หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  การตรึงอารมณ์ผู้ฟัง
  -  บัญญัติ 7 ประการ ทะยานสู่นักพูด
  -  พูดเก่ง...ด้วยปัญญา...
  -  คำคม เกี่ยวกับการพูด
  -  ถ้าอยากเป็นนักพูด...เชิญทางนี้....
  -  นักพูดผู้ยิ่งใหญ่
  -  อัตลักษณ์ของนักพูด...มีผลต่อการพูดจูงใจคน
  -  คุณสมบัติของนักพูดที่ดี
  -  ศิลปะการพูดจูงใจ
  -  อยากเป็นนักพูด
  -  วิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ปาก
  -  การแต่งตัวกับนักพูด
  -  ศิลปะการพูด
  -  พูดเพื่อให้ได้
  -  นักพูดชั้นนำ
  -  พูดดีเป็นศรีแก่งาน
  -  องค์ประกอบของการพูด
  -  ถ้อยคำการพูด
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  การพูดแบบผู้นำ
  -  บุคลิกภาพของนักพูด
  -  การพูดจูงใจคน
  -  การวิเคราะห์ผู้ฟัง
  -  ควรพูดให้ได้ทั้งสาระและความบันเทิง
  -  ทำไมการพูดถึงล้มเหลว
  -  ผู้ฟังอันตราย
  -  วิธีการฝึกพูดด้วยตนเอง
  -  ครบเครื่องนักพูด
  -  ยอวาที
  -  พูดเป็นเขียนเป็นอย่างนักพูดนักเขียน
  -  เส้นทางสู่วิทยากร
  -  การพูดในชีวิตประจำวัน
  -  การพูดต่อที่ชุมชน
  -  การพูดกับการเป็นผู้นำ
  -  ศิลปะการพูดในงานบริการ
  -  การเปิดฉากการพูด
  -  การดำเนินเรื่องในการพูด
  -  วิธีการฝึกฝนการพูด
  -  การสร้างความน่าเชื่อถือในการพูด
  -  การพูดที่ล้มเหลว
  -  การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
  -  Actions Speak Lound Than Words (ท่าทางนั้นดังกว่าคำพูด)
  -  คำคม คำพูด ข้อคิดนักพูด
  -  จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร
  -  มาเป็นวิทยากรกันเถอะ
  -  ความเชื่อมั่นในการพูด
  -  การพูดเพื่อนำเสนอ
  -  6 W 1 H สำหรับการพูด
  -  วิทยากรสมัยใหม่
  -  พูดอย่างฉลาด
  -  การฝึกพูด
  -  วิธีการนำเสนอ
  -  การพูดให้น่าเชื่อถือ
  -  เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ
  -  จะพูดให้ได้ดีต้องมีเครื่องปรุง
  -  จงระวังความเคยชินในการพูด
  -  ภาษากายกับการพูด
  -  การพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  ศิลปะการพูด
  -  สู่วิทยากรมืออาชีพ
  -  ข้อแนะนำสำหรับวิทยากรมือใหม่
  -  การสร้างพลังสามัคคี
  -  ความเชื่อมั่นในตนเองเวลาพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  กิริยาท่าทางในการพูด
  -  พูดโทรศัพท์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
  -  ศิลปะการพูดในที่ประชุม
  -  การฝึกซ้อมการพูด
  -  การพูดเพื่องานประชาสัมพันธ์
  -  วัตถุดิบสำหรับการพูด
  -  การพูดอย่างมีตรรกะ
  -  การพูดเชิงบวก
  -  การเตรียมความพร้อมในการพูด
  -  คำพูดประเภทต่างๆ
  -  พูดเหมือนผู้นำ
  -  การสื่อสารโดยการพูด...ภายในองค์กร
  -  บริหารเวลา กับ เป้าหมาย
  -  ศิลปะการพัฒนาการพูด
  -  การพูดหาเสียงเลือกตั้ง
  -  การอ้างวาทะคนดังในการพูด
  -  สุนทรพจน์ในการพูด
  -  การพูดทางการเมือง
  -  คำพูดเจาะจิต
  -  การสร้างเสน่ห์ในการพูด
  -  พูดบวกเปิดประตูสู่ความสำเร็จ
  -  จังหวะในการพูด
  -  วิทยากรกับการเป็นวิทยากร
  -  วิทยากรที่ดีต้องรู้จักผสมผสาน
  -  การเลือกวิทยากร
  -  ประโยชน์ของการฝึกอบรม
  -  พูดให้ถูกสถานการณ์
  -  ศิลปะการพูดสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม
  -  เห็นไมค์แล้วไข้ขึ้น
  -  วิธีการฝึกการพูดของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์
  -  วิธีฝึกพูดของ เดล คาร์เนกี
  -  ศิลปะการโต้วาที
  -  ศิลปะการพูดว่าความในศาล
  -  การเตรียมตัวก่อนสมัครเป็นนักการเมือง
  -  คุณธรรมนักพูด
  -  คุณก็เป็นนักพูดได้
  -  การประชาสัมพันธ์เพื่อการตลาด
  -  เทคนิคการพูดของ บารัค โอบามา
  -  วิธีสร้างความกล้าในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
  -  จงพูดอย่างกระตือรือร้น
  -  โฆษกกับการพูดที่ดี
  -  การนำเสนอและการพูดต่อหน้าที่ชุมชนที่ดี
  -  การเขียนสคิปในการพูด
  -  การใช้โน๊ตย่อในการพูด
  -  การพูดโน้มน้าวใจ​
  -  ภาษากายไม่เคยโกหก
  -  การอ่านใจคนจากภาษากาย
  -  การพูดสำหรับโฆษกฟุตบอล
  -  การสื่อสารสำหรรับข้าราชการ
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การพูดที่ล้มเหลว
การพูดที่ล้มเหลว
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพูดที่ล้มเหลว มักเป็นการพูดที่ผู้พูดพูดกับผู้ฟังโดยผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกสับสน ผู้ฟังฟังแล้วจับใจความไม่ได้ว่าผู้พูดต้องการสื่อสารอะไรกับผู้ฟัง เป็นการพูดที่ผู้ฟังฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ซึ่งสาเหตุของการพูดที่ล้มเหลว มีหลายสาเหตุ เช่น
1.ขาดการเตรียมการพูด การเตรียมการพูดมีความสำคัญมากต่อการพูดแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน หากขาดการเตรียมตัวจะทำให้ผู้พูดขาดความมั่นใจ ขาดข้อมูลในการพูด ขาดเนื้อหาที่จะนำไปใช้ในการพูด ขาดการอ้างอิง ขาดการลำดับเหตุการณ์ ขั้นตอนของเรื่องที่พูด
2.ขาดเป้าหมายในการพูด การพูดหากขาดเป้าหมาย ขาดวัตถุประสงค์ในการพูด จะทำให้การพูดในครั้งนั้นๆ เต็มไปด้วยความน่าเบื่อ เพราะผู้พูดจะพูดไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงว่าการพูดครั้งนั้นๆ ต้องการบอกอะไรกับผู้ฟัง เช่น ต้องการจูงใจให้ผู้ฟังเลิกสูบบุหรี่ ต้องการพูดขำขันหรือทอล์คโชว์ให้แก่ผู้ฟัง หรือ ต้องการบอกเล่าประสบการณ์ของผู้พูดเป็นต้น
3.ขาดการสอดใส่อารมณ์ การพูดที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่ เบา ราบเรียบ จะทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ทั้งทำให้บรรยากาศในการฟัง ชวนให้ง่วงนอนมากยิ่งขึ้น การพูดที่สอดใส่อารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ผู้พูดต้องนำไปปรับปรุงพัฒนา ควรฝึกการพูดให้มีจังหวะจะโคน จงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ราบเรียบ โดยให้มีน้ำเสียงดัง เบา หยุด เน้น ย้ำ ตามเนื้อเรื่องที่พูด
4.ขาดความชัดเจนในการพูด การพูดที่พูดผิดพูดถูก ขาดความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำ ภาษา คำควบกล้ำ หากขาดความชัดเจนจะทำให้ผู้ฟังขาดความศรัทธา ฉะนั้น หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในการพูด ท่านควรหาโอกาสฝึกฝนตนเอง โดย การอ่านหนังสือออกเสียง อีกทั้งควรหาเทปหรือ MP3 มาอัดเสียงของตนเองเพื่อฟังแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น
5.ขาดการวิเคราะห์ผู้ฟัง การพูดเก่งไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเอาแต่พูดโดยไม่สนใจผู้ฟัง แต่คนที่ต้องการเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จ ผู้พูดคนนั้นจะต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง สนใจผู้ฟัง วิเคราะห์ว่าผู้ฟังเป็นคนวัยไหน ผู้ฟังมีอาชีพอะไรผู้ฟังมีความต้องการอะไร ผู้ฟังคุยกันระหว่างการพูดหรือไม่ ผู้ฟังขาดความสนใจในการพูดเพราะเหตุใด
6.ขาดการทำเรื่องยากๆให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ แต่มีผู้พูดจำนวนมากมักทำเรื่องง่ายๆให้เป็นเรื่องยากๆ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการ มักใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมายในการพูด อีกทั้งยังเป็นคำศัพท์เฉพาะกลุ่ม ทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่เข้าใจในการฟัง แต่ทำให้ผู้พูดบางท่านเข้าใจผิดคิดว่า ตนเป็นคนมีภูมิรู้มากมาย ฉะนั้นหากต้องการประสบความสำเร็จจงทำเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ และสนุก
7.ขาดความรู้ในเชิงลึกในเรื่องที่พูด การพูดหากว่าผู้พูดรู้ไม่ลึกพอ หรือไม่รู้จักหาข้อมูล มาศึกษาเพิ่มเติม รู้แค่เปลือกนอก เมื่อผู้ฟังถามคำถาม หากผู้พูดตอบไม่ได้ก็จะทำให้ผู้ฟังขาดความศรัทธาและขาดความเชื่อถือได้ ฉะนั้น ก่อนจะไปพูดแต่ละครั้งควรเตรียมข้อมูล ควรศึกษาเรื่องดังกล่าวให้รู้ลึก รู้จริง ก่อนไปพูด เพราะยุคปัจจุบันเป็นยุคข้อมูล ข่าวสาร ยุคของความรู้ ท่านสามารถหาข้อมูลได้จากแหล่งต่างๆมากมาย
8.ขาดความเป็นธรรมชาติ การพูดที่เกร็งไม่เป็นปกติหรือเป็นธรรมชาติ มักทำให้ผู้ฟังรู้สึกเกร็งไปด้วย ความไม่เป็นปกติของผู้พูดเรามักสังเกตได้จาก ท่าทางที่นิ่งเฉย ไม่มีการแอกชั่น เป็นการพูดที่ขาดซึ่งอารมณ์ ขาดความรู้สึกในการพูด ฉะนั้นควรทำตนให้เป็นปกติหรือธรรมชาติในการพูดจะทำให้การพูดดูเป็นกันเอง ไม่น่าเบื่อหน่าย
ฉะนั้น หากท่านไม่ต้องการให้การพูดของท่านล้มเหลว ท่านควรงดจากการกระทำทั้ง 8 ข้อ ดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งควรปรับเปลี่ยน พัฒนา ให้ตรงกันข้ามกัน เช่น ขาดการเตรียมการพูด ท่านควรเตรียมการพูดให้มากๆ , ขาดเป้าหมายในการพูด ท่านต้องมีเป้าหมายในการพูดทุกครั้ง , ขาดการสอดใส่อารมณ์ ท่านต้องสอดใส่อารมณ์ในการพูดแต่ละครั้ง , ขาดความชัดเจนในการพูด ท่านควรฝึกฝนการพูดในมีความชัดเจนยิ่งขึ้น , ขาดการวิเคราะห์ผู้ฟัง ท่านควรมีการวิเคราะห์ผู้ฟัง , ขาดการทำเรื่องยากๆให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ท่านต้องรู้จักทำเรื่องยากๆให้กลายเป็นเรื่องง่าย , ขาดความรู้ในเชิงลึกในเรื่องที่พูด ท่านจะต้องศึกษาให้มีความลึกซึ้งในเรื่องที่พูด และขาดความเป็นธรรมชาติ ท่านจะต้องทำตัวให้เป็นธรรมชาติในการพูดแต่ละครั้ง








...
  
การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
การสร้างวาทะสำหรับนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
“การปกครองแบบประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” เป็นคำพูดของ อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ
“ถ้าท่านมีเงินหนึ่งรูปี และฉันมีเงินหนึ่งรูปี แล้วนำเงินนั้นมาแลกกัน ก็จะไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้าคุณมีความเห็นหนึ่งความคิดเห็น ฉันมีหนึ่งความคิดเห็นและนำมาแลกกัน เราจะได้ความคิดเห็นเพิ่มเป็นสองความคิดเห็น”
เป็นคำพูดของนางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอินเดีย
“ขออย่าได้ถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรให้ท่านได้บ้าง แต่ขอให้ถามกันเถอะว่า ท่านจะทำอะไรได้บ้างสำหรับประเทศของท่าน” เป็นคำพูดของจอห์ เอฟ เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ
คำพูดข้างต้น เป็นคำพูดที่มีความหมายที่กินใจผู้ฟัง เป็นคำพูดที่เป็น “วรรคทอง” ถือว่าเป็นวาทะสำคัญของโลกเลยทีเดียว ถามว่าบุคคลสำคัญเหล่านี้ สามารถสร้างคำพูด “ วรรคทอง ” ได้อย่างไร เขามีวิธีไหนในการสร้างคำพูดเหล่านี้ และถ้าหากเราต้องการสร้างเราจะสร้างได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ท่านสามารถสร้างคำพูด “ วรรคทอง” เหล่านี้ได้โดยการปฏิบัติดังนี้
1.จดบันทึกหรือจดจำคำพูดดีๆ อับราฮัม ลินคอล์น เคยกล่าวถึงการได้มาซึ่ง “วรรคทอง” ว่าเขาได้วาทะ เหล่านี้จากการที่เขาจดบันทึกในเศษกระดาษ หากมีโอกาสเมื่อใด เขาจะหยิบข้อความต่างๆ ขึ้นมาอ่าน ฉะนั้นท่านควรมีสมุดบันทึกเพื่อจดคำพูดดีๆ คำคม สุภาษิต ต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันท่านสามารถหาข้อมูล คำพูดดีๆ สุภาษิตดีๆ ได้จากหลายแหล่ง เช่น ในหนังสือ ในงานอบรม ในงานสัมมนา ในการดูโทรทัศน์ ในอินเตอร์เน็ต ฯลฯ เมื่อได้ข้อมูลแล้วท่านต้องจดบันทึก เมื่อมีเวลาท่านควรนำบันทึกเหล่านั้นมาอ่านทบทวนเป็นประจำ เพราะการทำความเข้าใจ คำคม วาทะ สุภาษิต ต่างๆจะทำให้ท่านเกิดความคิดวินิจฉัยและความคิดที่เฉียบแหลมขึ้น
2.ดัดแปลงแก้ไขจากวาทะหรือวรรคทองของผู้อื่น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนไทยเป็นชนชาติหนึ่งที่ชอบดัดแปลงแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ภาษาไทย บางครั้งก็ดัดแปลงแก้ไขออกมาแล้วดูดี แต่บางครั้งก็ดัดแปลงแก้ไขออกมาแล้วดูจะไม่ค่อยเข้าท่า เช่น สุภาษิตต่างๆ “น้ำลดตอผุด” มีคนไปดัดแปลงใหม่ว่า “ น้ำลดตอแหล” หรือ คำสอนที่ดีๆ ในอดีต “ นักเรียนดีเพราะถูกครูด่า มีคนไปดัดแปลงใหม่ว่า “ ครูตายห่าเพราะด่านักเรียน” หรือ “ คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ” มีคนดัดแปลงใหม่ว่า “ คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ถ้าคบคนแก้ผ้า จะได้ดูทั้งหน้าและเนื้อ” หรือ ช่วงหนึ่งของ ลิลิตพระลอ เดิมเขียนเอาไว้ว่า “ ร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้เนื้อเมียได้” มีคนไปดัดแปลงใหม่ว่า “ ร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้ น้องเมียได้ ”
3.คิดขึ้นมาเอง ข้อนี้จะยากกว่าการจดจำ การบันทึกหรือการดัดแปลงวาทะของผู้อื่น แต่อย่างไรก็ตามก็คงไม่ยากเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ สำหรับหลักการสร้างวาทะหรือวรรคทองต่างๆ ควรมีลักษณะดังนี้
1.เป็นคำพูดสั้นๆ กระชับ แต่มีความลึกซึ้งกินใจ
2.เป็นคำพูดที่เฉียบแหลมคมคาย สามารถชวนให้คนคิดต่อไป ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นจริง
3.เป็นคำพูดที่ผู้ฟังฟังแล้วเกิดความหวั่นไหว คล้อยตาม
4.เป็นคำพูดที่สร้างความเชื่อถือศรัทธาให้แก่ผู้พูด
5.เป็นคำพูดที่มีความไพเราะ แต่มีความแจ่มแจ้งชัดเจน ผู้ฟังฟังแล้วเข้าใจได้ง่าย
โดยสรุป การสร้างวาทะท่านสามารถสร้างขึ้นเองได้โดยวิธีการจดจำ การจดบันทึกแล้วนำเอาไปใช้ , การดัดแปลงแก้ไขวาทะหรือวรรคทองของผู้อื่น และการคิดขึ้นมาเอง


...
  
Actions Speak Lound Than Words (ท่าทางนั้นดังกว่าคำพูด)
Actions Speak Lound Than Words
(ท่าทางนั้นดังกว่าคำพูด)
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
ท่าทางหรือบุคลิกภาพ มีความสำคัญในการพูด บุคลิกภาพ หมายถึง สภาพนิสัยจำเพาะคน ซึ่งอาจรวมถึง รูปร่าง หน้าตา การแสดงออก ท่าทาง การนั่ง การยืน การเดิน เสื้อผ้า ทรงผม กริยาอาการ ตลอดจนเครื่องประทับต่างๆ ฯลฯ
นักพูด วิทยากร นักบรรยาย จึงควรเอาใจใส่ในเรื่องบุคลิกภาพ โดยต้องมีการปรับปรุง พัฒนาบุคลิกภาพดังนี้
1.อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เคยกล่าวไว้ว่า วิธีการสร้างบุคลิกภาพที่ดีในการพูด ควรงดแสดงอาการ 1.ล้วง 2.แคะ 3.แกะ 4.เกา 5.หาว 6.ยัก 7.โยก 8.ถอน 9.ค้อนและ 10.กะพริบ
2.ควรเดินขึ้นเวทีการพูดและพูด อย่างกระตือรือร้น เบิกบานแจ่มใสและกระฉับกระเฉง การที่ผู้พูดพูดด้วยความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง ผู้ฟังก็จะมีความรู้สึกตามที่ผู้พูดพูด แต่เมื่อการพูดครั้งใดที่ผู้พูด เดินขึ้นเวทีพูดและพูดด้วยความเฉื่อยชา เศร้าสร้อย ผู้ฟังก็จะรับรู้ถึงอารมณ์ดังกล่าวของผู้พูด อีกทั้งทำให้บุคลิกภาพของผู้พูดไม่เป็นที่ประทับใจอีกด้วย
3.ควรพัฒนาการใช้สายตา เมื่อต้องพูดต่อหน้าที่ชุมชน การใช้สายตาต้องมองไปให้ทั่วถึง วิธีการใช้สายตาที่ดี ต้องค่อยๆ กวาดสายตาไปยังผู้พูด ไม่ควรมองเพดาน ไม่ควรมองพื้น หรือมองไปยังที่ผู้ฟังคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ ควรสบตาผู้ฟังและแสดงออกซึ่งความจริงใจในการพูด
4.การแสดงออกทางใบหน้า ควรยิ้มแย้มแจ่มใสเวลาพูด การยิ้มจะทำให้บรรยากาศในการพูดไม่ตึงเครียดจนเกินไป การใช้สีหน้าในการพูดก็ควรให้เหมาะสมกับเรื่องที่พูด เช่นพูดเรื่องเศร้า ก็ไม่ควรยิ้มหรือหัวเราะ แต่ควรทำหน้าเศร้า ทำน้ำเสียงเศร้า ไปตามเนื้อเรื่องที่พูด
5.การแต่งกายต้องให้เหมาะสมกับตัวเอง ต้องแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ยึดหลักสะอาด เหมาะสมกับวัย เหมาะสมกับสถานที่ที่จะไปพูด การแต่งกายที่ดีควรแต่งกายเสมอผู้ฟังหรือสูงกว่าพูดฟังสักเล็กน้อย แต่ไม่ควรแต่งกายต่ำกว่าผู้ฟัง เช่น ผู้ฟังใส่สูทแต่เราเป็นผู้พูดดันใส่เสื้อยืด รองเท้าแตะ อย่างนี้ก็ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง
6.การใช้ไมโครโฟน ควรให้ปากห่างไมโครโฟนประมาณ 1 ฝ่ามือ เพราะถ้าปากใกล้ไมโครโฟนมากเกินไปก็จะทำให้เกิดเสียงดัง แต่ถ้าปากห่างไมโครโฟนมากไปก็จะทำให้เสียงที่พูดเบา ก็จะทำให้ผู้ฟังไม่ค่อยจะได้ยิน แต่ทั้งนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอีกเช่นกันเพราะบางคนอาจเป็นคนพูดเสียงดัง บางคนอาจจะเป็นคนพูดเสียงเบา ผู้พูดจึงต้องรู้จักประมาณระยะห่างระหว่างปากกับไมโครโฟนด้วย
7.ฝึกการใช้ภาษากาย ภาษากายเป็นการสื่อสารของมนุษย์โดยผ่านความเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การพยักหน้าทันทีที่มีความเห็นด้วย หรือ ส่ายหน้าทันทีที่เห็นขัดแย้ง ฯลฯ อีกทั้งต้องระวังการใช้ภาษากายที่เป็นไปในลักษณะลบ เช่น การไม่กล้าสบตาผู้ฟัง การแสดงออกซึ่งความกระวนกระวายใจ การดูนาฬิกาบ่อย ฯลฯ
ดังนั้น Actions Speak Lound Than Words หรือ ท่าทางนั้นดังกว่าคำพูด มีความเป็นจริงมากที่เดียว ดังจะเห็นได้จากนักพูดบางท่าน ที่พูดเก่ง แต่ใช้ภาษาท่าทางที่แสดงออกด้วยความไม่จริงใจ จึงทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา เช่น ไม่กล้าสบตาผู้ฟัง ชี้นิ้วใส่หน้าผู้ฟัง กัดฟัน ใช้เท้าเตะสิ่งของต่อหน้าผู้ฟัง เป็นต้น
สรุปก็คือ ท่าทางเป็นภาษาหนึ่งในหมวดของอวัจนภาษา(Non-Verbal Communication) ซึ่งภาษาท่าทางสามารถสื่อไปยังผู้ฟังได้ นักพูด วิทยากร นักบรรยาย ที่ดีจึงควรมีการปรับปรุง พัฒนาภาษาท่าทาง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรักความศรัทธาและเข้าไปนั่งในหัวใจของผู้ฟังได้ง่ายขึ้น




...
  
คำคม คำพูด ข้อคิดนักพูด
คำคม คำพูด ข้อคิดนักพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
คำคม คำพูด ข้อคิดของบรรดานักพูด มีความสำคัญมากต่อบรรดาผู้ที่ต้องการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน เพราะ คำคม คำพูด ข้อคิด มักเป็นคำสั้นๆ เข้าใจง่าย แต่กินใจความสำคัญ กระผมจึงขออนุญาตนำ คำคม คำพูด ข้อคิดของบรรดานักพูด มาเขียนและขยายความให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
“ถ้าท่านลุกขึ้นยืนพูดต่อหน้าที่ฝูงชนไม่ได้ อย่าปรารถนาเป็นผู้นำ” เป็นคำพูดของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งมีความเป็นจริงอยู่มากทีเดียว เนื่องจาก ผู้นำในระดับประเทศหรือระดับโลก มักจะต้องเป็นนักพูด อีกทั้งยังต้องทำงานโดยใช้คำพูดมากกว่าการใช้แรงกาย คนที่ต้องการเป็นผู้นำจึงต้องมีการฝึกฝนการพูด เพราะถ้าหากท่านมีความคิดที่ดีๆ อีกทั้งยังต้องมีการนำเสนอความคิดนั้น แต่ท่านไม่สามารถลุกขึ้นพูดแสดงความคิดเห็นให้ผู้คนเข้าใจต่อหน้าที่ฝูงชนได้ ผู้คนก็คงไม่เคารพนับถือท่าน และคงไม่เลือกท่านให้เป็นผู้นำของเขา
“ทุกคนพูดได้ แต่มีบางคนเท่านั้นที่พูดเป็น” เป็นคำพูดของ อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ คนเราเกิดมาทุกคน หากไม่เป็นใบ้ ก็สามารถพูดจาภาษาต่างๆได้ แต่คนทุกคนไม่สามารถ พูดแล้วทำให้คนอื่นชื่นชอบ พูดแล้วคนเชื่อ พูดแล้วคนเข้าใจ พูดแล้วได้รับประโยชน์จากการพูดของตนเองได้ทุกคน แต่มีบางคนเท่านั้นที่สามารถทำได้ ดังนั้น หากท่านต้องการพูดเป็นท่านจึงต้องมีเรียนรู้ พัฒนาทักษะการพูดของท่านอยู่เสมอ
“ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา” เป็นข้อคิดในบทกลอนของสุนทรภู่ในเรื่อง นิราศภูเขาทอง จากบทกลอนดังกล่าวทำให้เราทราบว่า คำพูดของคนเราสามารถพูดไปแล้วทำให้คนรักคนชอบก็ได้ ทำให้คนเกลียดกันก็ได้ บางคนถึงขั้นต้องเสียชีวิตด้วยก็เพราะเหตุคำพูดของตนเอง นี่คืออนุภาพของการพูดของคนเรา
“คนพูดดี คือ คนที่รู้จัก 1.พูดความจริง 2.พูดมีสาระ3.พูดถูกกาลเทศะ”เป็นคนสอนของพระพุทธเจ้า เราจะเห็นได้ว่าคนที่พูดแล้วคนชอบ คนรัก คนศรัทธา มักเป็นคนที่มีลักษณะของการพูดความจริง พูดในสิ่งที่มีประโยชน์ และพูดได้ถูกสถานการณ์ หากท่านสามารถพูดเช่นนี้ได้ ท่านก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนพูดดี
“ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด แต่หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา” เป็นคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน พลเอกชายชาติ ชุณหะวัณ คำพูดของคนเราก่อนจะพูดออกไปเราสามารถบังคับควบคุมมันได้ว่าจะพูดหรือไม่พูด แต่พอพูดออกไปแล้ว คำพูดนั้นจะผูกมัดเรา โดยเฉพาะคำพูดของผู้นำประเทศ ถ้าหากว่าได้สัญญากับประชาชนในเรื่องอะไร ก็ย่อมต้องทำตามสิ่งที่ตนเองได้พูดไว้ มิเช่นนั้น ประชาชนก็จะไม่มีความเชื่อถือ ความเคารพ ศรัทธา ตัวผู้นำคนนั้นได้
“ลิ้นเพียง 2 นิ้ว ขงเบ้งสามารถยกเมืองให้แก่เล่าปี่ได้” เป็นแง่คิด คำพูดในหนังสือ สามก๊ก ของชาวจีน ในเนื้อเรื่องเราจะเห็นความสามารถของขงเบ้งในเชิงการพูด เนื่องจากขงเบ้งสามารถพูดยั่วยุ พูดให้กำลังใจคน พูดโดยใช้ชั้นเชิงทางการทูต เพื่อเจรจาต่อรองหรือใช้ความสามารถทางการพูดยกเมืองให้กับเจ้านายคือเล่าปี่ได้ โดยไม่ต้องออกรบให้เสียกำลังพล นี่คืออนุภาพของการพูด
ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของคำพูด คำคม ข้อคิดของบรรดานักพูด ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า คำพูดของคนเรามีความสำคัญ คำพูดสามารถนำพาให้เราเป็นผู้นำได้ คำพูดสามารถทำให้คนชื่นชอบได้และคำพูดสามารถสร้างความศรัทธาได้ แต่ในทางกลับกัน คำพูดสามารถทำให้คนเกลียดได้ คำพูดสามารถทำให้คนเสียชีวิตได้และคำพูดสามารถทำลายเราให้เกิดความล่มจมและเกิดความเสื่อมได้เช่นกัน
...
  
จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร
จะเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอย่างไร

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

www.drsuthichai.com

กระผมเชื่อว่า การเริ่มต้นเป็นวิทยากรของวิทยากรในอดีตและปัจจุบัน มีเส้นทางที่แตกต่างกัน สำหรับตัวกระผมเอง เรียนจบปริญญาตรีมาก็ไม่เคยคิดประกอบอาชีพนี้ แต่ดันไปทำงานธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) เกือบ 5 ปี แล้วไปเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวร และ มหาวิทยาลัยพะเยา เกือบ 13 ปี แล้วจึงลาออกมาเป็นวิทยากรอิสระ ซึ่งอาชีพอาจารย์ประจำกับวิทยากรอิสระมีความแตกต่างกัน เช่น การนำเอาวิธีการสอนของนิสิต นักศึกษา ในห้องเรียน มาใช้กับคนทำงานในห้องฝึกอบรม มักใช้ไม่ค่อยได้ผล , การบรรยายในห้องเรียน 3 ชั่วโมง มีหนังสือ ตำรา อุปกรณ์ต่างๆ แต่พอเป็นวิทยากรใหม่ๆถูกเชิญไปพูดหัวข้อสั้น เช่น “ การใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ” 3 ชั่วโมง กระผมขอสารภาพว่า นั่งกลุ้มเลย ไม่รู้จะเอาอะไรไปพูด เพราะกระผมเคยฝึกพูดที่ สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย , ชมรมปาฐกถาและโต้วาที (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ,สโมสรฝึกการพูดต่างๆ เขาให้ฝึกพูดแค่ 5-8 นาที เป็นต้น

แต่เมื่อกระผมได้ผ่านเวทีต่างๆมามาก ผ่านประสบการณ์มามาก บางเวทีอาจประสบความสำเร็จ บางเวทีก็อาจจะล้มเหลว มันต้องทดลองหลายแบบ จนในที่สุด ประสบการณ์ต่างๆ ก็จะสะสม จนเราเองเกิดความชำนาญ หากถูกเชิญให้พูดเรื่องเดียวกัน เช่น “ การใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ” 3 ชั่วโมง ในปัจจุบัน กระผมอาจขอสัก 6 ชั่วโมง เพราะไหนๆก็จะไปพูดทั้งทีแล้ว เสียค่าเดินทาง เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ไปแล้วต้องเอาให้คุ้ม แต่สำหรับคนที่ต้องการจะเป็นวิทยากรอิสระกระผมขอแนะนำดังนี้

1.ท่านควรเลือกหัวข้อหรือหลักสูตรที่ท่านมีความถนัด ท่านมีความรู้ ที่จะสามารถถ่ายทอดได้ เช่น การพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ขายอย่างเซียน , ครบเครื่องนักบริหาร , การบริการสู่ความเป็นเลิศ ฯลฯ

2.หาโอกาส หลังจากนั้นควรหาเวทีบรรยายหรือนำเสนอตัวต่อหน่วยงานต่างๆ ที่มีความต้องการที่จะฟัง หัวข้อหรือหลักสูตรที่ท่านบรรยาย ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ท่านอาจจะรับบรรยายให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง พัฒนาเนื้อหาของหลักสูตรของท่าน เช่น ไปบรรยายที่ วัด สถาบันการศึกษา สโมสร สถาบัน ชมรม ฯลฯ

3.นำเสนอหลักสูตรแก่สถาบันต่างๆหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรม เมื่อท่านมีความมั่นใจว่าหลักสูตรที่ท่านไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ท่านสามารถบรรยายด้วยความเชื่อมั่น ลำดับต่อไปท่านควรนำเสนอหลักสูตรนั้น แก่ สถาบันหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรม เพื่อให้สถาบันหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรมหาลูกค้าให้แก่ท่าน

4.สร้างเครือข่าย แสวงหากลุ่ม หรือ บุคคลที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเพื่อช่วยเหลือกัน ท่านควรสมัครเข้า สถาบันหรือองค์กรต่างๆ ที่สามารถนำพาท่านให้มีโอกาสได้ไปบรรยายหรือได้เป็นวิทยากรมากยิ่งขึ้น เช่น สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย , สโมสรฝึกการพูดต่างๆ , สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ฯลฯ

5.ถือกระเป๋า เดินตามวิทยากรรุ่นพี่ หากท่านมีความมุ่งมั่นในเส้นทางวิทยากรอิสระจริง ท่านอาจจะต้องลงทุนเพิ่มพูนประสบการณ์ ด้วยการเรียนรู้ คอยรับใช้ คอยให้ความช่วยเหลือ วิทยากรมืออาชีพ เพื่อจะได้เรียนรู้ เทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบการนำเสนอ เนื้อหา ตัวอย่าง แบบฝึกหัด ฯลฯ

6.โปรโมทตัวเองบ้าง สินค้าที่ดีหากไม่มีใครรู้จักก็มักจะขายสู้สินค้าที่ไม่ดีแต่มีคนรู้จักไม่ ได้ จงจัดหางบประมาณในการลงทุนโปรโมทตนเองบ้าง เช่น ลงทุนทำเว็บไซต์ส่วนตัว , ลงทุนโฆษณาตามสื่อต่างๆ , ลงทุนทำหนังสือที่ตนเองแต่งขาย ฯลฯ หรือ อาจจะลงทุนโปรโมทตัวเองแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น การเขียนบทความลงตามสื่อต่างๆ อาทิ ในหนังสือพิมพ์ ในวารสาร ในอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

ดังนั้น ท่านสามารถเริ่มต้นอาชีพวิทยากรอิสระได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ โดยการเลือกหัวข้อหรือหลักสูตรที่ท่านต้องการบรรยาย , หาโอกาสให้กับตัวเอง , นำเสนอหลักสูตรแก่สถาบันต่างๆหรือบริษัทรับจัดฝึกอบรม , สร้างเครือข่าย , ถือกระเป๋า เดินตามวิทยากรรุ่นพี่ และ รู้จักที่จะโปรโมทตัวเอง ...
  
มาเป็นวิทยากรกันเถอะ
มาเป็นวิทยากรกันเถอะ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

ในปัจจุบันนี้กระผมประกอบอาชีพวิทยากรอิสระ ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ดีมากๆ กระผมหวังว่าผู้อ่านอีกหลายท่านคงมีความสนใจจะประกอบอาชีพนี้เช่นกัน ซึ่งข้อดีของอาชีพวิทยากรอิสระมีหลายอย่าง เช่น

1.เป็นอาชีพที่ท่านสามารถบริหารเวลาได้เอง เป็นอาชีพที่ไม่เหมือนกับการทำงานประจำซึ่งจะต้องมีการลงเวลาทำงาน อีกทั้งท่านไม่ต้องไปทำงานทุกวัน ท่านสามารถเลือกงาน เลือกวันทำงานได้ ว่าท่านจะรับไปบรรยายหรือไม่ไปก็ได้

2. เป็นอาชีพที่ทำให้มีโอกาสฝึกฝนและพัฒนาตนเองหลายๆด้าน คนที่จะเป็นวิทยากรต้องเรียนรู้มาก ต้องเข้ารับการอบรม ต้องอ่านหนังสือมาก อีกทั้งยังต้องฝึกฝนพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ทักษะการพูดต่อหน้าที่ชุมชน , ทักษะการนำเสนอ ,ทักษะในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ , ทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ฯลฯ

3.เป็นอาชีพที่ได้รู้จักคนเป็นจำนวนมาก รู้จักคนหลากหลายอาชีพ มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมากมาย ทำให้เป็นที่เคารพแก่บุคคลทั่วไป

4.เป็นอาชีพที่ได้ท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น กินฟรี เดินทางฟรี พักฟรี โดยมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ อาชีพวิทยากรมักถูกเชิญให้ไปบรรยายในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานและภาคกลาง หรือเกือบทั่วทุกจังหวัด ท่านสามารถท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ ในระหว่างเดินทาง หรือ หลังจากการบรรยายท่านสามารถใช้เวลาว่างไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยผู้จัดการอบรมออกค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าโรงแรมที่พัก และค่าอาหารให้แก่ท่าน

5.เป็นอาชีพที่ให้ความช่วยเหลือ อุทิศตน และช่วยพัฒนาประเทศชาติ อาชีพวิทยากรเป็นอาชีพที่ให้ความรู้ ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรต่างๆ เป็นอาชีพที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีทักษะ มีศักยภาพในการทำงาน จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ อุทิศตนและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อีกอาชีพหนึ่ง

6.เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ตามสมควร แต่หากว่าท่านสามารถพัฒนาตนเองจนเป็นที่ยอมรับของผู้คน ท่านก็สามารถสร้างรายได้อย่างมากมายมหาศาลจากอาชีพนี้ ฉะนั้น ชั่วโมงบินจึงมีความสำคัญมากสำหรับอาชีพนี้ ยิ่งมีเวทีมาก ยิ่งพูดได้ดี ยิ่งคนรู้จักมาก โอกาสสร้างรายได้ยิ่งมีมากขึ้น

7.เป็นอาชีพที่สามารถสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนต่างๆ ท่านสามารถคบหาบุคคลที่ประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างโอกาสในการทำธุรกิจได้ในอนาคต

8.เป็นอาชีพที่ไม่ต้องมีเจ้านาย มีลูกน้อง ท่านจึงไม่ต้องไปกระทบหรือมีความขัดแย้งกับใคร ทำให้เกิดความสบายใจในการทำงาน ท่านจึงสามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่

9.เป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ทำให้ลดความเสี่ยงในการขาดทุนหรือล้มละลาย

10.เป็นอาชีพที่ขายองค์ความรู้ ซึ่งมีอยู่ในตัวของท่านเอง จึงเป็นสินค้าที่ไม่มีวันขายหมด แต่จะมีเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ หากว่าท่านได้อ่านมากขึ้น อบรมมากขึ้น หาความรู้มากขึ้น

เมื่อท่านได้อ่านข้อดีของอาชีพวิทยากรแล้ว กระผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านมีความสนใจ อยากที่จะประกอบอาชีพนี้ ซึ่งหากว่าท่านมีความสนใจ มีความรักในอาชีพนี้ และท่านมีการฝึกฝน พัฒนาตนเอง อย่างไม่หยุดยั้ง กระผมเชื่อแน่ว่าท่านสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพวิทยากรได้เหมือนวิทยากรที่เก่งๆ ในระดับประเทศ

...
  
ความเชื่อมั่นในการพูด
จะพูดให้ดี…ต้องรู้จักสร้างความเชื่อมั่น...
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
บุคคลไม่ว่าจะมีความรู้มากมายขนาดไหน มีการศึกษาสูงเพียงไร แต่หากขาดซึ่งความเชื่อมั่นแล้ว เขาก็ไม่สามารถนำเอาความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่นและประเทศชาติได้ เข้าทำนองคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ”
ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ไม่มีการศึกษาสูง ไม่มีปริญญา มีการศึกษาน้อยนิด แต่เขาสามารถเป็นผู้นำและเปลี่ยนแปลงโลกได้ ดังเช่น ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำของเยอรมัน ไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่ด้วยความเชื่อมั่น เขาสามารถพูดชนะใจ ประชาชนชาวเยอรมัน และสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไปในแนวทางที่เขาวางไว้ได้
ซึ่งความเชื่อมั่นนี้ ผู้ที่ต้องการเป็นนักพูด จะต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเชื่อมั่นในข้อมูลหรือความรู้ที่ตนเองได้เตรียมไว้ มีความเชื่อมั่นในความคิดความอ่านของตนเอง เพราะว่าหากท่านมีความเชื่อมั่นในตนเอง ท่านสามารถเป็นอะไรก็ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเป็นนักพูด
ความเชื่อมั่นนี้มีความสำคัญมากในการพูดต่อหน้าที่ชุมชน เพราะถ้าหากผู้พูดไม่เชื่อมั่นในตนเองแล้ว ผู้ฟังก็มักจะไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีความศรัทธาในตัวของผู้พูด ความเชื่อมั่นนี้ยังรวมถึงการแสดงออกภายนอกของผู้พูดอีกด้วย เช่น ท่าทาง บุคลิกภาพ น้ำเสียงในการพูด สีหน้า ฯลฯ
ความประหม่า ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น ซึ่งวิธีแก้ความประหม่า เคยมีครูอาจารย์หลายท่านที่ได้แนะนำไว้ว่า ผู้พูดควรพูดเสียงดังกว่าปกติเพียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น แล้วค่อยเบาเสียงลงให้อยู่ในภาวะปกติ หรือ ก่อนพูดควรดื่มน้ำเย็นเพียงสักเล็กน้อย ต้องขอย้ำนะครับว่า เพียงสักเล็กน้อย เพราะถ้าบางท่านนำคำแนะนำไปใช้แต่ดันดื่มมาก จะทำให้เกิดการปวดฉี่ได้ในเวลาพูดบนเวที หรือ ก่อนขึ้นพูดควรพูดปลุกกำลังใจตนเองในใจ เช่น สู้ตาย , การพูดในหัวข้อนี้ข้าพเจ้ารู้ดีที่สุด , ใครเต็มที่ไม่เต็มที่ไม่รู้เราเต็มที่ไว้ก่อน ฯลฯ
ฉะนั้น หากใครสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้นนี้ ก็จะช่วยลดความประหม่าไปได้บางส่วน แต่ข้อแนะนำที่สำคัญที่สุด ในการแก้ความประหม่าก็คือ ท่านต้องขึ้นพูดบ่อยๆ นั้นเอง เพราะ ถ้าเรากลัวสิ่งไหนแล้วเราทำสิ่งนั้น ความกลัว ความประหม่า ก็จะลดน้อยลงไปเอง
และไม่ควรเชื่อคำแนะนำที่ผิดๆ เนื่องจากบางท่านมีอาการประหม่า จึงไปถามเพื่อนฝูงว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่อนฝูงบางท่านจึงแนะนำให้ไปดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ หรือ เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ซึ่ง หากท่านใดปฏิบัติตามอาจก่อให้เกิดปัญหาได้มากกว่าที่จะแก้ปัญหา เนื่องจากเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เมื่อดื่มไปมากๆ มักทำให้ผู้พูด ขาดสติหรือมีสติลดน้อยลง อาจทำให้เกิดการผิดพลาดในการพูดได้
แต่ หากว่าเรามองโลกในแง่ดี ความจริงความประหม่า ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะเจ้าตัวประหม่านี้จะทำให้นักพูดท่านนั้น เกิดพัฒนาตนเองได้มากขึ้น เนื่องจากหากข้อมูลไม่พร้อม การเตรียมตัวไม่ดี ก็อาจจะทำให้เกิดความประหม่าหรือความกลัว ฉะนั้น เพื่อลดความประหม่าและลดความกลัว จึงทำให้เกิดการเตรียมข้อมูลมากขึ้น เตรียมการพูดมากขึ้น เมื่อเตรียมการพูดมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการพูดยิ่งขึ้น
ตรงกันข้าม หากผู้ใดไม่มีความประหม่า ไม่วิตกกังวลเลย ก็จะทำให้ผู้นั้นประมาท ซึ่งมีผลทำให้ขาดการเตรียมข้อมูล ขาดการเตรียมตัว ไม่ทำการบ้าน กล่าวคือมีความรู้แค่ไหนก็พูดแค่นั้น ทำให้การพูดในครั้งนั้นๆ ไม่มีคุณภาพ ไม่มีข้อมูลใหม่ๆ มานำเสนอ ขาดตัวอย่างประกอบ

ดังนั้น หากท่านปรารถนาจะเป็นนักพูด ท่านต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ไม่มีใครหรืออิทธิพลอันใดที่จะช่วยท่านได้ นอกจากตัวของท่านเอง ตัวเราเองต่างหากที่กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง ว่าเราจะเป็นนักพูด ตามที่เราใฝ่ฝันได้หรือไม่ ตัวเราเองต่างหากต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง เราจะเป็นนักพูดระดับธรรมดาสามัญ หรือ นักพูดที่ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและความปรารถนาอย่างแรงกล้าในตัวของเรา




...
  
การพูดเพื่อนำเสนอ
เทคนิคการพูดเพื่อนำเสนอ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพูดเพื่อนำเสนอ เป็นการพูดที่มีความสำคัญมากในปัจจุบัน เราทุกคนต่างก็เป็นนักนำเสนอ เพียงแต่ใครจะเป็นผู้นำเสนอได้ดีและมีประสิทธิภาพกว่ากัน เช่น เด็กๆ ต้องพูดนำเสนอเพื่อขอเงินผู้ปกครองไปซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ , นักขายพูดนำเสนอขายสินค้าแก่ลูกค้า , ผู้ให้บริการต้องพูดนำเสนอการให้บริการที่ประทับใจแก่ผู้รับบริการ , นักการเมืองต้องพูดเพื่อนำเสนอนโยบายแก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกตนเข้าไปบริหารประเทศ , ผู้เผยแพร่ศาสนาต้องพูดนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังเชื่อถือ ศรัทธาและนำไปปฏิบัติ ฯลฯ
ในบทความนี้ใคร่ขอแนะนำเทคนิคบางประการที่จะทำให้การพูดเพื่อนำเสนอให้เป็นที่สนใจและดึงดูดใจผู้ฟัง ดังนี้
1.ต้องวิเคราะห์ผู้ฟัง การพูดนำเสนอที่ดีและประสบความสำเร็จ สิ่งที่ผู้พูดควรคำนึงถึงอันดับแรก คือ ต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง ต้องรู้ว่าผู้ฟังคือใคร มีเพศใด มีอายุเท่าไร สถานภาพของผู้ฟังเป็นอย่างไร ทำงานอาชีพอะไร ความรู้การศึกษาของผู้ฟังอยู่ระดับไหน ผู้ฟังนับถือ ศาสนา มีวัฒนธรรม มีประเพณีอะไร แล้วผู้ฟังมีความต้องการอะไร รักชอบอะไร การวิเคราะห์ผู้ฟังและการพูดในสิ่งที่ผู้ฟังมีความต้องการจะทำให้ผู้พูด สามารถพูดนำเสนอเพื่อเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ฟังได้ ทั้งนี้การวิเคราะห์ผู้ฟังยังรวมไปถึง เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้ฟังในขณะฟังผู้พูดพูดอีกด้วย
2.ต้องเตรียมเนื้อหาที่จะพูด ควรมีองค์ประกอบตามโครงสร้าง คือ คำขึ้นต้น เนื้อเรื่อง และสรุปจบ อีกทั้งต้องทำให้ทั้ง 3 ส่วน มีความสอดคล้อง กลมกลืนไปในทิศทางหรือเนื้อหาเดียวกัน ดังตัวอย่าง
2.1.การขึ้นต้นการพูดที่ดีเราต้องรู้จักสร้างความสนใจ สร้างความตื่นเต้น สร้างความอยากที่จะฟัง แก่ผู้ฟัง ซึ่งการขึ้นต้นมีเทคนิคหลายอย่าง เช่น
- การขึ้นต้นโดยตั้งคำถาม (ท่านผู้ฟังครับ ท่านผู้ฟังอยากมีเงินล้านภายใน 1 ปี หรือเปล่าครับ การขึ้นต้นประโยคดังกล่าว จะทำให้ผู้ฟังอยากที่จะฟังเรื่องราวของผู้พูด ว่าทำอย่างไรถึงจะมีเงินล้านภายใน 1 ปี ได้ )
- การขึ้นต้นด้วยการสร้างความสงสัย ( ท่านเชื่อไหมว่าเราสามารถอายุยืนนานถึง 110 ปี)
- การขึ้นต้นด้วยการพาดหัวข่าว( แม่แจ้งจับพระใช้ไฮไฟว์ลวง ม.3 เข้ากุฏิ)
- การขึ้นต้นด้วยการอ้างอิง ( มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า สมุนไพรไทยรักษาโรคได้เกือบทุกชนิด)
สำหรับการขึ้นต้นมีความสำคัญมากสำหรับการพูดนำเสนอ หากเราขึ้นต้นได้ดี ก็จะทำให้ผู้ฟังอยากติดตามเรื่องราวที่จะนำเสนอในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่ถ้าหากขึ้นต้นไม่มี ไม่ดึงดูดใจผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้ฟังไม่อยากฟังเรื่องราวในส่วนของเนื้อหาต่อไป
2.2.เนื้อเรื่อง เป็นส่วนของเนื้อหาที่ต้องสอดคล้องกับคำขึ้นต้น เป็นส่วนที่มีเนื้อหามากกว่า ส่วนขึ้นต้นและสรุปจบ อาจพูดได้ว่ามีสัดส่วนดังนี้( คำขึ้นต้น 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื้อเรื่อง 80-90 เปอร์เซ็นต์และสรุปจบ 5-10 เปอร์เซ็นต์) เช่น
- เรียงตามลำดับ เวลา สถานที่ เช่น เรียงลำดับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต , เรียงจากจังหวัดเหนือสุดไปใต้สุด ฯลฯ
- ใช้ตัวอย่างประกอบ ตัวอย่างจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เพราะเรื่องราวบางอย่างอาจจะเป็นนามธรรม แต่การยกตัวอย่างจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น
- เน้นจุดมุ่งหมายเดียว การพูดในส่วนเนื้อหาที่ดี ควรให้อยู่ในจุดมุ่งหมายหรือประเด็นเดียว ไม่ควรพูดหลายประเด็น จนผู้ฟังฟังแล้วเกิดความสับสนว่าผู้พูดต้องการนำเสนออะไรกันแน่
2.3.สรุปจบ เป็นส่วนสุดท้าย ท้ายสุด การสรุปจบที่ดี ควรทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ ตรึงใจ เช่น
- ฝากแง่คิด เป็นการพูดเพื่อฝากให้ผู้ฟังนำไปคิดต่อไป
- เรียกร้อง เชิญชวน เป็นการสรุปจบแบบ ขอร้อง เชิญชวน ให้ผู้ฟังกระทำสิ่งที่ผู้พูดต้องการ เช่น เชิญชวนให้เลิกบุหรี่ สุรา ยาเสพติด เชิญชวนให้ผู้ฟังได้ออกกำลังกาย
3.หาประสบการณ์ เทคนิคข้อนี้มีความสำคัญเป็นอันมาก คนที่มักไม่มีความมั่นใจในการนำเสนอของตน ก็เนื่องจากขาดประสบการณ์ การหาประสบการณ์ในการพูดนำเสนอจะทำให้ ผู้พูดนำเสนอเกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น อีกทั้งจะทำให้รู้ว่าตนเองควร ปรับปรุง แก้ไข พัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง
4.อย่าออกตัว การพูดนำเสนอที่ดี ผู้พูดไม่ควรออกตัว การออกตัวหรือกล่าวคำขอโทษผู้ฟัง จะทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่มั่นใจ และทำให้ผู้ฟังขาดความศรัทธา ความเชื่อถือ ในตัวผู้พูด เช่น พูดว่าเรื่องที่จะนำเสนอนี้กระผมไม่ค่อยมีความรู้สักเท่าไร , การนำเสนอในครั้งนี้กระผมไม่ค่อยได้เตรียมตัวมาต้องขอโทษผู้ฟังด้วย ถ้าหากกระผมพูดอะไรผิดพลาด ฯลฯ
ดังนั้น การพูดเพื่อนำเสนอ จึงมีความสำคัญ สำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ ความก้าวหน้าในการทำงาน อีกทั้งยังทำให้ท่านเกิดความได้เปรียบกว่าคนที่ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ฝึกฝน ในการพูดนำเสนอ
...
  
6 W 1 H สำหรับการพูด
6 W 1 H สำหรับการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพูดการนำเสนอที่ดี ผู้พูดควรรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ และควรมีหลักการในการนำเสนอ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและนำไปประยุกต์ใช้ ในบทความนี้ กระผมขอนำเสนอในเรื่อง 6 W 1 H สำหรับการพูด มีดังนี้
1 What คือ เราต้องตอบคำถามก่อนว่า เราจะนำเสนอเรื่องอะไร การที่เราจะไปพูดในงานต่างๆ เราต้องทราบก่อนว่า เจ้าของงานต้องการให้เราพูดเรื่องอะไร ฉะนั้นเราต้องถามรายละเอียดต่างๆก่อนที่จะไปพูด เนื่องจากบางแห่ง ต้องการให้เราไปพูดเรื่องสัตว์ปีก แต่ในความเป็นจริงเรื่องสัตว์ปีกมีจำนวนมาก ผู้พูดจึงควรถามให้ลึกลงไปว่า ที่ว่าจะให้พูดเรื่องสัตว์ปีกจะให้พูดเน้นไปในสัตว์ปีกชนิดไหน เช่น ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ เพราะในสมัยอดีต เคยมีเรื่องเล่ากันว่า ชาวบ้านหมู่บ้านแห่งหนึ่งต้องการให้อาจารย์ท่านหนึ่งไปพูดเรื่องสัตว์ปีก แต่อาจารย์ท่านนี้เคยมีประสบการณ์ทางด้านการพูดอยู่มาก จึงถามผู้เชิญไปพูดว่า ที่ต้องการให้พูดเรื่องสัตว์ปีกเป็นสัตว์ปีกประเภทไหน ปรากฏว่าชาวบ้านต้องการให้ผู้พูดพูดเกี่ยวกับสัตว์ปีกประเภท จิ้งหรีด แมงมัน เพราะชาวบ้านคิดว่า จิ้งหรีด แมงมันคือสัตว์ปีก ดังนั้น ผู้พูดต้องถามเจ้าของงานให้ชัดเจนถึงเรื่องที่จะให้พูด
2 Why คือ นำเสนอทำไม มีวัตถุประสงค์อย่างไร การพูดที่ดี เราควรรู้ว่างานที่ให้ไปพูดเขามีวัตถุประสงค์อย่างไร เช่น ต้องการได้รับความรู้จากผู้พูด หรือต้องการได้รับความบันเทิงสนุกสนานในการพูดหรือต้องการให้ผู้พูดพูดจูงใจให้ผู้ฟังคล้อยตามและนำไปปฏิบัติ หากว่าผู้พูดทราบวัตถุประสงค์ของเจ้าของงานแล้ว ก็จะทำให้ผู้พูดพูดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ยิ่งขึ้น
3 Whom นำเสนอต่อใคร ใครเป็นผู้ฟัง ในการพูดแต่ละครั้ง ผู้ฟังมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จในการพูด หากผู้พูดต้องการความสำเร็จในการพูด ผู้พูดควรวิเคราะห์ผู้ฟัง ว่าผู้ฟังเป็นใคร อายุ เพศ วัย การศึกษา การนับถือศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีอะไร
4 Who ผู้พูดต้องทราบว่าตนเองนำเสนอหรือพูดในฐานะใด เนื่องจากคนเราส่วนใหญ่มีบทบาทต่างๆ มากมาย เช่น เป็นผู้บริหาร เป็นนักขาย เป็นนักเขียน เป็นนักจัดรายการ เป็นนักศึกษา เป็นนักร้อง ฯลฯ ดังนั้น หากเราสวมบทบาทนักศึกษา การนำเสนอก็ต้องออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราสวมบทนักขายเราก็ต้องพูดนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งแก่ลูกค้า เป็นต้น
5 Where นำเสนอการพูดที่ไหน สถานที่ สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เช่น พูดในวัด พูดในห้องประชุม พูดกลางท้องสนามหลวง พูดในห้องอบรมบรรยาย ฯลฯ การวิเคราะห์สถานที่จะทำให้เราเตรียมการพูดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสถานที่นั้นๆ
6 When นำเสนอเมื่อไร สถานการณ์เป็นอย่างไร การพูดที่ดีต้องรู้จัก วิเคราะห์สถานการณ์ในการพูด ว่าเราควรพูดด้วยคำพูดอย่างไร ถึงจะเข้าถึงใจผู้ฟัง เช่น สถานการณ์การชุมชนทางการเมือง ควรพูดด้วยท่าทางที่จริงจัง เสียงดัง ฟังชัด ไม่ควรพูดด้วยน้ำเสียงที่เบา เนื่องจากการพูดทางด้านการเมืองต้องใช้ ท่าทาง น้ำเสียง ภาษา การอ้างอิง เพื่อที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือและยอมรับ
1 How เสนออย่างไร จึงจะประสบความสำเร็จในการพูด การนำเสนอมีส่วนสำคัญมากต่อการพูด ยิ่งในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คอยช่วยในการนำเสนอ เช่น มีคลิปวีดีโอ มีเสียง มีคอมพิวเตอร์ มีโปรแกรมต่างๆ ที่จะทำให้การนำเสนอของเราเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น จงกล้าที่จะเรียนรู้ เทคโนโลยี เพื่อที่จะนำมาใช้ในการพูด
6 W 1 H จึงเป็นหลักการที่สามารถนำมาใช้หรือนำมาประยุกต์ใช้ในการพูดของท่านได้ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในการพูด ขอให้ท่านได้โปรดเรียนรู้ พัฒนา ตนเองเพิ่มเติม อีกทั้ง หลักการ 6 W 1 H ยังสามารถนำไปใช้ในศาสตร์ต่างๆ เช่น ศาสตร์ทางด้านการขาย 6 W 1 H สามารถนำไปประยุกต์ใช้วิเคราะห์ลูกค้า หรือ 6 W 1 H สามารถนำไปใช้สำหรับเป็นหลักในการเขียนหนังสือได้อีกด้วย

...
  
วิทยากรสมัยใหม่
วิทยากรยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ความสำเร็จในการฝึกอบรมในแต่ละครั้ง เราคงไม่ปฏิเสธว่า วิทยากรเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การฝึกอบรมในครั้งนั้นๆ เป็นไปด้วยดี มีประสิทธิภาพ หรือ เกิดความล้มเหลวในการฝึกอบรม ยุคอดีต การศึกษา สื่อต่างๆ เรามีโอกาสได้รับน้อยมาก แต่ในยุคปัจจุบัน คนจำนวนมากได้รับการศึกษา ได้รับการบริโภคสื่อต่างๆ อีกทั้งยังได้รับการอบรมในหลักสูตรต่างๆอีกมากมาย ฉะนั้น การคัดเลือกวิทยากรจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งวิทยากรยุคใหม่ ที่ได้รับการยอมรับในวงการฝึกอบรมควรมีคุณสมบัติดังนี้
1.มีการนำเสนอที่หลากหลาย วิทยากรยุคใหม่ควรนำเสนอในการอบรมด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายในการใช้สื่อ(การใช้คลิปภาพยนตร์ประกอบ , การใช้เพลงประกอบการฝึกอบรม , การใช้โปสเตอร์ในการประกอบการฝึกอบรม, การใช้อุปกรณ์ต่างๆในการประกอบการฝึกอบรม เป็นต้น) ความหลากหลายในเนื้อหา (มีการอ้างอิงวิชาการ มีการอ้างอิงตัวอย่างจริง มีการใช้มุขตลกมาสอดแทรก มีการใช้แง่มุมความคิดเห็นของตนเองในการนำเสนอ มีการแนะนำหนังสือหรือเนื้อหาอื่นๆ ให้ไปอ่านเพิ่มเติม เป็นต้น)
2.มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้ในการบรรยาย นี่คือความแตกต่างระหว่าง วิทยากรสมัยใหม่กับวิทยากรในสมัยก่อน เลยทีเดียว เนื่องจากยุคนี้ เรามีการแข่งขันสูง การใช้เทคโนโลยี จึงมีการนำมาใช้ทุกวงการ ไม่ว่า วงการธุรกิจ วงการการเมือง วงการทหาร วงการตำรวจ ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่วงการวิทยากรเอง เราจะเห็นได้ว่า วิทยากรหนุ่มๆ มีความสามารถเป็นที่ดึงดูดใจ หรือผู้ฟังอยากฟัง มากกว่าวิทยากรสมัยเก่าบางท่าน ก็เนื่องมาจากปัจจัยหนึ่ง ก็คือ วิทยากรท่านนั้น มีการใช้เทคโนโลยีมาใช้ประกอบการฝึกอบรมนั่นเอง ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขันในวงการวิทยากร
3.มีการนำเสนอที่ชัดเจน เข้าใจง่าย สนุก ไม่สับสน การเป็นวิทยากรสมัยใหม่ มักจะต้องทำเรื่องยากๆ ให้ดูเป็นเรื่องง่าย เรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องที่สนุก ไม่เครียด ตัวอย่าง สดๆร้อนๆ เมื่อสักครู่นี้เอง ก่อนที่กระผมจะเขียนบทความฉบับนี้ ได้มี โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ติดต่อให้กระผมไปเป็นวิทยากร แล้วก็บอกว่า “ อาจารย์ ขอให้พูดแบบสนุกๆ ไม่เครียด ไม่ต้องเอาสาระก็ได้ เอาฮาอย่างเดียว” ผมก็เกือบถามไปว่า “ถ้าวันไปบรรยาย ก็ขอให้เตรียมถาดให้หน่อย จะได้ไปตีหัวและเล่นตลกให้ดูเลย ” 555)
4.มีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมื่อผู้เข้ารับการอบรมกลับไปทำงานตามปกติแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน เช่น พนักงานขายเมื่อก่อนขายไม่เคยขายเข้าเป้าหมาย แต่เมื่ออบรมไปแล้ว พนักงานขายคนดังกล่าวมียอดขายเกินเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ หรือ พนักงานส่วนใหญ่มีความเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ในการทำงาน แต่เมื่อได้รับการอบรมไปแล้ว พนักงานส่วนใหญ่มีความขยันทำงาน มีความรับผิดชอบในการทำงานมากขึ้น เป็นต้น
5.มีความรู้กว้างและรู้ลึก วิทยากรสมัยใหม่ ต้องมีความรู้ที่รอบด้าน รู้กว้างและรู้ลึก ในเรื่องราวต่างๆ เนื่องจาก สังคมยุคปัจจุบัน เป็นสังคมเปิด เป็นสังคมแห่งการแข่งขัน เป็นสังคมข่าวสาร หากว่า วิทยากรมีความรู้น้อยกว่าผู้เข้ารับการอบรม อีกทั้งไม่สามารถตอบคำถาม หรือ แก้ปัญหาให้เขาได้ วิทยากรท่านนั้นก็คงสำเร็จได้ยากในแวดวงวิทยากรสมัยใหม่
6.มีความรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ยุคสมัยใหม่ หรือยุคสมัยนี้ เราคงได้ฟังได้ยินว่า มีวิทยากรระดับโลก ได้มาบรรยายในหัวข้อต่างๆ ให้กับนักธุรกิจไทย หรือ ผู้สนใจฟัง ซึ่งวิทยากรระดับโลกได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ในการอบรมบางหัวข้ออาจมีคนไทยแปลให้ จึงทำให้เราทราบว่า การที่ท่านจะเป็นวิทยากรยุคใหม่ ท่านจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ ท่านจึงจะได้เปรียบกว่าวิทยากรรุ่นเก่าๆ ที่ไม่สามารถสื่อภาษาต่างประเทศได้ เพราะท่านอย่าลืมว่า ประเทศไทยเราได้ไปทำสัญญาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศต่างๆ ภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อกลางที่มีความสำคัญมาก ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อีกทั้งหากท่านเป็นวิทยากรที่เก่งภาษาต่างประเทศ ท่านก็อาจจะได้มีโอกาสไปบรรยายในต่างประเทศ
สรุปคือ วิทยากรยุคใหม่ต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ความคิดในการนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย , การเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการฝึกอบรม , มีการดัดแปลง ประยุกต์ เนื้อหาเพื่อให้เกิดความชัดเจน เข้าใจง่าย สนุกไม่สับสนในเนื้อหาที่บรรยาย , มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อบรมในทางที่ดีขึ้นในการทำงาน , ต้องเรียนรู้ให้มากและหนัก ต้องรู้ลึก รู้กว้าง ในหัวข้อต่างๆ และต้องมีความรู้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพื่อที่จะนำไปใช้ในการบรรยายหากท่านได้มีโอกาสไปบรรยายในต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  [11]  [12]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.