พูดได้ แต่มีน้อยคนที่พูดเป็น การเขียนก็เช่นกันใครที่อ่านหนังสือออกและเรียนรู้การเขียนก็มีโอกาสในการเขียนหนังสือได้ แต่มีน้อยคนที่เขียนหนังสือเป็น
คนที่พูดเป็น จะทำให้คนฟังชื่นชอบ ชื่นชม คนพูดเป็นคนมักจะทำให้ผู้ฟังเกิดเข้าใจในสิ่งที่พูด อำนาจของการพูดทำให้คนพูดสามารถโน้มน้าวใจคนฟังให้เชื่อหรือปฏิบัติตามได้
คนที่เขียนหนังสือเป็น ก็เช่นกัน จะทำให้คนอ่านชื่นชอบ อีกทั้งยังคงเฝ้าติดตามผลงาน นักเขียนที่เขียนเป็นมักสามารถโน้มน้าวชักจูงใจผู้อ่านได้ คนเขียนเป็นจะทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ต่างๆได้ เช่น เมื่อได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนเขียนแล้วเกิดอารมณ์สนุกสนาน เกิดอารมณ์เห็นใจ เกิดอารมณ์อยากช่วยเหลือ เกิดอารมณ์โกรธเกลียด เกิดอารมณ์เศร้า ฯลฯ
กล่าวคือ คนที่พูดเป็น คนที่เขียนเป็น คือ คนที่พูดหรือเขียน แล้วทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจตรงกับที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อสาร
ซึ่งคนที่พูดเป็นและคนที่เขียนเป็น มักจะต้องฝึกฝนการพูดและการเขียน มีการพัฒนาปรับปรุงงานพูดและงานเขียนสม่ำเสมอ ซึ่งการเรียนรู้คงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ หลักวิชา หากเรียนรู้จากประสบการณ์แต่ขาดหลักวิชาก็คงต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนแบบลองผิดแบบลองถูกมากขึ้น หากมีหลักวิชาเข้าช่วยก็คงทำให้มีหลักในการพูดและการเขียนจึงทำให้เกิดการพัฒนา ปรับปรุงได้ง่ายขึ้น
การพูด การเขียน เป็นทั้ง ศาสตร์และศิลป์
เป็น ศาสตร์ คือ เป็นความรู้ที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนได้ จากหนังสือ จากตำรา จากบทความ จากการอบรม จากการเรียนในห้องเรียน ฯลฯ
เป็น ศิลป์ คือ เป็นการประยุกต์ใช้ เป็นความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นเทคนิควิธีการของนักพูดและนักเขียนแต่ละคน
การพูดและการเขียนเป็นศาสตร์ที่สามารถฝึกฝนได้ เช่นเดียวกับศาสตร์อื่น นักดนตรีก็ต้องเรียนรู้ วิธีเล่นดนตรี เมื่อเริ่มเล่นเป็นแล้วอยากให้เก่งขึ้นก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม ยิ่งซ้อมบ่อยยิ่งเก่งขึ้น อีกทั้งต้องหาเวทีในการแสดงดนตรีเพื่อให้มีชื่อเสียง เพื่อให้คนรู้จักว่าเป็นนักดนตรี
นักพูดและนักเขียน ก็เหมือนกับนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นักดนตรี นักมวย นักร้อง นักแสดง นักกีฬา ฯลฯ ดังนั้นคนที่ต้องการเป็นนักพูดกับนักเขียน จะต้องหมั่นศึกษา ต้องหมั่นขยันฝึกฝนการพูดการเขียนอยู่เสมอ ศึกษาเทคนิค วิธีการนำเสนอ การใช้ภาษา ถ้อยคำ ในการพูดและการเขียน
สำหรับข้อแนะนำที่อยากฝากท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความชิ้นนี้คือ หากว่าท่านปรารถนาอยากเป็นคนที่พูดเป็นเขียนเป็นอย่างนักพูดอย่างนักเขียน ขอให้ท่านจงฝึกฝนและพยายามปฏิบัติตามข้อแนะนำ อันได้แก่
1.ฝึกพูดให้มาก ฝึกเขียนให้มาก เมื่อท่านได้ฝึกการพูดมากๆ และฝึกการเขียนมากๆ ย่อมทำให้การพูดและการเขียนของท่านดียิ่งขึ้น การพูดและการเขียนก็จะพัฒนาเป็นลำดับ จนการพูดและการเขียนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรามากขึ้น แบ่งเวลาวันละ 10-20 นาที ฝึกการพูดด้วยตนเองทุกวัน ฝึกการเขียนด้วยตนเองทุกวัน เมื่อท่านทำไปได้ 1 เดือน ท่านก็จะเห็นความแตกต่างซึ่งเกิดจากผลของการฝึกการพูดและฝึกการเขียนของท่าน
2.ฟังให้มาก อ่านให้มาก การฟังมากๆ จะทำให้เรารู้ลีลา การพูดของนักพูดแต่ละคน แล้วเราสามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาตนเองได้ในอนาคต การอ่านมากๆ จะทำให้เรารู้ความแตกต่าง วิธีการเขียนของนักเขียนแต่ละคน แล้วเราสามารถนำมาพัฒนางานเขียนของเราได้
3.ตั้งเป้าหมาย การตั้งเป้าหมายมีความสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในงานอาชีพต่างๆ คนที่ต้องการเป็นนักพูด นักเขียนก็เช่นกัน ควรเริ่มต้นตั้งเป้าหมายส่วนตัว ว่าตนเองต้องการเป็น นักพูด นักเขียน ระดับไหน หากต้องการเป็นนักพูด นักเขียน ระดับจังหวัด ก็คงพัฒนาตนเองไม่มากนัก แต่หากต้องการเป็นนักพูด นักเขียน ระดับชาติก็คงต้อง มีความพยายามมากขึ้น พัฒนาตนเองมากขึ้น ปรับปรุงตนเองมากขึ้น เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้อง วางแผน ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย และสุดท้ายต้องหมั่นตรวจสอบเป้าหมาย ตรวจสอบแผนการที่วางไว้
สำหรับข้อแนะนำข้างต้น หากท่านผู้อ่านนำไปปฏิบัติ กระผมเชื่อว่าท่านจะเป็นคนที่พูดเป็น เขียนเป็น อย่างนักพูดและนักเขียน
คำพูดและข้อเขียน จะมีประโยชน์มากหากว่าเราสามารถเลือกสื่อสารในช่วงสถานการณ์และเงื่อนเวลาที่เหมาะสม











...
  
เส้นทางสู่วิทยากร
เส้นทางสู่การเป็นวิทยากร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การเป็นวิทยากรใครที่มีความสามารถในการนำเสนอ อีกทั้งมีความรู้ มีประสบการณ์ ท่านก็สามารถเป็นวิทยากรได้ แต่หากจะเป็นวิทยากรที่ประสบความสำเร็จ ในเส้นทางวิทยากร ก็คงต้องเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเอง ปรับปรุงตนเอง ในบทความฉบับนี้เราจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหัวข้อ “ เทคนิคการเป็นวิทยากร ”
วิทยากร คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวการสำคัญ ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจเกิดทักษะ เกิดทัศนคติที่ดี เกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้และสามารถจุดประกายความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรื่องหรือวิชานั้นๆซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว วิทยากรจึงมีบทบาทที่สำคัญหลายประการเช่นอาจเป็นทั้งผู้บรรยาย ผู้สอน ผู้ฝึก พี่เลี้ยง ผู้กำกับการแสดง ตลอดจนผู้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็นต้น( สุวิทย์ มูลคำ จากหนังสือ ครบเครื่องเรื่องวิทยากร )
ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ เป็น วิทยากร จึงมีความสำคัญมากในการฝึกอบรม ในการเรียน ในการสอน หากจะฝึกอบรมให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ วิทยากรคงต้องทำตนเป็นแบบอย่างหรือต้องมีการฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มีความสามารถเหมาะสมก่อนจึงจะบรรยายหรือสอน ให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา และนำคำสอนไปปฏิบัติตาม
บุคคลที่ต้องการเป็นวิทยากรคงต้องพัฒนาตนเองดังนี้
1.บุคลิกภาพ ของวิทยากรมีความสำคัญในการปรากฏกายต่อหน้าที่ชุมชน ซึ่งบุคลิกภาพในที่นี้คงรวมไปถึง บุคลิกภาพภายในและบุคลิกภาพภายนอก บุคลิกภาพภายในเช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง ความกระตือรือร้น ความจำ อารมณ์ขัน ความคิดริเริ่ม ปฏิภาณไหวพริบ ฯลฯ บุคลิกภาพภายนอกเช่น การแต่งกาย รูปร่างหน้าตา กริยาท่าทาง คำพูดน้ำเสียง ภาษาที่ใช้ ฯลฯ
2.ต้องมีใจรัก หากว่าไม่มีใจรักในงานด้านบรรยายหรืองานด้านการพูด ก็คงประสบความสำเร็จได้ยาก แต่ถ้าหากมีใจรัก เมื่อพบอุปสรรคก็สามารถฝ่าฟันไปได้
3.หาเวทีแสดง การที่จะเป็นวิทยากรที่ประสบความสำเร็จ เราคงต้องหาเวทีแสดง งานวิทยากรก็เป็นงานที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชนด้านหนึ่ง ฉะนั้นถ้าอยากพูดต่อหน้าที่ชุมชนให้เก่งก็คงต้องหาเวทีในการฝึก เช่นกัน หากอยากเป็นวิทยากรที่ประสบความสำเร็จ เราก็ต้องแสวงหาเวทีในการฝึกเช่นกัน
4.พัฒนาตนเองให้มีความเก่งหลายๆด้าน เช่น การใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการนำเสนอการบรรยายเราก็คงต้องเรียนรู้วิธีการใช้เช่น iPad หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ , ฝึกร้องเพลงประกอบการอบรม ,ฝึกการพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ฝึกการเล่าเรื่องให้สนุก , ฝึกการเล่นเกมส์เพื่อการศึกษา ฯลฯ
5.เป็นนักสะสม จดจำ หาแบบอย่างให้มากๆ การวิทยากรที่ดี เราควรเข้ารับการอบรมบ่อยๆ อบรมเพื่อหาแบบอย่าง อบรมเพื่อสะสมองค์ความรู้ อบรบเพื่อจดจำในสิ่งที่ดี เพื่อในวันข้างหน้าเราจะได้นำมาประยุกต์ใช้ในเวทีที่เราเป็นวิทยากรในอนาคต
6.ต้องไม่ล้มเลิกก่อนเวลาอันควร การทำงานทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จจะต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้ความพยายาม ทุกคนสามารถเป็นวิทยากรที่ประสบความสำเร็จได้ หากแต่ทุกคนจะต้องไม่ล้มเลิกก่อนเวลาอันควร คนที่ล้มเหลว ก็คือคนที่เลิกก่อนที่จะประสบความสำเร็จ การเป็นวิทยากรก็เช่นกัน ไม่มีใครประสบความสำเร็จแค่ 1-2 เวที แต่วิทยากรที่ประสบความสำเร็จย่อมเคยผ่านเวทีเป็นจำนวนมาก บางเวทีก็ล้มเหลว บางเวทีก็ประสบความสำเร็จ แต่หากว่าเวทีไหนที่เขาล้มเหลว วิทยากรที่ประสบความสำเร็จเขาจะไม่ยอมล้มเลิกนั้นเอง เขาจึงเป็นวิทยากรที่ประสบความสำเร็จในที่สุด
ทั้ง 6 ข้อข้างต้น คือ บุคลิกภาพ ต้องมีใจรัก หาเวทีแสดง พัฒนาตนเองให้เก่งหลายด้าน เป็นนักสะสม จดจำ หาแบบอย่างให้มากๆ และต้องไม่ล้มเลิกก่อนเวลาอันควร เป็นเส้นทางเดินที่จะนำพาท่านไปสู่การเป็นวิทยากรที่ประสบความสำเร็จ

...
  
การพูดในชีวิตประจำวัน
การพูดกับการใช้ชีวิตประจำวัน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพูดมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะการพูดคือรูปแบบของการสื่อสารที่ง่ายและทำความเข้าใจได้ชัดเจน มากกว่าการเขียน ไม่ว่าจะเป็นการสนทนากันระหว่างบุคคล การพูดต่อหน้าที่สาธารณะชน การพูดโดยผ่านเครื่องมือต่างๆเช่น โทรศัพท์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถพูดสื่อสารกันได้ ฯลฯ
การพัฒนาการพูดจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน เรื่องของมนุษย์สัมพันธ์ ย่อมจะต้องใช้การสื่อสารทางการพูดทั้งสิ้น พวกเราคงไม่ปฏิเสธว่า คนที่มีความสามารถพูดเป็นที่ประทับใจของผู้ฟังมักจะได้รับความเคารพและศรัทธาจากคนฟัง พวกเราคงไม่ปฏิเสธว่า คนที่คุยสนุกสนานในกลุ่มสนทนามักจะมีคนชอบคุยด้วยมากกว่าคนที่เงียบขรึม พวกเราคงไม่ปฏิเสธว่าคนที่พูดแล้วสามารถชักจูงใจคนได้มักจะมีโอกาสเป็นผู้นำมากกว่าคนที่ไม่มีความสามารถในด้านนี้
ดังการพัฒนาทักษะการพูดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจจะต้องมีการเรียนรู้พัฒนาทักษะด้านนี้ในมากขึ้น อาจจะหาเทคนิคต่างๆที่พูดแล้วคนชื่นชอบ ดังเช่น
- การจดจำชื่อของคนก็เป็นสิ่งสำคัญในการพูด เมื่อเราจำชื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ เราก็จะสามารถสร้างความ
ประทับใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ในระดับหนึ่ง
- การกล่าวขอโทษ ขอบคุณ และสวัสดี เป็นสิ่งที่สมควรทำในสังคมไทย เพราะการกล่าวคำพูดเหล่านี้ ไม่ต้อง
ลงทุนด้วยเงิน ไม่เสียเงิน แต่ในทางกลับกันเรามักได้รับการชื่นชอบจากอีกฝ่ายมากขึ้น ขอโทษ ขอบคุณ และสวัสดี จึงเป็นคำพูดที่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง
- รู้จักชมคนอื่นๆบ้าง การชมคนอื่นๆ ในขณะที่เขาทำความดี จะทำให้ผู้รับเกิดความภาคภูมิใจ อีกทั้งตัวเราเอง
ผู้ชมก็จะเกิดความคิดในแง่ดีหรือความคิดในเชิงบวก ก็จะทำให้ชีวิตเราพบในสิ่งที่ดีมากยิ่งขึ้น การรู้จักชมหรือรู้จังหวะในการชมเป็นสิ่งสำคัญ การชมจะทำให้เขารู้สึกดีกับเราอยากพูดคุยกับเรา แต่ตรงกันข้าม หากว่าเราพูดจาดูถูกผู้อื่นหรือพูดจาไม่ดีกับเขา เขาก็คงไม่อยากพูดจากับเรา แต่ข้อควรระวังในการชมคือ ไม่ควรพูดจายกย่อง ชม อีกฝ่ายจนโอเวอร์หรือเกินความเป็นจริงมากเกินไป เพราะจะทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเราไม่มีความจริงใจ
- ต้องรู้จักจังหวะในการพูดคุย การพูดที่ดี ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นฝ่ายพูดจนไม่หยุดแล้วอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายฟัง
ตลอดของการสนทนา ตรงกันข้าม หลักการพูดสนทนาที่ดีควรเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดมากกว่าเรา และเราควรเป็นนักฟังที่ดี อีกทั้งไม่ควรพูดนินทาผู้อื่น การพูดคุยกันมีเรื่องให้พูดคุยกันตั้งเยอะแยะ แต่ธรรมชาติของมนุษย์เรา มักชอบนินทาผู้อื่น พอพูดไปสักพักก็มักจะมีการนินทาผู้อื่นในวงสนทนา ฉะนั้น หากต้องการเป็นที่ประทับใจของผู้ฟัง ควรงดการนินทาว่าร้ายผู้อื่น การงดการนินทาผู้อื่นจะทำให้มีคนอยากคบเราเป็นเพื่อนมากขึ้น อีกทั้งเป็นการชำระล้างจิตใจของเราให้สะอาดผ่องใส่ขึ้นด้วย
- ควรทักผู้อื่นก่อนแล้วหัดพูดคำพูดในเชิงบวกหรือประโยคดีๆให้มากขึ้น เช่น สบายดีไหมครับ ลูกๆเป็น
อย่างไรบ้าง ตัดผมทรงนี้ดูดีจัง สวยจัง ใส่ชุดนี้แล้วดูดีจังเลยครับ โอ้เก่งจังครับลูกชายของคุณเนี่ย ฯลฯ
- ควรงดเว้นหรือระวังคำพูดที่ไม่ดี ออกจากปาก เช่น ผมเก่งกว่าคุณอีก คุณใส่ชุดนี้ดูแย่จัง เรื่องง่ายๆขนาดนี้
ยังทำไม่ได้อีกหรือ คุณดูไม่ค่อยสบายเหมือนจะเป็นโรคหรือเปล่าเนี่ย ฯลฯ
- ควรหลีกเลี่ยง หัวข้อสนทนา ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน เช่น เรื่องของศาสนา เรื่องของความเชื่อ เรื่องของ
สถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องของการเมือง ฯลฯ ซึ่งการสนทนากันในหัวข้อเหล่านี้ มักจะก่อให้เกิดความคิดเห็นที่แตกแยกขึ้นได้ เนื่องจากความคิด ความเชื่อของคนเรา มีความแตกต่างกันไป การจะจูงใจให้คู่สนทนาเชื่อตามจึงเป็นไปได้ยาก
ฉะนั้นการพูดในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ศึกษากัน เราตื่นขึ้นมา เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกันแล้ว ไม่ว่ากับคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน การออกงานสังคม การพูดในห้องเรียน ฯลฯ คนที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ในหน้าที่การงาน จึงควรศึกษา เรียนรู้ เพิ่มเติมในแง่มุมเกี่ยวกับการพูด เพื่อที่จะนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับการดำรงชีวิต















...
  
การพูดต่อที่ชุมชน
การพูดต่อที่ชุมชน
โดย....ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
การพูดต่อที่ชุมชน มีความสำคัญต่อความเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ตลอดจนผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน คนที่มีทักษะในการพูดต่อที่ชุมชนย่อมได้เปรียบคนที่ไม่มีทักษะในการพูดต่อที่ชุมชนหรือผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชน
หลายคนบอกว่าคนที่พูดเก่ง เขามักเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด เพราะความคิดดังกล่าว เลยไม่สนใจฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชน แต่สำหรับตัวกระผม กระผมยืนยัน นั่งยันและนอนยัน 1,000 % เลยครับว่า การพูดต่อที่ชุมชนฝึกฝนได้ และมีคนอีกจำนวนมากมายในโลกนี้ก็ได้ยืนยันเช่นกัน
แล้วจะทำอย่างไรถ้าต้องการ พูดต่อหน้าที่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระผมขอแนะนำดังต่อไปนี้ครับ
1.ต้องมีเป้าหมาย หลายๆคน เห็นว่าการพูดต่อที่ชุมชนมีความสำคัญแต่ก็ไม่มีความพยายาม ไม่มีความมุ่งมั่นในการฝึกฝน แต่ตรงกันข้ามกับคนที่มีเป้าหมายหรือมีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักพูด บุคคลเหล่านี้ก็จะทุ่มเทฝึกฝน อย่างไม่ลดละหรือไม่หยุดหย่อน ถ้าท่านขาดความกระตือรือร้นในการฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชน ท่านลองนั่งเขียนบนกระดาษดูว่า ถ้าท่านพูดต่อที่ชุมชนได้ดี ท่านจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เช่น ได้เงินเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น มีโอกาสเป็นนักการเมืองในระดับต่างๆ หรือทำให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง โด่งดัง เป็นต้น
2.ศึกษาวิธีการพูดของนักพูดชื่อดังทั้งในอดีตและปัจจุบัน การศึกษาชีวิตและวิธีการพูดของบุคคลคนดังจะทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจและมีความต้องการที่จะเลียนแบบชีวิตหรือวิธีการพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังได้เรียนรู้เทคนิคในการพูดต่อที่ชุมชนมากยิ่งขึ้น
3.ต้องเพิ่มความกล้าหาญและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง บุคคลที่ต้องการเป็นนักพูดหรือพูดต่อที่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านจะต้องเพิ่มความกล้าหาญและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ความกลัวการพูดต่อที่ชุมชน เกิดจากหลายสาเหตุ แต่มีสาเหตุที่สำคัญๆไม่กี่อย่าง สาเหตุประการหนึ่งก็คือ เราไม่เคยชินหรือเราไม่คุ้นเคยต่อการพูดต่อที่ชุมชนนั่นเอง แล้วเราจะทำอย่างไรให้คุ้นเคยเวทีหรือการพูดต่อหน้าที่ชุมชน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ท่านต้องขึ้นไปพูดต่อที่ชุมชนบ่อยๆนั่นเอง จงหาเวทีฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชนให้แก่ตนเอง แล้วท่านจะเกิดความเคยชินและคุ้นเคยเวทีการพูด แล้วความประหม่าของท่านก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
4.เรียนรู้หลักสุนทรพจน์ คือ เรียนรู้วิธีการเปิดฉาก การพูดเนื้อหาสาระ ตลอดจนถึงการเรียนรู้วิธีการปิดฉาก โดยส่วนใหญ่เขาจะยึดหลักดังนี้
ขึ้นต้น ตตต. เท่ากับ ต้นตื่นเต้น
ตอนกลาง กกก เท่ากับ กลางกลมกลืน
สรุปจบ จจจ เท่ากับ จบจับใจ
สุนทรพจน์ในการพูดที่ดีนั้น ก็เหมือนกับการเขียนเรียงความ ซึ่งจะต้องมี คำนำ เนื้อหา สรุป การพูดที่ดีก็เช่นกัน ก็จะมีลักษณะเหมือนกับการเขียนซึ่งจะต้องมีโครงสร้างหรือโครงเรื่อง จึงจะทำให้เกิดการลำดับการพูดได้ดี และจะส่งผลให้ การพูดมีความเข้าใจง่าย ไม่สับสน เนื่องจากมีการลำดับเหตุการณ์ ลำดับช่วงเวลา
5.สร้างศิลปะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ นักพูดที่ดีเมื่อวิเคราะห์ว่าผู้ฟังนั่งฟังด้วยความเบื่อหน่าย ไม่สนใจอยากที่จะฟังการพูด นักพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดีจะต้องรู้จักเทคนิคในการช่วยให้ผู้ฟังเกิดความสนใจหรือเกิดความตั้งใจฟังตลอดการพูด สำหรับเทคนิคที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจมีดังนี้
5.1.การใช้น้ำเสียง ถ้อยคำเป็นการสื่อความหมายแต่น้ำเสียงทำให้เกิดความหวั่นไหวขึ้นในหัวใจ การพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบตลอดการพูดมักจะทำให้ผู้ฟังไม่สนใจ เบื่อหน่าย ดังนั้น นักพูดที่ดีจะต้องมีน้ำเสียงในการพูดที่มีความหลากหลายในระหว่างการพูดต่อที่ชุมชน คือ ต้องมีเสียงเบาบ้าง ดังบ้าง เน้นบ้าง เงียบบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง ยืดเสียงบ้าง เป็นต้น
5.2.หาตัวอย่างแปลกๆ ใหม่ๆ มานำเสนอ การพูดตัวอย่างเดิมๆ ซ้ำๆ หรือตัวอย่างที่ผู้ฟังมักเคยได้ยินแล้วนั้น ผู้ฟังเมื่อทราบว่าเคยฟังแล้วก็มักจะไม่อยากที่จะฟังซ้ำ ดังนั้น นักพูดต่อที่ชุมชนที่ดีต้องพยายามหา ตัวอย่างใหม่ๆ แปลกๆ มานำเสนอหรือมาพูด ก็จะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและใส่ใจที่จะฟังการพูดตลอดระยะเวลาในการพูด
5.3.นำอารมณ์ขันมาประกอบการพูด นักพูดเกือบทุกยุคทุกสมัย เกือบทุกชนชาติมักชื่นชอบนักพูดที่พูดแล้วสนุก มีอารมณ์ขัน เพราะทำให้การฟังเป็นไปด้วยความสนุก เกิดเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ เกิดเสียงที่ให้กำลังใจจากผู้ฟัง ยิ่งเป็นสังคมไทยเรา ผู้ฟังยิ่งชื่นชอบนักพูดที่มีอารมณ์ขัน
5.4.นำกิจกรรมมาประกอบหรือสอดแทรก ในสถานการณ์ที่การพูดต้องใช้เวลานาน เช่นต้องพูด 6 ชั่วโมง แน่นอนคนฟังก็ไม่ต้องการจะนั่งนานๆหรือนั่งฟังตลอด 6 ชั่วโมงแบบอยู่กับที่ ดังนั้น นักพูดที่ดีควรหากิจกรรมมาประกอบหรือนำมาสอดแทรก เพื่อให้พูดฟังได้ยืนบ้างหรือเกิดการเคลื่อนไหวร่างกายบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ทั้งนี้นักพูดจะต้องหากิจกรรมมาประกอบให้สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องหรือสอดคล้องกับเนื้อหาที่ตนเองพูดจึงจะเกิดความเหมาะสมและผู้ฟังก็จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าวด้วย
6.ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน ข้อนี้เป็นข้อสุดท้ายที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะถ้าขาดข้อนี้ไปแล้ว ท่านก็ไม่สามารถพูดต่อที่ชุมชนได้ดีหรือเป็นนักพูดที่ดีได้ จงฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน บางคนอ้างว่าตนเองไม่มีเวทีเลยไม่รู้จะฝึกฝนอย่างไร คืออย่างนี้นะครับ นักพูดเรืองนามในอดีตเช่น เดล คาร์เนกี ฝึกพูดขณะรดน้ำต้นไม้หรือขณะตัดหญ้าที่รก อดีตประธานาธิบดีลินคอล์น ฝึกพูดบนหลังม้าขณะเดินทางข้ามรัฐซึ่งสมัยอดีตต้องใช้ม้าเนื่องจากยังไม่มีรถยนต์ สำหรับตัวผมเอง สมัยก่อนผมเองก็ไม่มีเวทีที่จะฝึกฝนเช่นกัน กระผมเลยฝึกฝนด้วยตนเอง ขณะเดินออกกำลังตอนเช้าหรือตอนมีเวลาว่าง ก็จะเลือกหัวข้อ แล้วลองพูดหัวข้อที่ตนเองเลือกประมาณ 2-5 นาที ต่อ1หัวข้อหรือ 1 เรื่อง การฝึกด้วยตนเองเช่นนี้ จึงทำให้กระผมพูดได้คล่องขึ้น
สุดท้ายนี้ ถ้าท่านต้องการความก้าวหน้า ถ้าท่านต้องการเป็นผู้นำ ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ถ้าท่านต้องการมีชื่อเสียงโด่งดัง การพูดต่อที่ชุมชนจะนำพาท่านไปสู่สิ่งเหล่านั้น จงเรียนรู้และจงฝึกฝนการพูดต่อที่ชุมชนแล้วท่านจะได้ดังสิ่งที่ท่านปรารถนา
...
  
การพูดกับการเป็นผู้นำ
ผู้นำกับการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน (เป็นคำพูดของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ของสหรัฐอเมริกา)
โปรดอย่าถามว่าประเทศชาติของท่านจะทำอะไรให้แก่ท่านได้บ้าง แต่ขอให้ถามว่าเราจะทำอะไรบ้างสำหรับประเทศชาติของท่าน(เป็นคำพูดของอดีตประธานาธิบดี จอห์น ฟิตซ์เจอราล เคนเนดี้)
ถ้าคุณมีเงินหนึ่งรูปปี และฉันมีเงินหนึ่งรูปี แล้วนำเงินนั้นมาแลกกัน ก็จะไม่มีความหมายอะไร เพราะเราก็จะมีเงินแค่หนึ่งรูปีเท่าเดิม แต่ถ้าคุณมีหนึ่งความเห็น และฉันมีหนึ่งความเห็น แล้วเรานำความเห็นนั้นมาแลกกัน เราทั้งคู่ก็จะได้กำไร เพราะเราต่างก็มีความเห็นเพิ่มขึ้นเป็นสองความเห็น (เป็นคำพูดของ นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย)
จากข้อความในประโยคข้างต้น ทำให้เราทราบว่าคำพูดแค่ประโยคเดียว สามารถเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่เป็นผู้นำคำพูดของบุคคลนั้น มักเป็นที่สนใจของสาธารณะ ผู้ที่เป็นผู้นำจึงต้องเป็นผู้ที่ต้องระมัดระวังคำพูด คำพูดแค่ประโยคเดียวสามารถเป็นที่จดจำของบุคคลต่างๆ ได้ทั้งในแง่ดีและในแง่ไม่ดี ดังคำพูดของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยของเราที่กล่าวไว้ว่า “ ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา”
การเป็นผู้นำที่ดีมักมีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ความรอบรู้ , ความอดทน ,เป็นคนดี มีศีลธรรม , มีไหวพริบ ฯลฯ แต่คุณสมบัติหนึ่งที่ผู้นำพึงมีก็คือ การพูดนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการพูดในชีวิตประจำวันและที่สำคัญการพูดต่อหน้าที่ชุมชน ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำจึงต้องเป็นผู้ที่ต้องมีการพัฒนาและฝึกฝนการพูดอยู่เสมอ
การพูดของผู้นำที่ดี ผู้นำควรพูดให้มีความหลากหลาย เช่น มีคำคมในการพูด , คำพูดนั้นมีความชัดเจน , มีจิตวิทยาทางการพูด , รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ในการพูด , รู้จักใช้ศาสตร์และศิลปะในการพูดฯลฯ
มีคำคมในการพูด ผู้นำที่ดีมักจะต้องเป็นผู้ที่สะสมคำคมของบุคคลสำคัญๆ มักเป็นผู้รวบรวมคำคมต่างๆ เพื่อที่จะนำไปใช้ในอนาคต เนื่องจากคำคมเป็นคำสั้นๆ แต่สื่อความหมายได้ลึกซึ้ง ผู้นำที่พูดคำคมได้ดีมักเป็นผู้ที่ใช้ภาษาได้ดี รู้จักใช้คำต่างๆ ดั้งนั้น หากผู้นำต้องการฝึกฝนใช้คำคมต่างๆ ผู้นำควรจดจำ บันทึก คำคมของบุคคลต่างๆ ที่ตนชื่นชอบ แล้วว่างๆ ผู้นำควรหัดคิดคำคมหรือปรับเปลี่ยนคำคมของผู้อื่นมาเป็นของตนเพื่อนำไปใช้ในอนาคตในการพูด
คำพูดนั้นมีความชัดเจน ผู้นำควรฝึกพูดให้มีความชัดเจนหรือหัดสื่อความหมายจากความคิดของตนเองให้ผู้ฟังมีความเข้าใจที่ตรงกัน อีกทั้งเวลาพูดก็ต้องพูดให้มีความชัดเจน หนักแน่น ไม่ใช่พูดด้วยความไม่มั่นใจ
มีจิตวิทยาทางการพูด ผู้นำควรเรียนรู้ ศึกษา เรื่องของจิตวิทยาทางการพูด ว่าเวลาพูดกับผู้ฟังในวัย อายุ เพศ อาชีพ จำนวนคนฟังมากน้อย ควรมีการพูดที่แตกต่างกันไป เพื่อจะทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจในการพูดของผู้นำ
รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ในการพูด ผู้นำควรรู้จักพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะการพูดเรื่องเดียวกัน แต่ต่างสถานที่ ต่างเวลา ต่างเหตุการณ์ ก็ควรใช้คำพูดที่มีความแตกต่างกัน
รู้จักใช้ศาสตร์และศิลปะในการพูด ผู้นำควรอ่านหรือฟัง เทคนิคต่างๆ ในการพูดให้มากๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้
อีกทั้งการนำไปใช้หรือเรียกว่า ศิลปะในการพูด ควรมีการพัฒนาตนเอง ทั้งมีการปรับปรุงน้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกภาพ การใช้ถ้อยคำภาษา การแสดงออกทางใบหน้า การเดิน การใช้ไมโครโฟน ฯลฯ จะต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้นหรือให้เหมาะกับตนเอง
ฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำจึงต้องหัดฝึกฝนการพูด อีกทั้งต้องหมั่นศึกษา เรียนรู้ เทคนิคใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ผู้นำควรมีการพัฒนาตนเอง ปรับปรุง แก้ไข ตนเอง เพื่อให้การพูดนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คำพูด เป็นทั้งของขวัญที่ล้ำค่า และ คำพูด เป็นทั้งหอกดาบที่ทิ่มแทง











...
  
ศิลปะการพูดในงานบริการ
ศิลปะการพูดในงานบริการ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ในยุคปัจจุบันการบริการลูกค้ามีความสำคัญมาก หากลูกค้าประทับใจในการบริการ ลูกค้ามักจะซื้อสินค้าและบริการซ้ำ หรือ ลูกค้าบางรายอาจบอกเพื่อนฝูง คนสนิทให้มาซื้อสินค้าและบริการต่อ
การบริการลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญในยุคของการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งเทคนิคในการบริการลูกค้ามีหลากหลาย แต่สิ่งที่บริษัท ห้างร้าน สามารถทำได้ง่าย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องลงทุน หรือลงทุนน้อยที่สุด ก็คือ
การฝึก พนักงาน ลูกน้อง ให้รู้จักพูดในการต้อนรับ หรือ บริการ ลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจนั้นเอง
การพูดในงานบริการหรือการพูดในการทำงานขาย จึงต้องควรมีการอบรม ฝึกฝน และพัฒนา เพื่อให้พนักงานหรือลูกน้อง เกิดความมั่นใจในการพูด ในการสื่อสารกับลูกค้า เช่น การพูดเพื่อเพิ่มยอดขาย
ในระหว่างบริการลูกค้า “ คุณลูกค้าจะรับทานเครื่องดื่มเป็นน้ำส้มหรือน้ำอัดลม ดีค่ะ ” กล่าวคือ การพูดเพื่อให้ลูกค้าเลือกไม่ว่าจะเลือกอะไร เราก็สามารถเพิ่มยอดขายได้จากสิ่งที่ลูกค้าเลือกในสินค้านั้น
การพูดในงานบริการ หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าคนที่พูดเก่งมักจะใช้คำพูดในการทำงานบริการที่เก่งไปด้วย แต่ความจริงไม่ใช่ครับ การสื่อสารหรือการพูดในงานบริการ ผู้ให้บริการควรเป็นฝ่ายรับฟังให้มากกว่าพูด ฟังเพื่อหาความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง และเมื่อลูกค้าต้องการแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ควร พูดด้วยเหตุผล อีกทั้งควรใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำ
การพูดในงานบริการที่ดี หลีกเลี่ยงการพูดจาไม่สุภาพ การพูดจาไม่สุภาพเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารับไม่ได้ หากมีพนักงานพูดจาไม่สุภาพก็ไม่ควรให้ทำงานด้านฝ่ายต้อนรับหรือให้ทำงานในฝ่ายบริการลูกค้า
การพูดในงานบริการที่ดี ควรหลีกเลี่ยงคำพูดในเชิงกล่าวตำหนิลูกค้า ถึงแม้ลูกค้าจะเป็นฝ่ายผิดก็จริง พนักงานหรือคนที่ทำงานด้านบริการก็ไม่ควรพูดในเชิงกล่าวตำหนิ อีกทั้งควรระลึกเสมอว่า หากไม่มีลูกค้าก็ไม่มีเรา
การพูดในงานบริการที่ดี ควรพูดให้มี ปิยวาจา ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในสี่ของสังคหวัตถุ 4 กล่าวคือ การพูดด้วยคำพูดที่อ่อนหวานไพเราะ จริงใจ ไม่พูดจาก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งควรพูดให้ถูกกาลเทศะ การพูดที่ดีจึงเป็นประตูด่านแรกของการสร้างมนุษย์สัมพันธ์และสำคัญต่อการทำงานด้านการบริการ
การพูดในงานบริการที่ควรพูดจนติดปาก คือ “ สวัสดี ” “ ขอบคุณครับ ” “ ขอโทษครับ” “ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” อีกทั้งควรจำชื่อลูกค้าให้ได้ด้วย การจำชื่อลูกค้าและเรียกชื่อลูกค้าได้อย่างถูกต้องจะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจได้เช่นกัน
ผู้ทำงานด้านบริการที่ดี ควรพูดอย่างมีสติ เนื่องจาก การทำงานด้านบริการอาจถูกคำพูดหรือถูกกระทำด้วยพฤติกรรมของลูกค้าในแบบต่างๆ ผู้ให้บริการจึงควรอดทน อีกทั้งต้องระวังคำพูด เพราะลูกค้าบางคนไม่พอใจสินค้า หรือลูกค้าบางรายต้องการใช้สินค้าด่วน แต่บริษัท ห้างร้าน เราส่งให้ไม่ได้ จึงทำให้ลูกค้าโกรธ พูดจาไม่ดี กล่าวว่าต่างๆ ดังนั้น พนักงานหรือผู้ให้บริการ ควรมีสติในการควบคุมอารมณ์ อีกทั้งไม่ควรใช้อารมณ์ตอบ จงระวังคำพูด
ผู้ทำงานด้านบริการที่ดี ควรพูดให้ตรงประเด็น ไม่พูดจาวกวนจนลูกค้าฟังไม่เข้าใจ จงพูดให้ลูกค้าเกิดความกระจ่างชัด อีกทั้งเมื่อลูกค้าสั่งสินค้า ควรพูดจาสรุปคำพูดของลูกค้าอีกครั้งเพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ และช่วยลดความผิดพลาดในการสั่งซื้อสินค้า บริการ อีกด้วย
ดังนั้น การพูดในการทำงานด้านบริการ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ควรใส่ใจ เนื่องจาก การใช้คำพูด เป็นสิ่งที่ลงทุนด้วยเงินน้อยที่สุด แต่ในทางกลับกัน การใช้คำพูดในงานบริการ กลับทำให้บริษัทเกิดกำไร เกิดลูกค้าเพิ่ม ขึ้นอีกมากมาย
สินค้าดี ถ้าคนขายพูดไม่ดี ก็อาจเป็นสินค้าที่ไม่ดี
สินค้าไม่ดี ถ้าหากคนขายพูดจาดี สินค้านั้นก็อาจเป็นสินค้าที่ดีในสายตาของผู้บริโภคได้


...
  
การเปิดฉากการพูด
การเปิดฉากการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพูดที่ดีมักจะต้องมีการสร้างโครงเรื่อง กล่าวคือจะต้องมีการเปิดฉากการพูด มีเนื้อเรื่อง และมีสรุปจบ ในการพูดแต่ละครั้ง จึงจะทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ ในบทความนี้เราจะมากล่าวกันในเรื่องของการเปิดฉากการพูด
การเปิดฉากการพูดมีความสำคัญมากเพราะถ้าหากนักพูดท่านใด เปิดฉากการพูดให้เป็นที่น่าสนใจ ก็จะทำให้ผู้ฟังชวนติดตามฟังเนื้อหาของการพูด ซึ่งการเปิดฉากที่ดี นักพูดควรเปิดฉากดังนี้
1.เปิดฉากการพูดแบบพาดหัวข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โดยปกติแล้ว การพาดหัวข่าวโดยเฉพาะหน้าที่หนึ่งของหนังสือพิมพ์ มักเป็นที่สนใจของผู้อ่าน หากนักพูดนำข้อความจากหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์มาเปิดฉากการพูด ก็จะได้รับความสนใจ แต่ทั้งนี้ต้องมีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องที่พูด เช่น จับพ่อข่มขืนลูกแท้ๆ วัย 13 ปี , ครูพละข่มใจเด็ก 15 ปี ผูกคอตายหนีความผิด !!! ฯลฯ (กรณีเราจะพูดถึงเรื่องของปัญหาทางเพศหรือการแก้ไขปัญหาสังคมในยุคปัจจุบัน)
2.เปิดฉากแบบกล่าวคำถาม เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้ฟังได้ฉุกคิด เช่น ท่านเชื่อหรือไม่ว่า คนเราสามารถมีอายุยืนยาวนาน 120 ปี หรือ ท่านเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ระยะทางหมื่นลี้ย่อมต้องเริ่มต้นจากก้าวแรกหรือไม่ หรือ ท่านทราบหรือไม่ว่า ปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการสูญเสียเงินทองและทรัพยากรต่างๆ เป็นจำนวนเท่าไรต่อปี
3.เปิดฉากแบบชั้นเชิงกวีหรืออ้างอิงวาทะบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นการนำเอาบทกวีหรือวาทะบุคคลที่มีชื่อเสียงมาขึ้นต้น แต่ต้องให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะพูด ชั้นเชิงกวีในที่นี้รวมถึง คำกลอน สำนวน โวหาร คำคม คำพังเพย สุภาษิต ฯลฯ หรือ การนำวาทะบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ควรกล่าวชื่อของเจ้าของวาทะด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าของวาทะ เช่น อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่า ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยหมายถึง การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชนและของประชาชน
4.เปิดฉากแบบให้ความรื่นเริง เป็นการเปิดฉากโดยการนำเอาอารมณ์ขัน มุขสนุกสนาน ขึ้นมาเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ฟัง เป็นการเปิดฉากแบบเป็นกันเอง ทำให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดจนเกินไป แต่ข้อควรระวังไม่ควรใช้มุขที่ไปกระทบกระเทือนผู้ฟัง อีกทั้งการใช้มุขต่างๆ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากผู้ฟังอาจจะไม่หัวเราะ หากสามารถขึ้นต้นโดยวิธีอื่นได้ ก็ไม่ควรเสี่ยงในการใช้มุขหรืออารมณ์ขันในการขึ้นต้นในการพูด
ฉะนั้นการเปิดฉากที่ดี ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โอกาส ความเหมาะสม อีกทั้งต้องพิจารณาเรื่องราวที่จะพูด สำหรับข้อควรระวังในการการเปิดฉากที่ควรหลีกเลี่ยง มีดังนี้
1.ไม่ควรพูดออกตัว การได้พูดแต่ละงาน หรือ แต่ละครั้งไม่ควรพูดออกตัว ว่าเราไม่ได้เตรียมตัวมาพูด งานนี้น่าจะมีคนที่เหมาะสมกว่าเราพูด เมื่อวานนี้นอนหลับดึกไปหน่อยไม่รู้ว่าวันนี้จะพูดออกมาเต็มที่หรือไม่ ฉะนั้นการพูดออกตัวควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ฟัง
2.ไม่ควรพูดอ้อมค้อม วกไปเวียนมา จงพูดให้ตรงประเด็น เข้าประเด็น ไม่ใช่ไปพูดเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่เขาเชิญพูด การเกริ่นยาวเกินไปจะทำให้ผู้ฟังเกิดความรำคาญ ไม่อยากฟัง ไม่ควรขี่ม้าเลียบค่าย
3.ไม่ควรพูดขออภัย เช่น หากกระผมพูดอะไรผิดพลาดก็คงต้องขออภัยด้วย หรือ ขออภัยหากวันนี้พูดได้ไม่ดีนัก ฉะนั้น หากเตรียมการพูดมาดี ก็ไม่ต้องขออภัย จงพูดไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
4.ไม่ควรพูดโอ้อวด เช่น ท่านผู้ฟังครับ สำหรับหัวข้อนี้ที่กระผมจะพูดในวันนี้เป็นหัวข้อที่กระผมรู้มากที่สุดในโลก ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่ากระผม การพูดโอ้อวดตนเองมากๆ จะทำให้ผู้ฟังเกิดความหมั่นไส้ อีกทั้งมองผู้พูดในทางไม่ดีมากกว่าจะมีความรู้สึกที่ดีๆกับผู้พูด
5.ไม่ควรถ่อมตัว เมื่อพูดโอ้อวดไม่ดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้พูดถ่อมตัว เช่น ความจริงการพูดในหัวข้อนี้ กระผมมีความรู้น้อยมาก ท่านผู้ฟังในที่นี้เสียอีกที่มีความรู้มากกว่ากระผม แต่ถึงอย่างไรก็ดีเมื่อถูกเชิญมาพูดแล้ว กระผมก็ขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ช่วยฟังกระผมพูดด้วยครับ การพูดถ่อมตัวจะทำให้ผู้ฟังเกิดการขาดศรัทธา เกิดความไม่เชื่อมั่นว่าวิทยากรหรือผู้พูด จะมีความรู้มากน้อยแค่ไหน อีกทั้งเป็นการสร้างความน่ารำคาญให้แก่ผู้ฟังอีกด้วย
ฉะนั้น การเปิดฉากการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ ท่านผู้อ่านจึงควรเรียนรู้ ประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ โอกาส ควรเปิดฉากให้มีเสน่ห์ น่าตื่นเต้น ไม่ควรเปิดฉากให้บรรยากาศเกิดความน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ ไม่น่าฟัง
ทั้งนี้ การเปิดฉากที่ดีคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทักษะในการพูดของแต่ละท่าน







...
  
การดำเนินเรื่องในการพูด
การดำเนินเรื่องในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การสร้างโครงเรื่องในการพูด การสร้างโครงสร้างที่ดีควรมีโครงสร้างกล่าวคือ ส่วนของคำขึ้นต้น ส่วนของการดำเนินเรื่อง และส่วนสรุป ในบทความฉบับนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของการดำเนินเรื่องในการพูด การดำเนินเรื่องที่ดีจะต้องมีความสอดคล้องกับคำขึ้นต้นและส่วนสรุป ลักษณะของการดำเนินเรื่องในการพูดที่ดีมีดังนี้
1.เรียงตามลำดับ ของเหตุการณ์ วัน เวลา สถานที่ การพูดที่ดีควรมีการเรียบเรียงตามเหตุการณ์ ช่วงเวลา สถานที่ จึงจะทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่สับสน เช่น เรียงตามอดีต ปัจจุบัน ไปอนาคต หรือ เรียงตามวัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชรา หรือ เรียงจากจากจังหวัดทางด้านเหนือสุดแล้วพูดไล่ลงไปยังจังหวัดใต้สุด ฯลฯ การเรียงตามเวลา เรียงตามวัย เรียงตามจังหวัดตามข้อความข้างต้นจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจมากกว่า การไม่ได้มีการลำดับ
2.เน้นย้ำประเด็นเดียว การดำเนินเรื่องที่ดี ควรมีการเน้นย้ำประเด็นเดียว ไม่ควรพูดหลายประเด็นจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ผู้พูดไม่ควรพูดในหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน เช่น หากเขาเชิญให้ไปพูดเรื่อง “ ยาเสพติด ” ก็ควรพูดถึง ปัญหาของยาเสพติด ผลกระทบที่เกิดจากยาเสพติด การแพร่ระบาดของยาเสพติด ฯลฯ แต่บางคนไม่ได้พูดอย่างนั้นดันไปพูดถึงเรื่องของ น้ำท่วม การเมือง สิ่งแวดล้อม มลพิษ กีฬา ฯลฯ
3.ใช้ตัวอย่างประกอบ การใช้ตัวอย่างประกอบมีความสำคัญมาก เพราะตัวอย่างประกอบจะทำให้การพูดเห็นภาพพจน์และเข้าใจได้มากกว่าไม่มีตัวอย่างประกอบ อีกทั้งช่วยขยายความให้มากขึ้น การใช้ตัวอย่างประกอบที่ดีควรใช้ตัวอย่างให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาของเรื่องที่พูด ยิ่งหากเป็นตัวอย่างที่เป็นของจริงหรือเป็นประสบการณ์จริงของผู้พูดก็จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเคารพ ศรัทธา เชื่อมั่น เชื่อถือ ผู้พูดได้มากขึ้น
4.ต้องสามารถตัดทอนหรือขยายความได้ การพูดเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง หากเราเตรียมเนื้อหาในการพูดแล้วมีเวลาน้อยไป หรือมีเวลามากเกินไปกว่าเนื้อหา นักพูดที่ดีต้องสามารถตัดทอนเนื้อหาบางส่วนหรือเพิ่มเนื้อหาบางส่วน เพื่อให้เหมาะสมกับเวลาที่ผู้จัดเขากำหนดให้
5.ควรมีการใช้ น้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกลักษณะ สายตา ภาษา ถ้อยคำ สีหน้า ให้สอดคล้องกับเรื่องที่พูด การพูดที่ดีต้องมีการใช้น้ำเสียงให้เหมาะสมกับเรื่องที่พูด หากพูดเรื่องเศร้า ควรพูดเสียงเบาๆ ช้าๆ แต่หากพูดเรื่องที่ตื่นเต้น ควรใช้น้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ ไวกว่าปกติ อีกทั้งหากเป็นเรื่องเศร้า ควรใช้สีหน้าที่สอดคล้องกับเรื่อง ไม่ควรหัวเราะหรือยิ้มเวลาพูด
6.ขั้นตอนการเตรียมการพูดหรือการตรวจสอบการพูด นักพูดที่ดีต้องมีการเตรียมตัวทุกครั้งก่อนขึ้นพูด การเตรียมเนื้อหาก็มีส่วนสำคัญ เมื่อเตรียมการพูดโดยการเขียนโครงเรื่องแล้ว ต้องมีการตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง เพิ่มเติม ตัดทอน ว่าส่วนไหนควรเพิ่ม ส่วนไหนควรตัดทอน อีกทั้ง ถ้าจะให้ดีควรฝึกการพูดดังๆ สักสองสามรอบ ก่อนไปพูดจริง
การตรวจสอบการพูดนี้จะทำให้เราจำเนื้อหาของเรื่องได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงคำพูดหรือถ้อยคำให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง วัยของผู้ฟังอีกด้วย
สำหรับการสร้างเนื้อหาของเรื่องที่ดี ท่านควรปฏิบัติดังนี้ ท่านควรรวบรวมเนื้อหาของเรื่องที่จะพูดทั้งหมดก่อน แล้วจึงนำเนื้อหามาตัดต่อกัน ดูว่าเนื้อหาอะไรเป็นประเด็นหลัก เนื้อหาอะไรเป็นประเด็นรอง หรือเป็นประเด็นย่อย จงพิจารณาประเด็นในการพูดให้มีเพียงประเด็นใหญ่เพียงประเด็นเดียว อีกทั้งควรเตรียมถ้อยคำให้เหมาะสมกับเนื้อหา แล้วจึงมาดำเนินการตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม ตัดทอน เนื้อหาเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ท้ายนี้ อยากฝากบทประพันธ์ที่เกี่ยวกับการสร้างโครงเรื่อง ของอาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
“ จงพูดดี มีมากล้น คนชื่นชอบ ตามระบอบ ต้นตื่นเต้น เห็นเหมาะสม
ให้กลมกลืน ลื่นกลาง ช่างน่าชม จบให้คม สมรับ จับจิตใจ ”









...
  
วิธีการฝึกฝนการพูด
วิธีการฝึกฝนการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ในสมัยที่กระผมฝึกฝนการพูดต่อหน้าที่ชุมชนใหม่ๆ กระผมมีความประหม่า ตื่นเต้น พูดวกไปเวียนมา พูดแล้วผู้ฟังงง แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อฝึกฝนการพูดบ่อยๆ ทำให้ความประหม่าลดน้อยลง ความตื่นเต้นลดน้อยลง การพูดมีโครงเรื่อง มีระบบมากขึ้น พูดแล้วจากผู้ฟังงง เริ่มเปลี่ยนเป็นผู้ฟังมีความเข้าใจมากขึ้น อีกทั้งบางหัวข้อที่พูด ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือศรัทธาอีกต่างหาก
ในบทความฉบับนี้เราจะมาพูดถึง วิธีการฝึกฝนการพูด ซึ่งวิธีการฝึกฝนเป็นศิลปะของแต่ละคน ในช่วงต้นๆ อาจลองผิดลองถูกก่อน เพราะวิธีการฝึกฝนการพูดของนักพูดท่านหนึ่ง เราฝึกฝนตามวิธีดังกล่าวเราอาจไม่ชอบหรือไม่ถูกกับจริตหรือนิสัยใจคอของเราก็ได้ เช่น เดล คาร์เนกี้ ครูสอนการพูดต่อหน้าที่ชุมชนระดับโลก เคยฝึกฝนการพูดตอนถอนหญ้าในสนามหญ้าภายในบ้าน , อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดี เคยฝึกฝนการพูดตอนอยู่บนหลังม้า เนื่องจากต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ต้องใช้เวลาในการเดินนานจึงใช้เวลาให้เกิดประโยชน์โดยการฝึกฝนการพูด , อาจารย์จตุพล ชมพูนิช เคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ “ เจาะใจ ” เคยฝึกพูดในระหว่างเดินทางกลับบ้าน โดยฝึกพูดคนเดียว ในช่วงเดินเข้าบ้านตั้งแต่ต้นซอยจนถึงปลายซอย โดยเลือกหัวข้อเรื่อง แล้วจึงพูด เป็นต้น
ซึ่งการฝึกการพูดของบุคคลดังกล่าว หากเราเลียนแบบ บางคนอาจประสบความสำเร็จ บางคนอาจไม่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนตัวกระผม วิธีการของบุคคลสำคัญๆ ข้างต้น หากกระผมนำไปฝึกฝนปฏิบัติ คงประสบความสำเร็จได้ยาก เนื่องจาก การฝึกพูดโดยไม่มีผู้ฟัง กระผมมักพูดไม่ออก พูดได้ไม่ดี แต่หากการฝึกฝนการพูดโดยมีผู้ฟัง ตาม สถาบัน สโมสร ชมรม การพูดต่างๆ กระผมมักพูดได้ดีกว่า ทั้งนี้การฝึกฝนการพูดไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว บางคนฝึกพูดต่อหน้ากระจกแล้วฝึกพูดได้ดีมาก
การฝึกฝนการพูดในยุคปัจจุบัน เราสามารถทำได้ง่ายกว่าในอดีต เนื่องจากมี สโมสร สถาบัน ชมรมต่างๆ ที่สอนอีกทั้งเปิดโอกาสให้ท่านไปฝึกพูดได้เป็นประจำ สำหรับข้อมูลเนื้อหาต่างๆ ที่ใช้ในการพูด ท่านสามารถค้นหาได้มากกว่าในอดีต เนื่องจากมีอินเตอร์เน็ต ซึ่งถ้าเป็นในสมัยก่อน หากท่านได้พูดในหัวข้อหนึ่งๆ ท่านจำเป็นจะต้องเดินทางไปหาข้อมูลตามแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดในสถาบันการศึกษา แต่ปัจจุบันท่านอยู่ที่ไหนท่านก็สามารถค้นหาข้อมูลได้ ไม่ว่าจะอยู่ในห้องประชุม ห้องสัมมนา โดยหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
การฝึกฝนการพูดในยุคปัจจุบัน มีแบบอย่างให้ดูมากมาย มีเครื่องมือช่วยให้การพูดของเราพัฒนาปรับปรุงได้มากขึ้น ท่านสามารถดูตัวอย่างการพูดได้จาก Youtube ท่านสามารถปรับปรุงพัฒนาการพูดต่อหน้าที่ชุมชนได้โดยวิธีการใช้กล้องวีดีโออัดหรือบันทึกภาพในการพูดของท่านแต่ละครั้งเพื่อนำไปดู ข้อดี ข้อเด่น ข้อด้อย ข้อควรพัฒนาปรับปรุง ในการพูดแต่ละครั้ง
การฝึกฝนการพูดเป็น ทั้งศาสตร์และศิลปะ กล่าวคือ การฝึกฝนการพูดท่านควรรู้ศาสตร์หรือองค์ความรู้ในเรื่องการพูดต่อหน้าที่ชุมชนอยู่บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดก็คือ ท่านต้องขึ้นเวที หรือ ฝึกฝนบ่อยๆ หากท่านมีทักษะหรือผ่านเวทีมากๆ ท่านก็จะประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูดได้ในอนาคต
หรือหากท่านอยู่ในวงการขาย ถ้าท่านต้องการเป็นนักขาย ท่านมัวเอาแต่อ่านหนังสือการขาย ท่านมัวแต่ศึกษาวิธีการของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ท่านจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในการเป็นนักขาย ถ้าท่านต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักขายท่านไม่มีทางอื่น นอกจากท่านจะต้องออกไปขายเท่านั้น การศึกษาทฤษฏีมีความสำคัญแต่ท่านควรให้ความสำคัญเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่การปฏิบัติ การฝึกฝนมีค่ามากกว่า ท่านควรให้น้ำหนักความสำคัญถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น อยากเป็นนักขายต้องออกไปขายครับ
เช่นกันถ้าอยากเป็นนักพูด การอ่านหนังสือการพูด การเรียนรู้เทคนิคต่างๆ การถามคนที่ประสบความสำเร็จในการพูด ท่านควรให้ความสำคัญเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่การขึ้นเวที การหาเวที การฝึกฝน เป็นทักษะที่ท่านต้องให้ความสำคัญ โดยการฝึกฝนและปฏิบัติให้มากถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ หากต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักพูด ท่านไม่มีวิธีการอื่น ท่านต้องกล้าขึ้นไปพูดบนเวทีให้มากที่สุด
เช่นกันหากท่านอยากว่ายน้ำเป็น อยากว่ายน้ำเก่ง หากท่านมัวแต่อ่านหนังสือวิธีการว่ายน้ำ เทคนิคต่างๆ ในการว่ายน้ำ ท่านจะไม่มีทางว่ายน้ำเป็นเลย วิธีการก็คือ ท่านจะต้องลงไปในสระว่ายน้ำแล้วลงมือว่ายน้ำเลย ท่านอาจมีโอกาสจมน้ำบ้าง ท่านอาจมีโอกาสสำลักน้ำบ้าง แต่ท่านจะว่ายน้ำเป็นก่อนคนที่เอาแต่อ่านหนังสือวิธีการว่ายน้ำ โดยไม่เคยลงไปในสระว่ายน้ำเลย
ดังนั้น วิธีการฝึกฝนการพูด กระผมไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีการฝึกฝนการพูด วิธีไหนดีที่สุด ทั้งนี้ วิธีการฝึกฝนการพูดที่ดี คงต้องขึ้นอยู่กับ จริต นิสัย ใจคอ วิธีการ ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล แต่ถ้าหากท่านมีความปรารถนาที่จะพูดเป็น พูดเก่ง ท่านจะขาดการฝึกฝนการพูดไปไม่ได้
...
  
การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
เคยมีคนตั้งคำถามกับกระผมว่า ทำไมคนนี้พูดแล้วเกิดความน่าเชื่อถือ แต่ทำไมอีกคนหนึ่งพูดแล้วไม่เกิดความน่าเชื่อถือ ความจริงแล้วการพูดให้เกิดความน่าเชื่อมีหลายปัจจัยคือ
1.ตัวผู้พูด กล่าวคือ หากต้องการให้ผู้ฟังเชื่อถือ ตัวผู้พูดเองต้องเป็นคนที่เชื่อถือได้ หากผู้พูดพูดโกหกบ่อยๆ ผู้ฟังก็คงยากที่จะเชื่อ การสร้างความน่าเชื่อถือในตัวผู้พูดยังรวมไปถึง อาชีพ ตำแหน่ง ฐานะทางสังคม รายได้ทางเศรษฐกิจ และบุคลิกภาพ(ทั้งภายในและภายนอก)
2.เนื้อหาในการพูด มีความสำคัญ หากการพูดนั้นวกไปวนมาฟังแล้วไม่เข้าใจผู้ฟังเกิดสับสน ไม่มีการเรียงลำดับเหตุการณ์ สถานที่ ขาดเหตุผล ขาดการอ้างอิง ขาดการเปรียบเทียบ ใช้ภาษาที่เข้าใจยาก ขาดการวิเคราะห์ ขาดการสรุป ขาดการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว สิ่งเหล่านี้มักเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้ผู้ฟังขาดความเชื่อถือ
3.วิธีการนำเสนอในการพูด มีส่วนสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือขึ้น เช่น มีหลักฐานเป็นภาพ คลิปเสียง คลิปภาพ ในการประกอบการพูด เพื่อให้เห็นของจริง หากใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือที่ทันสมัยก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ ความเชื่อถือได้ ทั้งนี้คงรวมถึงการต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟังด้วย เช่น วิเคราะห์เพศ วัย อาชีพ ช่วงอายุของผู้ฟัง ฯลฯ
สำหรับองค์ประกอบการพูดที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือหรือคล้ายตาม เราควรมีเทคนิคดังนี้
- สถิติ เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานต่างๆทำไว้ ควรหาข้อมูล สถิติจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือในการนำเสนอ
การพูด ตัวอย่างในการพูดให้เกิดความคล้อยตามหรือทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีคุณสมัคร สนุทรเวช เป็นบุคคลที่นำเอาตัวเลข สถิติ มาใช้เป็นจำนวนมากในการพูดหาเสียงแต่ละครั้ง
- ความคล้ายคลึงกัน ความคล้ายคลึงกันของผู้พูดกับผู้ฟังก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ
หรือไม่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้พูดกับผู้ฟังนับถือศาสนาเดียวกัน ก็จะได้รับความไว้วางใจมากกว่า , มีอาชีพเดียวกัน ก็จะสร้างความยอมรับจากผู้ฟังได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างกันบางอย่างอาจจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือได้มากกว่าความคล้ายคลึงกัน เช่น บุคคลที่มีฐานะดีกว่าหรือตำแหน่งหน้าที่ที่สูงกว่า ย่อมได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เหตุการณ์ เงื่อนเวลาในการพูดด้วย
- พูดให้ตรงความต้องการของผู้ฟัง เช่น ผู้ฟังมีความต้องการสิ่งใด เราก็พูดในสิ่งที่ผู้ฟังสนใจหรือพูดในสิ่งที่
ผู้ฟังมีความต้องการ เขาก็จะมีความเชื่อถือและคล้อยตามผู้พูด ซึ่งหลักจิตวิทยา อับราฮัม เอช มาสโลว์ ได้วิเคราะห์ความต้องการของมนุษย์แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1.ความต้องการปัจจัยสี่ 2.ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย 3.ความต้องการความรักและมีส่วนร่วม 4.ความต้องการได้รับการยกย่องและได้รับเกียรติ 5.ความต้องการบรรลุความหวังในชีวิต ซึ่งผู้พูดควรวิเคราะห์ผู้ฟังว่าอยู่ระดับขั้นตอนใด
- เสียงคำพูดต้องชัดเจน หนักแน่น การจะพูดให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตาม เกิดความเชื่อถือ เกิดความมั่นใจ ผู้
พูดจะต้องพูดด้วยความมั่นใจก่อน ควรพูดด้วยความกระตือรือร้น พูดด้วยความคล่องแคล่ว อีกทั้งเมื่อมีการถามคำถามก็ควรตอบด้วยความรวดเร็ว หนักแน่น ชัดเจน เสียงดัง มีการเน้นระดับเสียงสูงต่ำ
- ต้องมีการเตรียมตัวมาอย่างดี เช่น เตรียมหลักฐานต่างๆ มาประกอบการพูด เช่น ภาพ คลิป ข่าว หลักฐาน
การอ้างอิง คำพูดของคนสำคัญ ตลอดถึงการเตรียมเนื้อหาในการพูด การเลือกใช้คำกลอน ถ้อยคำ คำคม เพลง มาประกอบการพูด
แต่อย่างไรก็ตาม การจะพูดให้คนเกิดความคล้อยตามหรือเชื่อถือ คงขึ้นอยู่กับตัวผู้พูดเป็นหลัก หากผู้พูดไม่เชื่อถือตามสิ่งที่พูดไป หากผู้พูดพูดโกหกในสิ่งที่พูด หากผู้พูดไม่มั่นใจในสิ่งที่พูด ก็คงยากที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ เกิดความมั่นใจในสิ่งที่ผู้พูดพูด เช่น ผู้พูดพูดให้ผู้ฟังเชื่อว่าผีมีจริง แต่ตัวผู้พูดเองไม่เชื่ออีกทั้งยังไม่เคยเห็นผี ก็คงพูดให้พูดฟังเชื่อได้ยากเนื่องจากตัวผู้พูดเองยังไม่เชื่อหรือพูดให้ผู้ฟังเลิกสูบบุหรี่แต่ตัวผู้พูดเองสูบบุหรี่แบบมวนต่อมวนผู้ฟังก็คงเชื่อหรือคล้อยตามได้ยากเช่นกัน













...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  [11]  [12]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.