หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  การผูกใจคนทำงาน
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  นักบริหารกับมนุษย์สัมพันธ์
  -  การพัฒนาศักยภาพตนเอง
  -  การทำงานเป็นทีม
  -  การจัดการเวลา
  -  การสร้างทีมให้ยิ่งใหญ่
  -  คุณลักษณะผู้นำ
  -  คิดทำอย่างเศรษฐี
  -  พลังแห่งการบริหารเวลา
  -  บริหารเวลา บริหารชีวิต
  -  ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการทำงาน
  -  จงพัฒนาความคิด
  -  พลังคุณธรรม จริยธรรม และพลังความสามัคคี คือพลังแห่งการสร้างชาติ
  -  การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วม
  -  การเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีของท่านในองค์กร
  -  การสร้างภาพลักษณ์ของนักการเมือง
  -  ประหยัดเวลาด้วยวิธีการวางแผน
  -  เทคนิคการแสวงหาโอกาส
  -  การจัดการข้อมูล
  -  จงดำเนินธุรกิจของตนเอง
  -  ทำทุกนาทีให้มีค่า
  -  การใช้โทรศัพท์
  -  ใช้เวลาเดินทางอย่างคุ้มค่า
  -  ปิดสวิตซ์นอน
  -  วันนี้..มีค่ามากกว่าวันพรุ่งนี้
  -  เหตุผลที่ทำให้คนใช้เวลาแบบทิ้งๆขว้างๆ
  -  เสริมพลังทีมสร้างพลังกลุ่ม
  -  การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
  -  ถ้าอยากเป็นเศรษฐีมิควรเป็นลูกจ้าง
  -  กุศโลบายในการทำงานให้มีความสุข
  -  ลักษณะของความเป็นผู้นำ
  -  หากรู้จักตนเองก็สำเร็จไปกว่าครึ่ง
  -  อัจฉริยะอยู่ที่ตัวท่าน
  -  เคล็ดลับการทำลายมนุษย์สัมพันธ์
  -  การเตรียมตัวสมัครงานเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(AC)
  -  พัฒนาตนเองด้วยมิติ “ การจัดการ PDCA”
  -  พัฒนาตนเอง 5 ส. สู่ความสำเร็จ
  -  การพัฒนาการบริการในหน่วยงานราชการ
  -  7 C เพื่อการสื่อสารที่ดี
  -  กฎแห่งความสำเร็จ
  -  ความสำคัญในการเป็นนักพูด
  -  อิทธิบาท 4 สู่การเป็นนักพูด
  -  ใจใหญ่
  -  Change Management
  -  3 H กับ การทำงาน
  -  กฎ 20/80 ของพาเรโท
  -  การจัดการเวลา
  -  สม่ำเสมอ มากพอ นานพอ
  -  ทำไมจึงต้องจัดการกับเวลา
  -  DISC กับการพัฒนาภาวะผู้นำ
  -  นพลักษณ์ ศาสตร์แห่งการรู้จักตนเองและผู้อื่น
  -  สาเหตุที่ทำให้เราบริหารเวลาไม่ดี
  -  การบริหารเวลากับเส้นตาย
  -  แนวความคิดในการบริหารเวลา
  -  การบริหารเวลา : เทคนิคในการประหยัดเวลา
  -  การบริหารเวลา :การตั้งเป้าหมายในชีวิต
  -  การบริหารเวลา : หลักการใช้เวลาที่ดี
  -  การบริหารเวลา : ทำทันทีหรือททท.
  -  การบริหารเวลา : การใช้เวลาเพื่อความสำเร็จ
  -  การบริหารเวลา : เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า
  -  อาจารย์กับขวดโหลเวลา
  -  วัยกับการบริหารเวลา
  -  5 ร.พาให้รุ่งในการทำงาน
  -  จงทำงานให้มีความสุข
  -  IQ EQ AQ MQและSQ สำหรับนักบริหาร
  -  เติมไฟในการทำงาน
  -  การตลาดลูกผสม
  -  เดินทาง 1 หมื่นลี้...ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก
  -  การตลาดเชิงสร้างสรรค์
  -  เจ้าสัวเชื้อสายจีน
  -  การตลาดเชิงยุทธ์
  -  การจัดการเวลา 8+8+8
  -  การบริหารเวลากับการวิเคราะห์งาน
  -  การบริหารเวลา การตรงต่อเวลา
  -  มีเวลาทำงานมาก ไม่ได้หมายความว่าทำงานได้ดี
  -  ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce
  -  Promotion ทางการเมือง
  -  ประหยัดเวลาด้วยพลังของทีม
  -  ปลาเล็กกินปลาใหญ่
  -  ข้อผิดพลาดทางการตลาด
  -  ฝันให้ไกล...แล้วไปให้ถึง
  -  สื่อการตลาด
  -  จุดเริ่มต้นอาเซียน และ เป้าหมายการพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน
  -  สาธารณสุขไทยกับอาเซียน
  -  การเข้าสู่อาเซียนของสาธารณสุขไทย
  -  ปัจจัยต่างๆที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง
  -  กลยุทธ์สร้างความสนใจในการหาเสียงเลือกตั้ง
  -  หลักพาเรโต ทำกิจกรรม 20% ให้ได้ผลลัพธ์ 80%
  -  หลักบริหารเวลาของไอวี่ ลี(Lvy Lee)
  -  กฏของพาร์กินสันในการบริหารเวลา
  -  เวลาของฉันหายไปไหน
  -  เป้าหมายกับการบริหารเวลา
  -  การสร้างวินัยและงดผลัดวันประกันพรุ่ง
  -  ทำอย่างไรถึงจะฉลาดขึ้นอีก
  -  หากต้องการเวลา....ต้องกล้าที่จะปฏฺิเสธ
  -  เทคนิคการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
  -  จงใช้เวลาทุกวินาทีอย่างมีคุณค่า
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 การบริการด้วยหัวใจ
 ผู้บริหาร
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 คำคม
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
การตลาดเชิงสร้างสรรค์
การตลาดเชิงสร้างสรรค์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญมากกับสังคมยุคปัจจุบัน ไม่เว้นแม้กระทั่ง การทำการตลาด เราจะเห็นได้ว่า สินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างมากมาย ก็เนื่องมาจากมีคนคิดสร้างสรรค์นั่นเอง
สังคมไทยจึงมีความต้องการนักสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆใหม่ๆ อีกจำนวนมาก อีกทั้งการประกอบอาชีพในอนาคต ใครที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานจึงสามารถได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนมาก
การตลาดเชิงสร้างสรรค์ จึงเป็นแนวโน้มในการทำงานในอนาคต ซึ่งในอนาคตจะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และไม่หยุดนิ่ง หากเรามองกลับไปยังยุคอดีตเราจะเห็นว่า สินค้าหลายๆตัวได้หายไปจากการแข่งขันในยุคปัจจุบัน เช่น
- การใช้บริการโทรเลขได้เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เด็กยุคใหม่จะไม่รู้จักอีกต่อไป สาเหตุก็มาจาก มีผู้ใช้บริการน้อย เทคโนโลยีมีความทันสมัย มีโทรศัพท์มือถือ มีระบบอินเตอร์เน็ต อีเมล์ต่างๆ มารองรับ อีกทั้งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ที่สูง ฉะนั้นการบริการโทรเลข จึงได้หยุดให้บริการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551
- การใช้เครื่องพิมพ์ดีด ก็มีจำนวนที่ลดน้อยลง โรงงานผลิตจึงต้องลดจำนวนผลิต บางแห่งมีการปิดตัวไปเลยก็มี สาเหตุหนึ่งก็เกิดจาก การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่อง Ipad โทรศัพท์บางรุ่นบางยี่ห้อ ก็สามารถใช้พิมพ์งานได้อย่างสบาย
ดังนั้น เมื่อเราเข้าสู่ยุคของการแข่งขันที่เสรีและรวดเร็ว บริษัท ห้างร้าน หน่วยงานต่างๆ ก็คงต้องพยายาม สร้างสรรค์ตัวสินค้า ตัวผลิตภัณฑ์ และการทำการตลาดอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันต่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตลอดเวลา
หากพูดไปแล้ว การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ทุกๆคนสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องใช้ความคิด ความพยายาม ความกล้า ที่จะทำ
การตลาดเชิงสร้างสรรค์(Creative Marketing) จึงเป็นการนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์เพื่อทำการตลาดหรือสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีความแปลกใหม่มากขึ้น หรือมีการนำเอาลูกเล่นการตลาดที่มีความแปลกใหม่กว่าคู่แข่งมานำเสนออยู่ตลอดเวลา ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ได้รับความแปลกใหม่อยู่เสมอ
มีคนหลายคนมักถามผมว่า ทำไมผมจึงให้ความสำคัญ ให้ความสนใจ เกี่ยวกับเรื่องการตลาดเชิงสร้างสรรค์ในช่วงจังหวะนี้ คำตอบคือ มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความสนใจ เช่น
1. สินค้ามีอายุที่สั้นลง เช่น หากเราสังเกตสินค้าหลายๆประเภท ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หากใช้ได้ไม่นานก็มีอันต้อง ตกรุ่น , ธุรกิจเพลงออกมาได้ไม่นานติดตลาดได้ไม่นานก็มีอันต้องปิดตัวหรือออกนอกตลาดไป , ธุรกิจภาพยนตร์ มีอายุการฉายเพียงไม่กี่วัน ก็มีภาพยนตร์ใหม่ๆออกมาแข่งขันกันอย่างมากมาย เป็นต้น
2.สินค้าในยุคนี้เป็นเรื่องของการประหยัดต้นทุนหรือใครลดต้นทุนมากกว่าคนนั้นได้เปรียบ การลดต้นทุนนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ให้ธุรกิจจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถในการปรับตัวต่อการแข่งขัน ต้องล้มหายตายจากไป การสร้างสรรค์งานใหม่ๆ หรือการทำการตลาดเชิงสร้างสรรค์จึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการต่อสู้กับคู่แข่งขันได้ เช่น สินค้าหลายตัวแข่งกันลดราคาสินค้า แต่หากเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ เราไม่ต้องลดราคา ในขณะเดียวกัน เราสามารถเพิ่มราคาของสินค้าได้ด้วย
3.สินค้ายุคเทคโนโลยี ปัจจุบัน เทคโนโลยีมีความทันสมัย เทคโนโลยีสามารถทำให้คนเราทำงานได้มากขึ้น ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น อีกทั้งราคาก็ถูกกว่าสมัยอดีต จึงทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ปัจจุบัน เราสามารถทำวิทยุชุมชนได้อย่างง่ายดาย หากมีโปรแกรมการจัดรายการ มีเครื่องส่ง มีเสาวิทยุ มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถบันทึกเพลงได้เป็นล้านๆ เพลง ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผู้จัดรายการหรือเจ้าของสถานีวิทยุต้องหาซื้อแผ่นเสียงเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาเปิด , การผลิตรายการทางโทรทัศน์ก็เช่นกัน ทำได้อย่างง่ายดาย มีราคาถูก ใครก็สามารถทำได้ เรียนรู้ได้ อย่างกว้างขวางกว่าในอดีต เป็นต้น
4.สินค้ามีการเสนอขายในระดับโลกมากขึ้น เช่น KFC , กาแฟ Starbucks , รถยนต์ Toyata , McDonald’s หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า เช่น Makro, Lotus ก็มีการเปิดตัวแข่งขันไปทั่วโลก เป็นต้น ในขณะเดียวกันสินค้าท้องถิ่นที่ขายเป็นเวลานานในอดีตก็มีอันต้องปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก
5.สินค้านำเข้าและสินค้าส่งออก มีราคาที่เปลี่ยนแปลง ไม่อยู่นิ่ง อย่างรวดเร็ว ก็เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินต่างๆ , สภาวะการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจภายในประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลก , สภาวะการเมืองภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น
ดังนั้น จากปัจจัยข้างต้นนี้ จึงทำให้ การตลาดเชิงสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถสนองตอบความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม เพราะการตลาดเชิงสร้างสรรค์ มีความหยืดหยุ่น มีการสร้างนวัตกรรม แปลกๆ ใหม่ๆ อย่างทันเหตุการณ์ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
นักการตลาดที่ต้องการเป็นนักการเตลาดเชิงสร้างสรรค์ จึงต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและมีคุณสมบัติ มีความสามารถ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น
1.มีความสามารถในการพัฒนาช่องทางการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อสนับสนุนการตลาดเชิงสร้างสรรค์
2.มีความสามารถในการออกแบบสินค้า ออกแบบผลิตภัณฑ์และ ออกแบบการบริการในลักษณะเชิงสร้างสรรค์
3.มีการประชาสัมพันธ์ การใช้สื่อ มีการใช้กิจกรรมเพื่อการตลาดเชิงสร้างสรรค์ได้
4.มีการเรียนรู้ ปรับตัว พัฒนาตนเอง ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
5.มีการรวบรวม ข้อมูลต่างๆที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานและสามารถวิเคราะห์ได้
6.มีความสามารถทางการตลาด สามารถสร้าง Brand ส่วนบุคคล Brand สินค้า Brand ของบริษัทได้
7.มีความสามารถในการปรับ การประยุกต์ใช้การตลาดเชิงสร้างสรรค์ กับศาสตร์ต่างๆได้ เช่น การศาสนา การเมือง วัฒนธรรม การท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ การบริหาร ได้
8.มีกลยุทธ์ที่ไร้กระบวนท่ามากขึ้น กล่าวคือ เรียนรู้กลยุทธ์การตลาดเป็นจำนวนมากและมีความสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดได้ทันต่อเหตุการณ์
9.มีการวางแผน มีการลงมือทำ มีการปรับปรุง ตรวจสอบแก้ไข ปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลา
10.มีความกล้า มีลูกบ้าบ้าง กล่าวคือ หากท่านต้องการเป็นที่จดจำและประสบความสำเร็จในระดับสูง ท่านต้องทำตัว ท่านต้องคิด ให้ประหลาด แปลกๆใหม่ๆ บ้าๆ บอๆ บ้าง
ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยหรือคุณสมบัติที่ท่านควรมีในตัวท่านเอง หากว่าท่านต้องการเป็นนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ จงพัฒนาตนเองในทุกๆด้าน จงกล้าที่จะคิด จงกล้าที่จะลงมือทำ จงกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า อย่าได้เกรงกลัวต่ออุปสรรค ขวากหนามต่างๆ และจงกล้าที่จะล้มเหลว แล้วท่านจะประสบความสำเร็จดังที่ท่านปรารถนา


...
  
เจ้าสัวเชื้อสายจีน
เจ้าสัวเชื้อสายจีน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
คนจีน เป็นชนชาติหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าค้าขายเก่ง ดังเราจะเห็นได้จากบรรดาเจ้าสัวในอดีต ในสังคมไทย ซึ่งเจ้าสัวเหล่านี้ มีทรัพย์สมบัติมากมาย อีกทั้งยังมีกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัท ห้างร้าน ซึ่งกระผมได้ศึกษาจากการอ่านและติดตามการสัมภาษณ์ต่างๆ จึงพอสรุปวิธีคิดของคนจีนที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวย โดยเฉพาะคนจีนที่มาจากประเทศจีน ข้ามทะเล ข้ามภูเขามา ประเภทหอบเสื่อผืนหมอนใบ สร้างฐานะจนร่ำรวยจนได้ชื่อว่าเป็น เจ้าสัวของเมืองไทย ปัจจัยที่ทำให้เจ้าสัวเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือ
1.ต้องมีกิจการเป็นของตนเอง เจ้าสัวในอดีตมักมีความตั้งใจ มีเป้าหมายในชีวิต ว่าสักวันหนึ่ง จะต้องมีกิจการเป็นของตนเองให้ได้ ซึ่งเจ้าสัวเหล่านี้ มักเริ่มต้นชีวิตจากความยากลำบาก โดยการทำงานทุกบทบาทหน้าที่ ตั้งแต่ คนใช้ คนสวน ลูกจ้าง แล้วเก็บหอมรอมริบ จนกระทั่ง นำเงินที่เก็บออมได้ มาเปิดกิจการ
2.ต้องกล้าเสี่ยง ใจต้องถึง อย่ากลัวขาดทุน เสี่ยงมากได้มาก เสี่ยงน้อยได้น้อย เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ทุกกิจการต้องมีความเสี่ยงเสมอ เช่น KFC ผู้พันแซนเดอร์ต้องนำเงินบำนาญมาลงทุนทำไก่ทอด ทุกกิจการมีจุดเริ่มต้นที่ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ ต้องยอมเสี่ยงที่จะนำเงินมาลงทุน ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า กิจการจะมีกำไร หรือ ขาดทุน
3.ต้องอดทน เจ้าสัวในอดีต มีความอดทนมาก กินก็น้อย แต่ทำงานหนัก อดทนต่อความลำบากทุกชนิด อดทนต่อการถูกดูถูก อดทนต่อการถูกลูกค้าต่อว่า อีกทั้งต้องเอาใจลูกค้าเกือบทุกประเภท
4.หาช่องว่างขยายกิจการ คนจีนที่ค้าขายเก่ง มักจะเป็นนักขยายกิจการ เขาจะนำเงินกำไรที่ได้ ไปขยายการลงทุนมากกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร อีกทั้งเมื่อมีความจำเป็นก็ย่อมเสี่ยงที่จะขอเครดิตกับธนาคาร แต่จะไม่ยอมเสียเครดิตที่สร้างมาตลอดชีวิต
5.ขยันวันนี้เป็นเจ้าสัววันหน้า นักธุรกิจจีนที่ค้าขายเก่ง มักเป็นคนที่ขยันทำงาน เขาจะทำงานทุกวันไม่ค่อยมีวันหยุด เจ้าสัวในอดีต มักทำงาน 7 วัน โดยไม่มีวันหยุด เขาจึงเป็นเศรษฐีรวดเร็ว กว่านักธุรกิจประเทศต่างๆ ที่ทำงานเพียงแค่ 5 วัน แล้วหยุดพัก 2 วัน
6.ต้องมีความทะเยอทะยาน เป็นกรรมกร ลูกจ้าง ไม่มีวันเด่น เจ้าสัวจึงต้องพยายามดีดตัวเป็นใหญ่เป็นโตให้จงได้ ฉะนั้นความทะเยอทะยาน จึงเป็นสิ่งที่ดี หากว่าเรานำมาใช้อย่างเหมาะสม
7.ต้องพักผ่อนโดยการทำงาน เพราะว่าการพักผ่อนหลายๆอย่าง เราสามารถประยุกต์ให้ได้ผลงานไปในตัวด้วย เช่นหลายๆคนพักผ่อน โดยการ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ทำงานบ้าน ฯลฯ ฉะนั้น การเปลี่ยนกิจกรรมในการทำงานจึงเป็นวิธีพักผ่อน อีกทั้งทำให้เราได้ผลงานไปในตัว
8.ต้องประหยัด มัธยัสถ์ เจ้าสัวในอดีต มักเป็นคนที่ประหยัด รู้จักเก็บออม ไม่สุลุ่ยสุร่าย แต่ไม่ถึงกับขี้เหนียว อีกทั้งเจ้าสัวหลายๆคนมักจะมีการแบ่งปันไปให้กับลูกน้อง จึงทำให้สามารถผูกใจให้ลูกน้อง มีความรู้สึกจงรักภักดีในตัวเจ้าสัว
9.ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เจ้าสัวมักเป็นคนที่เรียบง่าย พูดจาสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน ให้ความเคารพนับถือผู้คน ตั้งแต่คนรากหญ้าจนถึงคนระดับสูงสุด
10.ต้องมีความคิดว่า “ตัวเราคือผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง” เจ้าสัวมักเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง มักมีความศรัทธาในตัวเอง รู้จักพึ่งพาตนเองมากกว่ารอให้คนอื่นๆช่วยเหลือ เจ้าสัวมักเป็นคนที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด กล้าได้กล้าเสีย อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งให้แก่คนใกล้ชิดอีกด้วย
ฉะนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เจ้าสัวในอดีตประสบความสำเร็จ แต่กระผมเชื่อว่า ทั้ง 10 ข้อ ข้างต้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสัวในอดีตประสบความสำเร็จมากกว่าปัจจัยอื่นๆ
...
  
การตลาดเชิงยุทธ์
การตลาดเชิงยุทธ์
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
กลยุทธ์ทางการตลาดมีความสำคัญมาก ในการนำไปปรับใช้เพื่อต่อสู้กับคู่แข่งขันทางการตลาด ซึ่งในภาวการณ์แข่งขันในปัจจุบันมีความรุนแรง มีความไร้พรมแดน มากกว่าในอดีต กลยุทธ์ทางการตลาดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังในการกำหนดการแพ้ชนะในการแข่งขันทางการตลาด ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญมีดังนี้
กลยุทธ์การตั้งชื่อสินค้า ชื่อยี่ห้อ ชื่อสินค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะหากเราใช้ชื่อนั้นไปแล้ว แล้วมาเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ก็จะทำให้เรามีต้นทุนและเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น สำหรับหลักการตั้งชื่อที่ดีนั้น ควรมีลักษณะ “ สั้น , ง่าย , ไม่ซ้ำ , จูงใจ , จดจำได้ง่าย ”
สั้น คือ ควรใช้คำในการตั้งชื่อ 1- 2 พยางค์ (แฟ้บ , มาม่า , โค้ก , แม่โขง , กูเกิล ,ซัมซุง )หากมีความจำเป็นจะต้องใช้ 3-5 พยางค์ ควรให้มีความสอดคล้องกัน ( เอไอเอส ,โมโตโรร่า , อายิโนะโมะโต๊ะ , ส ขอนแก่น ) ข้อดีของการตั้งชื่อที่มีความยาว คือทำให้เกิดความซ้ำซ้อนน้อยกว่า(ชื่อซ้ำกับผลิตภัณฑ์อื่น) การตั้งชื่อ 1-2 พยางค์
ง่าย คือ เรียกง่าย เข้าใจง่าย ไม่ยาก ฟังแล้ว อ่านแล้ว ไม่ต้องแปลให้มาก สำหรับความง่ายนี่ เราควรคำนึงถึงว่า เราจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศหรือเปล่า หากว่าต้องการขยายฐานตลาดก็ควรตั้งชื่อให้เป็น ภาษาอังกฤษจะดีกว่าการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย
ไม่ซ้ำ คือ ชื่อไม่ควรซ้ำกับสินค้ายี่ห้ออื่น หรือ สินค้าประเภทต่างๆ เพราะอาจเจอเรื่องของลิขสิทธิ์ อีกทั้งเมื่อมีการประชาสัมพันธ์หรือทำการตลาดออกไปแล้ว ลูกค้าจะเกิดความสับสนขึ้นได้ การตั้งชื่อตามที่อยู่หรือแหล่งผลิตก็เช่นกันต้องพึ่งต้องระวังไม่ให้ซ้ำกัน เช่น ตั้งชื่อตามจังหวัด อำเภอ ตำบล ตัวอย่าง น้ำพริกศรีราชา , กล้วยตาก บางกระทุ่ม เป็นต้น
จูงใจ คือ ชื่อที่ดีต้องจูงใจ เร้าใจ โดน ปัจจุบันนี้แม้แต่ชื่อหนังสือ ชื่อเพลง ก็ต้องออกมาในเชิงการจูงใจด้วยถึงจะขายดีหรือมีคนสนใจอยากที่จะติดตามฟัง เช่น เพลงรักเมียที่สุดในโลก ,เพลงเรื่องบนเตียง เป็นต้น
จดจำได้ง่าย คือ ชื่อที่ดี หากว่าทำการโฆษณา ทำการประชาสัมพันธ์ออกไป ไม่นาน คนก็สามารถจดจำกันได้ในทันที
ฉะนั้น การตั้งชื่อจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการทำการตลาด และเป็นเรื่องที่นักการตลาดไม่ควรละเลยในการตั้งชื่อให้เหมาะสมกับตัวสินค้า
กลยุทธ์โปรโมชั่นมิกซ์ คือ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การขายโดยตรงและการส่งเสริมการขาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ ส่วนผสมทางการตลาด”
การโฆษณา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะหากว่าเรามีสินค้าดี แต่เราไม่สามารถทำให้คนรู้จักในวงที่กว้าง ก็จะทำให้ยอดขายของเราน้อย ซึ่งการโฆษณาที่ดีควรคำนึงถึงเรื่องของ การเข้าถึงคนจำนวนมาก , ค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อโฆษณา , การสร้างความถี่ในการโฆษณา เป็นต้น
การประชาสัมพันธ์ เป็นการใช้สื่อเพื่อกระจายข่าวให้แก่สาธารณชน ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการโฆษณา อีกทั้งในยุคปัจจุบัน นักการตลาดมักให้ความสนใจในเรื่องของการประชาสัมพันธ์กันมากขึ้น ก็เนื่องมาจาก การประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการโฆษณา อีกทั้งสามารถจูงใจ สร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าด้วย
การขายโดยตรง เป็นการใช้พนักงานขายเป็นสื่อในการขายโดยตรง เพราะการอธิบายสินค้าโดยพนักงานขายจะทำให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจลูกค้าสามารถซักถามได้ทันที อีกทั้งหากพนักงานขายมีความสามารถในการนำเสนอ ก็สามารถจูงใจลูกค้าให้ซื้อสินค้าได้มากกว่า การขายโดยผ่านทางสื่อต่างๆ
การส่งเสริมการขาย เป็นการจูงใจหรือเป็นการกระตุ้นยอดขายวิธีหนึ่งโดยผ่านช่องทางดังนี้ 1.ผ่านพนักงานขาย อาจให้ค่าคอมมิชั่นแก่พนักงานขายเพิ่มขึ้น 2.ผ่านทางร้านค้า อาจให้ผลประโยชน์ส่วนลดแก่ร้านค้า 3.ผ่านทางผู้บริโภคหรือลูกค้าโดยตรง เช่น ลด แลก แจก แถม
ทั้งนี้ การใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นมิกซ์ ควรคำนึงถึง ปัจจัยเหล่านี้ด้วย 1.จังหวะเวลาหรือช่วงเวลาในการนำไปใช้ 2.ความเหมาะสมหรือความสอดคล้องกับสินค้าหรือบริการของเรา และ 3.งบประมาณ มีความสำคัญมากๆ เพราะถ้าหากเรามีงบประมาณที่จำกัด การใช้โปรโมชั่นมิกซ์ บางอย่างอาจจะทำไม่ได้เป็นต้น
กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนใหญ่ นักการตลาดมักใช้เรื่องของ การลดต้นทุน การสร้างความแตกต่างไปในทางที่ดีกว่าคู่แข่งขัน และความรวดเร็ว
การลดต้นทุน เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการตลาด เพราะว่าหากว่าเราขายสินค้าที่ถูกกว่า แต่มีคุณภาพเท่ากัน ลูกค้าก็มักจะซื้อสินค้าของเรามากกว่าคู่แข่ง นักการตลาดจึงต้องหาวิธีในการลดต้นทุนลงเพื่อที่จะได้ขายสินค้าในราคาถูกกว่าคู่แข่งขัน
การสร้างความแตกต่างไปในทางที่ดีกว่าคู่แข่งขัน เป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากเรา หากว่าเราไม่สามารถทำให้ต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งได้ นักการตลาดที่ดีก็ควรเลือกกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างไปในทางที่ดีกว่าสินค้าของคู่แข่งขัน การสร้างความแตกต่างจะทำให้ลูกค้าไม่สามารถอ้างได้ว่า สินค้าคู่แข่งถูกกว่า ก็เนื่องจากว่าสินค้า ไม่เหมือนกันหรือแตกต่างกันนั้นเอง จึงทำให้การตั้งราคามีความแตกต่างกัน
ความรวดเร็ว เป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการจากเรา ถ้าสมมุติว่า เราจะเลือกซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง เราเข้าไปในร้าน 3 ร้าน ร้านที่ 1 บอกว่า หากจ่ายเงินวันนี้จะได้ของอีก 7 วัน สำหรับร้านที่ 2 บอกว่า ถ้าจ่ายเงินวันนี้มารับของได้เลยอีก 3 วัน และร้านที่ 3 บอกว่า ถ้าจ่ายเงินวันนี้ เดี๋ยว 5 นาที รอรับของได้เลย ถามว่า เราจะเลือกซื้อร้านไหน ถ้าปัจจัยอื่นๆ มีความเหมือนกันทุกประการ คำตอบก็คือ เราเกือบทุกคนจะเลือกร้านที่ 3
ฉะนั้น กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน จึงเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะยาวในการต่อสู้สมรภูมิทางการตลาด ว่าเราจะเลือกเดินในทิศทางใด
กลยุทธ์การนำสินค้าใหม่เข้าตลาด ในยุคปัจจุบัน มีสินค้ามากมายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ การนำเสนอสินค้าใหม่เพื่อเข้าตลาด จึงมีความสำคัญมากเพราะหากว่าถ้าเข้าผิดที่ ผิดเวลา หรือไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า สินค้านั้นก็จะตายไปจากตลาดในที่สุด ดังนั้น การนำสินค้าใหม่เข้าตลาดจึงควรคำนึงถึงปัจจัยดังนี้
การตั้งราคาสินค้าใหม่ (จะตั้งราคาต่ำกว่า สูงกว่าหรือเท่ากับคู่แข่งขัน), กลยุทธ์การโฆษณาสินค้าใหม่(การใช้สื่อต่างๆในการโฆษณา ช่วงจังหวะในการโฆษณา ความถี่ในการโฆษณา งบประมาณในการโฆษณา) , กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด( 4 P ผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย ราคาและการส่งเสริมการตลาด)
กลยุทธ์แห่งสงคราม เป็นการปรับพิชัยสงครามของจีนเพื่อนำมาใช้ในทางการตลาด เช่น กลยุทธ์แบบกองโจร , กลยุทธ์การตีปีกข้าง , กลยุทธ์การตีโอบ , กลยุทธ์การโจมตีแบบเผชิญหน้า เป็นต้น
ฉะนั้น นักการตลาดที่ดีและเก่ง ควรทำการศึกษาและเรียนรู้ ศาสตร์ทางการตลาดทั้งใหม่และเก่าอยู่เสมอ อีกทั้งต้องมีศิลปะในการนำเอาศาสตร์ทางการตลาดมาประยุกต์ เพื่อที่จะได้นำศาสตร์ต่างๆไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
...
  
การจัดการเวลา 8+8+8
จัดการเวลา 8+8+8
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
ภายในชีวิตของคนเรามีเวลาเท่ากันกล่าวคือ วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกๆคน ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพอะไร ไม่ว่าเราจะมีชนชาติใด ไม่ว่าเราจะมีฐานะร่ำรวยสักปานใด เราก็มีเวลาเท่ากันทุกๆคน ภายในโลกกลมๆนี้
การจัดการเวลาหรือการบริหารเวลา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งการจัดการเวลามีหลากหลายรูปแบบ และมีเทคนิคที่หลากหลาย แต่ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวในเรื่องของการจัดการเวลาในรูปแบบ 8+8+8
8 ชั่วโมงสำหรับการนอน การพักผ่อน 8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน และ 8 ชั่วโมงสำหรับการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่นการเดินทาง การกิน การพูดคุย การเล่น Facebook เป็นต้น
ซึ่งการจัดการในรูปแบบ 8+8+8 นี้ เราสามารถยืดหยุ่นได้ อีกทั้งเราสามารถลด เพิ่ม เวลาในด้านต่างๆ เช่น หากเราลดเวลานอนลงไปให้น้อยกว่า 8 ชั่วโมง สมมุติเหลือ 6 ชั่วโมง เราจะมีเวลาสำหรับการทำงานหรือการทำกิจกรรมต่างๆได้มากขึ้นอีก 2 ชั่วโมง หรือ บางคนอาจมีเวลาทำงานถึง 12 ชั่วโมง ก็โดยการลดเวลาด้านการนอนและลดเวลาด้านการทำกิจกรรมอื่นๆ ลง เพื่อให้ได้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น
ทั้งนี้ การจัดการเวลาในรูปแบบ 8+8+8 นี้ ไม่มีหลักเกณฑ์ในการแบ่งเวลาแบบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจะนำไปประยุกต์ใช้ อีกทั้งหากว่าเวลาในด้านใดน้อยจนเกินไป เราก็สามารถหาเทคนิคต่างๆเข้ามาใช้ เช่น บางคนใช้เวลานอนน้อยเกินไป จนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เราก็อาจจะใช้เทคนิค การงีบ การหยุดพักผ่อน เข้าช่วย
อดีตประธานาธิบดี หลายๆท่าน ใช้เวลาทำงานและใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆมาก เช่นต้องเดินทางไปในที่ต่างๆเพื่อหาเสียง เพื่อบริหารบ้านเมือง ทำให้มีเวลานอนน้อยลง เขาจึงใช้วิธีการงีบ เป็นช่วงๆ เช่น งีบบนเครื่องบินในระหว่างเดินทางไปในที่ต่างๆ , งีบตอนพักเที่ยง เป็นต้น
ฉะนั้น ถ้าอยากจัดการในรูปแบบ 8+8+8 ให้ได้ดีต้อง มีการวางแผน มีเครื่องมือช่วย อีกทั้งยังต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
มีการวางแผน เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญมากในการจัดการเวลา เพราะหากไม่มีการวางแผน เราคงไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมาย เราจะใช้เวลาไปวันๆ แต่มีผลงานน้อยกว่า บุคคลที่มีแผนการในการทำงาน บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เช่น วางแผนรายวัน วางแผนรายสัปดาห์ วางแผนรายปี วางแผนราย 3 ปี วางแผนราย 5 ปี วางแผนราย 10 ปี เป็นต้น
มีเครื่องมือช่วย เช่น ไดอารี่ , สมุดบันทึก , ใบแผนปฏิบัติงาน , คอมพิวเตอร์ , โทรศัพท์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความทันสมัย สามารถช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็มีส่วนสำคัญ ในการจัดการเวลา เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะทำให้เพิ่มหรือลดเวลาของเราได้ เช่น ในกรุงเทพฯมีปัญหาเรื่องรถติด ทำให้หลายๆคนต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงานตอนเช้าและเสียเวลาเดินทางกลับ เป็นจำนวน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการตื่นให้เช้าขึ้น เดินทางให้เช้ามากขึ้น เพื่อลดปัญหาในการเดินทางที่เกิดจากการจราจรติดขัด หรือ เราอาจจะเดินทางกลับจากที่ทำงานถึงบ้าน ช้าลงอีก โดยใช้เวลาทำงานอยู่ในที่ทำงาน ก็จะทำให้เรามีเวลาทำงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเสียเวลาเดินทางน้อยลง
พฤติกรรมการเล่น Facebook และพฤติกรรมการเล่น Social Network ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดการเวลาของเราไม่ดีเท่าที่ควรหรือขาดความสมดุล เพราะบางคนเล่นมากจนเกินไปทำให้ขาดการพักผ่อน อีกทั้งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลงไป หากต้องการการจัดเวลาให้ดีขึ้น เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ เช่น เราจำเป็นจะต้องมีวินัยมากขึ้น บังคับตัวเอง สร้างตารางเวลาการจัดการเวลาให้แก่ตนเอง ตัวอย่าง เราจะใช้ Social Network ทุกวันไม่เกิน 30 นาที เป็นต้น
ดังนั้น การจัดการเวลา 8+8+8 จึงเป็นการจัดการเวลารูปแบบหนึ่ง ที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย สำหรับปัจจัยที่ทำให้การจัดการเวลาไม่มีประสิทธิภาพ คงขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อม (รถติด,ฝนตก,น้ำท่วม,ไฟดับ,แผ่นดินไหว) ขึ้นอยู่กับบุคคลอื่นๆ(เจ้านาย,ลูกน้อง,พ่อแม่,ลูก)และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การจัดการเวลาไม่มีประสิทธิภาพก็คงขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง


...
  
การบริหารเวลากับการวิเคราะห์งาน
การบริหารเวลากับการวิเคราะห์งาน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักจะบริหารเวลาอย่างมีศิลปะ เพราะคนเรามีเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากัน แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากกว่าบุคคลโดยทั่วไป การวิเคราะห์งานเป็นปัจจัยหนึ่งของการใช้เวลาอย่างมีศิลปะ
ภายใน 24 ชั่วโมง ของคนเรา มักมีการใช้เวลาที่แตกต่างกัน การทำงานก็มีความแตกต่างกัน บางคนประกอบธุรกิจส่วนตัว บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นวิทยากร บางคนรับราชการ บางคนทำงานเอกชน บางคนเป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ฯลฯ
นักเรียน มักจะใช้เวลาเรียนตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์
นักศึกษา นิสิต ภาคปกติมักเรียน จันทร์-ศุกร์ ส่วนภาคพิเศษหลายแห่งอาจเรียน เสาร์ – อาทิตย์
ข้าราชการ พนักงานของรัฐ ส่วนใหญ่มักทำงาน จันทร์-ศุกร์
พนักงานบริษัท ส่วนใหญ่ทำงาน จันทร์-เสาร์
พนักงาน 7-11 , พนักงานห้างสรรพสินค้า มักทำงานเป็นกะ
นักเขียนหลายคนทำงานช่วงกลางวัน และอีกหลายคนทำงานช่วงกลางคืน
บางคนมีหลากหลายอาชีพ เช่น ตัวของกระผมมีหลายอาชีพ อาชีพที่ 1 อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย , อาชีพที่ 2 เขียนหนังสือขาย , อาชีพที่ 3 ทนายความ , อาชีพที่ 4 วิทยากร , อาชีพที่ 5 เจ้าของธุรกิจ(สถานีวิทยุและจัดรายการวิทยุ) เป็นต้น
ฉะนั้นการแบ่งแยกงานเพื่อทำการวิเคราะห์จึงทำให้เราสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ช่วงเช้ามืด 5:00-8:00 น. ผมมักใช้เวลาในการเตรียมงานวิทยากรและงานเขียน, ช่วง 9:00-16:00 น. ผมมักใช้เวลาเพื่อสอนหนังสือในอาชีพอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย , ช่วงเวลาตอนเย็น16:00-19:00 น.ส่วนใหญ่ผมมักจะใช้เวลาในการเตรียมงานทนายความหรืออ่านหนังสือทางด้านกฏหมาย, ช่วงเวลาค่ำ 19:00-20:00 น. ผมมักใช้เวลาในการจัดรายการวิทยุ ,ช่วงเวลากลางคืน 20:00-23:00 น. ผมจะใช้เวลาในการเขียนหนังสือ เป็นต้น
การวิเคราะห์ลักษณะงาน จึงทำให้เราเป็นคนใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำไมผมถึงต้องใช้เวลา ช่วงเช้ามืด 5:00-8:00 น. ผมมักใช้เวลาในการเตรียมงานวิทยากรและงานเขียน และ 20:00-23:00 น. ผมจะใช้เวลาในการเขียนหนังสือ เพราะงานเขียน เป็นงานที่ต้องใช้สมาธิ ใช้เวลา เป็นอันมาก
อีกทั้งการบริหารเวลาที่ดี เราควรวางแผนเป็นปีๆ เพราะจะทำให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดยิ่งขึ้น เช่น งานอาชีพวิทยากร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ของแต่ละปี จะไม่ค่อยมีมากนักโดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นหน่วยงานราชการ เพราะเป็นช่วงต้นงบประมาณ(ตุลาคมของทุกปี) ทำให้อาชีพวิทยากรของผมได้พักผ่อนแล้วได้มีโอกาสใช้เวลาในการเขียนหนังสือมากยิ่งขึ้น
ฉะนั้น การวิเคราะห์ลักษณะงานกับการบริหารเวลา จึงทำให้เราสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการใช้เวลาของกระผมข้างต้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วจะเอาเวลาไหน ไปเดินทาง แล้วเวลากิน เวลาคุย เวลาเล่น ละ อยู่ไหน เนื่องจากกระผมเชื่อว่า การบริหารเวลาเป็นศิลปะ ผู้บริหารเวลาจึงควรมีการยืดหยุ่น การใช้เวลาเพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
...
  
การบริหารเวลา การตรงต่อเวลา
การบริหารเวลา การตรงต่อเวลา
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
จากการสังเกตของกระผม คนไทยเราเป็นจำนวนมากมักมีปัญหาในเรื่องของการตรงต่อเวลา เมื่อถึงเวลานัดหมายมักไปสายหรือไปช้ากว่าเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การสัมมนา การนัดหมายเพื่อทำธุระส่วนตัว หรือ การเข้าชั้นเรียนของบรรดานิสิต นักศึกษา
การฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลา มีข้อดีหลายอย่าง เช่น จะทำให้เราได้ผลงานเป็นจำนวนมาก ฝึกตนเองให้เป็นคนมีวินัย ฝึกการฝืนใจตนเอง ฝึกการปฏิเสธใจของตนเอง เป็นต้น ตัวอย่าง ถ้าหากคุณเป็นนักเขียน คุณกำหนดเวลาตั้งแต่ 20:00-23:00 น. คุณจะเขียนหนังสือ แต่หากมีเพื่อนชวนไปดูภาพยนตร์หรือชวนไปเดินเที่ยว แล้วคุณไม่มีวินัยหรือไม่กล้าปฏิเสธ ก็จะทำให้เวลาเขียนหนังสือของคุณลดน้อยลงไป ผลงานหนังสือที่ต้องการก็จะไม่ได้ตามกำหนดที่ได้ตั้งไว้ แต่หากว่าเรามีการทำงานที่ตรงต่อเวลา ก็จะทำให้ร่างกาย จิตใจของเราเปลี่ยนสภาพ เตรียมพร้อม เตรียมพลังงานไว้สำหรับเวลานั้นๆ(กำหนดเวลาตั้งแต่ 20:00-23:00 น. เขียนหนังสือ)
การตรงต่อเวลานี้ ยังรวมไปถึง การไม่ยอมส่งงานตามเวลาที่กำหนด ทำให้หลายคนติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้งานค้างเป็นจำนวนมาก ดังสุภาษิตว่า “ ดินพอกหางหมู ” บางคนงานค้างจนกระทั่ง “ ดินจะพอกตัวของหมูไปอีกต่างหาก” ฉะนั้น หากใครรู้ว่ามีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งก็จงแก้ไขโดยเร็ว เพราะการผัดวันประกันพรุ่งจะทำให้งานง่ายเปลี่ยนเป็นงานยากและงานที่ยากอยู่แล้วเป็นงานที่ยิ่งยากขึ้นอีก
ลักษณะการตรงต่อเวลา จึงเป็นนิสัยของคนทำงานเก่ง
พลตรีหลวงวิจิตรวาทการเป็นตัวอย่างเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ท่านเป็นคนที่มีลักษณะตรงต่อเวลา ด้วยความเพียรทำให้ท่านมีผลงานการเขียนมากถึง 200 กว่าเรื่อง
โทมัส อัลวา เอดิสัน ด้วยความเพียรและทำงานตรงต่อเวลาที่ตนเองได้กำหนด ทำให้เขามีสิ่งประดิษฐ์มากกว่า 1,000 ชิ้นซึ่งเขาได้นำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์
ตรงกันข้าม คนที่ไม่ตรงต่อเวลา มักจะเป็นคนที่ขี้เกียจ คนที่ไม่มีระเบียบวินัย เป็นคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เช่นการผิดนัดเป็นประจำ(ข้อแนะนำควรไปก่อนเวลานัดสักประมาณ 10 นาที)หรือไม่ยอมส่งงานตามกำหนดเวลาหรือไม่ยอมให้บริการตามเวลาที่กำหนดไว้(ตัวอย่าง สายการบินใด ไม่ตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือก็จะลดลง) เป็นคนหลีกเลี่ยงงาน ฉะนั้น หากท่านต้องการความสำเร็จ ท่านควรฝึกการวางแผนการใช้เวลา ไม่จะเป็นเวลากิน เวลานอน เวลาทำงานต่างๆ ให้ติดตัวของท่าน อีกทั้งควรหาเครื่องมือช่วย เช่น มีนาฬิกาตั้งเวลาหรือนาฬิกาคอยเตือน , มีหนังสือวางแผนงาน , มีการทบทวน ตรวจสอบการใช้เวลาก่อนเข้านอน เป็นต้น



...
  
มีเวลาทำงานมาก ไม่ได้หมายความว่าทำงานได้ดี
มีเวลาทำงานมาก ไม่ได้หมายความว่าทำงานได้ดี
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
หลายคนมักคิดว่า หากมีเวลาทำงานมากขึ้น งานย่อมออกมาดีขึ้นและได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่จริงๆแล้ว ไม่แน่เสมอไป
บริษัทส่วนใหญ่มักกำหนดเวลาทำงาน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น เคยมีบริษัทแห่งหนึ่ง อยากให้พนักงานทำงานให้บริษัทมากขึ้น เลยกำหนดเวลาใหม่ ให้พนักงานเข้าทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น (เพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมง) ผลออกมาเป็นอย่างไร? ปรากฏว่า บริษัทแห่งนั้น มีผลงานน้อยกว่าเดิม เนื่องมาจากอะไร?
เนื่องมาจากพนักงานส่วนใหญ่ แทนที่จะมาถึงแล้วเริ่มต้นทำงานเลย กลับใช้เวลาในช่วงเช้าในการอ่านหนังสือพิมพ์ กินกาแฟสักแก้ว คุยกัน นินทากัน กว่าจะเริ่มทำงานจริงๆ ก็เป็นเวลา 9 โมงเช้า เท่าเดิม
สำหรับช่วงบ่าย ช่วงพักรับประทานอาหาร ก็ไปเดินเที่ยวห้าง ซื้อของ กว่าจะกลับมาที่โต๊ะทำงานก็ช้าไปอีกคนละเกือบ 5-10 นาที แล้วจึงเริ่มทำงาน พอ 5 โมงเย็น เริ่มที่จะจับกลุ่มคุยกัน วิจารณ์การเมือง พูดคุยกันเรื่องละคร ข่าวต่างๆ เหตุเพราะพนักงานส่วนใหญ่คิดว่า ต้องทำงานมากขึ้น 2 ชั่วโมง จึงอยากที่จะพักผ่อนบ้าง เหตุนี้จึงทำให้ปริมาณงานที่ทำไม่เพิ่มขึ้นและงานออกมาไม่ดีขึ้น
ที่นี่ เรื่องเป็นอย่างไรต่อ ผู้บริหารเริ่มสังเกตและมองเห็นเหตุการณ์ จึงมานั่งประชุม แล้วจึงสรุปว่า ให้พนักงานทุกๆคนกลับไปใช้ช่วงเวลาในการทำงานดังเดิม คือ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น แต่ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ ผลปรากฏว่า ปริมาณงานมากขึ้นและงานออกมาดีขึ้นกว่าการทำงานในช่วงเวลา ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น เพราะพนักงานมีความรู้สึกต้องทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น
ฉะนั้น การมีเวลาทำงานมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่า งานนั้นจะออกมาดีหรือมีผลงานมากขึ้นเสมอไป 1 ชั่วโมงที่มีอยู่ของแต่ละคน บางคนอาจใช้อย่างคุ้มค่า แต่สำหรับบางคนก็มักจะปล่อยเวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า
เวลาเป็นเงินเป็นทอง หากว่าพวกเราลองสมมุติว่า 1 ชั่วโมง เรามีค่าเป็นเงิน 2,000 บาท เราคงไม่ปล่อยช่วงเวลา 1 ชั่วโมง ของเราไปกับ การนั่งคุยกัน นั่งนินทากัน แต่เราจะใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเราจะเลือกทำงานชิ้นสำคัญที่สุดก่อน
สำหรับการจะใช้เวลาทำงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพนั้น เราควรเลือกใช้เวลากับกิจกรรมหรืองานที่มีคุณค่าสูงอยู่เสมอ เช่น หากคุณเป็นนักขาย งานที่คุณค่าสูงของคุณ ก็คือการ ขายสินค้า , การโทรศัพท์ติดต่อลูกค้า , นำเสนอขาย , การกรอกข้อมูลรายงานการขายสินค้า เป็นต้น ดังนั้น คุณต้องใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้ให้มากกว่า การใช้เวลาพูดคุยกันกับเพื่อน แทนที่จะเป็นการพูดคุยกันกับลูกค้า , คุณควรใช้เวลาในการโทรศัพท์ติดต่อกับลูกค้า มากกว่า พูดคุยโทรศัพท์เรื่องส่วนตัว ฯลฯ
การควบคุมการใช้เวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าจะให้ดีคุณควรจัดทำแบบบันทึกปริมาณการทำงานของคุณไว้ด้วยยิ่งจะทำให้คุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น หากคุณเป็นนักขาย คุณควรกำหนดรายละเอียดลงไปภายในแบบบันทึกปริมาณการทำงานของคุณ ว่าคุณมีเป้าหมายในการโทรศัพท์ไปหาลูกค้ากี่ราย และ โทรศัพท์ไปหาลูกค้าจริงๆ กี่ราย , เป้าหมายการไปพบเพื่อนำเสนอขายสินค้า สัปดาห์หนึ่งกี่คน แล้วคุณทำได้กี่คน เป็นต้น สำหรับแบบบันทึกปริมาณการทำงานคุณอาจต้องทำเป็น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ก็จะยิ่งทำให้การใช้เวลาในการทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



...
  
ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce
ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา และ บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งจะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone
สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าสู่ AEC ในครั้งนี้ หลายฝ่าย หลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ได้ให้ความสำคัญและมีการพูดถึงกันมาก ซึ่งหลายๆหน่วยงานได้มีการจัดให้ความรู้แก่ประชาชนในหลายๆ วิชา ไม่ว่าจะเป็นเรี่องของ กฎหมาย , การจัดการ, การบัญชี , การเงิน , ประกันภัย และอีกหลายวิชา
สำหรับบทความนี้ กระผมขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องของการตลาด E-Commerce หรือ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” คำว่า “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” มีผู้ให้คำนิยามไว้หลายความหมาย เช่น
“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2542)”
“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (WTO, 1998)
“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของ การประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ” (OECD, 1997)
การตลาด E-Commerce มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจ การบริหาร การจัดการ เพื่อทำให้องค์กรเกิดความก้าวหน้า เกิดกำไร เกิดความมีชื่อเสียง ทำไมต้องทำการตลาด E-Commerce สำหรับ AEC เพราะ โลกยุคนี้เป็น โลกของการรวมเป็นหนึ่ง โลกแห่งการสื่อสาร โลกแห่งเครือข่าย โลกแห่งการไร้ซึ่งขอบเขต ซึ่งทำให้ประเทศไทยและหน่วยงานธุรกิจจะต้องทำงานค้าขายร่วมกับประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น
หากพูดถึงเรื่องของการตลาดในยุคก่อน เรามักมีการใช้การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่ยุคนี้ สื่อที่มีความสำคัญและมาแรงมาก ได้แก่ สื่อทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีคนใช้การเกือบครึ่งโลก การตลาดแบบ E-Commerce จึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ข้อมูลประเทศใน AEC ที่ใช้ อินเตอร์เน็ต ประเทศสิงคโปร์มีประชาชนใช้อินเตอร์เน็ต เกือบ 100 % (เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆและมีประชากรไม่มากนัก) รองลงได้แก่ประเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์
สำหรับช่วงเวลา ชั่วโมง ในการเล่นอินเตอร์เน็ตของคนในประเทศ AEC ที่ใช้เวลาในการเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมากที่สุด ได้แก่ เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตามลำดับ
ด้านแนวโน้มการใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตของคนไทย ในอนาคต คนไทยจะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่ลดน้อยลง แต่คนไทยจะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือและTablet มากขึ้น และราคาโทรศัพท์และราคา Tablet ก็จะมีราคาที่ถูกลง
ข้อมูลในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรประมาณ 66 ล้านคน คนไทยใช้อินเตอร์เน็ต 20 ล้านคน เรามีการใช้โทรศัทพ์มือถือเป็นจำนวนมาก บางคนใช้ 2-3 เครื่อง มีการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นจำนวนถึง 26 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้ Social Network ถึง 18 ล้านคน การใช้อินเตอร์มากขึ้นในยุคปัจจุบัน จึงทำให้คนไทยคุยโทรศัพท์กันน้อยลง แต่จะคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น
การที่คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตกันมากในยุคปัจจุบัน ทำให้มีการทำธุรกรรมผ่าน Internet/Mobile Banking in Thailand กันมากขึ้น เพราะมีความสะดวก เสียค่าใช้จ่ายถูก รวดเร็ว ใช้ง่าย ซึ่งแต่ละธนาคารมีการลงทุน มีการจัดระบบ และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ามาใช้กันมากขึ้น
การซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี ซึ่งสินค้าที่ขายดีในอินเตอร์เน็ต ยุคนี้ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, เครื่องแต่งกายแฟชั่น , โรงแรมและการท่องเที่ยว,ผลิตภัณฑ์ยานยนต์,สิ่งพิมพ์เครื่องใช้สำนักงานและธุรกิจบริการ
ฉะนั้น หากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำการตลาดผ่าน E-Commerce ท่านคงต้องมีวิธีการดูแลลูกค้าหรือมีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งเราสามารถทำได้โดยผ่านทาง เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ , มีอีเมล์หรือส่งคำถามผ่านหน้าเว็บไซต์ , มีการใช้ระบบสนทนาลูกค้าผ่าน Live Chat เช่น MSN , Skype , Gtalk เป็นต้น
สำหรับ วิธีการประชาสัมพันธ์ธุรกิจก็มีความสำคัญไม่ใช่น้อย หากว่าท่านมีเว็บไซต์ มีระบบการตลาด E-Commerce ดี แต่ท่านไม่ได้ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนมาใช้บริการของท่าน ก็จะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำกำไร ท่านควรมีการทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผ่านทั้งวิธีออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ธุรกิจจำนวนมากมีระบบ E-Commerec มีเว็บไซต์ที่ดีและสวยงาม แต่ไม่ได้ทำการโฆษณาและทำการประชาสัมพันธ์เป็นจำนวนมาก มากถึง 66 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
การมีเว็บไซต์มีความสำคัญมาก เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนหน้าร้านค้า ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดทำเว็บไซต์ E-Commerce ก็ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อสินค้าบริการ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค เพื่อลดต้นทุนการบริหารงาน และเพื่อความทันสมัยทันยุคทันเหตุการณ์
ในการทำธุรกิจ E-Commerce เราสามารถให้ลูกค้ามาชำระสินค้าเราได้หลายทาง โดยผ่านทางออฟไลน์(โอนเงินเข้าบัญชีทางธนาคาร,โอนเงินชำระทางไปรษณีย์,ชำระกับพนักงานโดยตรง,จ่ายเงินผ่าน 7-11) หรือใช้วิธีการออนไลน์ (ตัดเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ,ตัดผ่านบัตรเครดิต,ชำระผ่าน ATM )
ส่วนการจัดส่งสินค้าของธุรกิจ E-Commerce มีหลายวิธี ซึ่งปัจจุบันทำได้ง่ายดายกว่าในอดีต เช่น ใช้พนักงานขนส่งของบริษัทตนเอง, ส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์(ซึ่งถือว่าพนักงานไปรษณีย์รู้สถานที่ต่างๆดีที่สุดและมีมาตราฐานระยะเวลาในการจัดส่งที่ได้มาตราฐานมีระบบตรวจเช็คประกันสินค้า),การใช้บริการขนส่งสินค้าผ่านบริษัทเอกชน, การส่งข้อมูลต่างๆผ่านทางออนไลน์ เป็นต้น
อุปสรรคที่สำคัญ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในการจัดส่งสินค้า ได้แก่ ราคาค่าขนส่งมีราคาที่สูง , การส่งสินค้ามีความล่าช้าในการจัดส่ง , ไม่มีการรับประกันการส่งมอบสินค้า, คุณภาพในการจัดส่งไม่มีมาตรฐาน, ขั้นตอนในการจัดส่งยุ่งยากไม่สะดวก เป็นต้น
ในแง่ของพฤติกรรมของลูกค้าที่เป็นอุปสรรคต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce คือ ลูกค้ากลัวปัญหาการฉ้อโกง เพราะลูกค้าต้องส่งเงินไปก่อนแล้วได้รับสินค้าในภายหลัง , กลัวได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณาเพราะไม่ได้เห็นสินค้าก่อนการสั่งซื้อดูแต่รูปภาพ , ไม่มีความเชื่อมั่นในการชำระเงิน , ลูกค้ามีความกลัวในการขโมยข้อมูลบัตรเครดิต , ลูกค้ามีความต้องการให้ผู้ขายพูดคุยมากกว่าการติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ต , ลูกค้ากลัวการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ
สำหรับสินค้าประเภท OTOP ของไทยซึ่งมีจำนวนมาก หากต้องการขายสินค้าผ่าน E-Commerce ก็คงต้องมีการพัฒนาหีบห่อ มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้า อีกทั้งต้องมีระบบการจัดส่งสินค้าที่ดีอีกด้วย
หากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำการตลาด E-Commerce ท่านควรหารูปแบบในการขายสินค้าและการทำการตลาดเป็นของตนเอง เช่นท่านต้องมีหน้าร้านออนไลน์ ท่านต้องมีการพนักงานรับโทรศัพท์ ท่านต้องมีการจัดระบบที่ดีคือ มีการจัดการสินค้าและข้อมูลสินค้า มีกระบวนการดำเนินการซื้อขาย มีการให้บริการชำระเงิน มีการจัดส่งที่มีมาตรฐาน และมีฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์(ให้บริการช่วยเหลือและให้ข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า ให้บริการตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้า บริการหลังการขายสินค้าหากมีปัญหา แจ้งสถานการณ์สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่การแจ้งให้ชำระเงิน) มีการบริการหลังการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้เราต้องมีการสื่อสารการตลาดที่ดีด้วย
การทำการตลาดผ่าน E-Commerce จึงมีข้อดีดังนี้ เราสามารถเปิดดำเนินการค้า 24 ชั่วโมงผ่านโลกอินเตอร์เน็ต , เราสามารถดำเนินการค้าอย่างไร้พรมแดนทั่วโลกอีกทั้งยังตัดปัญหาด้านการเดินทาง , มีการใช้งบประมาณลงทุนน้อย เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการรับส่งสินค้าและบริการ, ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์โดยสามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วโลกและบริษัทผู้ผลิตสามารถขายสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง สำหรับข้อเสีย อาจมีอยู่บ้าง เช่น หลายประเทศไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับผู้ซื้อผู้ขาย , ไม่มีการดำเนินการทางภาษีที่ชัดเจน ,ผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช้บริการ E-Commerce ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ซื้อของออนไลน์เป็นประจำ, ผู้ใช้งาน Internet เป็นประจำ, ผู้ที่มีความต้องการหาสินค้าแปลกใหม่,ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการซื้อ ฯลฯ
สรุป ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce หากว่าท่านต้องการขยายฐานการตลาดให้ใหญ่ขึ้น หากว่าท่านต้องการกำไรมากขึ้น หากว่าท่านต้องการขายสินค้าและบริการให้ได้มากขึ้น การตลาด E-Commerce ช่วยท่านได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยของเราในการค้าขายในยุค AEC ก็คือ เรื่องของภาษาอังกฤษ เพราะการติดต่อสื่อสารใน AEC เราต้องใช้ภาษาอังกฤษ เป็นสื่อกลาง หากว่าท่านไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็จะทำให้การสื่อสารมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการพูดติดต่อค้าขาย การเขียนเรื่องราวต่างๆลงในเว็บไซต์
สำหรับโอกาสในการทำธุรกิจของท่านจะมากขึ้น เนื่องจากประเทศใน AEC มีการใช้อินเตอร์เน็ตกันมากยิ่งขึ้นในอนาคต การซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี การสร้างเว็บไซต์ก็มีค่าใช้จ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับการเปิดร้านค้า
...
  
Promotion ทางการเมือง
Promotion ทางการเมือง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
เมื่อใกล้วันเลือกตั้งการเมืองเกือบทุกระดับในปัจจุบัน เรามักจะเห็น พรรคการเมืองและนักการเมือง ได้นำการตลาดมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการทำการ Promotion ทางการเมือง ดังจะสังเกตได้ตามป้ายโฆษณาหาเสียง สื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรศัพท์ ใบปลิว อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
Promotion ทางการตลาด มีมากมายเหลือเกินที่ นักการเมืองขุดเอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง ลด แลก แจก แถม การโฆษณา การขายภาพหัวหน้าพรรค การขายนโยบาย อีกทั้งมีรูปแบบที่มีความแหลกหลายในการใช้กลยุทธ์ต่างๆ จึงขอยกตัวอย่างในประเด็นที่สำคัญๆ ที่นักการเมืองนำ Promotion มาใช้ ดังนี้
1.การขายนโยบาย ลด แลก แจก แถม หรือ นโยบายประชานิยม เป็นนโยบายที่ได้นำการตลาดมาประยุกต์ใช้อย่างได้ผลค่อนข้างมาก ประชาชนคนเลือกตั้งหรือผู้บริโภค ถูกใจ อยากซื้อ หากว่า พรรคการเมืองหรือนักการเมือง นำมาใช้ได้อย่างโดนใจ ตัวอย่างเช่น พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน ได้นำเอามาใช้
โครงการกองทุนหมู่บ้าน(ที่ให้ทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมากู้ยืมเงินไปทำอะไรก็ได้) , โครงการบ้านเอื้ออาทร , โครงการรถยนต์คันแรก , โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร , โครงการแท็บแล็ต , โครงการค่าจ้างวันละ 300 บาท , โครงการเพิ่มเงินเดือน 15,000 บาท , โครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี , โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ , โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ฯลฯ
2.การขายผลิตภัณฑ์ประเภทบุคคล การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จะเห็นได้ชัดเจนว่า 2 พรรคการเมืองใหญ่ มีการขายผลิตภัณฑ์ประเภทบุคคลอย่างเด่นชัด พรรคเพื่อไทย มีการขายตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ โดยผ่านการชูนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีสโลแกนว่า “ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” และด้านพรรคประชาธิปัตย์ก็มีการขายภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งพรรคการเมืองทั้งสองพรรค ต้องใช้เงินอย่างมากมายมหาศาลในการทำการประชาสัมพันธ์ การโฆษณา ตามสื่อต่างๆ
สำหรับการเลือกตั้งปี 2554 ที่ผ่านไปนั้น มีนักวิชาการและหน่วยงานต่างๆประเมินกันว่า การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศแต่ละครั้งพรรคการเมืองต่างๆ ต้องใช้จ่ายเงินในการทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆมากถึง 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ดังข้อมูลของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สคช.)หรือสภาพัฒน์ได้ประมาณการณ์ว่าน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปี 2548 และ 2550(1) ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยคาดตัวเลขอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท , ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินไว้สูงกว่านั้น คือคาดว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้งน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดเข้ามาในระบบ 4-5 หมื่นล้านบาท(ข้อมูลจาก ประชาไทย.com)
3.การขายผ่านการตลาดแบบหลายชั้น MLM นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ได้มีการระดมสมาชิกพรรคได้เป็นจำนวนมากทั่วทั้งประเทศ อีกทั้งยังมีการระดมเครือข่ายคนเสื้อแดง จึงทำให้เป็นฐานคะแนนแก่พรรคเพื่อไทย เช่นกัน พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการจัดตั้งสาขาไปทั่วประเทศ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งจึงทำให้ทั้งสองพรรคการเมืองได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งมีสาขาน้อยกว่า สมาชิกน้อยกว่า มีศูนย์ประสานงานน้อยกว่า ทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่
4.การขายผ่านการตลาดแบบดึง เป็นการหาเสียงรณรงค์โดยผ่านสื่อต่างๆให้เกิดความคลอบคลุมกับประชาชนผู้เลือกตั้งมากที่สุด โดยเฉพาะสื่อสารมวลชน(สื่อกระจายเสียง,สื่อสิ่งพิมพ์,สื่อภาพยนตร์) สื่อสมัยใหม่(อินเตอร์เน็ต) เพื่อให้เกิดความสนใจ แล้วก่อให้เกิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
5.การขายผ่านการตลาดแบบทางตรง กล่าวคือเจาะจงไปยังตัวผู้เลือกตั้งแต่ละคนไปเลย เช่น การส่งจดหมายแนะนำตัวผู้สมัคร , การส่งสารอวยพร , การส่งประวัติ นโยบายพรรค ฯลฯ ทางไปรษณีย์หรือไปให้ถึงที่บ้านตัวต่อตัว
6.การขายผ่านนวัตกรรมใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา การเลียนแบบมักไม่เป็นที่จดจำ แต่หากใครทำอะไรใหม่ๆหรือเป็นคนแรกแล้วประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นที่จดจำแก่ประชาชนได้มากกว่า ถามว่าทำไมอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ จึงประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง เหตุหนึ่งก็คือ เขาได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาตลอดเวลาในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น การทำการตลาดเรียลิตี้โชว์วิธี “ แก้จน ” ที่อำเภออาจสามารถ , การแสดงความคิดหรือการที่จะขายหุ้นเพื่อซื้อทีมฟุตบอล(ซึ่งไม่ได้ทำ),การประชุมการหาเสียงผ่านวิดีโอลิงก์ ฯลฯ อีกทั้ง คุณทักษิณ เล่นกับสื่อเป็น จะเห็นได้ว่า ข่าวของคุณทักษิณ จะออกอยู่เป็นประจำไม่ว่าตอนอยู่ภายในประเทศหรือปัจจุบันอยู่ต่างประเทศ ก็ยังมีข่าวออกอยู่

สำหรับปัจจัยเสริมที่ทำให้การทำ Promotion ทางการเมือง ประสบความสำเร็จ ก็คือ พรรคการเมืองที่ทำการสำรวจความต้องการ สำรวจความนิยม(Polling) อยู่อย่างสม่ำเสมอและเป็นประจำ จะทำให้รับรู้ความต้องการของประชาชนผู้เลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ยิ่งช่วงรณรงค์หาเสียงก็จะมีการจัดทำอย่างเป็นระบบ จึงทำให้รู้ความต้องการและคาดเดาความต้องการในพื้นที่เลือกตั้งแต่ละแห่งได้
การทำ Promotion ทางการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และพรรคการเมืองที่ต้องการจะได้รับชัยชนะมักใช้การตลาดมาช่วยไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโอบามา ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งก็เพราะการนำการตลาดมาใช้ เช่น การนำเอาสื่อสมัยใหม่ การนำเอา Social Network มาใช้จนประสบความสำเร็จอย่างสูง การมีโลโก้ มีสโลแกน การขายตัวบุคคลคือขายตัวโอบามาเอง
สรุป การเมืองไทยคงยังต้องมีการใช้ศาสตร์ทางการตลาดเข้ามาผสมผสาน เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมือง นักการเมือง คนใด สามารถเลือกใช้ศาสตร์ทางการตลาดได้อย่างถูกต้องและถูกจังหวะก็จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่มีศิลป์ ในการนำเอาไปใช้ เพราะการตลาดเป็นทั้งศาสตร์กล่าวคือ สามารถทำการศึกษาได้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือ การเรียนในชั้นเรียน การสอบถามผู้รู้ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการแตกต่างกันก็คือ ศิลป์ เพราะถ้าใครรู้จักประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ตรงสถานการณ์ก็จะได้ผลสำเร็จมากกว่าคนที่ประยุกต์ใช้ไม่เป็นหรือประยุกต์ใช้ไม่เก่ง ท่านผู้อ่านก็สามารถนำศาสตร์ทางการตลาดไปใช้กับการเมืองได้เช่นกัน ถ้าหากท่านมีความต้องการที่จะนำไปประยุกต์ใช้
...
  
ประหยัดเวลาด้วยพลังของทีม
ประหยัดเวลาด้วยพลังของทีม
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
www.drsuthichai.com
กำแพงเมืองจีน พีรมิด สะพานโกลเดนเกต ตึกอาคารต่างๆ คงไม่ได้สร้างขึ้นมาจากเพียงคนคนเดียว แต่ได้ถูกสร้างขึ้น มาด้วยพลังของการทำงานเป็นทีม จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมเครือข่ายขายตรง จึงมียอดขายเพิ่มขึ้นทุกๆปี ก็เนื่องมาจากเขาเชื่อมครือข่ายทีมต่างๆที่มีผู้คนทำงานร่วมกันเป็นจำนวนมากมาย ทำให้สร้างยอดขายและรายได้มากมายมหาศาล ตรงกันข้ามกับกิจการขนาดเล็กที่มีคนจำนวนน้อยหรือกิจการเจ้าของคนเดียว ฉะนั้น หากท่านต้องการความสำเร็จ มียอดขาย ที่ยิ่งใหญ่ ท่านจำเป็นจะต้องมีคนหรือทีมงานจำนวนมากในการช่วยกิจการของท่าน
เช่นเดียวกันหากว่าคุณต้องการประหยัดเวลา ในอดีต ผมทำงานหลายอย่างซึ่งต้องใช้เวลาเป็นจำนวนมากเช่น การนำเงินไปฝากธนาคาร , การส่งสินค้า , การติดต่อลูกค้า , การบริการลูกค้า , การเดินทางไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ(ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์) เป็นต้น แต่เมื่อผมเริ่มเปลี่ยนความคิด เริ่มไว้ใจคนอื่นๆมากขึ้น ด้วยการทำงานเป็นทีม จึงมีคนช่วยทำงานหลายอย่างแทนผม ฉะนั้น หากคุณต้องการใช้เวลาของคนอื่นหรือของทีมงาน คุณก็ควรที่จะให้ความไว้วางใจในทีมงานของคุณ
จงใช้เวลาของคนอื่นและทีมงาน คนเราไม่สามารถทำงานใหญ่ได้ด้วยตนเอง พวกเราลองนึกภาพดู หากว่าพวกเราต้องการเปิดร้านขายข้าวมันไก่สักร้าน หากว่าเราต้องทำงานคนเดียว เราจะต้องทำอะไรบ้าง เราจะต้องไปซื้อไก่ ข้าว เครื่องปรุง ผักสด ที่ตลาดด้วยตัวเอง เราจะต้องทำข้าวมันไก่ด้วยตัวงเอง เราจะต้องเก็บจาน ต้องเสริฟ ต้องบริการ ต้องคิดเงิน ทอนเงิน ต้องล้างจาน ต้องเปิดร้าน ปิดร้าน อีกทั้งเมื่อมีคนแห่มาซื้อเป็นจำนวนมาก เราจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยิ่งร้ายไปใหญ่เมื่อเราต้องการเข้าห้องน้ำ ทำธุรกิจส่วนตัว เราจะทำอย่างไรกัน แค่คิดยังไม่ได้ลงมือทำจริง ก็ปวดหัวเสียแล้ว จริงไหมครับ
แน่นอน หลายๆคนอาจจะไม่ชอบทำงานร่วมกันกับผู้อื่น สาเหตุก็เนื่องมาจากการบริหารคนหรือทำงานร่วมกับคนมักจะมีปัญหามากกว่าการทำงานกับเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ดังนั้นการทำงานกับคนหรือทีมก็คงต้องอาศัยศิลปะหลายอย่าง ดังเช่นคำพูดของมหาเศรษฐีหลายท่านที่ให้แง่คิดเอา
- เจริญ สิริวัฒนภักดี “ คนเราถ้าไม่อดทน เอาแต่โมโหก็พังเลย ถ้าอดทนเพียงเสี้ยวนาที อารมณ์ร้อนหายไป ภัยก็หายไปด้วย ถ้าคนไทยใช้ความอดทนก็ไม่ต้องทะเลาะกัน อย่างคนญี่ปุ่นเขาใช้ความอดทนกันมาก”
- ชิน โสภณพนิช “ ผู้ร่วมงานทุกคนไม่ใช่เครื่องจักร หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ”
- นายมัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ประธานกลุ่มเนชั่นแนล “เมื่อผมเข้าใจพนักงานที่รับผิดชอบหน้าที่สำคัญอย่างถ่องแท้ ผมก็จะไม่ตั้งข้อสงสัยในตัวเขาอีกต่อไป ผมจะมอบหมายหน้าที่การงานให้เขาแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ แต่แน่ละถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น ผมก็ยังต้องตักเตือนเขาอยู่”
- ซึซึม โยชิอากิ คนญี่ปุ่นที่รวยที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2530-2532 ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนจากนิตยสาร Forbes “ ตัวเองไม่เอาการเอางานได้แต่พูดคุยโขมงโฉงเฉง ไม่ปรับตัวเองแต่กลับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปรับปรุงตัวเองเป็นวิธีการที่เลวมาก ทำไม่ได้ก็ต้องบอกว่าทำไม่ได้ ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี ด้านหนึ่งจะไม่ต้องเสียเวลา อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจได้เต็มที
ฉะนั้น หากท่านต้องการประหยัดเวลา หากว่าท่านต้องการความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ท่านคงต้อง
เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ท่านคงต้องมีศาสตร์และศิลปะในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น เมื่อท่านมีคนอื่นหรือมีทีมงานช่วย เราสามาถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่ายขึ้นและใหญ่มากขึ้นกว่าการทำงานเพียงคนเดียว ท่านว่าจริงหรือไม่จริง
...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  [10]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.